Archive for กุมภาพันธ์, 2008
วาเลนไทน์
หากไปถามใครๆ ว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันอะไร หลายคนคงตอบได้ว่าเป็นวันวาเลนไทน์
แล้วถ้าถามต่อว่าวันวาเลนไทน์มีความสำคัญอย่างไร ก็คงได้รับคำตอบว่าเป็นวันแห่งความรัก
ว่าแต่วันวาเลนไทน์เป็นวันแห่งความรักจริงหรือ
หากมองย้อนกลับไปในทางประวัติศาสตร์ มีทฤษฎีบอกไว้ว่าชื่อ Valentine มาจากชื่อของนักบุญ (นักบวชที่ยอมสละชีพเพื่อศาสนา เรียกว่า martyr) ซึ่งว่ากันว่ามีอยู่ 2 ท่าน คือ วาเลนไทน์แห่งโรม (Valentine of Rome) และวาเลนไทน์แห่งเตอร์นี (Valentine of Terni)* แล้วความตายกับความรักจะมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
Professor Jack Oruch นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแคนซัสกล่าวไว้ว่าก่อนสมัยของชอว์เซอร์ (Chaucer**) ไม่มีความเกี่ยวข้องระหว่างเรื่องความรักในทางโลกกับวาเลนไทน์แต่อย่างใด
ในกวีบทหนึ่งของชอว์เซอร์เรื่อง Parlement of Foules ได้พูดถึงเรื่องของความรักกับวันวาเลนไทน์ไว้สั้นๆ ว่า
- For this was on seynt Volantynys day
- Whan euery bryd comyth there to chese [choose] his make [mate].
- “ในวันวาเลนไทน์ เมื่อนกทั้งหลายต่างมาที่นี่เพื่อเลือกคู่”
ซึ่งชอว์เซอร์แต่งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่การฉลองครบรอบ 1 ปีการหมั้นของกษัตริย์ริชาร์ดที่ 2 กับแอนด์แห่งโบฮีเมีย
จากจุดกำเนิดในโลกตะวันตก ปัจจุบันวันวาเลนไทน์เป็นหนึ่งในวันฉลองที่ประชากรโลกร่วมฉลองกันมากที่สุดวันหนึ่ง แม้ว่าในประเทศตะวันออกจุดเริ่มต้นของการ “โปรโมท” วันวาเลนไทน์จะมาจากนายทุนเพื่อขายสินค้า (อาทิ ดอกไม้ ช็อกโกแล็ต ฯลฯ) แต่ฉันก็ยังเชื่อว่าการให้ก็ให้ความสุขแก่ทั้งผู้ให้และผู้รับได้เหมือนกัน อย่างไรแล้วก็การแสดงออกซึ่งความรักนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ดี การให้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นการให้สิ่งของแต่เพียงอย่างเดียว
บางคนอาจคิดว่า ทำไมต้องมาแสดงความรักกันในวันวาเลนไทน์ ทั้งๆ ที่ปกติก็รักกันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงบางครั้งการเติมความหวาน และมีโอกาสพิเศษให้กันและกันบ้าง ก็ทำให้ความรักมีสีสันมากขึ้นไม่จริงหรือ
ไม่ว่าจะรักหรือชอบใครก็จงแสดงมันออกมา อย่าปล่อยให้วันเวลาดีๆ ผ่านพ้นไป
Seize the day! xxx
Note:
* ข้อมูลจาก wikipedia
**Geoffrey Chaucer (c 1343 – 1400) กวีผู้มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นผู้ประพันธ์เรื่อง The Canterbury Tales
1 comment กุมภาพันธ์ 14, 2008
เยอรมันดี – วันที่ 2
วันที่สอง – เมียงมองเมืองเคลิน
มีใครเคยพักในโรงแรมแปลกๆ กันบ้างไหม โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเบอร์มิ่งแฮมชื่อ Hotel du Vin หรือโรงแรมแห่งไวน์ โรงแรมสวยเท่ แถมมีคอร์ตยาร์ตตรงกลางที่สมัยเรียนฉันเคยเดินไปเจอะป๋าดาวิด ชิโนล่า (David Ginola) เคยเป็นโรงพยาบาลมาก่อน ส่วนโรงแรมใน Cologne ของเราคราวนี้ ปรับปรุงมาจากอาคารสำนักสงฆ์ (monastry) เดิม
โรงแรม Hopper et Cetera ต้องการให้ผู้มาพักได้รู้ถึงอดีตของอาคารหลังนี้ จึงประดับฝาผนังห้องอาหารด้วยภาพ wallpaper ภายในโบสถ์ เสริมบรรยากาศให้เรารู้สึกราวกับนั่งกินอาหารใกล้ๆ แท่นบูชา แถมตรงทางเข้าแถวๆ หน้าล็อบบี้ยังมีหุ่นขี้ผึ้งรูปนักบวชนั่งอยู่อีกด้วย ซึ่งฉันลงความเห็นว่าดูน่ากลัวยังไงไม่รู้
หลังจากอิ่มอร่อยกับอาหารเช้าที่รวมอยู่ในราคาค่าห้องพักแล้วก็ได้เวลาออกชมเมือง กลับไปหาโดม (Dom หรือ Cologne Cathedral) ตามที่ได้สัญญาไว้เมื่อคืน
เอี่ยว (นักศึกษาไทยในเคลิน) มารอรับเราที่โรงแรมเพื่อพาไปดูโรงเรียนสอนภาษา ก่อนที่จะพาเราไปดร็อปเอาไว้ที่โดม จะไปไหนมาไหนในเคลิน (Koln คือชื่อในภาษาเยอรมันของ Cologne) ก็มาตั้งต้นกันที่โดม อารมณ์ประมาณคนต่างจังหวัดเข้ากรุงก็มาตั้งต้นกันที่สนามหลวง
ปีนี้ได้มาเยือนโดมเป็นครั้งที่สอง แม้ฤดูการจะต่างไป ยอดหอคอยคู่ทรงโกธิคยังคงตั้งตระหง่านทะยานไปบนท้องฟ้าสีฟ้าเข้มเหมือนเคย ฉันตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่าครานี้จะขอพิชิตยอดโดมสักหน่อย ว่าแล้วฉันกับเพื่อนร่วมทางก็ตีตั๋วแพคเกจชมโดม ราคา 5 ยูโร ซึ่งรวมการไต่บันไดวนขึ้นสู่ยอดหอคอยและชมห้องเก็บสมบัติ (treasury) ซะเลย มาแล้วต้องดูให้คุ้มสักหน่อย
หากใครเคยไปเที่ยวปราสาทในยุโรป พวกปราสาทยุคกลางที่มีบันไดวนแคบๆ สูงๆ คงจะเข้าใจอารมณ์เวลาเดินขึ้นหอคอยของโดมได้เป็นอย่างดี ฉันเริ่มเดินขึ้นด้วยความกระฉับกระเฉง แต่พอเดินไปได้สักพักก็เริ่มเข่าอ่อนตามประสาคนไม่ค่อยออกกำลังกาย บันไดวนแคบๆ แถมทางขึ้นทางลงเป็นทางเดียวกัน จะหยุดพักนานๆ ก็เกรงใจคนเดินสวนมา ทำให้ต้องกัดฟัน “ไต่”บันไดขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละก้าว ทีละก้าว นึกด่าตัวเองในใจที่ไม่ไปออกกำลังกาย ร่างการก็เลยขาดความฟิตอย่างแรง ดีที่มีเพื่อนร่วมทางช่วยหิ้วกระเป๋าให้ไม่งั้นฝรั่งแถวนั้นคงเห็นคนเอเชียเป็นลมล้มพับอยู่ที่ขั้นบันไดไปแล้ว
ก่อนที่ขาจะพับ เราก็มาถึงจุดชมระฆังโบสถ์กัน เค้าว่าว่าระฆังของโดมนี้เป็นระฆังแบบมีกลไกอัตโนมัติทำงานอยู่ ชื่อว่า Bell of St. Peter เป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลก เราเดินวนชมความใหญ่โตของระฆัง ซึ่งการเดินนี้ถือเป็นการพักกล้ามเนื้อขาไปในตัว ก่อนที่จะกัดฟันและสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนตัดสินใจปีนบันไดกันต่อ
บันไดวนพาเรามาถึงบริเวณใกล้ยอดของวิหาร หากจะขึ้นชมวิวจากจุดสูงสุดก็จะต้องไต่บันไดโครงเหล็กขึ้นไปอีกจนถึงปลายยอดแหลม ฉันขอเวลานั่งทำใจ รับลมเย็นๆ โดยส่งเพื่อนร่วมทางขึ้นไปสำรวจอากาศด้านบนก่อน รออยู่พักใหญ่ก็ยังไม่เห็นใครเดินลงมาเลย หายเหนื่อยแล้วก็ตัดสินใจเดินต่อจนถึงยอด แม้ทางเดินด้านบนจะแคบและมีตระแกรงเหล็กกันอยู่ แต่ภาพของเมืองเคลินที่มีแม่น้ำไรน์ไหลผ่านนั้นสวยงามคุ้มกับการตะเกียกตะกายขึ้นมาจริงๆ
จากมุมสูง เราเดินลงสู่มหาวิหารเพื่อชมความงามภายในอาคารมรดกโลกแห่งนี้ เช่นเดียวกันกับมหาวิหารหลายๆ แห่ง ผังของโดมแห่งเคลินนี้เป็นรูปไม้กางเขน มีแท่นบูชาต่างๆ สำหรับนักบุญตามความเชื่อของคริสตศาสนา แต่ก็มีแท่นบูชาที่สวยสะดุดตาอย่าง altar piece รูป The Three Kings ของ Stephan Lochner ซึ่งเป็นผลงานตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 และ Shrine of the Three Holy Kings อายุร่วม 1,000 ปี สีทองอร่ามประดับประดาด้วยอัญมณีมีค่าต่างๆ
ส่วนของคลังสมบัตินั้นเป็นที่เก็บรวบรวมสมบัติล้ำค่าของพระชั้นสูงของศาสนาคริสต์ ไม่ว่าจะเป็นไม้คฑารูปแบบต่างๆ ชุดของนักบวชชั้นสูง รูปสลักทางศาสนา ไปจนถึงกระดูกของนักบวชและนักบุญต่างๆ หลายยุคหลายสมัย ซึ่งแสดงถึงความร่ำรวยของศาสนจักร อีกทั้งยังมีคุณค่าแก่ผู้สนใจทางด้านโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับศาสนา
ด้านหน้าของโดมหันไปยังถนนช้อปปิ้งสายหลักของเคลินที่เต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ โรงแรม ร้านอาหาร และแน่นอนว่าต้องมีร้านขายโคโลญน์ชื่อดังอย่าง 4711 ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ชื่อ Eau de Cologne หรือน้ำแห่งเมืองโคโลญน์ยังเป็นที่รู้จักกันอยู่ถึงทุกวันนี้
หากต้องการชมบรรยากาศริมแม่น้ำไรน์ก็สามารถเดินตรงไปยังเขตเมืองเก่าได้ไม่ไกลนัก ฉันคิดว่าสิ่งที่น่าชื่นชมของประเทศแถบยุโรปอย่างหนึ่งคือการรักษาสภาพบ้านเมืองของเขตเมืองเก่าเอาไว้อย่างดี การเดินเข้าเขตเมืองเก่า ให้รองเท้าได้สัมผัสกับก้อนหินปูพื้นถนนที่ผ่านร่องรอยที่ย่างเหยียบมานานแสนนานจนสึกหรอไปตามกาลเวลา ให้ความรู้สึกเหมือนได้เดินทางย้อนเวลา แม้ว่าเมืองเก่าของเคลินจะค่อนข้างเล็ก แต่ก็เต็มไปด้วยบรรดาร้านอาหารที่เริ่มคึกคักขึ้นในเวลาค่ำคืน
หลายคนคิดว่ามาเยอรมันก็ต้องหาโอกาสชิมขาหมู ไส้กรอก และแน่นอน เบียร์เยอรมัน แถบเมืองเคลินก็มีเบียร์ขึ้นชื่อที่ผลิตในเมืองนี้คือ Kölsch ซึ่งเค้าว่าเป็น top-fermented beer ซึ่งผู้ไม่สันทัดในเรื่องแอลกอฮอล์อย่างฉันมองว่าเบียร์ก็คือเบียร์ ไม่รู้ความแตกต่างทางรสชาติ ต้องปล่อยให้เพื่อนร่วมทางละเลียดเบียร์เยอรมันแท้ๆ เป็นแก้วแรกของทริปนี้
Add comment กุมภาพันธ์ 12, 2008
เยอรมันดี (ฤดูใบไม้ร่วงปี 2007)
วันแรก - ข้ามน้ำข้ามทะเล…ข้ามทวีป
ระยะทางโดยเครื่องบินราว 11 ชั่วโมง พาฉันกับเพื่อนร่วมทางจากดินแดนเมืองร้อนแถบเส้นศูนย์สูตรมาสู่อากาศยะเยือกกลางฤดูใบไม้ร่วงในเยอรมัน
การเดินทางครั้งนี้ เรา (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฉัน) ทำหน้าที่กำหนดเส้นทางเดินของเราเอง และแน่นอนว่าเราใช้ลำแข้งของตัวเองในการเดิน (และวิ่งให้ทันรถไฟ) อยู่ตลอดเส้นทาง เราไม่ใช่นักท่องเที่ยวแบบ backpacker (ฉันและเพื่อนร่วมทางไม่สันทัดกับการสะพายเป้นัก เราชอบที่จะลากกระเป๋ามากกว่า) แต่การเดินทางในเยอรมันของเรา ก็เป็นการเดินทางที่เรียกได้ว่าสมบุกสมบันแต่พองาม และแน่นอนว่าเราได้ประสบการณ์ใหม่ๆ อีกหลายอย่าง
ขอต้อนรับสู่เมืองเบียร์ในวันใบไม้ร่วง
เท้าทั้ง 4 ของเรา (แน่นอนว่า…คนละสองเท้า) ย่างเหยียบพื้นคอนกรีตของสนามบินเมือง Frankfurt am Main ในเวลาหัวค่ำ แสงอาทิตย์ลาลับท้องฟ้าไปแล้ว พร้อมกับนำพาอากาศเย็นยะเยือกมาปะทะผิวของเรา มือที่ลากกระเป๋าเดินทางเย็นเฉียบ เท้าก็รีบจ้ำ สายตาสอดส่ายหาทางไปยังสถานีรถไฟ long distance เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองจุดหมายแห่งแรกของเรา…เมือง Cologne
การเดินทางโดยรถไฟในเยอรมันนี้สะดวกดีแท้ ยิ่งหากมีบัตร German Railpass ด้วยแล้วล่ะก็จะช่วยประหยัดเงินค่าเดินทางในกระเป๋าได้ส่วนหนึ่ง เพราะรถไฟในยุโรปส่วนใหญ่ หากไม่ได้ซื้อตั๋วล่วงหน้าแล้วมาซื้อตั๋วในวันเดินทางตั๋วมักจะราคาแพงมาก นอกจากจะไม่ต้องคอยซื้อตั๋วทุกครั้งที่เดินทางแล้ว การพก railpass ทำให้เราเดินทางได้ไม่จำกัดเที่ยว (แต่จำกัดตามจำนวนวันที่เราเลือกซื้อตั๋ว)
รถไฟ ICE (Inter-City Express) วิ่งฉิวต่างจากรถไฟเมืองไทยสไตล์ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ระยะทางจากเมือง Frankfurt ถึง Koln Hauptbahnhof ร่วม 200 กิโลเมตร เจ้ารถไฟ ICE พาเรามาถึง Cologne ได้ในเวลาราว 50 นาที
และแล้วเราสองคนกับกระเป๋าสามใบก็ออกมายืนหันรีหันขวางกันข้างนอกสถานี Koln Hauptbahnhof สถานีรถไฟหลักของเมือง เพื่อหารถ taxi พาเราไปที่โรงแรม อารมณ์ตอนนั้นขอสบายไว้ก่อน ถ้าให้ลากกระเป๋าขึ้นรถลงเรือกันอีกละก็คงจะไม่ไหว ใจคิดถึงแต่เตียงนุ่มๆ ในยามที่ตากำลังจะปิด และขาของฉันเริ่มออกอาการเกเรไม่อยากเดินต่อแล้ว
จากสถานีเรามองเห็นยอดแหลมคู่ของมหาวิหารแห่งโคโลญจน์ (Cologne Cathedral) พุ่งแทงทะลุท้องฟ้ายามค่ำ ฉันกระซิบบอกกับหอคอยว่า “พรุ่งนี้เจอกัน”
Add comment กุมภาพันธ์ 11, 2008
ขยันขันแข็ง
เสียงพนักงานสาวเชิญชวนเด็กๆ และผู้ใหญ่ใจเด็กให้เข้าแถวเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ พร้อมบรรยายโน่นนี่ด้วยเสียงสดใส หน้าตายิ้มแย้ม แม้ว่าบ่ายวันนั้นคนจะเยอะจนแออัดยัดเยียดก็ตาม เป็นภาพประทับใจของฉัน นอกเหนือจากสีสันสวยสดและตัวการ์ตูนน่ารักในแบบของดีสนีย์ ทำไมนะ แม้ทำงานเหนื่อยทั้งวัน พนักงานเหล่านี้ยังดูมีความสุขอยู่ได้
จากวันนั้นมาถึงวันนี้แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 2 ปีแล้ว ฉันยังแทบไม่ได้เห็นคนที่มีความสุขกับการทำงานอย่างนั้นเลย หลายครั้งฉันก็ถามตัวเองว่าชอบงานที่ทำอยู่หรือเปล่า แต่ก่อนเวลางานยุ่งๆ ฉันไม่ค่อยมีเวลาถามคำถามนี้กับตัวเอง แต่พอมีเวลามากขึ้นคำถามนี้มันย้อนกลับมาผุดขึ้นในหัวอยู่บ่อยๆ ราวกับเป็น dialog box ในคอมพิวเตอร์ที่คอยถามว่าฉันจะทำงานต่อไปหรือหยุดซะตอนนี้เลย
ถ้าจะนับจำนวนประชากรโลกที่อยู่ในวัยทำงานแล้ว คงนับได้ไม่ถ้วน แต่จะมีถึง 10% ไหมนะที่มีความสุข สนุก และรักงานที่กำลังทำ
หลายต่อหลายครั้งฉันรู้สึกตำหนิ (และแสดงออกถึงการตำหนิ) ต่อผู้ที่ไม่ “เต็มใจ” ทำงานของตัวเอง ครั้งล่าสุดที่ฉันรู้สึกอย่างรุนแรงในเรื่องนี้คือวันที่ไปซื้อของในห้างสรรพสินค้าระดับไฮโซไฮเอนด์กลางกรุงเทพฯ พนักงานแผนกขายผลไม้ง่วนกับการขายส้มช่วงตรุษจีน ที่ใครๆ ต่างก็อยากไขว่คว้ามาเป็นของขวัญให้คนที่เคารพรัก (หรือบางที่ก็ไม่ได้เคารพรัก แต่จำต้องเอาใจ) กระบะใส่ส้มมีส้มเหลืออยู่ไม่มาก ฉันต้องใช้วิชามือใครยาวสาวได้สาวเอาไปช่วงชิงส้มมาได้ 2 ถุง เสร็จสรรพก็ให้พนักงานช่วยห่อส้มด้วยผ้าโปร่งสีแดงให้ด้วยเพื่อความสวยงาม พนักงานจัดกระเช้าหน้าตาไม่รับแขกตอบรับอย่างเสียไม่ได้ว่า ให้ไปติดต่อที่แผนกบริการลูกค้า ฉันตอบกลับว่าก็จะให้ช่วยห่อผ้าให้ทำได้หรือไม่ (ถ้าไม่ได้ก็จะได้หาถุงสวยๆ มาใส่แทน) พนักงานละสายตาจากฉันพร้อมกับบอกว่ารอ (ไป) ก่อนแล้วกัน …
ฉันยืนรอด้วยความอดทน (อย่างสูง ถึงสูงที่สุด) ขณะที่พนักงานคุยไปจัดกระเช้าของลูกค้าคนก่อนหน้าไปอย่างไม่มีท่าทีจะรีบทำงานแต่อย่างใด หน้าตาพนักงานเหล่านี้ราวกับเด็กถูกบังคับให้กินผัก หน้าตาเหยเก ทำงานแบบซังกะตาย อืม ทำงานแบบนี้ตั้งแต่ปีใหม่ (จีน) เลยนะเนี่ย คงจะทำงานซังกะตายไปทั้งปี ฉันคิดอยู่ในใจ ระหว่างนั้นฉันยืนรอราวกับตัวเองใส่เสื้อคลุมล่องหนอยู่ ไม่มีพนักงานหน้าไหนคิดจะหันมาพูดกับฉันว่า “รอสักครู่นะคะ” แวบหนึ่งฉันคิดไปว่าฉันกำลังมาขอสิ่งของจากผู้ใจบุญอยู่หรือเปล่านะ ท่านคะช่วยสงเคราะห์ห่อส้มให้หนูด้วยเถิด…
เวลาผ่านไปราว 30 นาที พนักงานหญิงหันมาบอกกับฉันว่า “ปกติเราไม่ห่อให้นะคะ”
“ค่ะ แล้วทำไมคุณท่านไม่บอกดิฉันเมื่อ 30 นาทีก่อนหน้านี้ล่ะคะ” ฉันคิด
“แต่ก็จะห่อให้นะคะ คราวหน้าคงไม่ได้นะคะ” เธอบอก
“เป็นพระคุณอย่างสูง ขอให้เจริญนะคะแม่คุณ” ฉันคิด
… เวลาผ่านไปอีกราว 15 นาที ฉันได้รับส้มในห่อผ้าโปร่งสีแดง 4 ห่อ พร้อมกับค่าห่ออีกห่อละ 34 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ทางพนักงานไม่ได้บอกเลยว่าจะคิดสตางค์ …
ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่งานที่ฉันกำลังทำไม่ได้ทำให้ฉันเป็นเหมือนพนักงานขายส้มคนนั้น อย่างน้อยฉันก็มีความสุขตามอัตภาพกับสิ่งที่กำลังทำ และในเวลาที่ความสุขมันลดลง ฉันก็จะรู้ตัวและหาทางให้ตัวเองได้ทำงานที่อยากทำหรือมีความสุขไปกับมันได้
ถ้าทุกคนเลือกงานที่อยากทำได้ และทำมันอย่างขยันขันแข็ง โลกเราจะเป็นอย่างไรนะ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข” หากมีคนในวัยทำงานคิดแบบนี้ ภูมิใจกับสิ่งที่ตนเองทำอยู่ ทำงานนั้นอย่างเต็มความสามารถและเต็มใจ บางทีฉันอาจได้พบกับพนักงานดีๆ คนทำงานดีๆ และรู้สึกว่าชีวิตจริงดีกว่าการได้ไปเที่ยวในโตเกียวดิสนีย์แลนด์ก็ได้
2 comments กุมภาพันธ์ 10, 2008
ตู้กับข้าว
เมื่อเช้าเปิดดูรายการเล่าข่าว ได้ยินพิธีกรพูดถึงชื่อรัฐบาลใหม่ที่ดูน่ารักน่าหยิกของประเทศเรา เรากำลังจะมีรัฐบาลที่ทำให้เราอยู่ดีกินดีค่ะ เพราะเรากำลังจะมีรัฐบาลตู้กับข้าว (หรือที่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศตั้งชื่อให้อย่างน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มว่า “Kitchen Cabinet”) คำว่า Cabinet ที่แปลว่าคณะรัฐมนตรี ก็ไปพ้องกับ Cabinet ที่แปลว่าตู้เก็บของ อย่างพอเหมาะพอเจาะ
นอกจากเราจะมีนายกนักชิม (ไปบ่นไป) แล้ว หากวันไหนมีอาหารเหลือจากตู้กับข้าว เราก็ไม่ต้องกลัวเสียของค่ะ เพราะเรายังมี ยุทธ “ตู้เย็น” อยู่อีกคน ช่างเข้าขากันได้ดีจริงๆ อย่างนี้สิ เรียกว่าทำงานเป็นทีม
นายกฯ คนใหม่ของคนไทยเป็นคนใจดีค่ะ วันดีคืนดีก็ทำอาหารเลี้ยงนักข่าวด้วย (เพราะว่ากลัวนักข่าวไทยน้อยใจที่ตู้กับข้าวไทยไปให้สัมภาษณ์กับเบนโตะญี่ปุ่นก่อน) ว่าแต่คุณนักข่าวชิมแล้วกล้าบ่นหรือเปล่าคะ
ฉันเชื่อว่ามีคนไทยหลายคน (ที่เลือกตู้กับข้าวใบนี้เข้ามา) ที่หวังว่าตู้กับข้าวจะให้อาหารและความอยู่ดีกินดี อย่างที่ตู้กับข้าวที่ดีควรจะเป็น ไม่ใช่หวังแต่จะฮุบอาหารของชาวบ้าน
ไหนๆ เราก็เป็นครัวไทย เอ๊ย…คนไทย อยู่สำรับเดียวกันแล้ว ก็ต้องสามัคคีกันค่ะ อนาคตของชาติก็คงต้องรอลุ้นกันต่อไป อย่างที่ Forest Gump พูดไว้ว่า แม่ของฉันพูดเสมอว่าชีวิตก็เหมือนกับกล่องช็อกโกแลต คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าคุณจะได้ (รส) อะไร My momma always said, “Life was like a box of chocolates. You never know what you’re gonna get.” ถ้าปรับมาให้เข้ากับสถานการณ์ของเราตอนนี้ก็ต้องเรียกว่า เราไม่รู้ว่าตู้กับข้าวใบนี้จะใส่อะไรไว้บ้าง จะมีอาหารอร่อย มีคุณค่า หรือจะมีอาหารเสียค้างตู้อยู่ เราคงต้องลองดูกันต่อไป
แต่ยังไงแล้ว ก็ขออย่าให้รัฐบาลใหม่มองประเทศและคนไทย เป็นตู้ ATM เป็นพอ…
3 comments กุมภาพันธ์ 4, 2008