Whimsical World of Mr Walker

ฉันรู้จักคุณทิม วอร์คเกอร์ ช่างภาพชาวลอนดอน ครั้งแรกจากภาพถ่ายชวนฝันของเขาในหนังสือ Vogue

สะดุดตากับภาพถ่ายสีพาสเทลหวานๆ กับธีมที่ชวนฝันไม่แพ้กัน ราวกับท่องอยู่ในโลกของนิทานอลิสในแดนมหัศจรรย์ เจ้าหญิงจากแดนไกล และดินแดนเทพนิยายสารพัน

แสงสวยๆ จากธรรมชาติกับสีสันของเสื้อผ้า สิ่งของประกอบฉาก และความใส่ใจในรายละเอียดประสานกันอย่างลงตัว ออกมาเป็นผลงานแสนสวย ^_^

สัมผัสโลกฝันที่สร้างจากมือมนุษย์…อย่างคุณทิม วอร์คเกอร์ ได้ที่นี่

Tim Walker Pictures ที่ Design Museum (London)

2 comments มิถุนายน 18, 2009

ขำจริ๊ง

bejewel

ขำจริง จาก iPhone ของคุณน้องสาว

4 comments มิถุนายน 17, 2009

i.e. หรือ e.g.

i.e. e.g.

หลายต่อหลายคนที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารมักจะมีจุดอ่อนบางอย่างเกี่ยวกับการสะกดคำหรือเลือกใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง

ยกตัวอย่างง่ายๆ คนใกล้ตัวของฉันมักมีปัญหากับคำว่า through, though และ thought ประเภทเขียน อ่านสลับกันไปหมด งงอยู่อย่างนี้ ไม่ว่าจะบอกไปกี่ครั้งว่าอะไรใช้ยังไง ก็ยังงงไม่เลิก

ล่าสุด ฉันไปลอง search หาความแตกต่างระหว่าง i.e. กับ e.g. เพราะตัวเองมักใช้สลับกันไปเรื่อยตามอำเภอใจ หารู้ไม่ว่าสองตัวนี้มีความหมายต่างกัน

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเอามาแบ่งปันความรู้กันที่นี่แล้วกันนะคะ

ทั้ง i.e. และ e.g. นี้เป็นอักษรย่อ (abbreviation) มาจากภาษาละติน แต่ความหมายและการใช้ไม่เหมือนกันค่ะ (ที่ฉันเล่นใช้สลับกันไปมา ก็จึงเป็นการใช้ที่ผิดหลัก)

i.e. นั้นมาจากคำว่า id est หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า that is หรือ in other words เป็นการขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น

I’m going to the place where I work best, i.e., the coffee shop. หมายความว่า ฉันจะไปที่ที่ฉันทำงานได้ดีที่สุด (ประมาณว่ามีสมาธิมากที่สุด ชอบมากที่สุดเวลาจะนั่งทำงาน ฯลฯ) นั่นก็คือร้านกาแฟ ดังนั้น คำว่า the place where I work best ก็คือ the coffee shop นั่นเอง

แต่สำหรับ e.g. นั้นมาจาก Exempli Gratia หรือ for example ใช้เป็นการยกตัวอย่าง เช่น 

At the places where I work well, e.g., Starbucks, I have none of the distractions I have at home. หมายความว่า สถานที่ที่ฉันชอบไปนั่งทำงาน (ร้านกาแฟ) ตัวอย่างเช่น ร้านสตาร์บัคส์ (สตาร์บัคเป็นหนึ่งในร้านกาแฟหลายๆ ร้านที่ฉันชอบไปนั่งทำงาน) เป็นที่ที่ฉันมีสมาธิดี (ไม่มีสิ่งรบกวน เหมือนอย่างที่บ้าน)

ลองใช้ดูนะคะ ^_^

3 comments มิถุนายน 16, 2009

my hand made

ฉันเป็นโรคภูมิแพ้…ความน่ารัก

จำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆ เคยชอบทำตุ๊กตาจากเศษผ้าของแม่ ดูรายการทีวีที่สอนทำตุ๊กตาประดิษฐ์แบบง่ายๆ แล้วก็เอามาลองทำสนุกๆ ขำๆ ดูได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็สนุกแบบเด็กๆ บางตัวต้องใช้ผ้ายืดมาทำตัวตุ๊กตา ก็สู้อุตส่าห์แอบไปเอาเสื้อยืดเก่ามาตัด โชคดีที่ผ่านพ้นไม้เรียวมาได้

ส่วนที่ชอบฉันที่สุดเวลาทำตุ๊กตาก็ตอนเขียนหน้าให้ตุ๊กตานี่แหละ การวาดหน้านี่ถือเป็นช่วงวัดดวง เพราะถ้าวาดสวยก็สวยไป วาดเสียก็แก้ไม่ได้ ในรายการทีวีบอกไว้ว่าเทคนิคการทำแก้มแดงของตุ๊กตาก็คือการใช้บรัชออนมาแต้มด้วยคอตต้อนบัด (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นรายการของอาจารย์พรจันทร์ จันทวิมล อาจารย์พรจันทร์ท่านนี้เป็นไอดอลสำหรับฉันในวัยเด็กเลยทีเดียวเชียว) อันนี้ถือเป็นไฮไลท์ของการแต่งหน้าตุ๊กตา เพราะได้เอาเครื่องสำอางแม่มาเล่น

แต่พอโตขึ้น ความสนใจในการทำตุ๊กตาก็ลดน้อยถอยลง ด้วยความที่มีกิจกรรมสารพัดให้ทำ

แม้จะไม่ได้ทำตุ๊กตา แต่ฉันก็คงความสนใจในเจ้าสิ่งประดิษฐ์น่ารักทั้งหลายแหล่อยู่เสมอ ก็บอกแล้วว่าเป็นพวกแพ้ความน่ารัก

ล่าสุด คุณน้องสาวพาเอาหนังสือน่ารักที่บรรจุตัวตุ๊กตาหน้าตาบ้องแบ๊วกลับมาจากเยอรมันนี (แอบสงสัยว่าเจ้าน้องสาวตัวดี ไปเรียนหรือไปทำงานอดิเรก) พอเปิดดูหนังสือ Softies Simple Instruction for 25 Plush Pals ปุ๊บก็ เกิดอารมณ์ศิลปินติดปั๊บ (เป็นเหมือนคนเจอถ่านไฟเก่า) เลยหยิบจับเอาผ้าสักหลาด (ฝรั่งเรียก felt) มาทำเป็นเพื่อนรักตัวเล็กเหล่านี้ค่ะ

tooth

ฟัน ฟัน ฟัน

rabbit

กระต่ายแก้มแดง

tea

tea & sympathy?

2 comments มิถุนายน 11, 2009

La Fin des Terres สุดแผ่นดิน

— Monsieur Genty has his head in the clouds

La Fin des Terres หรือ อวสารแห่งปฐพี โดยคณะนักแสดง Phillipe Genty ใช้เป็นการแสดงเปิดเทศกาล La Fête เทศกาลศิลปะวัฒนธรรมฝรั่งเศสสำหรับปีนี้

แม้เทศกาล La Fête จะจัดขึ้นในปีนี้เป็นปีที่ 8 แล้ว แต่ฉันก็เพิ่งมีโอกาสได้เข้าไปชมกับเค้าก็คราวนี้แหละ ด้วยได้อานิสงค์จากเพื่อนสาว (สวย) ที่อุตส่าห์เป็นธุระจัดหาบัตรมาให้ ด้วยความที่เธออยากให้ฉันไปดูการแสดงนี้จริงๆ พร้อมกับโฆษณาให้ว่า การแสดงนี้เนี่ยดีสุดๆ เลยนะเธอ โปรดักชั่นดีมากกกกก เอ้า เชื่อเพื่อนค่ะ เชื่อในรสนิยมสาวเอกละคร แถมเพื่อนอุตส่าห์หาตั๋วมาให้ ฉันก็เลยจัดแจงเลื่อนนัดเย็นนั้น เพื่อไปดู Lands End แทน

กว่าจะได้รับตั๋วก็เกือบถึงเวลาเริ่มแสดง เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคเล็กน้อย (เจ้าหน้าที่หาชื่อใน list ไม่เจอ) แต่ในที่สุดก็รับตั๋วเรียบร้อย

การแสดงนี้กินเวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง (ใน web ของ Thaiticket Master และสูจิบัตรของงาน เขียนเอาไว้ว่า “ความยาว 1.30 ชั่วโมง ในห้วงแห่งความฝัน”)

การแสดงเริ่มขึ้นด้วยฉากที่ชายใส่เสื้อโอเวอร์โค้ตคนหนึ่งจัดแจงกับหุ่นคนตรงโต๊ะทำงานตัวหนึ่ง เพียงพริบตาเดียวหุ่นตรงโต๊ะทำงานกลายเป็นนักแสดงขึ้นมา ด้วยทริกมายากลที่นำมาใช้นำเสนอตลอดเรื่อง เรื่องราวที่ไม่ปะติดปะต่อ ทำให้บางครั้งดูแล้วไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไหร่ สุดท้ายเลยใช้วิธีที่จะไม่พยายามทำความเข้าใจ แต่ปล่อยใจไปกับภาพที่ปรากฏขึ้นบนเวที

แม้ฉากและพร็อพต่างๆ ที่นำมาใช้จะอยู่ในสักษณะที่น้อยชิ้น เมื่อเทียบกับการแสดงละคร แต่แต่ละชิ้นที่เลือกมา ประกอบกับการจัดแสงกลับสร้างเอฟเฟคที่โดดเด่น เกิดเป็นภาพสวยงามขึ้นบนเวที ฉากที่ชอบเป็นพิเศษเห็นจะเป็นฉากบนรถไฟ ที่ให้อารมณ์อยู่บนรถแล้วมีลมพัดเอากระดาษไปปะทะกับหน้านักแสดงจริงๆ นอกจากนี้ก็ยังมีฉากบอลลูนขนาดยักษ์ที่พองลมอัดแน่นบนเวทีที่สวยและแปลกตาจากโชว์อื่นๆ ที่เคยดูมา

แน่นอนว่ามีบางฉากที่ค่อนข้างยาวและอาจจะน่าเบื่อไปบ้าง (ด้วยพยายามหาความหมายจากภาพที่เห็น) แต่โชว์ก็จบลงด้วยความประทับใจ น่าเสียดายที่ว่าในคืนนั้นการแสดงชุด Lands End จัดแสดงเป็นครั้งสุดท้าย เป็นคืนสุดท้าย ใครอยากลองชมส่วนหนึ่งของการแสดงคงต้องคลิกไปดูที่ Youtube (แต่ขอบอกว่าบนเวทีจริง น่าตื่นตากว่ามาก ^_^)

สำหรับ official website ของเทศกาล La Fête ดูได้ที่นี่

สำหรับนักชิมทั้งหลาย กิจกรรมน่าสนใจอีกอย่างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลคือ Dîner Dans Le Noir ดินเนอร์ไร้แสงเทียน (และแสงอื่นๆ) ที่จะจัดขึ้นที่ร้าน Déjà Vu โรงแรม Pullman กรุงเทพฯ จากคอนเซปของร้านอาหาร Dans le Noir? ที่ฝรั่งเศส

6 comments มิถุนายน 9, 2009

เปิดท้ายขายของ Met Bazaar ที่เมโทรโพลิแทน

ฝากบอกข่าวสำหรับคนช่างช้อป คราวนี้ได้ทั้งช้อปและช่วยเหลือน้องๆ โรงเรียนวัดบางเพลิง จ.พระนครศรีอยุธยา ให้ได้มีห้องสมุดดีๆ เอาไว้ใช้กัน รายได้จากการค่าเช่าโต๊ะขายของบวกกับเงินรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายจะเอาไปสมทบทุนกับโครงการนี้

มาถึงเรี่องของสินค้ากันบ้าง คราวนี้มีทั้งสินค้าจากโรงแรมเอง ทั้งของใหม่และของมือสอง เช่น จาน ชามใบใหญ่สำหรับงานเลี้ยง (ราคาถูกมาก) ผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำมันต่างๆ จาก Como Shambhala Urban Escape ทั้ง Massage Oil และ Essential Oil สารพัดกลิ่น ในราคาพิเศษสุดๆ (แนะนำกลิ่น Invigorate ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นกลิ่น signature ของ Shambhala เลยทีเดียว)

ในส่วนของพนักงานก็มีสินค้าหลากหลายทั้งของมือหนึ่ง ของมือสอง เสื้อผ้า ต้นไม้ ขนม ฯลฯ ให้เลือกช้อปกันได้ ในราคาไม่แพง

งานนี้จัดเพียงวันเดียวเท่านั้น ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2552 (ตรงกับวัน World Environment Day) ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ถึง 17.00 น. ณ โรงแรมเมโทรโพลิแทน กรุงเทพ ถ.สาทรใต้ค่ะ 

ยังไงก็เลยฝากประชาสัมพันธ์กันมา เผื่อใครอยู่ใกล้ๆ แถวนี้จะแวะมาร่วมด้วยช่วยกันค่ะ

Add comment มิถุนายน 3, 2009

Happy Birthday to you, Big Ben

ภาพจาก trivago.co.uk

เพิ่งผ่านวันเกิดปีที่ 150 ไปเมื่อวานนี้สำหรับ Big Ben แลนด์มาร์คสำคัญของกรุงลอนดอนลองมานึกๆ ดู ถ้าเปรียบกับอายุคน คุณทวดบิ๊กเบนก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยเลยทีเดียว

ฉันยังจำภาพประทับใจที่ได้เห็น Big Ben ครั้งแรกเมื่อกว่า 10 ปีก่อนได้ดี เรียกว่าครั้งนั้นถ่ายรูปคุณทวด Big Ben ไปหลายรูปหลายมุม ดูยังไงแกก็สง่างามแบบคลาสสิค ถ้าปีนี้มีโอกาสคงได้แวะเวียนไปเยี่ยมกันอีก

คุณรู้หรือไม่ว่า…

หอนาฬิกา Big Ben มีชื่อจริงว่า St Stephen’s Tower เป็นส่วนหนึ่งของ Palace of Westminster

เจ้าหน้าที่ต้องไขลาน Big Ben สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

ฟังเสียงระฆังของ Big Ben ได้ที่นี่

กว่าจะมาถึงวันนี้ คุณทวด Big Ben ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาดังนี้

4 comments มิถุนายน 1, 2009

Time to Turner

Seizure

Seizure

- Seizure โดย Roger Hiorns

เวียนมาอีกครั้งสำหรับการเสนอชื่อศิลปินสำหรับรางวัล Turner (Turner Prize) รางวัลอันทรงเกียรติสำหรับศิลปินร่วมสมัยผู้สร้างผลงานอันโดดเด่นในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา

นับแต่เริ่มมีขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1984 รางวัล Turner ก็เป็นที่รู้จักกันดี รวมถึงเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ของคนสนใจงานศิลปะร่วมสมัยมาโดยตลอด กฏ กติกา มารยาทของการพิจารณาให้รางวัล รวมทั้งสปอนเซอร์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดจนถึงปัจจุบัน

รางวัล Turner ได้ชื่อมาจาก ท่าน Joseph Mallord William Turner ศิลปินชาวอังกฤษ ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่แม้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารย์อย่างมากในยุคนั้น (ถ้ามีโอกาสไปลอนดอน สามารถแวะไปดูงานของท่านที่ Tate Gallery) แต่ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ John Ruskin นักวิจารณ์ศิลปะชื่อดังซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบงานของ Turner เรียกเขาว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ (The father of modern art)

ดังนั้น เมื่อมีการคิดตั้งรางวัลขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างงานศิลปะของศิลปินร่วมสมัยที่สร้างความแปลกใหม่ เป็นที่น่าสนใจของในแต่ละปี ชื่อของ Turner จึงได้รับเลือกมาตั้งเป็นชื่อรางวัล

สำหรับปีนี้ ผู้ได้รับเลือกเข้าชิงรางวัลมีทั้งหมด 4 คนได้แก่

Enrico David

Roger Hiorns

Lucy Skaer

Richard Wright

ผลงานของศิลปินทั้ง 4 คนจะจัดแสดงที่ Tate Britain ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2009 ถึง 16 มกราคม 2010 (งานประกาศรางวัลจะมีขึ้นในวันที่ 7 ธันวาคม 2009 และถ่ายทอดสดทาง Channel 4)

คงต้องมารอลุ้นกันว่าใครจะเป็นผู้ชนะรางวัล Turner ประจำปี 2009

ศิลปินชื่อดังที่เคยได้รับรางวัล Turner อาทิ Damien Hirst และ Anish Kapoor เป็นต้น

Add comment พฤษภาคม 28, 2009

my ブラックバードフライ

black bird fly1

ในยุคสมัยที่ใครต่อใครหลงใหลในเทคโนโลยี ต้องมีมือถือรุ่นล่าสุด กล้องถ่ายรูปความละเอียดพันล้านพิกเซล ฯลฯ ก็ยังมีกลุ่มคนที่หลงใหลเสน่ห์แบบเก่าๆ และความ low-tech อยู่

ความเรียบง่ายแบบดั้งเดิม เมื่ออยู่ท่ามกลางสิ่งทันสมัยซับซ้อน ก็กลายเป็นความเก๋ไปได้ มาลองนึกๆ ดู ก็นึกถึงคำว่า exotic ที่พวกฝรั่งชอบใช้กันเวลาพูดถึงประเทศแถบตะวันออกอย่างประเทศเรา ความ exotic แปลก และแตกต่างจึงเป็นสิ่งที่น่าค้นหา น่าสนใจ และเก๋ไก๋ไปได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ สบู่หอมนกแก้วที่สมัยก่อนคนไทยใช้กันเยอะ เป็นที่นิยม มาถึงสมัยหนึ่งก็กลายเป็นของโบราณ เชย แต่พอหนังสือแฟชั่นอย่าง ELLE ที่ฝรั่งเศสบอกว่านกแก้วของเรานี้เป็นสบู่สุดเก๋ของชาวปาริเซียง ความเชยก็กลายเป็นความเก๋ไปโดยปริยาย

มาเข้าเรื่องของกล้องถ่ายรูปกันบ้าง ฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าถ่ายรูปไม่เก่งอย่างแรง ภาพไหวบ้างล่ะ องค์ประกอบไม่สวยบ้างล่ะ แถมยังไม่ชอบอ่านคู่มือ กล้องถ่ายรูปดิจิตอลที่ถ่ายปุ๊บเช็ครูปได้ปั๊บจึงเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตได้อย่างดี ยิ่งที่มีฟังก์ชั่นประเภทกันภาพไหว โฟกัสอัตโนมัติ ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ นอกจากจะสะดวกแล้วยังไม่เปลืองค่าฟิล์มอีกต่างหาก

แต่ก็อีกนั่นแหละ อะไรที่สะดวก ง่าย หรือสบายเกินไป บางครั้งก็ไม่มีสเน่ห์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายคนหลงใหลกล้องแบบแมนวล (manual) และโลโมก็กลายเป็นของเล่นสุดเก๋อย่างหนึ่งของคนที่ชอบความแตกต่าง โพลารอยด์ก็กลับมาฮิตกับเค้าด้วย มาลองคิดดูสเน่ห์ของการถ่ายภาพแบบนี้คือการคาดเดาไม่ได้ เหมือนเวลาที่เราได้ของขวัญมาชิ้นนึง ก็จะมีช่วงระยะ”เวลาลุ้น”ก่อนที่แกะของขวัญฉันใดการใช้กล้องแบบใส่ฟิล์มก็เป็นความรู้สึกลุ้นเช่นกันฉันนั้น เวลาถ่ายก็เป็นการเสี่ยงดวงอย่างหนึ่งว่าภาพจะออกมาเป็นอย่างไร เวลาเอารูปไปล้างและอัดมา จังหวะที่กำลังเปิดอัลบั้มขึ้นมาเช็ครูปก็กลายเป็น moment of truth ประเภทที่ว่ารูปสวยแล้วก็สวยเลย และเสียแล้วก็เสียเลย

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ฉันมีโอกาสได้เป็นนางแบบจำเป็น (จำเป็นจริงๆ เพราะไม่มีใครรับทำ เค้าก็เลยจำเป็นต้องเลือก) ครั้งนั้น มีช่างภาพอิสระ เป็นสาวออสซี่ท่าทางทะมัดทะแมงเป็นคนถ่าย ในยามที่กล้องดิจิตอลเป็นที่นิยมของคนทั่วโลกนั้น เธอคนนี้ใช้กล้องหน้าตาประหลาด รูปทรงวินเทจเป็นกล้องคู่ใจ พร้อมกับใช้ฟิล์มในการถ่ายภาพ ฉันแอบสงสัยว่าถ้ารูปเสียไป (เพราะเช็ครูปไม่ได้) ฉันมิต้องมาเป็นนางแบบจำเป็นอีกหรือ

กล้องตัวนั้นเป็นกล้องแนวตั้ง หน้าตาโบราณ ซึ่งฉันมารู้ภายหลังว่ามันคือกล้องยี่ห้อ Rollei ของเยอรมัน ซึ่งเป็นกล้องที่เรียกว่า twin lens  หลายเดือนต่อมาฉันได้เห็นรูปตัวเองในนิตยสารฉบับหนึ่ง ภาพของฉันบนเก้าอี้โยคะนั้นมีสีและแสงสวยๆ เรียบง่าย ดูสงบนิ่ง เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้าใจความแตกต่างที่ได้จากกล้อง twin lens ตัวนั้น

เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสไปเจอกล้องหน้าตาคล้ายๆ กับ Rollei อีกครั้ง ตัวกล้องพลาสติกให้ความรู้สึกเหมือนกล้องของเล่นแบบโลโม่ แต่เป็นรูปแบบกล้อง twin lens กล้องตัวนี้มีชื่อว่า Black Bird Fly มีบ้านเกิดอยู่ที่ญี่ปุ่น เห็นแล้วเกิดอาการปิ๊งทั้งรูปร่างของมันและชื่อเก๋ๆ เลยตัดสินใจพากลับบ้านมาด้วย 1 ตัว ด้วยความคิดที่ว่าคงใช้ไม่ยากนัก

แต่เอาเข้าจริงๆ คนขี้เกียจอ่านคู่มือการใช้งานอย่างฉัน ก็ต้องจำใจเปิดอ่านจนได้ กว่าจะโหลดฟิล์มสำเร็จเล่นเอาลุ้นแทบแย่ แถมเวลาถ่ายก็ยังไม่คุ้ยเคยกับการที่จะต้องปรับระยะโฟกัสเอง ปรับค่า setting ตามความสว่างของแสง ฯลฯ ทำเอาเหนื่อยแต่ก็สนุกดี ถ่ายโน่นถ่ายนี่จนฟิล์มหมดม้วนจึงได้ฤกษ์เอาฟิล์มไปล้าง และรอด้วยใจจดจ่อว่าจะมีรูปที่ใช้ได้บ้างไหม…

ผลปรากฎว่าภาพข้างบน เป็นภาพที่ชัดและดีที่สุดในเซ็ตนี้ :-) และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ Black Bird Fly กับฉันพบกันตัวต่อตัว

2 comments พฤษภาคม 21, 2009

In a bite size

street f

เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์ จึงไม่น่าแปลกที่เรื่องอาหารการกินจะจัดเป็นหนึ่งใน “เรื่องสำคัญ” ของการดำเนินชีวิต

อาหารแสดงถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม สะท้อนความคิดความเชื่อ เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นยารักษาโรค และเป็นหลายต่อหลายอย่าง ดังนั้นสำหรับบางคนคำว่าอยู่เพื่อกินจึงสำคัญกว่ากินเพื่ออยู่ แต่ไม่ว่าจะอยู่เพื่อกินหรือกินเพื่ออยู่ เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่าใครๆ ก็อยาก “อยู่ดีกินดี” กันทั้งนั้น

เมื่ออาหารมีบทบาทสำคัญถึงเพียงนี้ อาหารจึงถูกหยิบยกมาเป็นหัวข้อสำหรับนิทรรศการล่าสุดของ TCDC ในชื่อว่า “กินไปเรื่อย เจาะวิถีอร่อยริมทาง” นิทรรศการเล็กๆ ขนาดพอคำ ซึ่งจะพาเราเข้าไปสู่โลกของการกินทั้งแบบไทยๆ จนไปถึงแบบสากล เน้นอาหารบนบาทวิถี ง่ายๆ ไม่แพง แถมชี้โอกาสทำมาหากินในยุคเศรษฐกิจอัตคัต เพื่อผู้ดูผู้ชมจะนำไปต่อยอดทางความคิดและลงมือทำกันต่อไป

Quick Bites: Design for Better Eating หรือ กินไปเรื่อย เจาะวิถีอร่อยริมทางจัดแสดงที่ TCDC ถึงวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน นี้

Add comment พฤษภาคม 19, 2009

Previous Posts


 

กรกฎาคม 2009
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
« มิ.ย.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

จดหมายเหตุ

สารบัญ

หน้าต่างๆ

Blogroll

Blog Stats

คอมเมนต์ล่าสุด