かわいい … something cute for your life

ใครบ้างไม่ชอบความน่ารัก

ความน่ารักมีอยู่ทั่วไป ทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้น และเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

วันนี้ เรามาสร้างบรรยากาศของความน่ารักกันดีกว่า ฉันรวบรวมเอา design เก๋ไก๋ที่เราสามารถซื้อหามาหรือเก็บสะสมเอาไว้เป็น idea ส่วนตัว แล้วนำออกมาทำเป็นงาน DIY ได้ในยามว่าง ว่าแล้วก็มาดูกันเลยค่ะ

เริ่มจาก design*sponge โดยคุณ Grace Bonney เป็น website ที่รวบรวมเอางานออกแบบแสนน่ารักเอาไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ DIY Project น่ารักไว้ตกแต่งบ้าน ไปจนถึง design guide แนะนำสถานที่เก๋ๆ แถมด้วย podcast ให้เข้าไป load กันได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังมีการเสนอทุนการศึกษาให้นักเรียนสาขา design (สำหรับชาวอเมริกันและแคนาเดียนเท่านั้น) ไอเดียดีๆ แบบนี้หากผู้ใหญ่ใจดีคนไทยจะเอาอย่างบ้างก็น่ารักดีนะคะ

มาถึงอีก web ที่นำเสนอ idea สวย น่ารัก กระจุกกระจิก ของสินค้า handmade คือ poppytalk web นี้เน้นการเป็นตลาด (marketplace) ซื้อขายของสวยไอเดียเก๋ จากผู้ผลิตรายย่อย แม้ไม่ได้เข้าไปซื้อ แต่เข้าไปชมก็เพลินแล้ว เหมาะกับการ window shopping ค่ะ ฉันรู้จัก web นี้จาก ELLE Decor แล้วเลยแวะเวียนเข้าไปเช็คอยู่บ่อยๆ

Ceramic by Aura Carney

 ผลงาน ceramic ที่ให้ความรู้สึกแบบ nostalgic โดย Aura Carney (จาก poppytalk.blogspot.com)

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงาน print หรือ graphic เก๋ น่ารัก ลองแวะเข้าไปดูผลงานของคุณ Wayne Pate ได้ที่ GoodShapeDesign แทบไม่น่าเชื่อเลยว่างานที่แฝงความน่ารักนี้มาจากฝีมือคุณพ่อลูกสองอย่างคุณ Wayne แถมยังมี blog ให้เข้าไปดู เข้าไปอ่านกันเพลินๆ ด้วย

ไหนๆ พูดถึงตัวศิลปินแล้ว เราข้ามฝั่งมาดูผลงานน่ารักแบบผู้หญิง ผู้หญิง ของนักวาดภาพประกอบอย่างคุณ Mayumi Oono กันบ้าง ฉันได้รู้จักผลงานของเธอจาก web งาน papercraft ของ Canon แต่ก็เคยผ่านตาลายเส้นเรียบง่าย สีสันสดใส แบบญี่ปุ่นๆ อย่างนี้มาบ้าง ผลงานของเธอน่ารัก แถมไอเดียการสร้างสรร เนื้อหาของภาพก็ชวนฝัน สาวๆ ช่างฝันคงจะชอบงานแบบนี้นะคะ

Mayumi O

งานภาพปกหนังสือของคุณ Mayumi Oono

สุดท้าย ขอพูดถึง web โปรดตลอดกาลของฉัน อย่าง web ของคุณป้า Martha Stewart เชื่อแน่ว่าชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันในบรรดาแม่บ้านผู้รักการทำอาหารและงาน craft สำหรับ website ของคุณป้าขวัญใจชาวอเมริกันคนนี้ ได้รวบรวมสารพัดไอเดียทั้งเรื่องการทำอาหาร งานประดิษฐ์ งานแต่งงาน การจัดสวน ฯลฯ เพียบพร้อมไปด้วยสาระน่ารู้กับ presentation แสนน่ารัก แล้วยังสามารถสมัครรับข่าวสารจาก newsletter ที่จะส่งถึง mailbox ทุกวัน

แค่นี้เราก็มีโอกาสเปิดรับความน่ารักเข้ามาสู่ชีวิตกันแล้วค่ะ ง่ายๆ แค่คลิกไปดู web ที่นำมาฝาก

Have a LOVELY weekend!

©*©*©*©*©*©*©

ความคิดเห็น

Isn’t it good, Norwegian Wood?

ถ้าถามถึงชื่อนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่นักอ่านชาวไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ฉันเชื่อว่าชื่อของฮารูกิ มูราคามิ เป็นชื่อหนึ่งที่หลายคนรู้จัก และอาจจะเคยอ่านผลงานของเขามาบ้างแล้ว หนังสือของมูราคามิได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมายรวมทั้งภาษาไทย ซึ่งแทบทุกเล่มของฉบับภาษาไทยแปลโดยคุณนพดล เวชสวัสดิ์ ซึ่งมีสำนวนที่เป็นเอกลักษณ์และเข้าถึงงานเขียนของมูราคามิเป็นอย่างดี

Norwegian Wood เป็นหนังสือของมูราคามิเล่มแรกที่ฉันอ่าน โดยเพื่อนสนิทส่งหนังสือเล่มนี้ให้ยืมต่อ (จากที่ได้หยิบยืมผ่านกันมาหลายต่อหลายมือ) โดยมี comment ของผู้อ่านคนก่อนๆ ฝากกันเอาไว้ในหน้าปกรองที่ยังว่างอยู่ อ่าน comment แล้ว ก็ให้เกิดอาการอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา และแล้วโลกของมูราคามิกับโลกของฉันก็มาพบกัน ณ จุดเริ่มต้นที่ Norwegian Wood

เวลาผ่านไป ฉันเลือกที่จะหยิบผลงานของมูราคามิมาอ่าน ทั้งเรื่องสั้นและนวนิยาย และทุกครั้งมูราคามิพาฉันออกจากโลกความจริงและชีวิตประจำวัน เข้าสู่โลกมหัศจรรย์ จินตนาการ ความรู้สึก ที่ทั้งน่าค้นหา น่าติดตาม แต่บางครั้งก็น่ากลัว เหงา เศร้า เดียวดาย แปลก ประหลาด และผิดเพี้ยน

แล้ววันหนึ่ง ฉันก็นึกอยากจะหยิบ Norwegian Wood หนังสือเล่มแรกของมูราคามิที่ฉันได้อ่านกลับมาอ่านอีกครั้ง เคยรู้สึกบ้างไหมว่าหนังสือเล่มหนึ่ง เมื่ออ่านในโอกาสที่แตกต่างกัน อ่านในช่วงอายุที่ต่างกัน ความรู้สึก ความหมาย ความเข้าใจในเรื่องราวก็ต่างกัน ครั้งนี้ฉันอ่านฉบับแปลภาษาอังกฤษ

ฉันรู้สึกเข้าใจถึง Norwegian Wood ในวันนี้ได้มากกว่าวันก่อน อาจเป็นเพราะประสบการณ์ที่มากขึ้น ความคิดความอ่านที่เปลี่ยนไป หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม บางครั้งความเหงา ความรู้สึกแปลกแยก ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพียงแต่ถ้าระดับความเหงาหรือความรู้สึกแปลกแยกนั้นอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ชีวิตก็ยังคงความสมดุลย์อยู่ได้ หากแต่สำหรับบางคนที่ไม่สามารถยอมรับหรือรับมือกับมันได้ จุดจบก็คงไม่ต่างจากนาโอโกะ และตัวละครบางตัวในเรื่อง

จากคำวิจารณ์ที่ได้อ่านผ่านตาเกี่ยวกับนวนิยายเรื่องนี้ บ้างบอกว่าเป็นเพียงนิยายรักเรื่องหนึ่ง แต่ในความเป็นนิยายรัก มูราคามิก็มีเรื่องให้เราได้คิดตาม และมีความเป็นตัวตน มีโลกแบบมูราคามิให้ได้สัมผัสและรู้สึกได้

ชื่อหนังสือฉบับแปลภาษาไทยของ Norwegian Wood คือ “ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย”

ชื่อ Norwegian Wood พ้องกับชื่อเพลงของ The Beatles ซึ่งเป็นเพลงโปรดของนาโอโกะ ตัวละครในเรื่อง แม้ว่าเนื้อหาของเพลงอาจจะดูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในหนังสือ Norwegian Wood นัก

ลองหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน แล้วคุณคงได้คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “Isn’t it good, Norwegian Wood?”

ความคิดเห็น

Help!

ทุกวันนี้มีหลายองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก สตรี ผู้ยากไร้ คนชรา ฯลฯ มากมาย เชื่อว่าหลายโครงการ หลายองค์กรเป็นที่รู้จักกันดี อย่าง UNICEF ที่ช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาส

ในองค์กรเอกชนหลายแห่งเองก็มีการให้ความช่วยเหลือในลักษณะต่างๆ แก่ผู้ยากไร้ในประเทศกำลังพัฒนา การช่วยเหลือมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการบริจาคเงินและสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไปจนถึงการฝึกอาชีพต่างๆ ให้แก่คนเหล่านั้นเพื่อให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และมีอาชีพที่ยั่งยืนต่อไป

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีโครงการที่น่าสนใจเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ อย่างเช่น หลายบริษัทยกเลิกการส่งบัตรอวยพรในช่วงเทศกาลปีใหม่และคริสต์มาสโดยนำเงินค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวไปบริจาคแก่องค์กรการกุศลต่างๆ เรียกว่าได้ความสุขใจเป็นการตอบแทน ฉันมองว่าการกระทำเช่นนี้ยังเป็นการช่วยโลกในอีกทางหนึ่ง ไม่ต้องเปลืองทรัพยากร (ในการทำบัตรอวยพร) ประหยัดพลังงาน (ในการส่งบัตรอวยพร) แถมยังเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่คนอื่นๆ (บริจาคเงินให้การกุศล) อีกด้วย

สำหรับคนที่ยังอยากจะส่งบัตรอวยพร ก็สามารถเลือกบัตรอวยพรจากหลายหน่วยงานที่ทำบัตรอวยพรขึ้นเพื่อนำเงินรายได้ไปช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น บัตรอวยพรของ UNICEF บัตรอวยพรของมูลนิธิเพื่อนช้าง เป็นต้น

โครงการดีๆ ยังมีอีกมาก และ COMO Foundation ก็เป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนที่สนใจการให้ความช่วยเหลือแก่องค์การการกุศลที่ทำงานเพื่อเด็กและสตรีในประเทศกำลังพัฒนา

มาทำความรู้กับ COMO Foundation กันสักนิด

- COMO Foundation เป็นองค์กรการกุศลซึ่งมีเจ้าของเดียวกันกับ COMO Hotels & Resorts ของ Mrs Christina Ong ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ นอกจากนี้ Mrs Ong ยังเป็นเจ้าของ Club21 บริษัทแฟชั่นชื่อดังซึ่งนำเข้าสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมต่างๆ อาทิ DKNY, Armani, CK, Paul Smith, Balenciaga, Mulberry, Mark Jacobs ฯลฯ

- คำว่า COMO มาจากชื่อย่อของ Mrs Christina Ong และ Ms Melissa Ong ลูกสาว

- โรงแรมและรีสอร์ตในเครือของ COMO เน้นความเป็นธรรมชาติ และสไตล์ร่วมสมัย (Contemporary) ปัจจุบันมี properties ในเครือรวมทั้งสิ้น 8 แห่ง ได้แก่ The Halkin (London), The Metropolitan London, The Metropolitan Bangkok, Uma Ubud (Bali), Uma Paro (Bhutan), Parray Cay (Turks and Caicos, the Caribbeans), Cocoa Island (The Maldives) และ COMO Shambhala Estate (Bali) ลองคลิกเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.como.bz

- COMO Foundation เน้นการให้การสนับสนุนช่วยเหลือเด็กและสตรี โดยมีองค์กรที่ทาง COMO Foundation สนับสนุนในหลายประเทศ อาทิ จีน เวียดนาม อินเดีย เนปาล ไทย บราซิล กัวเตมาลา เป็นต้น การช่วยเหลือมีทั้งด้านการฝึกอาชีพ และการให้ความช่วยเหลือทางด้านสุขอนามัย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.como.bz/foundation/

- โครงการดีๆ ล่าสุดของ COMO Foundation คือการให้พนักงานในเครือ COMO ทั้งหมด สมัครเป็นตัวแทน (ambassador) เพื่อไปดูงานขององค์กรการกุศลต่างๆ ในประเทศที่ทาง COMO Foundation ให้การสนับสนุน ได้แก่ จีน เวียดนาม บราซิล กัวเตมาลา เนปาล และอินเดีย โดยเป็นลักษณะฑูตของโครงการ เพื่อเรียนรู้ถึงความแตกต่าง วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากสภาพแวดล้อมการทำงาน (ในโรงแรมและรีสอร์ตระดับ 5 ดาว) กับสภาพความเป็นอยู่จริงๆ

นี่ก็เป็นหนึ่งตัวอย่างของการช่วยเหลือสังคม สำหรับพวกเรา การช่วยเหลือที่ให้ได้อาจจะไม่ได้มากเท่ากับเอกชนหรือองค์กรใหญ่ แต่แค่ความตั้งใจและความเสียสละเล็กน้อย เราก็อาจช่วยให้ใครอีกคนมีรอยยิ้มขึ้นมาได้ :-) 

ความคิดเห็น

TOPSHOP is in town!

กลับมา update สั้นๆ เอาใจเหล่า fashionista ทั้งหลาย

ร้าน Topshop และ Topman ที่หลายท่านรอคอย บัดนี้ได้เปิดตัวขึ้นแล้ว ที่ชั้น 1 Central World Plaza เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา นับเป็น Topshop และ Topman สาขาแรกของประเทศไทย

สาวๆ หนุ่มๆ นักช้อปคงจะได้เพลิดเพลินกับแบรนด์สตรีทแฟชั่นชื่อดังจากเมืองอังกฤษกันนะคะ แต่แอบกระซิบนิดนึงว่าราคาแพงใช้ได้เลยทีเดียว

Comments (1)

บ่ายวันอาทิตย์กับต้มยำปลาดิบ

 

ต้มยำปลาดิบ

ก่อนที่นิทรรศการศิลปะดีๆ อย่าง “ต้มยำปลาดิบ” ที่หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน จะจบลงในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ ฉันก็หาโอกาสแวะไปดูงานนี้ด้วยคน

สิ่งที่ดึงดูดใจของคนชอบงานศิลปะ (แต่มีความรู้ศิลปะน้อยนิด) อย่างฉัน ก็คือภาพวาดฝีมือพ่อโยชิโมโตะ นาระ ที่เคยเขียนถึงไปแล้วก่อนหน้านี้ ภาพวาดลายเส้นไม่สลับซับซ้อนราวกับภาพการ์ตูนอนิเมชั่น แต่แฝงด้วยแววตาร้ายลึก แถมด้วยเขี้ยวน้อยๆ ของภาพ Night Watch ที่ใช้เป็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์จึงกระตุ้นต่อมความอยากดูของฉันได้เป็นอย่างดี

หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สันอยู่ใกล้แหล่งศูนย์การค้ากลางเมืองอย่างสยามสแควร์และมาบุญครอง แต่จะมีวัยรุ่นสักกี่คนที่เดินมาที่นี่เพื่อดูงานศิลปะดีๆ ฉันแอบคิด

งานนี้มีงานศิลปะหลายสื่อ จากหลายศิลปินให้เลือกเสพทั้งแบบที่เป็นเกมส์ ภาพวาด ภาพถ่าย ผ้าทอ รวมไปถึงงาน audio visual แถมยังมีกิจกรรมน่ารักให้ได้ลงมือวาดภาพ “คนที่เราชอบ” ร่วมไปกับผลงาน ‘Everyone likes someone as you like someone’ ของ Tsuyoshi Ozawa ที่ให้เราได้ลงไม้ลงมือแสดงความสามารถทางศิลปะ เพื่อแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมโลกคนอื่นๆ ที่จะได้รับผลงานของเราไป ส่วนนี้แนะนำให้พาลูกจูงหลานมาร่วมกิจกรรมกันได้

ส่วนงาน มัดหมี่กิโมโน ซึ่งนำผ้าที่ทอในแบบของผ้ามัดหมี่แต่มีลวดลายแบบญี่ปุ่น มาทำเป็นชุดกิโมโน ก็เป็นงานชิ้นที่น่าสนใจทีเดียว ทำให้นึกไปถึงชื่อนิทรรศการที่ว่าสองวัฒนธรรมก็อยู่ร่วมกันได้ การที่ต้มยำกับปลาดิบมาจับคู่กันอาจดูแปลก แต่ก็เป็นการสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา เป็นการเชื่อมโลกเข้าไว้ด้วยกัน เป็นการยอมรับซึ่งความแตกต่าง และอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

วันนี้ ฉันเดินออกจากงานนิทรรศการพร้อมกับความอิ่มใจเล็กๆ ที่ได้จากงานแสดงศิลปะที่น่ารักงานนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน ‘ต้มยำปลาดิบ’ โปรดคลิกไปที่ http://www.jimthompsonhouse.com/thai/events/Tomyam-Pladib.asp

จนกว่าจะพบกันใหม่ mata aimachou!

ความคิดเห็น

Juno

หลังจากที่ห่างหายจากการไปดูหนังที่โรงมานาน วันนี้ฤกษ์งามยามว่างจึงแวะเวียนไปที่ House RCA โรงหนังที่ฉันชอบมากโรงหนึ่ง (ด้วยความที่มีหนังนอกกระแสให้ได้ดู แถมคนไม่เยอะ และตั๋วหนังไม่แพง ฯลฯ)

แรกสุดก็ต้องคิดก่อนว่าจะดูเรื่องอะไรดี ความอยากดูของฉันตอนนี้มีหนัง 2 เรื่องที่คู่คี่สูสีกันมา ระหว่าง Juno และ Tokyo Tower แต่ในที่สุดก็เลือกดู Juno เพราะเวลาใกล้เคียงกับเวลาที่ฉันว่างพอดี แถมหนังเรื่องนี้ยังได้รับคำวิจารณ์ในแง่ดีจากหลายแหล่ง

หลายคนมองว่าช่วงเวลาวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต วัยรุ่นเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง เป็นช่วงต่อระหว่างวัยเด็กและผู้ใหญ่ ลำพังชีวิตวัยรุ่นทั่วไปก็ยุ่งเหยิงพออยู่แล้ว แต่สำหรับสาววัย 16 ที่บังเอิญตั้งท้องอย่าง Juno ล่ะ การที่จะผ่านพ้นช่วงเวลาอย่างนี้ไปไม่ง่ายเลย

แม้ความคิดแรกของ Juno หลังจากรู้เรื่องการตั้งท้องของเธอคือการไปทำแท้งตามที่วัยรุ่นหลายคนคิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนใจไปสู่ทางออกที่ดีกว่า ส่วนสำคัญที่คอยประคับประคองให้ช่วงเวลาแบบนี้ผ่านไปได้ก็คือครอบครัว หนังแสดงให้เห็นถึงความรักและเข้าใจจากคนในครอบครัว

ฉันประทับใจกับคำพูดของพ่อ Juno ที่ว่า “In my opinion, the best thing you can do is find a person who loves you for exactly what you are. Good mood, bad mood, ugly, pretty, handsome, what have you, the right person will still think the sun shines out your ass. That’s the kind of person that’s worth sticking with. “

Juno ตอบว่า “I sort of already have.”

พ่อว่า “Well, of course! You’re old D-A-D! You know I’ll always be there to love and support you no matter what kind of pickle you’re in… Obviously”

แม้ว่าเราจะเป็นอย่างไร ดี ร้าย สุข ทุกข์ ครอบครัวก็คือคนที่เดินเคียงข้างเรา และรักเราในแบบที่เราเป็น

สุดท้ายแล้ว แม้จะมีอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป แม้มีบางทีที่ชีวิตไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่หากเรามีความกล้าที่จะก้าวต่อไป อย่างน้อยก็มีหนทางให้เดิน

Juno Official Site: http://www.foxsearchlight.com/juno/

 

ความคิดเห็น

Opportunity Knocks!

โอกาส…บางครั้งก็ต้องรอ รอ แล้วก็รอ กว่าจะมา

บางครั้ง ที่เราไม่ได้ตั้งตารอ มันกลับพุ่ง มุ่งตรงมาชนเข้าอย่างจัง นี่แหละที่ฉันเรียกว่า Opportunity … knocks!

เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ฉันเพิ่งเรียนจบกลับมา พร้อมกับปริญญา 1 ใบ แน่นอนว่าฉันมองหางานที่ตรงกับสาขาที่เรียน วันแล้ววันเล่าฉันเฝ้าพลิกหนังสือพิมพ์หางานที่ “น่าทำ”

แล้ววันหนึ่ง สายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับโฆษณารับสมัครงานของโรงแรมแห่งหนึ่งที่มีสาขาอยู่ในลอนดอน แล้วกำลังจะมาเปิดตัวที่กรุงเทพฯ

ลอนดอน … ลอนดอน … อังกฤษ แหมเข้าทางฉันเลย ได้ทำงานโรงแรม แถมโรงแรมของอังกฤษเสียด้วย ฉันไม่รอช้ารีบส่งใบสมัครไปเร็วพลัน

ระหว่างรองาน ก็ไปเที่ยวให้สบายใจเสียก่อน เที่ยวไปเพลินๆ ก็ลืมเรื่องที่ไปสมัครงานเอาไว้ …

กลับมาปุ๊บ คนที่บ้านก็บอกปั๊บ ว่าเค้าเรียกไปสัมภาษณ์งานแล้วนะ ให้รีบติดต่อไปไวๆ

กริ๊งๆ ฉันโทรไปนัดหมายเวลาเสร็จสรรพ ก็ไปสัมภาษณ์ คุยไป คุยมา ปรากฏว่าได้งาน โอกาสทำงานแรกแบบจริงๆ จังๆ ในชีวิต วิ่งเข้ามาหาฉันแล้ว

ฉันมุ่งหน้าทำงานแรกไป หลายๆ อย่างก็เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ทำงานไป เรียนรู้ไป ได้พบเจออะไรใหม่ๆ ได้พบคนใหม่ๆ โอกาสสารพัดวิ่งมาหา ได้ลองไปเป็นพนักงานต้อนรับ ลองชิมโน่น ลองทำนี่ ลองไปเรื่อยๆ แบบคนไฟแรง

เมื่อโรงแรมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก็มีการจ้างกลุ่มประชาสัมพันธ์มาทำการโปรโมทโรงแรมเป็นการใหญ่ ฉันประทับใจกับชื่อบริษัทประชาสัมพันธ์แห่งนี้ เค้าใช้ชื่อกันว่า “opportunity knocks”

ว่ากันว่าเวลาและวารีไม่คอยใคร เวลาผ่านเลยไป ฉันเริ่มเคยชินกับงานที่ทำความตื่นเต้น เริ่มหายไปทีละน้อย ฉันในตอนนั้น เฝ้ารอโอกาสมาวิ่งชนอีกสักครั้ง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โอกาสวิ่งมาทางฉันอยู่หลายครั้ง บางทีฉันเอื้อมมือออกไปแตะ แต่แล้วกลับปล่อยให้มันหลุดลอยไป บางครั้งฉันจับมันเอาไว้ บางครั้งฉุดกระชาก บางครั้งก็หลบ ชีวิตมันก็แบบนี้

และวันนี้ โอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตการทำงานของฉันก็มาอีกครั้ง มันกลับไปยังจุดเริ่มต้น ที่โรงแรมแห่งนั้น ที่ที่ฉันเคยยืนอยู่เมื่อ 5 ปีก่อน

แม้จะเป็นที่เดิม แต่ไม่เหมือนเดิม

แม้จะเป็นที่เดิม แต่ฉันโตขึ้น

แม้จะเป็นที่เดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม 

แต่ถึงอย่างไร ฉันก็อ้าแขนออกแล้วปล่อยให้โอกาสวิ่งเข้าชนเหมือนเดิม ไม่น่าแปลก ที่ฉันจะยังยืนมึนๆ งงๆ กับการวิ่งชนครั้งนี้ และภาวนาลึกๆ ให้มันเป็นโอกาสที่ดีจริงๆ สมกับที่ฉันต้องปล่อยมือจากโอกาสอื่นๆ ที่เคยโอบกอดเอาไว้ก่อนหน้านี้

ข้อคิดเห็น (4)

Print it!

“แล้ง หนาว แต่เร้าใจ” เป็นคำโปรยสำหรับนิทรรศการแสดงงานของ Marimekko เมื่อประมาณ 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ซึ่งทางศูนย์สร้างสรรงานออกแบบ หรือ TCDC จัดขึ้น

ผลงานภาพพิมพ์สีสดใส โดดเด่นด้วยลายดอกไม้สีแดงสด กับลวดลายแบบกราฟฟิกเด็ดๆ ถือกำเนิดขึ้นจากสมองของนักออกแบบชาวฟินแลนด์

ท่ามกลางสภาพอากาศที่แห้งแล้ง หนาวเหน็บ และโดดเดี่ยว มีเพียงสมองของมนุษย์นี่แหละที่สร้างสรร สร้างค่า ราคาให้กับดินแดนแห่งนั้น สมกับคำโปรยที่ว่า แล้ง หนาว … แต่เร้าใจ

ลวดลายของ Marimekko ได้แรงบันดาลใจมาจากหลายสิ่ง ทั้งธรรมชาติ ลวดลายพื้นบ้านของฟินแลนด์ ผสมผสานกับลวดลายแบบกราฟฟิค

แล้ววันนี้ยักษ์ใหญ่ในวงการแฟชั่น streetware อย่าง Hennes & Mauritz หรือ H&M ก็แนะนำคอลเลกชั่นที่ชื่อว่า A Tribute to Marimekko ที่นำลวดลายผ้าของ Marimekko มาทำเป็นเสื้อผ้าหน้าร้อนสีสดใส ทั้งของหญิงสาว ชายหนุ่ม หรือแม้แต่เสื้อเด็ก

A Tribute to Marimekko ออกจำหน่ายตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้ที่ร้าน H&M ทั่วไป สำหรับแฟนๆ H&M ชาวไทยแวะชม collection สุดเร้าใจนี้ได้ที่ H&M Website ส่วนใครที่อยากจะทำความรู้จักกับ Marimekko ให้มากขึ้น ก็ลองเข้าไปดูได้ที่ Marimekko Website

เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ Marimekko

- ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1951

- เป็นที่โด่งดังในอเมริกาเมื่อ Jacqueline Kennedy ซื้อชุดของ Marimekko 8 ชุด และใส่มันในระหว่างช่วงการหาเสียงเมื่อปี ‘60 ประธานาธิบดีสหรัฐ

- ลวดลายของ Marimekko ปรากฏอยู่บนเสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ ทั้งแก้วน้ำ จาน ชาม ร่ม ฯลฯ ไปจนถึงกระดาษทิชชู

ความคิดเห็น

ならよしとも กับความทรงจำในวัยเยาว์

ย้อนเวลาไปเมื่อราวสิบปีก่อน สมัยที่ฉันนั่งเฝ้าหน้าจอรอดูรายการเพลงทางช่อง MTV มีศิลปินกลุ่มสาวชาวญี่ปุ่นวงหนึ่งใช้ชื่อว่า Shonen Knife เพลงของพวกเธอเพลงหนึ่งเป็นเพลงภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งๆ แถมเนื้อร้องก็ไม่มีสาระสำคัญอะไร เอาแต่ร้องว่า Banana Chips for you, Banana Chips for me, In the afternoon Banana Chips and Tea… เนื้อเพลงซ้ำๆ ที่ไม่ได้สื่อความหมายลึกซึ้งใดๆ นี้ ติดอยู่ในใจของฉันราวกับว่าเป็นการสะกดจิต แถมด้วยภาพหน้าปก CD ชุด Happy Hour รูปวาดลายเส้นง่ายๆ สีฉูดฉาด ราวกับเป็นฝีมือวาดภาพของเด็ก

ความทรงจำของคนเราบางครั้งก็ชัดเจน ในบางครั้งก็พร่ามัวไปตามกาลเวลา ความทรงจำของฉันกับเสียงเพลง Banana Chips และภาพปกนั้น ยังคงชัดเจนอยู่

เวลาผ่านไป หลายต่อหลายปี ความนิยมชมชอบในการดูรายการทาง MTV ก็ลดลงตามกาลเวลา แต่ละวันหมดไปกับกิจกรรมต่างๆ นานาสารพัดสารพันแล้วแต่จะนึกสรรหามาทำ

แล้ววันหนึ่ง ฉันก็บังเอิญพบกับภาพวาดคุ้นตา เป็นภาพของเด็ก ลายเส้นง่ายๆ ใช้สีไม่กี่สี แต่เค้าหน้าของเด็กนั้นดูคุ้นตาเหลือเกิน

ใช่แล้ว…ฉันนึกย้อนกลับไปถึงภาพหน้าปก CD ของ Shonen Knife จากนั้นก็เริ่ม google หาข้อมูลเกี่ยวกับศิลปินผู้วาดภาพทันที (ฉันรู้สึกขอบคุณ google ทุกครั้ง ที่ต้องการหาข้อมูล ไม่ว่าอะไรก็ตาม ทุกวันนี้ ฉันมี verb ใหม่ ที่ใช้อยู่บ่อยๆ คือ v to google ในความหมายของฉันคือ การหาข้อมูลด้วย search engine แสนดี อย่าง google นี่แหละ) แล้ว google เจ้าเก่า ก็ไม่ทำให้ฉันผิดหวัง

แล้วฉันก็ได้รู้จักศิลปินเจแปนนีสเพิ่มขึ้นอีกคน เขาคือ Yoshimoto Nara (ならよしとも) แรกเห็นฝีมือภาพวาดและงานประติมากรรมแล้ว ฉันเชื่อว่าคุณนาระนี่ต้องเป็นผู้หญิงอย่างแน่นอน เพื่อนรุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็มีความเชื่อ (ผิดๆ) เช่นเดียวกัน แต่เมื่อฉันค้นลึกลงไปก็พบว่านาระซังเป็นผู้ชาย

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าอะไรทำให้ชายหนุ่มสร้างผลงานที่ดูราวกับเป็นฝีมือของหญิงสาว ฉันจึงหาข้อมูลเพิ่ม

งานของนาระ แม้เมื่อมองอย่างผิวเผินจะดูเรียบๆ ง่ายๆ ดูน่ารัก ใส ซื่อ บริสุทธิ์ แต่เมื่อพินิจ พิจารณาให้ดี งานป๊อปอาร์ตน่ารักเหล่านี้ แฝงไปด้วยแง่มุมมืดๆ อยู่ไม่น้อย

เมื่อฉันได้หนังสืองานศิลปะของนาระ ชื่อเรื่อง Lullaby Supermarket มานั้น ฉันจึงอดไม่ได้ที่จะเปิดมันอ่าน และทำความรู้จักกับศิลปินคนนี้

ชื่อหนังสือ Lullaby Supermarket แสดงถึง 2 สิ่งที่ไม่น่าเกี่ยวข้องกัน หนึ่งคือเพลงกล่อมเด็ก อีกหนึ่งคือซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่น่าแปลกเลยหากงานของนาระจะมีความขัดแย้งอยู่ในตัว ระหว่างความอ่อนเยาว์กับความโหดร้าย ข้อจำกัดของมนุษย์ ความมืดบอด ความไม่มั่นคง ฯลฯ

จากภาพเด็กน้อยตากลม กลายเป็นภาพเด็กตาเฉียงแฝงความเจ้าเล่ห์ เหมือนกับตาปิศาจ ในมือเด็กถือมีด หยดเลือด บ้างก็มีคำผรุสวาทแทรกลงไป เมื่ออารมณ์อ่อนลงก็อาจเป็นภาพเด็กหน้าตาละห้อย ดูเงียบเหงา ใส่ชุดราวกับเป็นลูกหมาอยู่ในกล่อง ที่ถูกคนนำมาทิ้งไว้

ความรู้สึกจากการมองแว่บแรกและพินิจลงไปจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สำหรับฉันแล้ว ประติมากรรมชิ้นหนึ่งที่แสดงความรู้สึกแบบนี้ได้เป็นอย่างดีคือ งาน installation ชุด Dog from Your Childhood เป็นหมาสีขาวหน้ายิ้ม หลับตาพริ้ม มีไม้ต่อที่ขาเหมือนกำลังเล่นเกมส์ต่อขาเหมือนที่เด็กสมัยก่อนเล่นกัน หมาน้อยดูสงบ ไม่มีพิษภัย ดูเหมือนภาพฝันในจินตนาการ แต่หากคิดให้ลึกลงไป สุนัขเหล่านี้กำลังเสี่ยงที่จะตกลงมาจากไม้ต่อขา ตาที่หลับพริ้มนั้นมองไม่เห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้น!

ใครว่าความทรงจำในวัยเด็กสวยงามเสมอไป ด้านมืดอาจจะมีอยู่ เพียงแต่ที่เราเลือกที่จะไม่จำ … ก็เท่านั้น

ความคิดเห็น

ฤ โลกนี้คือละคร

จากภาพชุด Life is like a Theatre โดย Marcie Kunnawattana

ท่าน Shakespeare เคยกล่าวไว้ในบทประพันธ์เรื่อง As You Like It (หรือ “ตามใจท่าน”) ว่า “All the world’s a stage” โลกนี้คือละคร มนุษย์แต่ละคนก็เป็นตัวละครที่มีบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน

ความคิดเช่นนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในงานแสดงภาพถ่าย portrait ฝีมือ Marcie Kunnawattana หญิงสาวผู้ตกหลุมรักกับการถ่ายภาพ portrait และทำงานอดิเรกของเธอออกมาได้อย่างสวยงาม ไม่แพ้มืออาชีพหลายๆ คน

ภาพถ่ายสีสันสดใส ทั้ง 12 ชุด สะท้อนความนึกคิดและการตีความของนายแบบนางแบบแต่ละคนต่อหุ่นนิ้ว (finger puppet) อันเป็นโจทย์ที่ตัวเองได้รับ หุ่นนิ้วตัวน้อยนี้เองเป็นตัวแทนของบทบาทและหน้าที่ในชีวิตของแต่ละคน ชีวิตที่มีทั้งหน้าที่ ความฝัน ความสนุกสนาน สีสัน ความสงบ ฯลฯ

Marcie พูดถึงงานของเธอในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ว่าเธอชอบที่จะถ่ายภาพ และการทำงานของเธอก็เป็นความร่วมมือกันระหว่างคนหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นนางแบบ นายแบบ ช่างแต่งหน้า และตัวเธอเอง เมื่อมีเวลาว่างจากการเรียน เธอก็จะใช้เวลากับงานอดิเรกที่เธอรัก

ไม่น่าแปลกใจเลยหากปารีส เมืองแห่งศิลปะและความงามนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้สาวไทยจับกล้องขึ้นมาสร้างสรรงานศิลปะจากภาพถ่าย

สำหรับฉันแล้ว ผลงานของ Marcie ช่างน่าชื่นชม ทั้งในแง่ความสามารถของเธอ และความกล้าที่จะทำความฝัน ความชื่นชอบของตัวเองออกมาเป็นผลงานเหล่านี้

ภาพถ่ายชุด Life is like a Theatre จัดแสดงที่ Bed Supper Club สุขุมวิท 11 ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2551

ชมผลงานภาพถ่ายอื่นๆ ของ Marcie ได้ที่ http://marciedip.deviantart.com/ และ http://marciedip.free.fr

Comments (1)

« หน้าที่แล้ว