Archive for กุมภาพันธ์ 24th, 2008
เยอรมันดี วันที่ 4
บ๊าย บาย เบลเยี่ยม
ลืมตาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ฉันแง้มผ้าม่านดูตัวเลข LED แสดงอุณหภูมิบนจอหน้าร้านฝั่งตรงข้าม ตัวเลขที่มองเห็นทำเอาฉันอยากจะเปลี่ยนใจไม่ออกไปเที่ยวข้างนอก อากาศ 0 องศาแบบนี้ช่างไม่เหมาะกับการออกไปเดินเที่ยวเอาเสียเลย ฉันได้แต่หวังว่าพอพระอาทิตย์ขึ้น อากาศจะค่อยๆ อุ่นขึ้น โปรแกรมของเราวันนี้ คือการไปเดินเที่ยวเมืองและซื้อของฝาก ก่อนจะข้ามกลับไปยังเมือง Cologne
เราสองคนเลือกจองห้องพักแบบไม่รวมอาหารเช้า เพราะคิดว่าค่าอาหารเช้าคนละ 20 ยูโร ออกจะโหดร้ายกับกระเป๋าสตางค์ของเราไปเสียหน่อย คิดว่าไปหาขนมปังกินกันข้างนอกน่าจะดีกว่า ประกอบกับฉันแอบไปเปิด web ดูร้านเบเกอรี่สไตล์ออร์แกนิกเอาไว้แล้ว ก็เลยคิดจะชวนเพื่อนร่วมทางไปร่วมชิม
เรานั่งรถรางจากโรงแรมไปยังย่าน Sablon เผื่อจะแวะดูย่านเก๋ พร้อมร้านช็อกโกแลตระดับโลก แน่นอนว่า hidden agenda ของฉันคือ Le Pain Quotidien ร้านเบเกอรี่ที่อยากไปชิม จากที่เปิด web ดู ร้านนี้มีขนมปัง ขนมเค้กน่ากินสารพัดชนิด เน้นความสดใหม่ ไร้สารพิษในสไตล์ออร์แกนิก เสียดายที่ใน web ไม่มีแผนที่บอกที่ตั้งร้าน
อากาศหนาวแบบนี้ฉันไม่กล้าจะตระเวนเดินหาร้านนานๆ คิดว่าถ้าหาเจอก็จะลองเข้าไป แต่ถ้าหาไม่เจอก็คงต้องไปกินอย่างอื่นแทน โชคเข้าข้างฉัน เพราะพอลงจากรถรางแล้วเลี้ยวเข้าย่าน Sablon ก็เจอกับร้าน Le Pain Quotidien พอดิบพอดี เช้าๆ แบบนี้ ในร้านมีคนมานั่งกันบ้างแล้ว แรกเปิดประตูเข้าไป กลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ๆ ลอยมา ตู้ขนมปังหลากชนิดทำเอาฉันอึ้งว่าจะเลือกแบบไหนดี ทุกชิ้นต่างดูหน้าตาเชิญชวน (ชิม) เสียเหลือเกิน ว่าแล้วฉันก็เลือกแบบ back to basic สุดๆ เอาครัวซองกับชาร้อนนี่แหละ ส่วนเพื่อนร่วมชิมเลือก chocolate croissant ไข่ลวก และน้ำส้มคั้นสด ฟังดูธรรมด๊า ธรรมดา แต่ราคาแพงใช่เล่นนะคะ
บรรยากาศในร้านดูแบบสบายๆ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก ให้อารมณ์แบบคันทรี่นิดๆ ร้านนี้มีจุดเด่นอยู่ที่โต๊ะแบบนั่งรวมหรือ communal table แปลว่าโต๊ะนั่งรวม แต่หากชอบความเป็นส่วนตัวอยากนั่งแยกก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด บนโต๊ะอาหารเช้าจะมีชุดเครื่องปรุง อันประกอบไปด้วย แยมสตรอเบอรี่ มาร์มาเลด ช็อกโกแลต และน้ำผึ้ง ให้เลือกชิมได้ไม่คิดสตางค์เพิ่ม
อาหารที่สั่งมาก็อร่อยทุกอย่าง แยมหวานกำลังดี ที่ถูกใจคนชอบดื่มชาอย่างฉันสุดๆ คือน้ำชาของทางร้านค่ะ ถุงชาเค้าเป็นผ้าแก้ว! ไม่ใช่ถุงกระดาษแบบชาซองทั่วไป แถมใบชาที่อยู่ในถุงไม่ได้ป่นเหมือนชาบางยี่ห้อ แต่เป็นใบใหญ่ๆ ทั้งนั้น พอเติมนมแบบ organic ลงไปด้วยแล้วล่ะก็ ชาถ้วยนั้นทั้งหอมทั้งมัน พูดแล้วยังคิดถึงอยู่เลย
ถ้าได้ไปเที่ยวเบลเยี่ยมอีก จะหาโอกาสแวะไป Le Pain Quotidien อีกแน่นอน จริงๆ แล้ว Le Pain Quotidien เค้ายังมีสาขาอยู่ในหลายประเทศด้วยนะคะ ลองแวะเข้าไปชม website กันดูได้
อิ่มกันแล้ว ก็เดินดูร้านช็อกโกแลตแถวๆ นั้น ย่าน Sablon เต็มไปด้วยร้านค้าสวยเก๋ดูดีมีรสนิยม รวมทั้งร้านช็อกโกแลตหรู อย่าง Pierre Marcolini Godiva Wittamer ต้องบอกว่าเป็นสวรรค์ของคนรักช็อกโกแลตจริงๆ เสียดายที่เช้าๆ แบบนี้ร้านยังไม่เปิดกันเลย เราจึงได้แต่ window shopping กันไปก่อน
เดินลัดเลาะจาก Petit Sablon ผ่านหน้าพิพิทธภัณฑ์ศิลปะ (อารมณ์ประมาณหอศิลป์แห่งชาติ) อยากจะแวะเข้าไปดูสักหน่อย แต่ก็ยังไม่เปิดอีกเหมือนกัน ฉันเลยต้องจำใจเดินต่อ ก็เรามีเวลาเหลือไม่มากแล้ว เดี๋ยวต้องกลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมแล้วขึ้นรถไฟกลับ Cologne ระหว่างทางเดินไป Grande Place เราผ่านอาคารสวยๆ หลายแห่ง ฉันชอบอาคารแบบ Art Nouveau ที่มีเส้นสายสวยงาม ระยะทางเดินขึ้นลงเนินจาก Sablon ไป Grande Place นี่ไม่ใกล้เลย แถมลมยังแรงมากอีกด้วย
พอไปถึง Grande Place ปุ๊บเราเลยต้องหาร้านนั่งหลบหนาว ว่าแล้วก็ไปเจอร้านอาหาร+บาร์ที่มีเตาผิงอยู่ตรงข้ามกับ Gallerie St. Hubert ฉันนั่งเล่นเพลินๆ รอเวลาร้านค้าเปิด เพื่อจะไปซื้อของฝากก่อนกลับบ้าน ในช่วงนี้ที่ร้าน Godiva มี chocolate แบบรวมรสฝีมือเชฟชื่อดัง เป็น Limited Edition ให้ได้ซื้อฝากคนที่บ้าน
เสร็จสรรพเราก็กลับโรงแรม ลากกระเป๋าไปสถานีรถไฟ ลงรถใต้ดินจากสถานี Jardin Botanique ไปยัง Gare du Midi เป็นอันสิ้นสุดทริปสั้นๆ ในบรัสเซล แต่ทริปเยอรมนีของเรายังไม่จบนะคะ
คืนนั้นเรากลับมาพักกันที่ Bed & Breakfast ที่ฉันหามาจาก internet ช่วงนั้นมีงาน fair ในแถบเมือง Cologne ทำให้ที่พักพากันขึ้นราคา B&B ที่ฉันจองแม้จะอยู่นอกเมือง แต่ราคาค่าพักก็ไม่ถูกเลย จากสถานีรถไฟ เราต้องเดินลากกระเป๋าฝ่าความหนาวไปกิโลกว่าๆ แถมด้วยการแบกกระเป๋าเดินทางขึ้นตึก 4 ชั้น ยังดีที่ว่าห้องพักดูสะอาดสะอ้าน ห้องน้ำดูดี เย็นวันนี้ เราตกลงจะออกไปหาอาหารจีนกินกันแถบ Fischmarkt ก่อนจะกลับมาพักเอาแรง เตรียมเดินทางไป Heidelberg ในวันรุ่งขึ้น
Add comment กุมภาพันธ์ 24, 2008
เยอรมันดี วันที่ 3 – เที่ยวเบลเยี่ยม ตอน 2
ว่างเว้นไปเสียนาน ไปเขียนเรื่องโน้นทีเรื่องนี้ที วันนี้ขอกลับมาเขียนเรื่องท่องเที่ยวในเยอรมนีและเบลเยี่ยมต่อค่ะ ถ้าทุกคนพร้อมแล้วล่ะก็ ออกเดินทางกันเลยค่ะ
หลังจากที่ดั้นด้นไปจนถึงจตุรัส Grande Place (อ่านแบบฝรั่งเศสว่ากรองด์ปลาส) สำเร็จ เราก็ซื้อบัตร Brussels Card กันคนละใบ เป็นแบบที่ใช้ได้ 48 ชั่วโมง ราคาใบละ 28 ยูโร (บัตรแบบนี้มีให้เลือก 3 ราคา คือ 24 ชั่วโมง = 20 EUR, 48 ชั่วโมง = 28 EUR และ 72 ชั่วโมง = 33 EUR)
ข้อดีของบัตรคือใช้บริการรถโดยสารสาธารณะได้ไม่จำกัดภายในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงใช้เข้าพิพิทธภัณฑ์ต่างๆ ที่ร่วมรายการได้ฟรี เมื่อซื้อบัตรเราจะได้สมุด booklet ทีมีรายละเอียดสั้นๆ เกี่ยวกับพิพิทธภัณฑ์พร้อมแผนที่กรุงบรัสเซล แนะนำให้ซื้อบัตรเฉพาะคนที่ชอบเข้าพิพิทธภัณฑ์ค่ะ หากชอบชื่นชมความงามแต่เพียงภายนอก ไม่ต้องซื้อบัตรจะคุ้มกว่า
ไหนๆ ก็ได้บัตรมาแล้ว เราจึงเริ่มจากพิพิทธภัณฑ์ที่อยู่ตรงหน้ากันเลย Maison du Roi แปลตรงตัวว่าบ้านพระราชา เป็นที่ตั้งของ Museum of the City of Brussels ซึ่งภายในจัดแสดงภาพเขียน เอกสารโบราณ และสิ่งละอันพันละน้อยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเมืองบรัสเซล ส่วนที่ฉันชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นห้องของหนูน้อยยืนฉี่ หรือ Manneken Pis ภายในห้อง Manneken Pis มีการจัดแสดงเสื้อผ้าของเจ้าหนูเอาไว้มากมาย จากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก รวมไปถึงชุดแฟนซีต่างๆ ทั้งชุดนักบินอวกาศ ชุดเอลวิส ฯลฯ ของประเทศไทยก็มีนะคะ เป็นชุดราชปะแตนสีครีม นอกจากเสื้อผ้าแล้วก็มีหนูน้อยตัวออริจินัลให้ได้ชมกันด้วย จำไม่ได้ว่าตัวที่เป็นน้ำพุในปัจจุบันเป็นตัวที่เท่าไหร่แล้ว
ว่าแล้วไปดูหนูน้อยตัวปัจจุบันกันบ้างดีกว่า น้ำพุ Manneken Pis ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Grande Place เดินไปชมร้านรวงต่างๆ แวะชิมช็อกโกแลตบ้าง ยิ่งช่วงเทศกาลต่างๆ แล้วจะมีการจัดวินโดว์ดิสเพลย์สวยๆ ให้ดูเพลินไปด้วย อย่างช่วงนี้มีการจัดดิสเพลย์ในธีม Halloween
เบลเยี่ยมไม่ได้มีชื่อเสียงแค่ในเรื่องของช็อกโกแล็ตและวาฟเฟิลเท่านั้น คอการ์ตูนแบบ comic strip (การ์ตูนที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์) ย่อมรู้จักหนุ่มน้อยผมตั้งนักผจญภัยอย่าง Tin Tin อีกตัวละครขวัญใจฉันคือเหล่า Smurf สีฟ้า
ตามถนนหนทางในบรัสเซล จะมีภาพวาดผนังลวดลายการ์ตูนให้แฟนๆ ได้ดูกันเพลิน ขนาดที่ว่ามีการทำเป็นแผนที่ comic strip walk เป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว
ภายใน Comic Strip Museum
มาถึงเมืองแห่ง comic strip แล้ว ขอไปดูพิพิทธภัณฑ์การ์ตูนของเค้าด้วยดีกว่า ว่าแล้วก็ออกเดินค่ะ ดูตามแผนที่แล้วไม่น่าจะไกลมาก แต่เอาเข้าจริงๆ หายากมาก เรา 2 คนเดินวนเวียน หนาวก็หนาว เมื่อยก็เมื่อย จนในที่สุดก็มาถึง Centre Belge de la Bande Dessinee จนได้ พิพิทธภัณฑ์ตั้งอยู่บนถนน Rue de Sables ด้านหน้าดูเหมือนตึกเก่าธรรมดา แต่พอก้าวเข้าไปข้างในแล้วจะได้พบกับการตกแต่งแบบ Art Nouveau ที่สวยงาม ฝีมือท่าน Victor Horta สถาปนิกชื่อดัง แฟนการ์ตูนจะได้เห็นวิธีการวาด ลงสี ไปถึงต้นฉบับ comic strip ชื่อดังหลายเรื่อง น่าเสียดายว่าในเมืองไทย comic strip ดังสู้การ์ตูนจากเมืองพี่ยุ่นไม่ได้
Smurf is so … smooth!
หลังจากที่เหนื่อยจากการตระเวนเที่ยว ขอกลับไปพักขา หลบหนาวที่โรงแรมก่อน เย็นนี้จะไปทานอะไรกันดี อันนี้ต้องถามคนท้องถิ่น ว่าแล้วฉันก็ถามเบนจามิน หนุ่มเบลเยี่ยมที่แวะมาพบเพื่อรับของฝากจากเมืองไทย เบนจามินแนะนำร้านอาหารเบลเยี่ยมแถว Grande Place ชื่อ t’ Kelderke แต่ก่อนจะถึงเวลาอาหาร เราขอไปชมความสวยงามของประติมากรรมอะตอมหรือ Atomium กันก่อน ฉันเคยไปเที่ยวที่อะโตเมี่ยมมาก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง แต่เพื่อนสาวยืนยันว่ายังไงต้องมาเห็นอะโตเมี่ยมตอนกลางคืนให้ได้ เธอว่ามันงามแท้ๆ แล้วอย่างนี้ฉันจะพลาดได้อย่างไร ว่าแล้วก็ชวนเพื่อนร่วมทางให้นั่งรถไฟไป Brupark กัน
ระยิบระยับ
Brupark นี้ถือเป็น theme park สำหรับครอบครัวเพราะประกอบไปด้วยโรงภาพยนตร์ (Kinepolis) เมืองจำลอง (Mini Europe) สวนน้ำ (Oceade) สวนสาธารณะ และแน่นอน … อะโตเมี่ยม ในยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ลมที่พัดมาช่างหนาวจับจิต แต่ถึงยังไงเราก็ไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะเดินไปให้ถึงอะโตเมี่ยม เหล่าอะตอมในยามค่ำประดับประดาไปด้วยไฟดวงเล็กดวงน้อย ระยิบระยับ สวยสมคำโฆษณาของเพื่อน
และแล้วก็ถึงเวลาอาหารเย็น เรานั่งรถไฟย้อนกลับเข้าเมือง ตรงไปยัง Grande Place ร้าน t’Kelderke ร้านชั้นใต้ดินตามคำบอกของเบนจามิน อาหารจานเด็ดของร้านนี้ต้องยกให้หอยแมลงภู่อบไวน์ขาว หอยตัวโตเสริฟมาเต็มหม้อ กินคู่กับมันฝรั่งทอดชิ้นใหญ่ อร่อยมากๆ พนักงานในร้านสอนวิธีกินหอยให้เรา บอกว่าไม่ต้องใช้ส้อมค่ะ แต่ให้ใช้เปลือกหอยหนีบเอาเนื้อออกมากิน ว่าแล้วก็สาธิตให้ดู (ดีที่ไม่สาธิตวิธีการกินให้ด้วย) จากหอยเต็มหม้อที่เราสองคนบ่นกันว่าจะกินหมดไหมเนี่ย กลายเป็นเปลือกหอยเต็มหม้อแทน ส่วนจานที่ฉันสั่งเป็นโครเก้กุ้งแบบเบลเยี่ยม ไส้เป็นครีมซอสสีขาวออกจะเลี่ยนไปสักหน่อย สู้หอยอบไม่ได้ อ่อ อย่าลืมสั่งเบียร์เบลเยี่ยมมาชิมกันด้วยนะคะ ถึงแม้เบียร์เบลเยี่ยมจะไม่ดังเท่าเบียร์เยอรมัน แต่ก็มีหลากหลายชนิดให้ลอง พวกชายหนุ่มคอแข็งต้องเจอกับ Duvel เจ้าปีศาจ Duvel นี้มีแอลกออล์สูงถึง 8.5% ส่วนสาวๆ ลองเบียร์ผลไม้ อย่าง Kriek (เบียร์เชอรี่)
Once in a night time…Grande Place
อิ่มอร่อยกันแล้วก็เดินออกมาสูดอากาศเย็นๆ ที่ Grande Place ในยามค่ำ ก่อนบอกกู๊ดไนท์
3 comments กุมภาพันธ์ 24, 2008



