พ.ล.ท. Fujiko F Fujio Museum

วันแรกของการท่องเที่ยวนี้ เราจัดโปรแกรมสำหรับคุณลูกโดยเฉพาะ ด้วยการไปดูพิพิทธภัณฑ์ Fujiko F Fujio และ Legoland Discovery Center ค่ะ

เริ่มต้นวันด้วยการแซะคุณลูกขึ้นจากเตียง อากาศหนาวๆ แบบนี้คุณแม่ก็จัดการให้คุณลูกซักแห้งค่ะ :D จับเปลี่ยนชุดเสร็จสรรพก็พร้อมออกเดินทาง

จากที่พักในย่านอะกิบะ เรานั่งรถไฟไปที่สถานีชินจุกุเพื่อต่อรถไฟสาย Odakyu ไปลงที่สถานี Noborito ในเขตเมือง Kawasaki ซึ่งอยู่แถบชานเมืองโตเกียว

การมาเที่ยวที่พิพิทธภัณฑ์ Fujiko F Fujio นี้ จำเป็นจะต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าก่อนค่ะ โดยซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อ Lawson (มาถึงตรงนี้ ถ้าใครมีญาติพี่น้องหรือเพื่อนๆ อยู่ที่ญี่ปุ่นให้ช่วยซื้อก็จะสะดวกหน่อยค่ะ) โดยตั๋วนี้จะมีการระบุเวลาไว้ 1 วันจะมีทั้งหมด 4 รอบค่ะ เข้าใจว่าทางพิพิทธภัณฑ์ต้องจำกัดคนเข้าชมในแต่ละรอบเนื่องจากเป็นพิพิทธภัณฑ์ขนาดเล็ก ถ้านักท่องเที่ยวเข้าไปมากๆ ทีเดียวคงไม่สะดวกเป็นแน่

เมื่อได้ทั้งตั๋วรถไฟและตั๋วเข้าชมพิพิทธภัณฑ์เสร็จสรรพ ก็ได้เวลาลุยกันเลย จากสถานี Noborito ไปที่พิพิทธภัณฑ์มีรถบัสรับส่ง (เสียค่าโดยสารเพิ่มเติม) เป็นรถที่ช่วยบิลท์อารมณ์อยากเที่ยวได้เป็นอย่างดี เพราะทำเป็นลายตัวการ์ตูนดังๆ ของคุณ Fujiko F Fujio อย่างเที่ยวที่เราขึ้นก็เป็นรูปปาร์แมนและผองเพื่อน

bus

ไม่นานก็มาถึงพิพิทธภัณฑ์ซึ่งภายนอกดูเรียบง่ายมากๆ จนอาจจะดูไม่เหมือนเป็นพิพิทธภัณฑ์การ์ตูน (ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่พิพิทธภัณฑ์การ์ตูนหรอกนะ แต่เป็นพิพิทธภัณฑ์ของนักวาดการ์ตูนต่างหาก) ที่ด้านหน้าจะมีพนักงานสาวๆ จัดระเบียบนักท่องเที่ยวเพื่อให้เข้าชมตามรอบที่เราซื้อบัตรมา และมี audio guide ให้ยืมฟังด้วยค่ะ สำหรับคนต่างชาติก็มีภาษาอังกฤษให้เลือกด้วย

ข้างในจัดแสดงผลงานภาพวาดการ์ตูนของคุณ FFF เป็นหลัก มีทั้งแบบที่เป็นหนังสือและภาพยนตร์การ์ตูน แล้วก็มีการจำลองโต๊ะทำงานของคุณ FFF ให้ดูด้วย ซึ่งบนโต๊ะอัดแน่นไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อย ราวกับจะบอกเราว่าการเป็นนักวาดการ์ตูนที่ดีนั้น ไม่ได้ใช้แค่จินตนาการเท่านั้น แต่ต้องมีการค้นคว้าหาความรู้ด้วย เห็นได้จากสารพัดหนังสือและสารานุกรมต่างๆ ที่คุณ FFF ใช้ในการค้นคว้า นอกจากนั้นยังมีการเดินทางไปต่างแดน อย่างประเทศอียิปต์ด้วย เป็นโอกาสในการสอนเด็กๆ ที่ดีอย่างหนึ่งที่ว่าคนที่เก่งและประสบความสำเร็จก็ต้องมาจากความพยายามด้วยเหมือนกัน (แหม แม่จะซีเรียสไปไหมคะเนี่ย)

 

 

photo 2

photo 3

photo 5

 

 

photo 1

สำหรับเด็กเล็กๆ ที่ชั้นบนจะมีมุมแม่และเด็กให้เข้าไปเล่นของเล่นด้วยค่ะ แต่ของเล่นที่ว่านี้เป็นของเล่นพื้นๆ ไม่ได้มีแสงสีเสียงดึงดูดกระตุ้นเด็กแบบของเล่นสมัยใหม่ แต่จะเป็นพวกบล็อกไม้ และของเล่นเรียบง่ายที่ให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการที่บรรเจิดสร้างสรรขึ้นมาเอง ลองคิดดูว่าประเทศสุดไฮเทคอย่างญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับของเล่นเรียบง่ายแบบนี้ พวกเราก็ไม่น่าจะมองข้ามเหมือนกัน ของชิ้นนึงที่แม่ชอบมากคือแท่งไม้สูงที่เมื่อเรานำลูกบอลไม้หย่อนลงมาจากด้านบนจะเกิดเสียงดนตรีสูงๆ ต่ำตามแต่ว่าลูกบอลจะหล่นไปกระทบกิ่งไม้อันไหน

photo 1

photo 2

photo 3

ที่ชั้นนี้จะมีส่วนของตู้กดกาชาปอง ตู้ถ่ายภาพ เกม และ theatre ด้วย แน่นอนว่าแม่ชวนพ่อและหิ้วลูกไปถ่ายรูปที่ระลึกร่วมกัน (ย้อนความหลังที่เคยมากับพ่อกัน 2 คนครั้งที่มี babymoon ต้องที่คุณลูกยังอยู่ในท้อง) ส่วน Theatre ก็ฉายหนังสั้นๆ รวมตัวละครต่างๆ ของคุณ FFF ที่มีชีวิตขึ้นมาในช่วงกลางคืนหลังพิพิทธภัณฑ์ปิด (ส่วนของ Theatre ไม่ค่อยเหมาะกับเด็กเล็กๆ อย่างลูกของเราเท่าไหร่ เพราะเด็กจะไม่นั่งดูอยู่นิ่งๆ)

เดินทั่วพิพิทธภัณฑ์กันจนหิว ก็ขอเดินเลยขึ้นที่ร้านอาหารกันค่ะ คราวก่อนเคยเล็งๆ อาหารหน้าตาน่ารักเอาไว้แต่ยังไม่ได้ลอง มาคราวนี้เลยชักชวนเพื่อนร่วมคณะที่พร้อมใจกัน(ท้อง)ร้องว่าไปกินกันเถอะ รสชาติอาหารถือว่าระดับมาตรฐานค่ะ แต่พรีเซนเทชั่นนั้นดึงดูดมากๆ เพราะตกแต่งเป็นการ์ตูนต่างๆ ได้อย่างน่ารักทีเดียว :)

photo 5

photo 4

พอท้องอิ่มก็ขอออกไปเดินรับลมกันที่สวนกลางแจ้งที่ชั้นบนของพิพิทธภัณฑ์ ที่มีประติมากรรมรูปตัวการ์ตูนต่างๆ ให้ได้ถ่ายรูปคู่กันอย่างสนุกสนาน (ดูเหมือนว่าพ่อๆ แม่ๆ บางคนจะสนุกสนานยิ่งกว่าเด็กๆ ซะอีก)

dino

IMG_8831

ปิดท้ายด้วยร้านของที่ระลึกที่แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่แต่ก็ดึงดูดให้เลือกชมและช้อปกันอยู่พักใหญ่ทีเดียว แหม ก็ญี่ปุ่นนี่เค้าช่างทำของน่ารักๆ มาให้ดูดเงินในกระเป๋าเก่งอยู่แล้วนี่นา ว่าแล้วแม่ก็รีบปรี่ไปหยิบ tea towel สไตล์ภาพพิมพ์ไม้ลายโดราเอมอนมา 1 ผืน…

bronze

กรกฎาคม 1, 2014 at 12:02 pm ใส่ความเห็น

พ.ล.ท. ตอนแรก

เนื่องจากช่วงที่พวกเราไปเที่ยวเป็นช่วงสงกรานต์พอดิบพอดี เราจึงไม่มีโอกาสเลือกไฟลทเดินทางสักเท่าไหร่ (ปกติเราเป็นพวกต้องเที่ยวให้คุ้ม จึงมักจะเลือกไฟลทที่ออกเดินทางกลางคืน แล้วไปถึงญี่ปุ่นยามเช้าตรู่)

สายการบิน JAPAN AIRLINES พาชาวคณะ ประกอบด้วย แม่ 1 คน พ่อ 1 คน ลูก 1 คน และน้าชาย 1 คน มาถึงสนามบินนาริตะในเวลาบ่าย 4 โมงกว่าๆ

กว่าจะผ่านด่านตม. (ซึ่งคุณเจ้าหน้าที่ใจดีเห็นเรามากับเด็ก เลยให้ไปช่อง priority ^^) รอสัมภาระ กางรถเข็น กระเตงลูกกันเรียบร้อยก็ปาไป 5 โมง เรานัดแนะกับน้องสาวที่เดินทางมาถึงก่อน ว่าจะนั่ง Skyliner ไปเจอที่ Nippori แล้วค่อยต่อแท็กซี่ไป รร APA ย่านอะกิฮะบะระ

ไปๆ มาๆ ก็มีอันต้องเปลี่ยนแผน เพราะดูเวลาแล้วไม่น่าจะทันเวลาอาหารเย็นที่ร้านเทมปุระที่จองเอาไว้…

การเดินทางด้วย Skyliner สะดวกดีค่ะ สำหรับคนที่พักแถวๆ Ueno เพราะรถไฟวิ่งตรงไปถึงสถานี Ueno และ Nippori เลย

ชมวิว

ตื่นตากับวิวข้างทาง – บน skyliner

เราเปลี่ยนไปลงที่สถานี Ueno แล้วเอาของไปเก็บใน locker แทน (กว่าจะเอากระเป๋าใบใหญ่ และของอื่นๆ ยัดตู้ได้ก็เล่นเอาเหงื่อออก แม้ลมเมืองโตเกียวที่พัดมายามนั้นจะยังหอบไอเย็นมาอยู่) ก่อนอื่นก็ไปพบน้องสาว แล้วพากันนั่งรถไฟใต้ดินต่อไปพบญาติที่นัดไปทานเทมปุระด้วยกัน

ร้าน Tensuzu เทมปุระร้านนี้ ฉันเคยมาทานแล้วเมื่อปีก่อนกับท่านประธานบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งตอนนั้นมานั่งเรียงกันหน้าเคาน์เตอร์เลยค่ะ แบบว่าคุณพ่อครัวทอดปุ๊ปก็หนีบอาหารลงมาวางในจานเราปั๊บ ซึ่งแน่นอนว่ามันอร่อยมาก! ถึงขนาดพ่อกับแม่บอกว่าคราวหน้าถ้ามีใครมาญี่ปุ่นจะแนะนำให้มาทานร้านนี้ ฉันจึงรับอาสาพาสามี ลูกชาย น้องสาว น้องชาย และญาติที่โตเกียวมาชิม โดยมิได้ค่านายหน้าแต่อย่างใด

พี่ก้องและจูดี้ ญาติใจดีของเราจองห้องส่วนตัวเอาไว้ ซึ่งพวกเราก็ไปถึงทันเวลาที่จองพอดี ร้านเทมปุระนี้ต้องเดินเข้าซอยไปหน่อย (ถ้าไม่มีใครเคยพามาคงไปไม่ถูก) เราสั่งชุดเทมปุระรวมชุดเล็กกันคนละชุด ส่วนของน้องพีทลูกชายได้เทมปุระผักฟรี 3 ชิ้น (ใจดีจัง) เวลาทานเทมปุระที่เมืองไทย เราจะจิ้มซอสที่ใส่ไช้เท้าบดกันใช่ไหมคะ แต่ที่ญี่ปุ่นมีทั้งจิ้มซอสและจิ้มเกลือ (บางร้านที่เคยไปทาน อย่าง Tsunahachi เค้าจะมีเกลือหลายแบบ เช่น เกลือผสมผงมัชฉะ เป็นต้น) คนญี่ปุ่นที่เคยไปทานด้วยกันบอกว่า อาหารบางอย่างถ้าจิ้มเกลือจะช่วยให้อาหารยังคงรสชาติได้ดีกว่า ประมาณว่าเข้ากันกว่าจิ้มซอส อันนี้แล้วแต่คนชอบ ส่วนฉันจิ้มมันทั้งสองอย่างเลย อร่อยหมดค่า น้องพีทเองก็เอนจอยมื้อแรกในญี่ปุ่นเหมือนกัน

คุณพี่พนักงานเสิร์ฟใจดียังเอาสติกเกอร์รูปซากุระมาให้น้องพีทด้วย (ใจดีจริงๆ) ^_^

Tensuzu เทมปุระรวมชุดเล็ก จากร้าน Tensuzu ดูเหมือนน้อย แต่ทานหมดแล้วอิ่มมากกกก

ถ้ามากับเด็กเล็ก นั่งทานในห้องจะสะดวกกว่า เพื่อลูกปีนป่ายวิ่งเล่นก็จะได้ไม่ไปรบกวนคนอื่นมากนัก แต่ถ้ามีเด็กโตมาด้วยหรือมาทานกันเอง แนะนำให้นั่งเคาน์เตอร์ค่ะ เพราะได้อารมณ์กว่ากันเยอะเลย แถมเด็กๆ คงตื่นเต้นกับการทายว่าเทมปุระชิ้นต่อไปจะเป็นอะไรน้า….

つづく

 

 

พฤษภาคม 21, 2014 at 10:34 am ใส่ความเห็น

พ.ล.ท. prelude

หลังจากห่างหายจากการท่องเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ ไปพักใหญ่ (รวมทั้งการเขียน blog ซึ่งเป็นงานอดิเรกที่รัก) ด้วยมีภารกิจสำคัญในการดูแลลูกน้อยวัยเบบี้

มาถึงตอนนี้ลูกเบบี้เติบโตเป็นวัยเตาะแตะแล้ว จึงได้มีโอกาสจับลูกจูงสามีออกเดินทางเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง จึงเกิดเป็นภารกิจ พ.ล.ท. (พาลูกเที่ยว) ดังที่จะได้มาเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ค่ะ

โปรแกรมเที่ยวสำหรับคุณแม่บ้าพลังอย่างฉันตลอดระยะเวลา 9 วันในญี่ปุ่นมีดังนี้ค่ะ

วันแรก : โตเกียว

วันที่ 2 : คาวาซากิ – โอไดบะ

วันที่ 3 : คะนะซะวะ

วันที่ 4 : คะนะซะวะ – เกโระ ออนเซน

วันที่ 5 : เกโระ ออนเซน – นาโกยา

วันที่ 6 : อินุยามะ – นาโกยา

วันที่ 7 : นากาชิมะ สปาแลนด์ – โอซากะ

วันที่ 8 : เกียวโต

วันที่ 9 : โอซากะ

ก่อนอื่น ขอบอกว่าฉันไม่แนะนำโปรแกรมมหาโหดแบบนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ ทำตามโดยเด็ดขาด เพราะมันเนื้อยเหนื่อยค่ะ -_-” แต่ก็หวังว่าหลายๆ คนคงจะพอได้ไอเดียว่าจะ พ.ล.ท. ที่ไหนดี ลองเลือกเอาสถานที่ที่คุณและลูกชอบค่ะ

อ่อ แต่ก่อนจะออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศพร้อมคุณลูก สิ่งที่อยากจะบอกคือควรเช็คสภาพอากาศให้ดีค่ะ จะได้เตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะ สำหรับพ่อแม่ของขาดยังไม่เป็นไร พอจะใส่ซ้ำหรือไปหาซื้อเอาข้างหน้าได้ แต่ของเด็กๆ ควรเตรียมไปให้พร้อมค่ะ

อีกอย่างนึงที่เป็นประโยชน์มากก็คือรถเข็นเด็กค่ะ ลูกชายของฉันไม่ชอบนั่งรถเข็นเอาซะเลย ตอนอยู่ที่เมืองไทยเนี่ย พอจับขึ้นรถก็จะดีดตัวเป็นกุ้งเต้นแทบทุกครั้ง

ตอนแรกๆ ก็ชั่งใจอยู่นานมากว่าจะแบกรถเข็นเด็กไปด้วยดีไหม เพราะถ้าลูกไม่ยอมนั่งจะเป็นการเพิ่มภาระให้พ่อแม่ยิ่งไปกว่าเดิม เพราะไหนจะต้องแบกกระเป๋าเดินทาง ลูก แล้วยังมีรถเข็นเด็กอีก แต่สุดท้ายก็ได้รับเสียงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนว่า “เอาไปเหอะ” เผื่อลูกหลับ จับนั่งรถเข็นก็ยังดี โชคดีที่ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณแม่ท่านหนึ่งให้ยืมรถเข็นน้ำหนักเบาและมีสายสะพายมา 1 คัน (ถ้าแบก Maclaren ที่มีอยู่ซึ่งน้ำหนักเกือบ 10 กก. ไปคงแย่แน่ๆ)

หลังจากตะลอนทัวร์ 9 วัน ฉันขอยืนยันตรงนี้ว่ารถเข็นเด็กเป็นสิ่งที่ควรพกไปค่ะ!

อีกสิ่งที่สำคัญคือแผนการเดินทาง โดยเฉพาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่บ้าพลังที่อยากไปเที่ยวหลายๆ เมือง และซื้อ JR Rail Pass ไว้ จำเป็นต้องเตรียมปริ้นท์เที่ยวรถไฟที่ต้องการไปเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการจองที่นั่ง (ขอย้ำว่าถ้าคุณไปกับลูกควรจองที่นั่งค่ะ)

สุดท้าย ต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อม การไปเที่ยวกับลูกเป็นการใช้เวลาอันมีค่าร่วมกัน สิ่งสำคัญคือสนุกกับมัน จะมีผิดแผนไปบ้าง เจออุปสรรคตรงโน้นนิดตรงนี้หน่อยก็อย่าไปคิดมาก จำไว้ว่าเรามาเที่ยวและสิ่งที่เราควรได้รับจากการมาเที่ยวคือความสุขและอิ่มเอมใจ

เอาล่ะค่ะ เกริ่นมาซะยาวแล้ว ก็ขอให้รอติดตามตอนต่อไปนะคะ ^_^

 

inuyama

 

เมษายน 30, 2014 at 12:12 pm ใส่ความเห็น

อาม้า

เวลา 17.00 น. วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน … กำหนดพระราชทานเพลิงศพ “อาม้าของฉัน” (เป็นกรณีพิเศษ)

เราทุกคนต่างก็เป็นทุกข์เมื่อต้องสูญเสียคนที่เรารักไป หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ฉันก็เป็นอีกหนึ่งในหลายๆ คนที่ทุกข์เพราะสูญเสียอาม้าผู้ซึ่งเป็นที่รักไป

เสียงน้องชายโทรมาบอกข่าวการเสียชีวิต โลกของฉันหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เสียงรอบตัวเงียบหาย แล้วน้ำตาก็ค่อยๆ ไหลออกมาไม่หยุด

ฉันรู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าจะคิดอะไร เหมือนทุกอย่างหยุดชะงักลงกระทันหัน เมื่อสมองรับรู้และสงบลงได้สักหน่อย ความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้ามา

อาม้าเสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน

ก่อนหน้านั้น ฉันนัดแนะกับน้องชายว่าจะไปเยี่ยมอาม้า แต่พอถึงวันนัด ฉันกลับลืมเสียสนิท น้องชายก็เฝ้าโทรตาม แต่ฉันก็ไม่ได้รับสายเพราะไม่ได้สนใจโทรศัพท์มือถือและปล่อยวางทิ้งไว้ในห้อง จนเมื่อน้องชายตัดสินใจโทรเข้าหาเบอร์ของสามีแทน

“แกไปเลยแล้วกัน ลืมจริงๆ ขอโทษที เอาไว้คราวหน้าค่อยไปแล้วกัน นี่พีท (ลูกชาย) ก็ออกไปบ้านน้าอ้อม ไม่รู้จะกลับกี่โมง ไม่ต้องรอชั้นแล้วกัน”

คำพูดในวันนั้นเป็นคำพูดที่ฉันเสียใจที่สุดครั้งหนึ่ง เราไม่มีวันรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ฉันทำมันคือการผลัดวันประกันพรุ่ง และฉันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิด

จากวันที่อาม้าเสียจนถึงวันที่เสร็จพิธี ฉันตั้งใจว่าจะให้เวลากับงานนี้มากที่สุด ตั้งใจใช้เวลาที่มีอย่างเต็มที่ แม้อาม้าอาจจะไม่มีโอกาสรับรู้ แต่นี่ก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ฉันพอจะทำได้ในเวลานี้

ในวัยเด็กฉันและน้องๆ ใช้เวลาอยู่กับอาม้าค่อนข้างมาก จากที่บ้านอยู่ใกล้กัน จนภายหลังก็ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกัน ห้องของอาม้าเป็นที่ที่พวกเราชอบเข้าไปเป็นที่สุด ห้องชั้นลอยมีของเยอะ มีมุมเล็กมุมน้อยให้ได้เล่น และมีวอลเปเปอร์ลายนูนที่เด็กมือบอนอย่างฉันอดที่จะเอามือแคะเล่นไม่ได้

อาม้าเป็นคนใจดี ชอบไหว้พระ แม้กระทั่งทุกครั้งที่นั่งรถผ่านวัดต่างๆ อาม้าก็จะยกมือขึ้นไหว้้ แล้วก็บอกหลานๆ ให้ไหว้ด้วย เวลาเรานั่งรถผ่านไปทางแม่กลองทีไร ก็จะได้ยกมือไหว้กันหลายวัดเลยทีเดียว

นอกจากนั้น อาม้าก็เป็นคนที่ชอบอ่านป้ายเวลานั่งรถผ่าน อาม้าจะอ่านออกเสียงด้วย ทำให้ฉันติดนิสัยชอบอ่านป้ายเหมือนกัน มาลองนึกๆ ดูนี่คงเป็นพื้นฐานให้ฉันรักการอ่านโดยไม่รู้ตัว

อาม้าจะกินเจตามวันของจีน และจะทำอาหารเจเอง อาม้าจะเคร่งครัดกับการกินเจมากขนาดที่ว่าจะแยกจาน ชาม หม้อ กระทะระหว่างอาหารเจ และอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์กันเลยทีเดียว แน่นอนว่าเนื้อวัวเป็นของต้องห้าม ห้ามนำเข้าบ้าน ฉันจึงไม่เคยกินเนื้อวัวและไม่เคยคิดอยากกินเลยสักครั้ง

ชีวิตวัยเด็กของฉันได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากอาม้า

และอาม้าในสายตาของเด็กอย่างฉัน ก็เป็นคนที่น่ารักและใจดีเสมอมา

หลายปีมานี้อาม้าล้มป่วย เริ่มจากที่หกล้ม ในช่วงแรกๆ เราก็ได้แต่หวังว่าอาม้าจะกลับมาเดินได้ตามปกติ แต่นานวันอาม้าก็ต้องมีคนมาช่วยดูแล กายภาพบำบัดที่เคยทำก็หยุดไป ได้แต่นอนอยู่บนเตียง พวกเราก็แวะเวียนไปเยี่ยมบ้างเมื่อมีโอกาส

บางครั้งอาม้าก็คุย แม้จะฟังไม่ค่อยออกว่าพูดว่าอะไร แต่พวกเราก็ยังได้แซวอาม้า และให้กำลังใจ ขอให้อาม้าหายป่วยไวๆ

น่าเสียดายที่วันนั้นไม่เคยมาถึง

ฉันยังจำใบหน้าของอาม้าที่ยิ้มเวลาที่เราแซวกันเองให้อาม้าฟังได้ดี ฉันคิดว่าอาม้าคงจะมีความสุขที่หลานๆ ไปเยี่ยม ฉันเองก็มีความสุขเหมือนกัน

มาวันนี้ อาม้าจากไปแล้ว อากงคงจะเดินทางมารับภรรยาที่จากกันไปหลายปีไปอยู่ด้วยกัน

แต่ถึงอาม้าจะจากพวกเราไป ก็เป็นการจากกันแค่เพียงทางกาย สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้ดีก็คืออาม้าจะอยู่ในใจฉันเสมอตลอดจนชั่วชีวิต และฉันหวังว่าวันหนึ่งเราจะได้พบกันอีกครั้ง

 

 

พฤศจิกายน 30, 2013 at 4:13 pm ใส่ความเห็น

how to enjoy life ฉบับเด็กน้อย – 1

yoghurtในวันเวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างดูสับสนวุ่นวายอย่างชีวิตคนเมืองในปัจจุบัน

เราต่างเสาะแสวงหา ไขว่คว้าสิ่งต่างๆ ที่เราเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสุข

หลายสิ่งดูจะต้องใช้ความพยายามอย่างมาก หากแต่เมื่อเราได้สิ่งนั้นมา เรากลับไม่รู้สึกสุขอย่างที่คาดหวัง

***

เช้าวันนี้ ขณะที่แม่เดินไปหาของกินยามเช้าที่ตู้เย็น…

“แม่ๆ เกิร์ตๆ” เสียงคุณลูกเรียกร้องหาของโปรด

“ครับ เดี๋ยวแม่หยิบให้”

คุณลูกชายตักโยเกิร์ตกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่กลัวปากเลอะ ไม่กลัวไม่หล่อ …

“พี่พีทชอบโยเกิร์ตไหมครับ”

“ชอบเกิร์ต” ^_^

***

แค่นี้เด็กน้อยก็มีความสุขแล้ว และแม่ก็พลอยมีความสุขไปด้วย

พฤศจิกายน 19, 2013 at 6:25 am ใส่ความเห็น

อาหารมื้อแรก

rice

แม้จะเคยทำอาหารมาหลายครั้ง แต่การทำอาหารมื้อแรกให้ลูกทำให้แม่เกิดอาการประหม่าไม่น้อย

อาหารมื้อแรกของพีทตามที่คุณหมอแนะนำคือ ข้าวบดผสมนมแม่ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการหัดให้พีทกลืนมากกว่าที่จะเป็นการให้พีทกินอาหารแบบจริงจัง คุณหมอบอกว่าปริมาณที่กินได้ไม่สำคัญ ถ้าได้ซักช้อนสองช้อน (ชา) ก็นับว่าใช้ได้ดี และแนะว่าให้ใช้คาร์ซีทเป็นพร็อพให้ลูกนั่งได้

แม่เลยได้โอกาสฉลองเซ็ตทำอาหารคอมบิที่ได้มาเป็นของขวัญ

ขั้นตอนการทำก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่นำนมแม่ที่ปั๊มเอาไว้ประมาณ 1 ออนซ์ มาผสมกับข้าวสวยปริมาณซัก 1 ช้อนชาที่ครูดผ่านตะแกรงและคนให้เข้ากัน จะได้ข้าวบดนมแม่เหลวๆ

เวลาป้อนใช้ช้อนสำหรับเด็กที่ปลายช้อนเป็นยาง จะได้ไม่ระคายเคืองเหงือกของลูก

โดยส่วนตัวชอบช้อนของคอมบิเพราะขนาดพอดีกับปากพีท ข้อเสียอย่างหนึ่งของช้อนปลายยางก็คือเวลาใช้ตักพวกฟักทองหรือแครอท มักจะมีสีติดล้างไม่ค่อยออก

 

เมษายน 17, 2013 at 10:58 am ใส่ความเห็น

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้

การได้เป็นแม่เป็นการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่

ทำให้ได้รู้ว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่รู้

และรอให้เราได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับลูก

พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก

แต่ลูกก็เป็นครูคนสำคัญสำหรับแม่เช่นกัน

ครูตัวน้อยของฉัน

ครูตัวน้อยของฉัน

มีนาคม 16, 2013 at 4:21 am 1 comment

Older Posts


กันยายน 2014
อา พฤ
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

หน้า

Blog Stats

  • 132,738 hits

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.