Archive for มกราคม, 2008
Either that wallpaper goes or I do
“ไม่วอลเปเปอร์นั่น ก็ฉันนี่แหละที่ต้องไป” บนเตียงนอนในโรงแรมโทรมๆ แห่งหนึ่ง ณ กรุงปารีส Oscar Wilde พูดประโยคสุดท้ายก่อนสิ้นลม
เป็นการจบฉากชีวิตของนักเขียนเจ้าสำราญชาวอังกฤษในปารีส นครแห่งความรัก
ได้ยินเพื่อนหลายต่อหลายคนแนะนำให้ไปหาหนังเรื่อง Paris Je t’aime มาดู ฉันหยิบเอาหนังเรื่องนี้มาดูด้วยเหตุผลง่ายๆ 2 ข้อ
1 ฉันชอบเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรัก
2 ฉันชอบปารีส
หนังหยิบยกเอาเศษเสี้ยวของชีวิตในมหานครที่ใครๆ ต่างพากันเรียกว่านครแห่งความรักมารวบรวมเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ บ้างก็เป็นเรื่องราวชีวิตประจำวันที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า บ้างก็เป็นช่วงเวลาสำคัญของชีวิต บางตอนเป็นเรื่องสุดแสนธรรมดา แต่อีกตอนเป็นเรื่องพิลึกพิลั่น ชีวิตก็เต็มไปด้วยเรื่องเหล่านี้ … c’est la vie
สายตาที่มองมาที่ปารีสของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน เฉกเช่นมุมมองของผู้กำกับต่างชาติต่างภาษาที่เลือกนำเสนอปารีสในแบบของตน ใครบางคนอาจมองว่าหอไอเฟิลเป็นเพียงขยะน่าเกลียดที่ทำลายความงามอันเป็นศิลปะของปารีส แต่สำหรับอีกหลายคนมันอาจเป็นสถานที่แห่งความทรงจำและความรักก็เป็นได้
ตอนหนึ่งของหนังพาเราไปเยี่ยมสุสานอันเป็นที่ตั้งของหลุมศพ Oscar Wilde หนึ่งในชาวต่างชาติที่เลือกปารีสเป็นที่พักพิงสุดท้าย แม้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต Oscar Wilde ยังไม่หยุดที่จะมองและให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัวของเขา แล้วถึงกับวิจารณ์เจ้าวอล์เปเปอร์หน้าตาไม่น่าพิศมัยนั่นออกมา
ฉันได้อ่านบทความของคุณปราบดา หยุ่นที่ว่าด้วยเรื่องของบ้านในหนังสือ เขียนถึงญี่ปุ่น ซึ่งเขียนไว้ได้อย่างน่าสนใจ มีคนกล่าวว่า “Home is where the heart is” บ้านเป็นที่อยู่ของหัวใจ แต่สำหรับเขาหัวใจเป็นสิ่งที่อยู่ในร่างกายและติดตามเขาไปทุกที่ ทุกที่จึงกลายเป็นบ้านได้เมื่อหัวใจบอกอย่างนั้น
เชื่อว่าปารีส คงนับเป็นบ้านหลังหนึ่งได้ในใจของฉัน หากใช้คำนิยามตามแบบของคุณปราบดา แม้ในเวลาสั้นๆ ที่ฉันได้เหยียบย่างไปในกรุงปารีส เดินไปตามถนน ผ่านผู้คน นักท่องเที่ยว ชาวปารีเซียง เป็นคนแปลกหน้าในเมืองใหญ่ แต่ลึกๆ ในใจฉันก็รู้ว่ามีเสี้ยวหนึ่งที่ฉันมอบความรักให้กับนครแห่งรักแห่งนี้ Paris, Je t’aime.
Add comment มกราคม 12, 2008
จุดหมาย ปายทาง – บทส่งท้าย
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา การเดินทางอันแสนสั้นก็มีอันจบลง แล้ววันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของทริปปาย ทริปแรกแห่งปี 2008
เราตื่นกันสายกว่าทุกวัน ตอนแรกกะว่าจะออกจากปายประมาณ 9 โมงครึ่ง จะได้ขับรถกลับเชียงใหม่แบบสบายๆ แล้วแวะไหว้พระที่เชียงใหม่กันด้วย
จนแล้วจนรอดเวลา ETD กลายเป็นเวลาตื่นไปเสียได้
หลังจากอิ่มอร่อยกับอาหารเช้าที่ Love Pai Home เราก็ได้เวลาบอกลาที่พักแสนน่ารักแห่งนี้ เราแวะเก็บภาพปายตามทาง ก่อนที่จะแวะอีกครั้งที่สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย ซึ่งวันนี้ปิดไม่ให้เดินขึ้นไปบนสะพานที่เริ่มชำรุด ก่อนไปฉันได้แวะอ่านใน blog ของบางท่านซึ่งบอกไว้ว่าห้ามกระโดดบนสะพาน มาวันนี้ เราได้แต่ถ่ายถาพกันที่แถวเชิงสะพานเสียแล้ว ใกล้ๆ กับสะพานมีร้านขายส้มสดอร่อย เป็นส้มสายน้ำผึ้งของปาย ที่อร่อยไม่แพ้ส้มเชียงใหม่เลย ยังไงก็แวะอุดหนุนคนท้องถิ่นกันสักหน่อย
การเดินทางกลับเชียงใหม่ก็ต้องฟันฝ่าโค้งต่างๆ เช่นเดียวกับขาไป เราหยุดแวะถ่ายภาพกันไปตามทาง ขับรถแบบไม่เร่งรีบ ไปถึงเชียงใหม่กันเกือบบ่าย 2 ท้องก็เริ่มหิว (อีกแล้ว)
มื้อบ่ายของเราก็ได้ฝากท้องกับร้านเฮือนเพ็ญ อาหารเหนือร้านโปรดที่ไปเยือนเชียงใหม่เจ้าคราวใดก็ต้องแวะไปกิน ด้วยความหิว เราสามคนสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ ทั้งส้มตำ ลาบเหนือ แกงโฮะ แกงฮังเล ไก่ทอด ข้าวซอย ขนมจีนน้ำเงี้ยว น้ำพริกหนุ่ม แถมยังตบท้ายด้วยขนมหวานอีกคนละถ้วย ถ้าไม่หิวจริงก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรแล้ว กินทิ้งท้ายของแท้
มาเชียงใหม่ทั้งที ฉันขอแวะไหว้พระที่วัดพระสิงห์ ในรอบ 1 ปีกว่าๆ มานี้ฉันแวะไปไหว้พระพุทธสิหิงค์มาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ไปทุกครั้งก็ยังอยากไปอีก วิหารลายคำอันเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสิหิงค์งดงามไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องสังข์ทอง ที่แม้จะลบเลือนไปบ้างตามกาลเวลา แต่คุณค่าทางศิลปะยังคงอยู่
ก่อนบอกลากับ Jazz ขาวคู่ใจ เราก็พาน้อง Jazz ไปอาบน้ำขัดศรีฉวีวรรณ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่สนามบินเชียงใหม่ กลับบ้านเรา…
แม้ระยะเวลาของเราที่ได้สัมผัสกับปายนั้นจะสั้นนัก แต่ความประทับใจจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ก็ไม่ได้น้อยเลย แล้วคงได้พบกันอีก เมื่อจุดหมายปลายทางของเราเวียนมาบรรจบที่เมืองปาย
Add comment มกราคม 11, 2008
จุดหมาย ปายทาง – Part II
เราสามคนตั้งใจว่าจะตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่ห้วยน้ำดังกัน ห้วยน้ำดังเป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ เราตื่นกันตั้งแต่ตี 5 ล้างหน้าล้างตา หาผ้าห่มกันหนาว แล้วก็ออกเดินทาง ท้องฟ้ายังมืดสนิท รถ Jazz คันน้อยของเราแล่นฝ่าความมืดไปอย่างไม่เร็วนัก ด้วยความที่ทางไปห้วยน้ำดังก็คือทางสารพัดโค้งที่เรามาจากเชียงใหม่นั่นเอง การขับรถทางโค้งแบบนี้จึงต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
อากาศตอนเช้าต่ำราว 10 องศาเซลเซียส ปลุกขนในร่างการให้พร้อมใจกันลุกแม้จะใส่อุปกรณ์กันหนาว แล้วเอาผ้ามาห่มทับอีกที เราไปถึงห้วยน้ำดังก่อนเวลาพระอาทิตย์ขึ้นไม่นาน จึงได้โอกาสหามุมดีตั้งกล้องถ่ายรูปกัน
แม้ทะเลหมอกจะไม่สวยสุดใจอย่างที่ฉันเคยได้เห็นมา แต่บรรยากาศยามเช้าที่พระอาทิตย์ค่อยโผล่หน้าขึ้นมาทักทายกับสายหมอกอ่อนๆ ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ใจคิดอยากได้ชาร้อนๆ สักถ้วยไว้แก้หนาวจัง
พอพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้า ก็ได้เวลาบอกลาห้วยน้ำดัง มุ่งหน้ามาหาอาหารเช้ากินในปาย แก๊ง Jazz ขาวขับผ่านหน้าร้านหนูนา (ขายข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว) ก็ได้แวะฝากท้องกัน ก่อนจะไปต่ออาหารเช้าแบบฝรั่งที่บ้านพักของเรา
คุณตาโตเจ้าของ Love Pai Home ถามเรา 3 คนว่าอยากได้อาหารเช้าแบบไหน มีให้เลือก 5 แบบ ทั้งอเมริกัน เม็กซิกัน ข้าวต้มแครอท แพนเค้ก และคอร์นเฟลก ด้วยความที่เป็นที่พักขนาดเล็กก็เลยไม่ได้มีบุฟเฟ่ต์เบรคฟาสต์ แต่แบบนี้แหละที่ฉันชอบ อาหารเช้า อาลาคาร์ต นั่งสบายๆ รับลมเย็นบริสุทธิ์ยามเช้าจิบชาร้อนๆ รออาหารเช้าหน้าตาน่าชิม เราสั่งกันคนละแบบ ส่วนของฉันเป็นแพนเค้กชิ้นโตกับลูกเกด ช็อกโกแลตชิพ และแอปเปิ้ลซินนามอน (apple sauteed with cinnamon) อร่อยล้ำตรงแอปเปิ้ลนี่แหละ หวานหอมกำลังดี
หลังอาหารเช้าเราก็ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนออกลุยเที่ยวในช่วงสายค่ะ
วัดแรกที่เราไปกันคือวัดน้ำฮู วัดนี้มีหลวงพ่ออุ่นเมืองอันเป็นที่นับถือศรัทธาของประชาชนคนปาย ตำนานเล่าว่าเศียรของพระพุทธรูปสามารถเปิดได้ และภายในจะมีน้ำไหลซึมออกมาอยู่ตลอด ซึ่งน้ำนี้ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ วิหารที่ประดิษฐานหลวงพ่ออุ่นเมืองสร้างตามแบบศิลปะล้านนา ดูเรียบง่ายแต่ก็สวยสงบ ด้านหลังวิหารเป็นพระเจดีย์ที่เชื่อว่าสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระอัฐิของพระนางสุพรรณกัลยา
จากวัดน้ำฮู เราย้อนกลับผ่านเมืองเพื่อมุ่งหน้าไปยังพระธาตุแม่เย็น จากบริเวณวัดจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองปายได้เป็นอย่างดี ปายประกอบไปด้วยทุ่งนา ทิวเขา บ้านหลังเล็กๆ แม่น้ำปาย ปายในยามนี้อาจดูแห้งแล้งไปสักนิด หากได้มาเยือนในช่วงฤดูฝน ทุ่งนาคงมีสีเขียวสดสวยกว่านี้เป็นแน่
ระหว่างทางไปพระธาตุแม่เย็นก็มีร้านกาแฟ ที่ขาย postcard และของที่ระลึก ในแบบน่ารักๆ ชื่อร้านเล็ก เล็ก ซึ่งเราสัมผัสได้ถึงความเป็นมิตรของทางร้านที่เชื้อเชิญให้หามุมถ่ายรูปกันได้ตามใจชอบ ฉันก็เลยได้อุดหนุน postcard ของทางร้านมา 1 แผ่น
จะว่าไป การมาเที่ยวสถานที่ธรรมชาติ ก็ควรหาอาหารธรรมชาติ แบบ organic ทานกันสักหน่อย เราแวะร้าน The Sanctuary ริมแม่น้ำปาย กินบรรยากาศ ชิมอาหารจากผลิตผลในท้องถิ่น ทั้งแกงมัสมั่นแบบมังสวิรัติ ลาบกุ้ง ปลาทอด แกงจืดเต้าหู้มังสวิรัติ
หลังจากที่เหนื่อยมาทั้งวัน บ่ายนี้เราจึงใช้เวลาไปกับการพักผ่อนซ่อนตาดำ (แปลว่าหลับ) กันในห้องพัก (ห้อง Fire) เราย้ายจากห้อง Wind มาเป็นห้อง Fire ที่ตกแต่งด้วยสีแรงๆ อย่างสีแดงสด เมื่อเปิดหน้าต่างออกไปก็เห็นภาพพาโนรามาของทุ่งนาและแนวภูเขาสุดสายตาสวยจริงๆ ต้องยอมรับว่าวิวจากห้องพักที่นี่ดีจริง
ตื่นมาอีกทีก็ใกล้จะ 6 โมงเย็น ได้เวลาออกท่องถนนคนเดินยามเย็น เราแวะร้านมิตรไทยและร้านอื่นๆ เพื่อเก็บตกการซื้อของฝากอีกครั้ง ถนนคนเดินในวันนี้เงียบกว่าเมื่อวานเพราะเป็นเย็นวันอาทิตย์ คาดว่าหลายคนเดินทางกลับกันไปแล้ว เราสามคนเดินกันสบายๆ พอใจหยุดเก็บภาพมุมไหนก็ทำได้ ไม่มีรีบ
มื้อเย็นวันนี้ เราไปกันที่ร้านบ้านปาย บรรยากาศดีมีเพลงเพราะๆ ฟัง enjoy กับอาหาร นั่งไปเรื่อยๆ เพลินๆ พี่นักร้องคนนี้เสียงดีใช้ได้ แถมเลือกเพลงมาร้องได้ถูกใจคนฟังอย่างฉันอีกต่างหาก
คืนนั้นฉันนอนหลับสบายได้โดยไม่ต้องนับลูกแกะ หลังจากที่ได้เหนื่อยมาทั้งวัน หรือใครอยากหาอะไรมานับ ก็ลองนับดาวบนฟ้าเมืองปายดู คงเพลินไม่น้อยทีเดียว
To be continue…
Add comment มกราคม 10, 2008
จุดหมาย ปายทาง – Part I
มาถึงตอนนี้ คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักปาย เมืองเล็กชื่อดังในหุบเขา จังหวัดแม่ฮ่องสอน
แม้ถนนหนทางไปปายจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มิหนำซ้ำยังแถมด้วยโค้งสารพัน ทั้งโค้งตัวยู โค้งหักศอก โค้งอันตราย ฯลฯ (สถิติที่ไม่ทราบว่าผู้ใดได้นับเอาไว้กล่าวว่า ตามเส้นทางเชียงใหม่-แม่มาลัย สาย 1095 มีโค้งมากถึง 762 โค้ง) ก็ไม่วายที่เมืองปายจะเป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางหนุ่มสาวหลายต่อหลายคน
ว่าแต่ปายมีอะไรดี จากการศึกษาข้อมูลในเบื้องต้นก่อนเดินทางไปสัมผัสด้วยตัวเอง ก็ต้องบอกว่าปายมีที่เที่ยวน้อยมากเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ข้อมูลที่หาได้ส่วนใหญ่จะแนะนำวัดต่างๆ น้ำพุร้อน บ้างพูดถึงปางอุ๋ง หมู่บ้านรักไทย รวมใจไทยชาติพัฒนา เอ อันหลังไม่เกี่ยวนี่นะ แล้วก็พูดถึงร้านกาแฟ ถนนคนเดิน ฯลฯ
ดังนั้น ความตั้งใจของการไปปายครั้งนี้ คือไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ให้น้อยที่สุด แต่ใช้เวลาที่มีอย่างคุ้มค่าที่สุด เขียนมาถึงตรงนี้คนอ่านอาจรู้สึกว่านี่มัน ironic หรืออย่างไร ที่ว่าเที่ยวน้อยแต่คุ้มค่า ก็ขอขยายความว่าจากประสบการณ์ตะบันเที่ยวหลายๆ ทริปก่อนหน้า ก็พบว่าการท่องเที่ยวนั้นเหนื่อยกว่าทำงานเสียอีก การที่งกเที่ยวทำให้จิตพะวงเวลาอะไรผิดแผน เกิดการดีเลย์ ตกรถไฟ ฝนตก รถติด ลงท้ายด้วยอาการเครียดเป็นบางคราว ครั้งนี้เลยขอเที่ยวแบบสบายๆ เน้นเก็บบรรยากาศ เดินช้าๆ ปล่อยอารมณ์รื่นรมย์ไปกับธรรมชาติจะดีกว่า
เวลา 3 วันกับอีก 2 คืนที่ปาย จะว่าสั้นก็สั้น แต่ก็ถือเป็นการเติมพลังรับปีใหม่ได้เป็นอย่างดี ราวกับได้ยาบำรุงหัวใจแบบไม่มี side effect
สามผู้ร่วมอุดมการณ์เที่ยว เริ่มต้นจากสุวรรณภูมิ สนามบินแห่งความภาคภูมิใจของใคร (เอ๊ย คนไทย) บินข้ามจังหวัดต่างๆ มาลงที่เชียงใหม่ จากเชียงใหม่ สามทหารเสือกับ Jazz สีขาวคู่ใจก็พากันฝ่าโค้งขึ้นเขาลงเนิน เพลินใจ เมาบ้าง มึนบ้างตามจังหวะโค้ง จนได้มาหยุดพักระหว่างทางที่โป่งน้ำร้อนโป่งเดือด ซึ่งเรียกว่าเป็นน้ำพุร้อนแบบ geyser ที่น้ำร้อนพุ่งผ่านรูพรุนบนผิวดินขึ้นมา ถ้าดินพรุนมากน้ำก็พุ่งได้สูง ว่ากันว่าแต่ก่อนน้ำพุที่นี่พุ่งสูงกว่า 5 เมตร แต่ปัจจุบันความพรุนของดินลดลงน้ำก็พุ่งต่ำลงด้วย ที่พูดว่าน้ำร้อนนี่ต้องขอบอกว่าร้อนจริงๆ คืออุณหภูมิประมาณ 90 – 99 องศาเซลเซียสนั่นเลยทีเดียว อันนี้กรุณาอย่าเอามือไปทดลองจุ่มด้วยตนเอง อย่าลืมตัวนึกว่าไปเที่ยวออนเซ็น แต่สำหรับผู้อยากอาบน้ำร้อนออนเซ็น ก็เห็นมีป้ายชี้ทางไปห้องอาบน้ำอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้ไปใช้บริการ
จากอุทยานห้วยน้ำดัง Jazz ขาวก็พาเราลัดเลาะโค้ง ไปเกือบถึงปายให้ได้แวะพัก (ถ่ายรูป) ที่ร้าน Coffee in Love จะถ่ายรูปอย่างเดียวโดยไม่อุดหนุนกาแฟก็ดูจะยังไงอยู่ ก็ทางร้านเค้าทำสถานที่สวยๆ ไว้ให้ได้ถ่ายภาพ ทางเราก็ตอบแทนด้วยการชิมกาแฟรสดี อย่างนี้เรียกว่ามีสุข และได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ป้ายหลักกิโลบอกเราว่าอีกแค่ 3 กิโลเมตร เราก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางที่เมืองปายกันแล้ว
การไปเที่ยวโดยไร้แผนที่ มีแต่เพียง GPS ที่งงๆ มึนๆ กับชีวิตของมัน พร้อมพิกัดเส้นทางเพี้ยนๆ ก็ทำให้เราได้ขับวนชมเมืองไป หาที่พักไป จนรถออกนอกเส้นทาง พี่ GPS จะพาเราไปดอยแม่อู่คอหรืออย่างไร แต่จนแล้วจนรอด ก็อาศัยฝีมืออ่านแผนที่บวกกับสัญชาติญาน พามาถึงที่พัก “บ้านรักปาย” หรือ Love Pai Home จนได้
Love Pai Home เกิดจากความรักของคุณตาโต สาวชาวกรุง กับบรรยากาศแบบปายๆ (แปลว่า สบายๆ แบบปาย) ด้วยรสนิยมที่ดีแต่เน้นความเรียบง่ายทำให้ Love Pai Home ผสมผสานดีไซน์กับธรรมชาติชนบทแบบปายได้อย่างกลมกลืน พวกเราชื่นชมกับเจ้าของที่สร้างบ้านพักขึ้นมาเพียง 4 หลัง แม้จะมีพื้นที่เหลืออีกก็ตาม พื้นที่หน้าบ้านทุกหลังเป็นทุ่งนา ไม่มีสิ่งก่อสร้างมากีดขวางภาพเบื้องหน้าจากวิวของท้องทุ่งและทิวเขา
บ้านทั้ง 4 หลัง เป็นตัวแทนของ elements ทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ และการตกแต่งก็สะท้อนความคิดของแต่ละ element ออกมาด้วยโทนสีที่แตกต่างกัน
อิ่มตา อิ่มใจแล้ว ก็ได้เวลาหาอาหารให้อิ่มท้องไปด้วย เราสามคนมาตกลงฝากท้องไว้ที่ร้านส้มตำหน้าอำเภอ กระหน่ำสั่งอาหารจนเต็มโต๊ะ หนุบหนับๆ กันจนอิ่ม แล้วจึงเดินย่อยกันแถวถนนคนเดิน แวะซื้อ postcard และของที่ระลึกจากปาย (ฝีมือคนกรุงเทพ) ที่ร้านมิตรไทย ใครมาปายก็ต้องแวะร้านมิตรไทยนี่แหละ งานนี้คนที่ไม่เคยเขียน postcard ก็ได้โอกาสจับปากกาขึ้นมาขีดเขียนหาคนรู้จัก เพื่อนสนิท มิตรสหาย ญาติโกโหติกา (ถ้ามี) รายได้ของไปรษณีย์จากการส่ง postcard นี้น่าจะสูงในระดับต้นๆ ของประเทศทีเดียว
ในตอนเย็น ถนนคนเดินก็มีคนคับคั่งยิ่งขึ้น มีทั้งคนกรุงเทพ คนต่างจังหวัด คนต่างประเทศ คนพุทธ คริสต์ อิสลาม ฯลฯ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ราวกับ melting pot เห็นแล้วอยากให้พวกที่อยากแยกดินแดนหรือแบ่งชนชั้นมาดูนักว่าอยู่รวมกัน ก็มีความสุขร่วมกันได้ ตราบที่ทุกคนรู้สิทธิของตัวเองแล้วก็ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
ร้าน postcard และของที่ระลึกอย่างร้านมิตรไทย ร้าน Mum & Me ร้านสบายดี ร้าน MU และอีกหลายร้าน (ขออภัยที่ไม่สามารถเอ่ยนามของทุกท่านได้) คราคร่ำไปด้วยนักเขียน postcard ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น ใครสมัครเล่นมากหน่อยก็ stamp ตราประทับของร้านเข้าไปหลายๆ ดวง พื้นที่เขียนบน postcard จะลดน้อยลงไปโดยปริยาย
หากเดินแล้วหิว ก็แวะชิมกันได้ตลอดทาง มีทั้งโรตี ลูกชิ้นปิ้ง น้ำสมุนไพร บะหมี่เกี๊ยว ขนมครกไข่นกกระทา ฯลฯ แต่ที่เด็ดและน่าลองเห็นจะเป็นข้าวปุกงา ขนมแบบจีนยูนนาน ที่เค้าว่ามีขายเฉพาะหน้าหนาว เป็นข้าวเหนียวดำบดเป็นแผ่นกลม นำมาปิ้งจนกรอบนอกแต่ยังนุ่มใน แล้วเอางาป่น ปนกับเกลือและน้ำตาลมาโรยเข้าเป็นอันเสร็จ แม่ค้าเธอบอกว่าแบบออริจินัลจะไม่ราดนมข้นหวาน แต่ที่ราดนมฉันสันนิษฐานว่าได้แบบอย่างมาจากโรตี
อากาศยามหัวค่ำเริ่มเย็นลง เย็นลง เป็นโอกาสดีให้ได้ชิมน้ำสมุนไพรแบบร้อน มีทั้งน้ำมะตูม น้ำตะไคร้ และอีกหลายสมุนไพรให้เลือก ใครเดินถนนคนเดินแล้วไม่อิ่มให้รู้ไป เดี๋ยวจะหาว่าปายต้อนรับไม่ดี
คอเบเกอรี่ (มิใช่ Love Is) ก็หาขนมนมเนยทานกันได้ที่ร้านเค้กโกโอ มีขนมหลายอย่างที่ฉันไม่คาดว่าจะได้เจอที่ปายอย่างเช่น scone แบบต่างๆ ซึ่งขนมร้านนี้มีบริการอุ่นร้อนฟรีด้วย
เดินกันจนหนำใจก็กลับเข้าที่พัก บ้าน Wind ลมเย็นพัดมาสมดังชื่อบ้าน ฉันถือโอกาสสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด อากาศเย็นกลายเป็นอากาศหนาวเมื่อดึกขึ้น เราทั้งห่มผ้า ใส่เสื้อกันหนาว พันผ้าพันคอ ใส่ถุงเท้ากันเต็มเครื่อง พร้อมสู้อากาศหนาวในยามหลับ ก่อนที่วันรุ่งจะตื่นมารับแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ห้วยน้ำดัง to be continue…
1 comment มกราคม 9, 2008
fringe benefit
ประโยชน์ของผมม้า…ตัดผมม้าดีอย่างไร
หลายคนคงเคยไว้ผมม้ามาอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต พ่อแม่นิยมตัดผมหน้าม้าให้ลูกหลาน ฉันจำได้ว่าน้องทุกๆ คน ทั้งน้องสาว น้องชายรวมทั้งตัวฉันเองต่างเคยผ่านการไว้ผมม้ามาด้วยกันแล้วทั้งสิ้น ในเมื่อพ่อแม่ย่อมเลือกสิ่งดีๆ ให้ลูก ดังนั้นผมม้าก็ต้องมีความดีอยู่บ้างนั่นแหละ
พูดถึงผมม้าแล้วก็มี icon ของประเทศเราที่ไว้ผมม้าจนเป็นสไตล์ส่วนตัว อย่างคุณมยุรา ฉันจำได้ว่าเคยได้เห็นผมม้าของจริงของเธอตั้งแต่ครั้งแม่พาไปดูละครเวทีที่มณเฑียรทองเธียเตอร์เมื่อหลายปีมาก่อน ทุกวันนี้คุณมยุราก็ยังมีผมม้าสวยเก๋อยู่ อีกท่านหนึ่งที่โดดเด่นด้วยผมม้าคือคุณม้า อรนภา ผมม้าตัดตรงบวกกับผมสุขภาพดีนี่ดูดีที่สุด
ความยาวและรูปแบบของผมม้าก็ขึ้นอยู่กับความนิยมของแต่ละยุคแต่ละสมัย บางทีก็ผมม้ายาวปิดตา บางทีก็ผมม้าเต่อ บางทีก็ม้าเอียงๆ แบบดาราเกาหลี ญี่ปุ่น ที่ทั้งหญิงชายต่างติดใจผมม้า
บ้างบอกว่าผมม้าทำให้หน้าดูเด็กลง ประเภทที่เด็กได้โดยไม่ต้องอาศัยครีมกระปุกละหมื่น บ้างก็มีผมม้าไว้ปิดหน้าผากที่กว้าง (และลึก) หรือภาษาสามัญเรียกว่าหัวเถิก
ไว้ผมม้านี่ ถ้าวันไหนเกิดเบื่อขึ้นมาก็หากิ๊บมาติด ก็ได้พักหน้าม้าไปอีกวัน
ได้เห็นประโยชน์ดังนี้แล้ว ลองมาไว้ผมม้ากันเถอะ
1 comment มกราคม 9, 2008
ขึ้นบ้านใหม่
หลังจากที่ diary แบบ online ที่ใช้บริการอยู่เป็นประจำกำลังจะปิดปรับปรุง (ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะกลับมาเปิดบริการอีก) ฉันก็จำเป็นต้องหาที่ใหม่ เป็นบ้านบน cyber space ให้ฉันได้ใช้ระบายความคิดนึกต่างๆ ออกมาเป็นตัวหนังสือ
ว่าแล้วฉันก็จัดแจง sign up blog ขึ้นมาใหม่เพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆ เป็นภาษาไทย (blog เดิมที่มีอยู่ มีทั้งภาษาไทยทั้งอังกฤษ ปนกันไปหมด)
ไหนๆ ขึ้นบ้านใหม่ทั้งที ก็ขอแวะตกแต่งบ้านใหม่หลังนี้เสียเล็กน้อย ก่อนที่จะเลือกสรรสิ่งต่างๆ เข้ามาแต่งเติมบ้านน้อยให้อบอุ่นยิ่งขึ้นในโอกาสต่อๆ ไป
3 comments มกราคม 8, 2008