London Trip A to Z ตอนที่ 17
Q for Queen Mary’s Doll House
- ภาพ Queen Mary จาก vintagepostcards.org
เอนทรีนี้ขอแว่บออกมาจากลอนดอนนะคะ เพราะจะชวนมาดูบ้านตุ๊กตาแสนสวยกันที่พระราชวังวินด์เซอร์
พระราชวัง Windsor เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม นอกเหนือจากพระราชวัง Buckingham และพระราชวัง Hampton Court พระราชวังวินด์เซอร์นี้ตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆ ภายใต้ชื่อเดียวกัน ก็คือเมืองวินด์เซอร์นั่นเองค่ะ และหากข้ามสะพานจากเมืองวินด์เซอร์ไปก็จะถึงเมืองอีตั้นแห่งคอลเลจชื่อดังอย่าง Eton College
วินด์เซอร์เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ที่น่ารัก ซึ่งเราสามารถเลือกเดินชมเมืองหรือจะใช้บริการรถบัสนำเที่ยวก็ได้ ในช่วงเดือนกันยายนที่เราไปอากาศค่อนข้างดีทีเดียว แถมร้านค้าและผับเล็กๆ ที่น่ารัก ต่างพากันปลูกดอกไม้สีสดประดับไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกันเพลิน
แต่จุดหมายของเราวันนี้อยู่ที่พระราชวังวินด์เซอร์และอีตันคอลเลจค่ะ (ไม่อยากบอกเลยว่าไปอีตันคอลเลจไม่ทันเวลา เลยอดเข้าไปดูข้างใน ขนาดเราวางแผนมาอย่างดีแล้วเชียว ยังมัวเถลไถลและหลงทางจนไปไม่ทันจนได้ – -”)
ฉันมาเที่ยวพระราชวังวินด์เซอร์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว มาแต่ละครั้งก็ได้ความรู้สึกต่างกันไป อย่างครั้งนี้พอมีเวลาเลยไปยืม audio guide มาฟังไปเดินดูไปด้วย ถ้าจะเล่ารายละเอียดทั้งหมดของพระราชวังแห่งนี้คงใช้เวลาและหน้ากระดาษเยอะทีเดียว เอาเป็นว่าใครสนใจอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชวังแห่งนี้ลองเข้าไปดู official site ของเค้าได้ที่นี่ เลย
ไหนๆ topic ของเอนทรีนี้ก็เป็นเรื่องราวของบ้านตุ๊กตา ดังนั้นตามฉันมารู้จักบ้านตุ๊กตาแสนสวยหลังนี้กันเลย ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าบ้านตุ๊กตานี้ไม่ได้เป็นของเล่นสำหรับเด็กนะคะ แต่ถือเป็นของสะสมที่มีค่าและราคาแพงมากทีเดียว โดยเฉพาะบ้านตุ๊กตาหลังนี้ ซึ่งเป็นของขวัญสำหรับพระราชินีแมรี่ พระมเหสีของพระเจ้าจอร์จที่ 5 จึงรับรองได้ว่าเป็นบ้านตุ๊กตาที่เลิศจริงๆ
เรามาดูความพิเศษของที่นี่กันเลยค่ะ บ้านตุ๊กตานี้สร้างขึ้นตามความคิดของเจ้าหญิง Marie Louis เพื่อมอบเป็นของขวัญแก่พระราชินีแมรี โดยเป็นผลงานออกแบบของเซอร์ Edwin Lutyens บ้านตุ๊กตาหลังนี้สร้างแล้วเสร็จในปี 1924 โดยมีสเกล 1:12 (นิ้ว:ฟุต) ทั้งระบบท่อน้ำและไฟฟ้าภายในบ้านสามารถใช้งานได้ทั้งหมด! และยังรวบรวมเอาสิ่งต่างๆ ที่ถือว่าทันสมัยในสมัยนั้นมารวมกันไว้ในบ้านตุ๊กตาที่เปรียบเสมือนเป็นพระราชวังขนาดย่อมหลังนี้ ไม่ว่าจะเป็นโถชักโครก เครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ ส่วนหนังสือต่างๆ ที่อยู่ในห้องสมุดก็ทำขึ้นพิเศษสำหรับห้องสมุดขนาดจิ๋วนี้ โดยมีหนังสือที่ Sir Arthur Conan Dolye (ผู้เขียนเรื่อง Sherlock Holmes) เขียนขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับที่นี่ รวมไปถึงผลงานจากนักเขียนชื่อดังอีกหลายท่าน อาทิ JM Barrie (Peterpan) และ Thomas Hardy เป็นต้น ส่วนผลงานศิลปะเช่นภาพวาดต่างๆ ในบ้านก็สร้างขึ้นในขนาดจำลองด้วยศิลปินผู้มีชื่อเสียง ถ้าคิดเป็นราคาค่าสร้างจริงๆ บ้านตุ๊กตาหลังน้อยหลังนี้คงมีราคาแพงกว่าบ้านจริงๆ หลังหนึ่งเสียอีก น่าเสียดายที่เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปภายในห้องที่จัดแสดงบ้านตุ๊กตา ใครอยากเห็นล่ะก็มาดูที่ link นี้ได้เลย
2 comments พฤศจิกายน 18, 2009
London Trip A to Z ตอนที่ 16
P for Paddington
- หมีแพดดิงตันที่สถานี London Paddington ภาพจาก BBC
เมื่อพูดถึง Paddington ฉันจะนึกถึงหมีน้อยใส่หมวก หิ้วกระเป๋าเดินทาง มาจาก Darkest Peru
สถานี Paddington ในลอนดอนเป็นสถานีรถไฟใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมทางรถไฟที่เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในเขต West Country และ Midlands เช่น Bristol, Bath, Gloucester, Worcester และ Penzance รวมทั้งเมืองใน South Wales อย่าง Cardiff, Swansea และ Newport
แต่ถ้าใครไม่ได้เดินทางไปต่างเมือง ก็ยังมีโอกาสใช้บริการสถานี Paddington กันได้เพราะนอกจากจะเป็นสถานีรถไฟแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานี Heathrow Express และรถไฟใต้ดิน (tube) ด้วย
การเดินทางจากสนามบินเข้าใจกลางกรุงลอนดอนด้วย Heathrow Express นี้เป็นวิธีที่แสนสะดวกค่ะ ราคาตั๋วจะถูกกว่าการนั่งแท๊กซี่เข้าเมืองมากและใช้เวลาน้อยกว่า (แต่แพงกว่ารถไฟใต้ดิน) คือราว 15 นาที เท่านั้น เราสามารถซื้อตั๋วเดินทางล่วงหน้าทาง internet ที่ website ของเค้าได้ด้วย ซึ่งหากซื้อทางอินเตอร์เน็ตก็จะได้ส่วนลดนิดหน่อยด้วยค่ะ พอเราจ่ายเงินเสร็จก็แค่ปริ้นท์ตั๋ว e-ticket ออกมา ซึ่งบน e-ticket นี้ เค้าจะมีบาร์โค้ตให้เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วมาสแกนได้ เรียกว่าถ้ามีตั๋วแล้ว เราก็ขึ้นรถไฟได้ทันที ไม่ต้องต่อแถวรอซื้อกันที่สนามบินอีก อ่อ บางโรงแรมเค้าจะมี promotion ร่วมกับ Heathrow Express ด้วยนะคะ โดยปกติเค้าจะให้ promotional code มา แล้วเราก็สามารถระบุหมายเลขนั้นลงไปได้เวลาซื้อตั๋วทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็จะได้ส่วนลดเพิ่มนิดหน่อยค่ะ
อ๊ะ ออกนอกเรื่องไปไกลเชียว กลับมาที่สถานี Paddington กันค่ะ ใครที่เคยไปเที่ยวต่างประเทศ เช่น ยุโรปหรือญี่ปุ่น คงจะคุ้นเคยกับสถานีรถไฟขนาดใหญ่ ซึ่งภายในมีร้านค้าต่างๆ ให้ได้เดินช้อป และร้านอาหาร ร้านกาแฟต่างๆ ให้ได้เลือกชิม ระหว่างรอรถ สถานี Paddington ก็เช่นเดียวกันค่ะ เท่าที่มองดูรอบๆ จะเห็นร้านกาแฟและเบเกอรี่/แซนด์วิชสารพัดยี่ห้อให้เลือก พวกฝรั่งเค้านิยมซื้อกาแฟและแซนด์วิชกันค่ะ ไม่ว่าร้านไหนๆ คนก็ต่อแถวกันยาวเชียว ร้านกาแฟที่เราแวะซื้อไปดื่มบนรถไฟระหว่างไป Oxford คือร้าน Cafe Nero ค่ะ กาแฟไซส์ขายฝรั่งนี่จะถ้วยใหญ่ทีเดียว (ปกติซื้อสตาร์บัคที่เมืองไทยจะสั่งแบบ short = แก้วเล็กตลอด แต่ของที่นี่ถ้วยเล็กก็จะเป็นขนาด tall ของที่เมืองไทย) เรียกว่าถ้วยเดียวอิ่ม
สำหรับแฟนๆ โดนัทเจ้าดังอย่าง Krispy Kreme ที่สถานี Paddington ก็มีร้านของเค้าเหมือนกัน แหม ร้านโน้นก็น่าเข้า ร้านนี้ก็น่าชิม ยังไงก็อย่าเผลอเดินช้อปและชิมจนลืมเวลารถไฟล่ะ เพราะรถไฟที่นี่เค้าเข้าออกตรงเวลามากๆ ค่ะ (ถ้ามีการดีเลย์ เค้าจะขึ้นป้ายบอกไว้ทันที)
ขอวกกลับมาที่ประวัติของสถานี Paddington ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า London Paddington กันซะหน่อยนะคะ
แรกเริ่มเดิมทีสถานีนี้เป็นสถานีแบบชั่วคราวของบริษัทรถไฟ Great Western Railway โดยสถานีตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของถนน Bishop’s Bridge ในปี ค.ศ.1854 จึงได้เปิดทำการสถานีรถไฟหลักแห่งนี้ โดยใช้เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า สถานีแห่งนี้ออกแบบโดยคุณ Isambard Kingdom Brunel (ชื่อแปลกดีเนอะ) โดยมีคุณ Matthew Digby Wyatt ร่วมออกแบบรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม ปัจจุบัน ที่นี่มีชานชาลารถไฟทั้งหมด 14 ชานชาลาและเป็นสถานีรถไฟใต้ดินด้วยใกล้ๆ กับสถานีก็เป็นที่ตั้งของโรงแรมรถไฟชื่อดังในอดีตอย่าง The Great Western Royal Hotel (ชวนให้นึกถึงโรงแรมใกล้สถานีรถไฟในสมัยก่อน ที่บ้านเราก็มีเหมือนกัน อย่างที่หัวหิน ก็มีโรงแรมรถไฟ ซึ่งปัจจุบันก็คือ Sofitel Central หัวหินนั่นเอง) ปัจจุบันโรงแรมนี้เป็นของกลุ่มโรงแรม Hilton ภายใต้ชื่อ Hilton London Paddington ค่ะ
ก่อนจบเอนทรี ขอเล่าเรื่องน้องหมี Paddington ปิดท้ายซักหน่อย ใครเป็นแฟนหมีน้อยหน้าซื่อตัวนี้ก็สามารถหามาจับจองได้จากร้านขายของที่ระลึกในสถานี Paddington นี้ด้วยนะ หมีน้อย Paddington เดินทางมาจาก ‘Darkest Peru’ เค้าได้รับการเลี้ยงดูจากคุณป้าลูซี่หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ทำให้เค้ากลายเป็นน้องหมีกำพร้า เมื่อป้าลูชี่ตัดสินใจไปอยู่บ้านพักหมีชราที่เมืองลิมา คุณป้าจึงส่งหมีน้อยมาที่ประเทศอังกฤษ หลังจากคุณป้าสอนภาษาอังกฤษให้หมีน้อยเสร็จสรรพ เธอก็ส่งเจ้าหมีมาทางเรือ และแล้วหมีน้อยก็เดินทางมาถึงสถานี Paddington ที่ที่เขาได้พบกับคุณและคุณนายบราวน์ซึ่งมารอรับลูกสาวที่สถานี เจ้าหมีน้อยนั่งจ๋องอยู่ใกล้กองถุงไปรษณีย์ โดยมีหมวกบุบๆบี้ๆ เป็นเครื่องแต่งกายเพียงชิ้นเดียว ที่คอของเค้ามีป้ายห้อยว่า ‘Please look after this bear, Thank you’ เห็นอย่างนี้สองสามีภรรยาก็อดสงสารไม่ได้สิคะ ทั้งคู่จึงตัดสินใจพาหมีน้อยกลับไปอยู่บ้านด้วยกันและตั้งชื่อเขาว่า Paddington ตามสถานที่ที่พวกเค้าพบกับเจ้าหมีน้อยเป็นครั้งแรก
สนใจเรื่องราวของหมีน้อยพร้อมกิจกรรมสนุกๆ สำหรับน้องๆ หนูๆ ไปดูได้ที่นี่เลยค่ะ
2 comments พฤศจิกายน 17, 2009
London Trip A to Z ตอนที่ 15
O for Oyster Card

- ภาพจาก thelondondailynews.com ค่ะ
อยากไปไหนมาไหนในลอนดอนให้สะดวกต้องพกบัตรหอย (Oyster Card) ไปด้วยค่ะ
บัตร Oyster นี้ช่วยให้ทุกชีวิตที่เดินทางในลอนดอนสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะวิธีการใช้ก็แค่แตะบัตรที่เครื่องอ่านเวลาเข้าไปยังสถานีและแตะอีกทีตอนออก
เท่านี้ก็สามารถใช้บริการได้ทั้งรถไฟใต้ดิน รถเมล์ (ไม่ต้องแตะตอนลงนะจ๊ะ) รถราง ฯลฯ สารพัดวิธีเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนของลอนดอนได้อย่างสบายโลด
เจ้าบัตรหอยนี้มีให้เลือก 2 แบบ คือแบบเติมสตางค์ และแบบเหมาที่เรียกว่า Travelcard ซึ่งถ้าใครไปลอนดอนในระยะเวลาสั้นๆ อาจจะเลือกแบบเติมสตางค์ ที่เราสามารถโหลดจำนวนเงินตามที่ต้องการลงในบัตร แล้วเวลาใช้งาน เครื่องอ่านก็จะหักเงินไปตามค่าโดยสารแต่ละครั้ง (วิธีนี้ ค่าตั๋วโดยสารจะถูกกว่าการซื้อตั๋วแยกเดี่ยวๆ สำหรับเดินทางเที่ยวเดียว)
ส่วนเราสองคนพี่น้อง อยู่ในลอนดอนเป็นเวลา 7 วัน จึงเลือกซื้อบัตร Oyster และโหลด 7-day Travelcard แบบโซน 1 – 2 และเพิ่มเงินแบบ pay as you go เข้าไปอีก 10 ปอนด์ เราเลือกแค่โซน 1 – 2 เพราะสถานที่ท่องเที่ยวหลักส่วนใหญ่จะอยู่ในโซนนี้ค่ะ ส่วนเงินที่เติมเพิ่มเข้าไป ก็สำหรับกรณีที่ไปเที่ยวนอกโซน 2 (อย่างตอนที่ไปสวนคิวเป็นต้น)
ยังไง ทางที่ดีที่สุด (และประหยัดที่สุด) คือวางแผนการเดินทางไว้ก่อน ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง และสถานที่นั้นอยู่ในโซนไหน จะได้เลือกบัตร Oyster แบบที่เหมาะกับงบของเราที่สุดได้ค่ะ
ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ
ไปลอนดอนครั้งหน้า มีเจ้าบัตร Oyster ไว้ทั้งอุ่นใจและสบายกว่าค่ะ
4 comments พฤศจิกายน 12, 2009
London Trip A to Z ตอนที่ 14
N for Nandos

ร้านอาหารหนึ่งที่ถูกบรรจุเข้าไปในการโปรแกรมการกิน-เที่ยวของเราคราวนี้คือ Nandos ร้านอาหารกึ่งฟาสต์ฟู๊ดสไตล์โปรตุกีส ที่โดดเด่นด้วยไก่ย่างและน้ำจิ้มรสเด็ด ที่มีระดับความเผ็ดให้เลือกตามความชอบ
Nandos เคยเป็นร้านที่เราไปฝากท้องอยู่หลายครั้งเมื่อสมัยไปเรียน ด้วยรสชาติไก่ย่างพร้อมน้ำจิ้มรสชาติจัดจ้าน ทั้งเปรี้ยวและเผ็ด ที่ช่วยให้หายคิดถึงรสชาติเด็ดๆ แซ่บๆ แบบน้ำจิ้มแจ่วไปได้บ้าง
พอกลับมาเมืองไทย เคยไปลองชิมไก่ย่างแบบ peri peri ที่พารากอน แต่รู้สึกว่ารสชาติไม่อร่อยเหมือนที่ Nandos มาลอนดอนคราวนี้เลยขอย้อนอดีตไปชิม Nandos ซะหน่อย
ร้านนี้หาได้ง่ายๆ ทั่วกรุงค่ะ เพราะมีหลายสาขา สาขาที่เราสองพี่น้องไปชิมอยู่ที่เมืองวินด์เซอร์ค่ะ
ใครที่ติดใจรสชาติน้ำจิ้มเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ ของเค้าก็สามารถหาซื้อกลับมาบ้านได้ค่ะ จากทั้งที่ร้าน Nandos และซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป
ลองเข้าไปดู website ของ Nandos ได้ที่นี่นะคะ
4 comments พฤศจิกายน 10, 2009
London Trip A to Z ตอนที่ 13
M for Metropolitan London

welcome note, fruit plate & Met candle
พูดถึงที่เที่ยวกันมาหลาย entry แล้ว ขอข้ามกลับมาถึงหมวดที่พักค่ะ
Metropolitan London เป็นหนึ่งในโรงแรมที่เราได้มาพักในทริปลอนดอนครั้งนี้ เราอยู่ที่นี่กันเป็นเวลา 2 คืนค่ะ และเป็นสองคืนแสนพิเศษ เพราะถ้าเทียบกับหอพักของ LSE ที่เราพักใน 4 คืนก่อนหน้านี้แล้ว ต้องเรียกว่าต่างกันมากๆ แต่ก็ดีไปคนละแบบนะคะ
สาเหตุที่ฉันเลือก Metropolitan London ก็ง่ายๆ ค่ะ เพราะจองห้องพักได้ในราคาพนักงานนั่นเอง
ทำงานกับ Metropolitan ที่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่ pre-opening แล้วก็กลับมาทำงานที่นี่อีกครั้งเมื่อปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ฉันรู้สึกว่าน่าจะมีโอกาสไปเยือน property อื่นๆ ในเครือโรงแรมของเราบ้าง เลยถือโอกาสนี้ไป Met London เสียเลย (ต้องขอขอบคุณเจ้านายผู้ใจดี ซึ่งช่วยให้ฉันได้ห้องพักที่นี่ แม้จะเป็นช่วงที่โรงแรมค่อนข้างยุ่งมาก)
เกริ่นถึงโรงแรม Metropolitan สักนิดค่ะ โรงแรมเราอยู่ในเครือ COMO Hotels & Resorts เครือโรงแรมและรีสอร์ตเล็กๆ แต่เต็มไปด้วย property สวยๆ ในโลเคชั่นอย่าง ลอนดอน (Metropolitan London และ The Halkin) มัลดีฟ (Cocoa Island) ภูฏาน (Uma Paro) ฯลฯ

ห้องพักแสนสบายในสไตล์คอนเทมโพรารี

วิวสวยๆ สีเขียวชอุ่มของ Hyde Park
มาพูดถึงห้องพักที่ Met London กันบ้างค่ะ ห้องพักของเราอยู่บนชั้น 8 เป็นห้อง Metropolitan Room ซึ่งเทียบได้ประมาณห้อง Deluxe ที่กว้างขวาง สะดวกสบายมาก แถมยังมีวิวสวยๆ สีเขียวๆ ของ Hyde Park แบบ panorama จากหน้าต่างห้องอีกต่างหาก สิ่งอำนวยความสะดวกก็มีครบครัน ไม่ว่าจะเป็น wifi internet, LCD TV, mini bar ฯลฯ
นอกจากส่วนของห้องพัก แล้วเราอาจเคยได้ยินชื่อร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง Nobu กันมาบ้างนะคะ (ถ้าใครเคยดูเรื่อง Notting Hill ร้าน Nobu ก็เป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่องนั้นด้วย) ตอนนี้มีสองสาขาที่ในลอนดอนค่ะ แต่สาขา original ก็คือที่โรงแรม Metropolitan นี่เอง
อีกร้านหนึ่งของ Met London ที่เค้าว่าเป็นบาร์ซึ่งเหล่า celeb และคนรวยนิยมก็คือ Met Bar ค่ะ ที่นี่จะใช้ระบบ member only คือเปิดให้เข้าเฉพาะสมาชิกและแขกของโรงแรมเท่านั้น
ในช่วงที่เราไปพัก ใกล้กับเทศกาล London Fashion Week พอดี ทางโรงแรมจึงมีตู้จัดแสดงกระเป๋า clutch รูปปากผลงานดีไซน์เนอร์เปรี้ยวเก๋อย่าง Lulu Guinness อยู่ด้วย แถมยังเก๋ด้วยเมนู Lulu Guinnes high tea ที่ Met Bar ด้วย
อ่อ แล้วใครที่เป็นนักช้อปตัวยงคงจะถูกใจที่นี่ไม่น้อย เพราะอยู่ใกล้แหล่งช้อปอย่าง Knightsbridge มากๆ หรือจะไป Oxford Street ก็ขึ้นรถเมล์ไปได้ไม่ไกลเลย
เขียนมาซะยาว ใครมีโอกาสไปลอนดอนก็ลองแวะไปดูกันได้นะคะ ส่วน website ของโรงแรมอยู่ตรงนี้เลย
2 comments พฤศจิกายน 10, 2009
London Trip A to Z ตอนที่ 12
L for London Bridge Experience

พูดถึงลอนดอนบริดจ์ ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในสมองคือเพลงที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก London Bridge is falling down, falling down, falling down. London Bridge is falling down. My fair lady! เพลงนี้เป็นเพลงกล่อมเด็ก (nursery rhyme) ซึ่งจะมีเนื้อเพลงยาวกว่านี้ แต่เราๆ จะคุ้นแค่ท่อนแรกนี้เท่านั้น
มาว่ากันต่อเรื่องลอนดอนบริดจ์ค่ะ หลายคนจะสับสนระหว่างลอนดอนบริดจ์กับทาวเวอร์บริดจ์ เพราะภาพที่เราคุ้นตาจากเมืองลอนดอนจะเป็นสะพานที่มีหอสูง ซึ่งก็คือสะพาน Tower Bridge ซึ่งอยู่ใกล้กับหอคอยลอนดอน (Tower of London) แต่ลอนดอนบริดจ์นั้นปัจจุบันเป็นสะพานหน้าตาธรรมดาๆ สะพานหนึ่งเท่านั้น
ด้วยบัตร London Pass ที่ซื้อติดตัวมาสำหรับทัวร์ลอนดอน ประกอบกับฝนที่ตกลงมาเรื่อยๆ ทำให้แผนจะไปเที่ยวสวนคิวเลื่อนไปเป็นตอนบ่าย (คิดว่าฝนคงจะหยุดตก) ฉันเลยถือโอกาสแวะ London Bridge Experience ซึ่งเป็นทางผ่านระหว่างเดินจากที่พักไปยังสถานีรถใต้ดิน
จริงๆ แล้วฉันเป็นคนที่ไม่ชอบบ้านผีสิง หนังผี หรืออะไรทำนองนี้เอามากๆ (ดูแล้วเครียด มากกว่าจะเอนเตอร์เทน) ถ้าเลือกได้ก็จะไม่เข้าเลย จำได้ว่าตอนไปเที่ยวเมือง York เมื่อหลายปีก่อน ก็ถูกเพื่อนลากไป York Dungoen พวกเราเกาะกลุ่มกันแน่น แถมฉันก็หลับหูหลับตาเดินท่าเดียว แถมมีพี่ตัวละครโผล่ออกมาทักทายแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง ทำเอาเราทำกลุ่มร้องกันลั่น (พนักงานคนนั้นเองก็คงตกใจไม่แพ้กัน ว่าทำไมพวกนี้มันขวัญอ่อนกันจริงๆ)
มาคราวนี้ ก็คิดๆ อยู่ว่า London Bridge Experience จะมาในแนวเดียวกันหรือเปล่า เพราะดูจาก website ผนวกกับบรรยากาศตรงทางเข้าแล้วมันดูวังเวงพิกล แต่เค้าว่าที่นี่แยกออกเป็น 2 ส่วนคือ London Bridge Experience กับ London Tomb ซึ่งฉันคิดทึกทักเอาเองว่าส่วนสยองขวัญคือ London Tombs และ London Bridge Experience จะออกแนวเพลินๆ มากกว่า แถมยังคิดเป็นตุเป็นตะต่อไปอีกว่า เค้าจะมีรถให้นั่งเข้าไปดู อารมณ์ประมาณ Disneyland (จินตนาการไปเองจริงๆ) เลยตกลงกับคุณน้องสาวว่า เราเข้าไปดูส่วน London Bridge Experience กัน แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะไป London Tomb ต่อรึเปล่า
กลุ่มที่เข้าไปพร้อมเรามีกันประมาณ 15 คน มีสองสาวเอเชียคือฉันกับน้อง ที่เหลือเป็นฝรั่งหมด เริ่มที่ห้องเรามีพนักงานแต่งตัวย้อนยุคมาพาเราเข้าไปที่ห้องแรก (เดินไปนะคะ ไม่ได้มีรถให้นั่งอย่างที่ฉันจินตนาการเอาไว้) และเริ่มบรรยายประวัติลอนดอนบริดจ์แบบคร่าวๆ โดยเน้นออกท่าทางและทำให้ดูลึกลับ น่ากลัวพิกล ฉันกับน้องเริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดีแล้วสิ เอาไงดีหว่า จะหนีออกไปตอนนี้ก็ไม่ได้แล้ว
เจ้าหน้าที่ก็บรรยายไป เราก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เพราะกำลังเกิดอาการกังวลกับบรรยากาศรอบๆ ตัว แล้ว jackpot ก็มาตกที่ฉัน ผู้ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม! โอย อุตส่าห์สงบเสงี่ยมเจียมตัว ทำตัว low profile แล้วเชียวไม่ชอบบรรยากาศอยู่แล้ว แถมยังต้องเดินนำหน้าทุกคนอีก ยิ่งกลัวๆ อยู่ด้วย
เราเดินผ่านห้องต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละช่วงเวลาในอดีตของลอนดอนและลอนดอนบริดจ์ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละห้องเน้นความสยองเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นห้องเจ้าหน้าที่เสียบหัวนักโทษ ซึ่งมีการจำลองหัวนักโทษที่ถูกเสียบประจานอยู่ ฯลฯ แถมกลิ่นอับๆ ที่เค้าสร้างขึ้นลอกเลียนแบบสมัย the great stink (ลอนดอนในหน้าร้อนปี 1858 มีปัญหาระบบท่อน้ำเสียอย่างรุนแรง ทำเอาเมืองทั้งเมืองเหม็นไปหมด) ก็ทำเอาฉันรู้สึกแย่ไปเหมือนกัน
จนในที่สุดเราก็มาถึงห้องที่เรียกว่า decision room ประมาณว่าจะไป London Tombs ต่อหรือเลือกจะบอกลาแต่เพียงเท่านี้ ฉันหันไปเห็นหน้าน้องสาวแล้วก็ได้คำตอบชัดเจนที่สุดว่า ไม่ไหวแล้ว ไม่ไปต่อ เราสองคนจึงเป็นสองคนที่ขอตัวออกประตูพิเศษไป แค่ London Bridge Experience ก็เวียนหัวจะแย่แล้ว
สรุปว่า London Bridge Experience เป็นประสบการณ์ไม่น่าประทับใจของเราสองคน แต่ถ้าใครชอบอะไรที่ดูสยองๆ เละๆ น่ากลัวๆ หน่อยอาจจะถูกใจก็ได้ แต่ถ้าชอบสิ่งสวยๆ งามๆ ดูเพลินตาสบายใจ ขอแนะนำให้ข้ามโปรแกรมนี้ไปโดยด่วน ไปเดินเล่นตลาด Borough Market น่าจะดีกว่ากันเยอะ
website ของ London Bridge Experience และ London Tombs อยู่ที่นี่จ้ะ อ่อ ใกล้ๆ กันก็มี London Dungeon ด้วย ไม่แน่ใจว่าข้างในเป็นยังไง แต่ลองเข้าไปดู website ของเค้าได้ที่นี่
4 comments พฤศจิกายน 9, 2009
London Trip A to Z ตอนที่ 11
K for Kew Garden

เมื่อพูดถึงประเทศอังกฤษ หลายคนอาจจะนึกถึงสวนแบบอังกฤษ ซึ่งให้อารมณ์แบบชนบทสวยงาม ร่มรื่น และประดับประดาไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ที่สวยงาม
โปรแกรมหนึ่งสำหรับคนรักดอกไม้ต้นไม้ เมื่อได้ไปเที่ยวอังกฤษคือการเที่ยวชมสวนสวยๆ ค่ะ ฉันติดใจสวนของที่นี่ตั้งแต่ได้ไปเที่ยวบ้าน Shakespeare ในช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่อหลายปีก่อน หลังจากนั้นจึงหาโอกาสไปเยือนสวน Birmingham Botanical Garden ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก แต่สวนที่ใฝ่ฝันจะไปเยือนให้ได้ แต่ก็ไม่มีโอกาสเลยคือ สวนคิว (Kew Gardens) หรือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Royal Botanic Gardens
มาลอนดอนคราวนี้ ฉันจึงจัดแจงบรรจุโปรแกรมชมสวนสวยไว้ใน itinerary ยาวเหยียดของตัวเอง และใฝ่ฝันไปถึงเรือนกระจกขนาดมหึมา ซุ้มดอกกุหลาบ XStrata Treetop Walkway ที่เปิดให้ไปเดินชมยอดไม้จากมุมสูง รวมไปถึง Kew Palace
แต่แล้วความหวังก็พังทลาย เมื่อวันนั้นเป็นวันฝนตก ใครที่รู้จักกับอากาศของอังกฤษดีคงรู้ว่า ลองฝนเมืองผู้ดีได้ตกลงมาแล้วล่ะก็ ยากที่จะหยุดลงได้ง่ายๆ จากฝนปรอยเมื่อเราออกจากโรงแรม กลายเป็นฝนตกหนักเมื่อเราไปถึงสวน แถมข่าวร้ายที่ว่าวันนี้ XStrata Treetop Walkway เค้าปิด เพราะฝนตก คงกลัวอันตรายถ้าคนขึ้นไปเดินบนนั้น คุณป้าที่เคาน์เตอร์ขายบัตรแกว่า “วันนี้คงได้แต่เดินดูในเรือนกระจกเท่านั้นแหละนะจ๊ะ แม่หนูทั้งสอง”
เห็นฝนตกเฉอะแฉะแบบนี้ แถมยังหิวข้าวอีกต่างหาก ฉันจึงไปตั้งต้นที่คาเฟ่ (ทีแรกตั้งใจว่าจะไปกินที่ร้าน The Orangery Restaurant แต่สภาพอากาศที่ไม่อำนวยทำให้เราต้องกลับมานั่งกินแซนด์วิชกันที่ Victorian Terrace Cafe ตรงปากทางเข้าสวนนั้นเอง แถมฝนตกแบบนี้ ที่นั่งตรง terrace ก็นั่งไม่ได้ ทำให้คนมาแออัดกันในร้านพอสมควร
หลังจากอิ่มจากแซนด์วิช ฝนก็เริ่มตกเบาลง เราสองคนจึงเล็งไปที่ The Palm House ซึ่งเป็นเรือนกระจกขนาดใหญ่ รูปทรงคลาสสิกที่เรานึกถึงทุกครั้งเมื่อได้ยินชื่อสวนคิว สร้างขึ้นในระหว่างปี 1844 – 1848 ภายในรวบรวมเอาต้นปาล์มและพันธุ์ไม้แบบป่าดิบชื้นเอาไว้ ต้นไม้แต่ละต้นได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และภายในยังมีเครื่องทำความร้อนเพื่อให้มีอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมสำหรับบรรดาต้นไม้ทั้งหลายค่ะ หากอยากได้วิวมุมสูงภายในเรือนกระจก ก็ให้เดินขึ้นบันไดวนสีขาวไปที่ทางเดินที่อยู่ด้านบนได้
ไม่ไกลจาก The Palm House จะมีเรือนกระจกขนาดย่อมค่ะ เป็นส่วนของ Water Lily House ซึ่งเป็นส่วนที่ฉันชอบมากที่สุด เรือนกระจกทรงกลมขนาดเล็กนี้มีบ่อบัวเป็นจุดศูนย์กลาง และมีพันธุ์ไม้เถาอื่นๆ ปลูกอยู่โดยรอบ อย่างต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง และบวบที่แต่ละต้นสวยและสมบูรณ์มากๆ เข้าใจว่าเค้าดูแลต้นไม้ทุกต้นเป็นอย่างดี
ส่วนเรือนกระจกถัดไปที่เราไปดูคือ Princess of Wales Conservatory ค่ะ เรือนหลังนี้จะมีรูปทรงแบบโมเดิร์นกว่า เรือนกระจกหลังนี้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าหญิง Augusta, Princess of Wales ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสวนแห่งนี้ค่ะ และในวันที่เปิดเรือนกระจกก็มีเจ้าหญิง Diana ซึ่งมีตำแหน่ง Princess of Wales มาเปิด เมื่อปี 1987 ภายในแบ่งออกเป็นหลายโซนค่ะ ตั้งแต่พืชทะเลทรายอย่างกระบองเพชร จนถึงพืชในเขต wet tropics
ส่วนเรือนกระจกหลังสุดท้ายที่เราไปดูคือ Temperate House ซึ่งเค้าว่าเป็น the largest surviving victorian glass house in the world และยังมีต้นไม้ที่สูงที่สุดคือ Chilean Wine Palm ซึ่งมีความสูงกว่า 17 เมตร!!!
แม้เราจะโชคร้ายที่ไปเที่ยวสวนคิวในวันฝนตก แต่ฉันก็ประทับใจกับสวนสวยแห่งนี้มาก ใครที่รักต้นไม้ ขอย้ำว่าถ้าได้ไปลอนดอนแล้ว อย่าพลาดไปสวนคิวนะคะ
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสวนคิวได้ที่นี่
รูปถ่ายจากสวนคิว อยู่ที่นี่ค่ะ
3 comments พฤศจิกายน 6, 2009
London Trip A to Z ตอนที่ 10
J for Julian Opie
รู้จักศิลปินคนนี้ครั้งแรกจากภาพปก 4 หนุ่มวง Blur สีสันสดใส หน้าตาบ้องแบ๊ว หลังจากนั้นก็มีโอกาสติดตามผลงานของเขาบ้าง เมื่อได้ไปเยี่ยมเยือนตามพิพิทธภัณฑ์ต่างๆ
ชอบความเป็น pop art ที่ดูได้ง่าย สบายๆ ดูแล้วสบายใจดี ไม่ต้องคิดหรือตีความให้มาก สำหรับฉันแล้วงานศิลปะดีๆ คืองานที่เราดูแล้วชอบ ดูแล้วพอใจ ดูแล้วมีความสุข ไม่จำเป็นต้องมีความหมายลึกซึ้งและอาศัยการตีความที่ยุ่งยากซับซ้อนเสมอไป
เคยได้ดูงานของ Julian Opie ใกล้ๆ เมื่อหลายปีก่อนที่ Tate Liverpool ภายใต้ชื่อนิทรรศการ Remix, contemporary art and pop ซึ่งรวมผลงานของศิลปินร่วมสมัยหลายคนเข้าด้วยกัน ใน website ของ Tate พูดถึงงานของ Opie ว่า
“Julian Opie’s work highlights the importance of a clearly recognisable image to aid the consumption and identity of music. Opie’s portraits are developed from photographs he takes which are then digitally reworked. The resulting images use minimal detail to convey the uniqueness of each subject’s face. Opie’s portraits of Blur for the cover of their Best of album continued the tradition of artists producing pop album covers. The romantic, escapist quality of his simplified image of an airport runway, engines – footsteps – voices 1999 is enhanced by a soundtrack from St Etienne, for whom Opie has produced several CD covers.”
และเมื่อครั้งที่ไปเดินเที่ยวที่ Tate Modern ครั้งแรก เค้าก็มีงาน installation ของ Opie อยู่ด้วยเหมือนกัน เป็นงานป้ายจราจรรูปสัตว์ รูปทรงของป้ายที่เราคุ้นตา มากับรูปสัตว์บนป้ายและสีสันที่ต่างออกไป
ไปลอนดอนครั้งนี้แม้ไม่ได้ดูผลงานของ Opie แต่ก็ได้หนังสือของเขาจากร้านของ Tate Modern กลับมาอ่านเล่นที่บ้าน เพื่อให้ได้ทำความรู้จักกับศิลปินคนนี้มากขึ้น พร้อมโปสการ์ดอีก 1 แผ่น

“Gary, Popstar” โปสการ์ดจาก Tate
ใครสนใจดูงานของเขาลองคลิกไปดูที่นี่ค่ะ เค้ามี screen saver ให้ download กันฟรีด้วยนะ
2 comments พฤศจิกายน 2, 2009
London Trip A to Z ตอนที่ 9
I for Imperial State Crown
แขกไปใครมาก็ต้องมาแวะดูเพชรกันที่หอคอยลอนดอน ด้วยว่าเพชรของที่นี่นั้นวิบวับระยับจับตากว่าที่ไหนๆ เพราะรวบรวมเอาสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์อังกฤษเอาไว้ด้วยกัน จึงรับประกันความอลังการงานสร้าง
ความอลังการของ Imperial State Crown ซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่น Crown Jewels นี้ประกอบไปด้วยเพชรและอัญมณีมีค่าดังต่อไปนี้ เพชร 2,868 เม็ด ไข่มุก 273 เม็ด แซฟไฟร์ 17 เม็ด มรกต 11 เม็ด และทับทิมอีก 5 เม็ด มงกุฎสำคัญชิ้นนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย เมื่อปี 1838 อัญมนีที่เก่าแก่ที่สุดบนมงกุฎนี้คือเซนต์เอ็ดเวิร์ดแซฟไฟร์ (St Edward’s Sapphire) ซึ่งว่ากันว่าเคยเป็นอัญมณีบนแหวนของพระเจ้า Edward ในสมัยศตวรรษที่ 12
นอกจาก Imperial State Crown แล้ว เพชรชื่อดังของโลก อย่าง Koh-i-noor และ Cullinan ก็เป็นส่วนหนึ่งของคลังสมบัติแห่งนี้
บางคนอาจเคยได้ยินชื่อเสียงของ Koh-i-noor กันมาบ้างแล้วในฐานะเพชรอาถรรพ์ ว่ากันว่าถ้าชายใดครอบครองเพชรนี้จะพบกับความโชคร้าย แต่โชคดีที่เพชรเม็ดยักษ์ใหญ่นี้ ไม่ส่งผลร้ายต่อผู้ครอบครองที่เป็นผู้หญิง ปัจจุบันเพชรเม็ดนี้อยู่บนมงกุฎของ Queen Elizabeth, the Queen Mother
ส่วนเพชร Cullinan หรือ The Great Star of Africa เป็นส่วนหนึ่งของคฑา the Sceptre with the Cross
Add comment ตุลาคม 27, 2009
London Trip A to Z ตอนที่ 8
ไปลอนดอนคราวนี้ตั้งใจจะไปซื้อของแต่งบ้านเล็กๆ น้อย โดยมี Habitat เป็นจุดหมายหลัก ด้วยว่าเป็นแฟนร้านฮาบิแทตมานาน แต่น่าเสียดายที่ร้านที่เมืองไทยปิดตัวลงไปแล้ว
แต่ไหนๆ จะไป Habitat สาขา Tottenham Court Road แล้วเลยถือโอกาสพ่วงร้าน Heal’s เข้าไปด้วยเลยค่ะ เชื่อว่าใครที่ชอบเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านสวยๆ คงจะชอบทั้งสองร้านนี้มากๆ อันที่จริงลอนดอนมีแหล่งขายเฟอร์นิเจอร์สวยเก๋อยู่หลายที่ รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์วินเทจต่างๆ ที่เป็นสวรรค์ของคนชอบของเก่าแห่งหนึ่งทีเดียว
Habitat และ Heal’s มีดีตรงที่รวบรวมเอาเฟอร์นิเจอร์สไตล์ร่วมสมัย รวมทั้งของแต่งบ้านสวยเก๋ไว้ด้วยกัน ระหว่างทั้งสองร้านนี้ (ซึ่งจริงๆ แล้วอยู่ในอาคารเดียวกัน) มีร้านคาเฟ่เก๋ Peyton and Byrne คั่นอยู่ เสียดายที่ร้านนี้ไม่มีที่นั่งค่ะ
อ๊ะ ก่อนที่จะนอกเรื่องไป กลับมาที่ร้าน Heal’s กันก่อน ชั้นล่างของที่นี่เน้นที่ของแต่งบ้าน โดยแบ่งเป็นโซนสำหรับห้องต่างๆ มีสารพัดสารพันของดีไซน์สวย (ในราคาค่อนข้างแพง) ให้ได้เลือกชมเพลินๆ รวมทั้งยังมีบรรดาของใช้ส่วนตัวประเภทสบู่ แชมพู และเครื่องหอมต่างๆ ในแพคเกจเก๋ไก๋ให้คุณสาวๆ ได้เลือกกันจนเพลิน มองไปทางไหนก็มีแต่ของน่าซื้อไปทั้งหมด โดยเฉพาะโซนเครื่องใช้ในครัว ที่มีถ้วยกาแฟสารพัดแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของ Pantone ที่เน้นสีสวยในดีไซน์เรียบเท่ เห็นแล้วอยากซื้อกลับมาใช้สักใบ ถ้าไม่ติดว่าราคาออกจะแพงอยู่สักหน่อย
ระหว่างเดินขึ้นบันไดไปชั้นหนึ่ง จะเห็นรูปปั้นแมวเหมียว ซึ่งว่ากันว่าไม่ว่าใครจะเสนอขอซื้อเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ คุณ Ambrose Heal เจ้าของร้านก็ไม่ยอมขายให้ ชั้นบนจะจัดเป็นส่วนของห้องต่างๆ ให้เราได้ไอเดียการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ที่สวยเก๋ในสไตล์ต่างๆ โดยห้องที่ฉันติดใจมากที่สุดเป็นห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ วอลเปเปอร์ และผ้าลายเก๋ของ Orla Kiely ที่สุดแสนจะน่ารัก แนะนำว่าแม้จะไม่ได้ตั้งใจมาซื้อเฟอร์นิเจอร์แต่ลองมาเดินเล่นเก็บไอเดียก็ดีอยู่ไม่น้อยค่ะ
ข้ามมาที่ Habitat กันบ้างค่ะ ร้านนี้มีทั้งเฟอร์นิเจอร์น่าใช้ในสไตล์คอนเทมโพรารีให้เลือกเยอะทีเดียว รวมไปถึงเครื่องใช้ในครัว และของตกแต่งต่างๆ ค่อนข้างครบถ้วน ฉันได้ชุดที่รองแก้วลายน่ารักมา ซึ่งสามารถกลับใช้ได้สองด้าน
ถ้าอยากได้ของแต่งบ้านหรือไอเดียดีๆ อย่าลืมแวะสองร้านนี้นะคะ
2 comments ตุลาคม 21, 2009




