Archive for สัพเพเหระ

เหรียญทองแห่งโอลิมปิก

หลังจากที่ได้อ่านข่าวที่ว่าพลุ ดอกไม้ไฟที่เราเห็นถ่ายทอดเมื่อครั้งพิธีเปิดโอลิมปิกที่ปักกิ่ง ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้ computer graphic เข้าช่วย ไม่ได้จุดจริงทั้งหมด ฉันก็รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย ได้แต่คิดว่าแบบนี้ก็มีด้วยเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราดูแล้วชอบ มีความสุข สนุกไปกับงานของเขาก็ไม่เห็นจะต้องคิดมากเลย

เหรียญทอง หรือ เหรียญเงิน?

เมื่อตะกี้ว่าจะเปิด web ดูผลมวยสักหน่อย ก็บังเอิญไปเจอข่าวเกี่ยวกับเหรียญทองโอลิมปิก ว่าแท้จริงแล้วไม่ได้ทำจากทองคำบริสุทธิ์ แต่มีส่วนประกอบหลักเป็นเงิน!

คณะกรรมการจัดงาน หรือ BOCOG ออกมายอมรับว่าในเหรียญทองหนึ่งเหรียญจะมีส่วนประกอบที่เป็นทองคำบริสุทธิ์เพียง 6% เท่านั้น ส่วนประกอบหลักของโลหะที่นำมาทำเป็นเหรียญทองก็คือ “เงิน” โดยวัตถุดิบที่ใช้ทำเหรียญนี้ จีนนำเข้าจากออสเตรเลีย และได้ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าโลหะที่นำมาใช้เป็นโลหะมีค่า ไม่ได้เป็นตะกั่วอย่างที่มีบางคนแอบเหน็บแนม

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ The Nation

ความคิดเห็น

อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน…บางคน

หลายต่อหลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง”

แม้แต่ในวรรณคดี อย่างเรื่องพระอภัยมณี ยังมีบทที่ว่า “แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ …”

ถ้าลองคิดดูเล่นๆ คน หรือที่เรียกให้ฟังดูดีว่า “มนุษย์” ช่างเป็นสัตว์ที่เจ้าเล่ห์เสียจริง

ความไว้ใจบางครั้งก็นำมาซึ่งความผิดหวัง เมื่อคนที่เราไว้ใจกลับเป็นคนที่ทำร้ายเราเสียเอง

ความผิดหวัง เปลี่ยนเป็นความโกรธโดยพลัน

ใจหนึ่งบอกว่าให้ปล่อยไป อย่าไปเครียด อย่าไปโกรธ แต่อีกใจหนึ่งถามหาความถูกต้อง ใจนี้ยังดึงดันที่จะถามหาความยุติธรรม ความถูกต้อง และต้องการทวงเอาความไว้วางใจนั้นคืนมา

ยิ่งในยุคปัจจุบัน ความจริงใจหาได้ยากขึ้นทุกที ความไว้วางใจที่ให้ไปจึงเป็นโอกาสที่จะให้ผู้อื่นเอาเปรียบเอาได้

ฟังดูเหมือนกับการมองโลกในแง่ร้าย แต่บางครั้งมันก็เป็นเรื่องจริง ความจริงอันน่ารังเกียจ ความจริงที่ทำให้โลกเป็นที่ที่ไม่น่าอยู่

ฉันเป็นเพียงคนคนหนึ่งที่ได้แต่ให้ภาวนาให้จิตใจของคนบางคนสูงขึ้น ให้คนที่เอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ได้ และเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ หยุดการกระทำที่ชั่วร้ายนี้ลง อย่างน้อยฉันก็เชื่อว่าคนชั่วและความชั่ว ก็ต้องได้รับผลแห่งความชั่ว ความเลวร้าย ไม่ช้าก็เร็ว

เมื่อไหร่นะ ที่คนเราจะไว้ใจกันได้อีกครั้ง…

ฤาว่าจะไม่มีวันนั้นจริง

Comments (1)

Six feet under or better be a diamond?

โลกเรานี่มีเรื่องให้แปลกใจได้เสมอ คนเราต่างก็สรรหาสารพัดสารพัน “สินค้า” มาฉกเงินออกจากกระเป๋าผู้บริโภค

ถ้าคนที่คุณรักตายจากไป คุณจะทำอย่างไรกับร่างของเขาหรือเธอ?

ตั้งแต่ยุคโบราณมาจนปัจจุบัน วิธีการจัดการกับร่างของผู้เสียชีวิตมีความหลากหลายและแตกต่างกันไป ตามกาลเวลา ความเชื่อทางศาสนา ฐานะ ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นการทำมัมมี่ การฝัง หรือแม้แต่การเผาแล้วเก็บเถ้าเอาไว้เพื่อระลึกถึงบุคคลนั้นๆ

ปัจจุบัน คุณสามารถพกพาส่วนหนึ่งของคนที่คุณรักไปด้วยได้ค่ะ (ฟังดูออกจะน่ากลัวไปสักนิด) แต่คุณทำได้จริงๆ เพราะเถ้ากระดูกของผู้ที่จากไปสามารถนำมาทำเป็นเพชรได้!

ฉันพบข่าวเกี่ยวกับการนำเถ้ากระดูกของคนมาทำเป็นเพชรจากหน้าหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับวันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2551

บริษัท Algordanza ในสวิสเซอร์แลนด์เปิดให้บริการเปลี่ยนเถ้ากระดูกเป็นเพชร! บริษัทสัญชาติสวิสแห่งนี้จะนำเถ้ากระดูกที่ลูกค้านำมาให้ไปผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แยกส่วนประกอบคาร์บอน (ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเพชร) ออกมา และมีขั้นตอนกระบวนการอื่นๆ อีก จนได้เป็นเพชรจากเถ้ากระดูก เมื่อได้เพชรออกมาแล้วก็จะต้องมีการนำเอาเพชรนั้นมาเจียระไนเช่นเดียวกันกับเพชรที่ค้นพบในธรรมชาติ

ขั้นตอนกระบวนการทั้งหลายทั้งปวงนี้ใช้เวลาประมาณ 6 - 8 สัปดาห์ ปริมาณเถ้ากระดูกที่ใช้ในการทำเพชรเริ่มต้นที่ 1 ปอนด์ สามารถทำออกมาเป็นเพชรตั้งแต่ขนาด 0.25 กะรัตขึ้นไป ส่วนสนนราคาก็อยู่ประมาณ 4,500 ถึง 17,000 ฟรังก์สวิส

เจ้าของกิจการกล่าวว่าลูกค้าของเขามีจากทั่วทุกมุมโลก และจากหลากหลายอาชีพ เขาไม่ได้ระบุว่ามีลูกค้ากระเป๋าหนักชาวไทยรวมอยู่ด้วยหรือเปล่า แต่ website ของบริษัท มีเป็นภาษาไทยด้วยค่ะ!

เรื่องแบบนี้บางคนอาจมองว่าไม่เหมาะสมที่จะนำเถ้ากระดูกมาแปรรูปเป็นเพชร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล สัปเหร่อชาวสวิสคนหนึ่งให้ความเห็นว่าการนำเถ้ากระดูกมาทำเป็นเพชรแล้วพกติดตัวไว้นั้นจะทำให้เราไม่สามารถลืมความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ (มุมมองหนึ่งของผู้สูญเสียรายได้ แต่ก็เป็นมุมมองที่มีเหตุผล)

ว่าแต่มีใครสนใจบริการนี้หรือเปล่า บางทีการกลายเป็นเพชรอาจจะเป็นการอยู่ยงคงกระพันยิ่งกว่าการเป็นมัมมี่เสียอีก ไม่อย่างนั้นคงไม่มีคำพูดที่ว่า “diamonds are forever”

หมายเหตุ ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Bangkok Post วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2551

ความคิดเห็น

かわいい … something cute for your life

ใครบ้างไม่ชอบความน่ารัก

ความน่ารักมีอยู่ทั่วไป ทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้น และเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

วันนี้ เรามาสร้างบรรยากาศของความน่ารักกันดีกว่า ฉันรวบรวมเอา design เก๋ไก๋ที่เราสามารถซื้อหามาหรือเก็บสะสมเอาไว้เป็น idea ส่วนตัว แล้วนำออกมาทำเป็นงาน DIY ได้ในยามว่าง ว่าแล้วก็มาดูกันเลยค่ะ

เริ่มจาก design*sponge โดยคุณ Grace Bonney เป็น website ที่รวบรวมเอางานออกแบบแสนน่ารักเอาไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ DIY Project น่ารักไว้ตกแต่งบ้าน ไปจนถึง design guide แนะนำสถานที่เก๋ๆ แถมด้วย podcast ให้เข้าไป load กันได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังมีการเสนอทุนการศึกษาให้นักเรียนสาขา design (สำหรับชาวอเมริกันและแคนาเดียนเท่านั้น) ไอเดียดีๆ แบบนี้หากผู้ใหญ่ใจดีคนไทยจะเอาอย่างบ้างก็น่ารักดีนะคะ

มาถึงอีก web ที่นำเสนอ idea สวย น่ารัก กระจุกกระจิก ของสินค้า handmade คือ poppytalk web นี้เน้นการเป็นตลาด (marketplace) ซื้อขายของสวยไอเดียเก๋ จากผู้ผลิตรายย่อย แม้ไม่ได้เข้าไปซื้อ แต่เข้าไปชมก็เพลินแล้ว เหมาะกับการ window shopping ค่ะ ฉันรู้จัก web นี้จาก ELLE Decor แล้วเลยแวะเวียนเข้าไปเช็คอยู่บ่อยๆ

Ceramic by Aura Carney

 ผลงาน ceramic ที่ให้ความรู้สึกแบบ nostalgic โดย Aura Carney (จาก poppytalk.blogspot.com)

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงาน print หรือ graphic เก๋ น่ารัก ลองแวะเข้าไปดูผลงานของคุณ Wayne Pate ได้ที่ GoodShapeDesign แทบไม่น่าเชื่อเลยว่างานที่แฝงความน่ารักนี้มาจากฝีมือคุณพ่อลูกสองอย่างคุณ Wayne แถมยังมี blog ให้เข้าไปดู เข้าไปอ่านกันเพลินๆ ด้วย

ไหนๆ พูดถึงตัวศิลปินแล้ว เราข้ามฝั่งมาดูผลงานน่ารักแบบผู้หญิง ผู้หญิง ของนักวาดภาพประกอบอย่างคุณ Mayumi Oono กันบ้าง ฉันได้รู้จักผลงานของเธอจาก web งาน papercraft ของ Canon แต่ก็เคยผ่านตาลายเส้นเรียบง่าย สีสันสดใส แบบญี่ปุ่นๆ อย่างนี้มาบ้าง ผลงานของเธอน่ารัก แถมไอเดียการสร้างสรร เนื้อหาของภาพก็ชวนฝัน สาวๆ ช่างฝันคงจะชอบงานแบบนี้นะคะ

Mayumi O

งานภาพปกหนังสือของคุณ Mayumi Oono

สุดท้าย ขอพูดถึง web โปรดตลอดกาลของฉัน อย่าง web ของคุณป้า Martha Stewart เชื่อแน่ว่าชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันในบรรดาแม่บ้านผู้รักการทำอาหารและงาน craft สำหรับ website ของคุณป้าขวัญใจชาวอเมริกันคนนี้ ได้รวบรวมสารพัดไอเดียทั้งเรื่องการทำอาหาร งานประดิษฐ์ งานแต่งงาน การจัดสวน ฯลฯ เพียบพร้อมไปด้วยสาระน่ารู้กับ presentation แสนน่ารัก แล้วยังสามารถสมัครรับข่าวสารจาก newsletter ที่จะส่งถึง mailbox ทุกวัน

แค่นี้เราก็มีโอกาสเปิดรับความน่ารักเข้ามาสู่ชีวิตกันแล้วค่ะ ง่ายๆ แค่คลิกไปดู web ที่นำมาฝาก

Have a LOVELY weekend!

©*©*©*©*©*©*©

Comments (1)

Isn’t it good, Norwegian Wood?

ถ้าถามถึงชื่อนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่นักอ่านชาวไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ฉันเชื่อว่าชื่อของฮารูกิ มูราคามิ เป็นชื่อหนึ่งที่หลายคนรู้จัก และอาจจะเคยอ่านผลงานของเขามาบ้างแล้ว หนังสือของมูราคามิได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมายรวมทั้งภาษาไทย ซึ่งแทบทุกเล่มของฉบับภาษาไทยแปลโดยคุณนพดล เวชสวัสดิ์ ซึ่งมีสำนวนที่เป็นเอกลักษณ์และเข้าถึงงานเขียนของมูราคามิเป็นอย่างดี

Norwegian Wood เป็นหนังสือของมูราคามิเล่มแรกที่ฉันอ่าน โดยเพื่อนสนิทส่งหนังสือเล่มนี้ให้ยืมต่อ (จากที่ได้หยิบยืมผ่านกันมาหลายต่อหลายมือ) โดยมี comment ของผู้อ่านคนก่อนๆ ฝากกันเอาไว้ในหน้าปกรองที่ยังว่างอยู่ อ่าน comment แล้ว ก็ให้เกิดอาการอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา และแล้วโลกของมูราคามิกับโลกของฉันก็มาพบกัน ณ จุดเริ่มต้นที่ Norwegian Wood

เวลาผ่านไป ฉันเลือกที่จะหยิบผลงานของมูราคามิมาอ่าน ทั้งเรื่องสั้นและนวนิยาย และทุกครั้งมูราคามิพาฉันออกจากโลกความจริงและชีวิตประจำวัน เข้าสู่โลกมหัศจรรย์ จินตนาการ ความรู้สึก ที่ทั้งน่าค้นหา น่าติดตาม แต่บางครั้งก็น่ากลัว เหงา เศร้า เดียวดาย แปลก ประหลาด และผิดเพี้ยน

แล้ววันหนึ่ง ฉันก็นึกอยากจะหยิบ Norwegian Wood หนังสือเล่มแรกของมูราคามิที่ฉันได้อ่านกลับมาอ่านอีกครั้ง เคยรู้สึกบ้างไหมว่าหนังสือเล่มหนึ่ง เมื่ออ่านในโอกาสที่แตกต่างกัน อ่านในช่วงอายุที่ต่างกัน ความรู้สึก ความหมาย ความเข้าใจในเรื่องราวก็ต่างกัน ครั้งนี้ฉันอ่านฉบับแปลภาษาอังกฤษ

ฉันรู้สึกเข้าใจถึง Norwegian Wood ในวันนี้ได้มากกว่าวันก่อน อาจเป็นเพราะประสบการณ์ที่มากขึ้น ความคิดความอ่านที่เปลี่ยนไป หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม บางครั้งความเหงา ความรู้สึกแปลกแยก ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพียงแต่ถ้าระดับความเหงาหรือความรู้สึกแปลกแยกนั้นอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ชีวิตก็ยังคงความสมดุลย์อยู่ได้ หากแต่สำหรับบางคนที่ไม่สามารถยอมรับหรือรับมือกับมันได้ จุดจบก็คงไม่ต่างจากนาโอโกะ และตัวละครบางตัวในเรื่อง

จากคำวิจารณ์ที่ได้อ่านผ่านตาเกี่ยวกับนวนิยายเรื่องนี้ บ้างบอกว่าเป็นเพียงนิยายรักเรื่องหนึ่ง แต่ในความเป็นนิยายรัก มูราคามิก็มีเรื่องให้เราได้คิดตาม และมีความเป็นตัวตน มีโลกแบบมูราคามิให้ได้สัมผัสและรู้สึกได้

ชื่อหนังสือฉบับแปลภาษาไทยของ Norwegian Wood คือ “ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย”

ชื่อ Norwegian Wood พ้องกับชื่อเพลงของ The Beatles ซึ่งเป็นเพลงโปรดของนาโอโกะ ตัวละครในเรื่อง แม้ว่าเนื้อหาของเพลงอาจจะดูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในหนังสือ Norwegian Wood นัก

ลองหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน แล้วคุณคงได้คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “Isn’t it good, Norwegian Wood?”

Comments (1)

Help!

ทุกวันนี้มีหลายองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก สตรี ผู้ยากไร้ คนชรา ฯลฯ มากมาย เชื่อว่าหลายโครงการ หลายองค์กรเป็นที่รู้จักกันดี อย่าง UNICEF ที่ช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาส

ในองค์กรเอกชนหลายแห่งเองก็มีการให้ความช่วยเหลือในลักษณะต่างๆ แก่ผู้ยากไร้ในประเทศกำลังพัฒนา การช่วยเหลือมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการบริจาคเงินและสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไปจนถึงการฝึกอาชีพต่างๆ ให้แก่คนเหล่านั้นเพื่อให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และมีอาชีพที่ยั่งยืนต่อไป

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีโครงการที่น่าสนใจเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ อย่างเช่น หลายบริษัทยกเลิกการส่งบัตรอวยพรในช่วงเทศกาลปีใหม่และคริสต์มาสโดยนำเงินค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวไปบริจาคแก่องค์กรการกุศลต่างๆ เรียกว่าได้ความสุขใจเป็นการตอบแทน ฉันมองว่าการกระทำเช่นนี้ยังเป็นการช่วยโลกในอีกทางหนึ่ง ไม่ต้องเปลืองทรัพยากร (ในการทำบัตรอวยพร) ประหยัดพลังงาน (ในการส่งบัตรอวยพร) แถมยังเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่คนอื่นๆ (บริจาคเงินให้การกุศล) อีกด้วย

สำหรับคนที่ยังอยากจะส่งบัตรอวยพร ก็สามารถเลือกบัตรอวยพรจากหลายหน่วยงานที่ทำบัตรอวยพรขึ้นเพื่อนำเงินรายได้ไปช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น บัตรอวยพรของ UNICEF บัตรอวยพรของมูลนิธิเพื่อนช้าง เป็นต้น

โครงการดีๆ ยังมีอีกมาก และ COMO Foundation ก็เป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนที่สนใจการให้ความช่วยเหลือแก่องค์การการกุศลที่ทำงานเพื่อเด็กและสตรีในประเทศกำลังพัฒนา

มาทำความรู้กับ COMO Foundation กันสักนิด

- COMO Foundation เป็นองค์กรการกุศลซึ่งมีเจ้าของเดียวกันกับ COMO Hotels & Resorts ของ Mrs Christina Ong ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ นอกจากนี้ Mrs Ong ยังเป็นเจ้าของ Club21 บริษัทแฟชั่นชื่อดังซึ่งนำเข้าสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมต่างๆ อาทิ DKNY, Armani, CK, Paul Smith, Balenciaga, Mulberry, Mark Jacobs ฯลฯ

- คำว่า COMO มาจากชื่อย่อของ Mrs Christina Ong และ Ms Melissa Ong ลูกสาว

- โรงแรมและรีสอร์ตในเครือของ COMO เน้นความเป็นธรรมชาติ และสไตล์ร่วมสมัย (Contemporary) ปัจจุบันมี properties ในเครือรวมทั้งสิ้น 8 แห่ง ได้แก่ The Halkin (London), The Metropolitan London, The Metropolitan Bangkok, Uma Ubud (Bali), Uma Paro (Bhutan), Parray Cay (Turks and Caicos, the Caribbeans), Cocoa Island (The Maldives) และ COMO Shambhala Estate (Bali) ลองคลิกเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.como.bz

- COMO Foundation เน้นการให้การสนับสนุนช่วยเหลือเด็กและสตรี โดยมีองค์กรที่ทาง COMO Foundation สนับสนุนในหลายประเทศ อาทิ จีน เวียดนาม อินเดีย เนปาล ไทย บราซิล กัวเตมาลา เป็นต้น การช่วยเหลือมีทั้งด้านการฝึกอาชีพ และการให้ความช่วยเหลือทางด้านสุขอนามัย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.como.bz/foundation/

- โครงการดีๆ ล่าสุดของ COMO Foundation คือการให้พนักงานในเครือ COMO ทั้งหมด สมัครเป็นตัวแทน (ambassador) เพื่อไปดูงานขององค์กรการกุศลต่างๆ ในประเทศที่ทาง COMO Foundation ให้การสนับสนุน ได้แก่ จีน เวียดนาม บราซิล กัวเตมาลา เนปาล และอินเดีย โดยเป็นลักษณะฑูตของโครงการ เพื่อเรียนรู้ถึงความแตกต่าง วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากสภาพแวดล้อมการทำงาน (ในโรงแรมและรีสอร์ตระดับ 5 ดาว) กับสภาพความเป็นอยู่จริงๆ

นี่ก็เป็นหนึ่งตัวอย่างของการช่วยเหลือสังคม สำหรับพวกเรา การช่วยเหลือที่ให้ได้อาจจะไม่ได้มากเท่ากับเอกชนหรือองค์กรใหญ่ แต่แค่ความตั้งใจและความเสียสละเล็กน้อย เราก็อาจช่วยให้ใครอีกคนมีรอยยิ้มขึ้นมาได้ :-) 

ความคิดเห็น

TOPSHOP is in town!

กลับมา update สั้นๆ เอาใจเหล่า fashionista ทั้งหลาย

ร้าน Topshop และ Topman ที่หลายท่านรอคอย บัดนี้ได้เปิดตัวขึ้นแล้ว ที่ชั้น 1 Central World Plaza เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา นับเป็น Topshop และ Topman สาขาแรกของประเทศไทย

สาวๆ หนุ่มๆ นักช้อปคงจะได้เพลิดเพลินกับแบรนด์สตรีทแฟชั่นชื่อดังจากเมืองอังกฤษกันนะคะ แต่แอบกระซิบนิดนึงว่าราคาแพงใช้ได้เลยทีเดียว

Comments (1)

Opportunity Knocks!

โอกาส…บางครั้งก็ต้องรอ รอ แล้วก็รอ กว่าจะมา

บางครั้ง ที่เราไม่ได้ตั้งตารอ มันกลับพุ่ง มุ่งตรงมาชนเข้าอย่างจัง นี่แหละที่ฉันเรียกว่า Opportunity … knocks!

เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ฉันเพิ่งเรียนจบกลับมา พร้อมกับปริญญา 1 ใบ แน่นอนว่าฉันมองหางานที่ตรงกับสาขาที่เรียน วันแล้ววันเล่าฉันเฝ้าพลิกหนังสือพิมพ์หางานที่ “น่าทำ”

แล้ววันหนึ่ง สายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับโฆษณารับสมัครงานของโรงแรมแห่งหนึ่งที่มีสาขาอยู่ในลอนดอน แล้วกำลังจะมาเปิดตัวที่กรุงเทพฯ

ลอนดอน … ลอนดอน … อังกฤษ แหมเข้าทางฉันเลย ได้ทำงานโรงแรม แถมโรงแรมของอังกฤษเสียด้วย ฉันไม่รอช้ารีบส่งใบสมัครไปเร็วพลัน

ระหว่างรองาน ก็ไปเที่ยวให้สบายใจเสียก่อน เที่ยวไปเพลินๆ ก็ลืมเรื่องที่ไปสมัครงานเอาไว้ …

กลับมาปุ๊บ คนที่บ้านก็บอกปั๊บ ว่าเค้าเรียกไปสัมภาษณ์งานแล้วนะ ให้รีบติดต่อไปไวๆ

กริ๊งๆ ฉันโทรไปนัดหมายเวลาเสร็จสรรพ ก็ไปสัมภาษณ์ คุยไป คุยมา ปรากฏว่าได้งาน โอกาสทำงานแรกแบบจริงๆ จังๆ ในชีวิต วิ่งเข้ามาหาฉันแล้ว

ฉันมุ่งหน้าทำงานแรกไป หลายๆ อย่างก็เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ทำงานไป เรียนรู้ไป ได้พบเจออะไรใหม่ๆ ได้พบคนใหม่ๆ โอกาสสารพัดวิ่งมาหา ได้ลองไปเป็นพนักงานต้อนรับ ลองชิมโน่น ลองทำนี่ ลองไปเรื่อยๆ แบบคนไฟแรง

เมื่อโรงแรมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก็มีการจ้างกลุ่มประชาสัมพันธ์มาทำการโปรโมทโรงแรมเป็นการใหญ่ ฉันประทับใจกับชื่อบริษัทประชาสัมพันธ์แห่งนี้ เค้าใช้ชื่อกันว่า “opportunity knocks”

ว่ากันว่าเวลาและวารีไม่คอยใคร เวลาผ่านเลยไป ฉันเริ่มเคยชินกับงานที่ทำความตื่นเต้น เริ่มหายไปทีละน้อย ฉันในตอนนั้น เฝ้ารอโอกาสมาวิ่งชนอีกสักครั้ง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โอกาสวิ่งมาทางฉันอยู่หลายครั้ง บางทีฉันเอื้อมมือออกไปแตะ แต่แล้วกลับปล่อยให้มันหลุดลอยไป บางครั้งฉันจับมันเอาไว้ บางครั้งฉุดกระชาก บางครั้งก็หลบ ชีวิตมันก็แบบนี้

และวันนี้ โอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตการทำงานของฉันก็มาอีกครั้ง มันกลับไปยังจุดเริ่มต้น ที่โรงแรมแห่งนั้น ที่ที่ฉันเคยยืนอยู่เมื่อ 5 ปีก่อน

แม้จะเป็นที่เดิม แต่ไม่เหมือนเดิม

แม้จะเป็นที่เดิม แต่ฉันโตขึ้น

แม้จะเป็นที่เดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม 

แต่ถึงอย่างไร ฉันก็อ้าแขนออกแล้วปล่อยให้โอกาสวิ่งเข้าชนเหมือนเดิม ไม่น่าแปลก ที่ฉันจะยังยืนมึนๆ งงๆ กับการวิ่งชนครั้งนี้ และภาวนาลึกๆ ให้มันเป็นโอกาสที่ดีจริงๆ สมกับที่ฉันต้องปล่อยมือจากโอกาสอื่นๆ ที่เคยโอบกอดเอาไว้ก่อนหน้านี้

ข้อคิดเห็น (4)

Print it!

“แล้ง หนาว แต่เร้าใจ” เป็นคำโปรยสำหรับนิทรรศการแสดงงานของ Marimekko เมื่อประมาณ 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ซึ่งทางศูนย์สร้างสรรงานออกแบบ หรือ TCDC จัดขึ้น

ผลงานภาพพิมพ์สีสดใส โดดเด่นด้วยลายดอกไม้สีแดงสด กับลวดลายแบบกราฟฟิกเด็ดๆ ถือกำเนิดขึ้นจากสมองของนักออกแบบชาวฟินแลนด์

ท่ามกลางสภาพอากาศที่แห้งแล้ง หนาวเหน็บ และโดดเดี่ยว มีเพียงสมองของมนุษย์นี่แหละที่สร้างสรร สร้างค่า ราคาให้กับดินแดนแห่งนั้น สมกับคำโปรยที่ว่า แล้ง หนาว … แต่เร้าใจ

ลวดลายของ Marimekko ได้แรงบันดาลใจมาจากหลายสิ่ง ทั้งธรรมชาติ ลวดลายพื้นบ้านของฟินแลนด์ ผสมผสานกับลวดลายแบบกราฟฟิค

แล้ววันนี้ยักษ์ใหญ่ในวงการแฟชั่น streetware อย่าง Hennes & Mauritz หรือ H&M ก็แนะนำคอลเลกชั่นที่ชื่อว่า A Tribute to Marimekko ที่นำลวดลายผ้าของ Marimekko มาทำเป็นเสื้อผ้าหน้าร้อนสีสดใส ทั้งของหญิงสาว ชายหนุ่ม หรือแม้แต่เสื้อเด็ก

A Tribute to Marimekko ออกจำหน่ายตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้ที่ร้าน H&M ทั่วไป สำหรับแฟนๆ H&M ชาวไทยแวะชม collection สุดเร้าใจนี้ได้ที่ H&M Website ส่วนใครที่อยากจะทำความรู้จักกับ Marimekko ให้มากขึ้น ก็ลองเข้าไปดูได้ที่ Marimekko Website

เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ Marimekko

- ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1951

- เป็นที่โด่งดังในอเมริกาเมื่อ Jacqueline Kennedy ซื้อชุดของ Marimekko 8 ชุด และใส่มันในระหว่างช่วงการหาเสียงเมื่อปี ‘60 ประธานาธิบดีสหรัฐ

- ลวดลายของ Marimekko ปรากฏอยู่บนเสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ ทั้งแก้วน้ำ จาน ชาม ร่ม ฯลฯ ไปจนถึงกระดาษทิชชู

ความคิดเห็น

แองเจล่า อะกิ กับ ซากุระ อิโระ

เคยได้ยินคำพูดที่ว่าอย่าตัดสินหนังสือจากปกกันบ้างไหม ฉันเชื่อว่าจนแล้วจนรอดเราหลายคนก็ยังตัดสินหนังสือจากปก ว่าเล่มไหนน่าอ่าน อย่างน้อยๆ ถ้าเราไม่รู้จักนักเขียน หรือไม่ได้อ่านบทวิจารณ์หนังสือนั้นๆ มาก่อน การดูหน้าปกก็ช่วยให้เราตัดสินใจหยิบหนังสือสักเล่มกลับมาทำความรู้จักให้มากขึ้นที่บ้าน

สำหรับฉันแล้ว การซื้อหนังสือโดยดูจากปกเป็นความตื่นเต้นเล็กๆ เหมือนกับการซื้อล็อตเตอรี่ ได้หนังสือปกสวยเนื้อเรื่องดีถือว่าถูกรางวัล เล่มในปกสวยเนื้อเรื่องไม่แจ่มก็ถือว่าถูกกิน

ฉันเองไม่เคยได้ซื้อล็อตตารี่จริงๆ เพราะคิดว่าเอาเงินไปซื้อหนังสือ อย่างน้อยหนังสือหนึ่งเล่มก็มีอะไรให้อ่านมากกว่ากระดาษล็อตตารี่ 1 แผ่น

และแล้ววันหนึ่งอาการตัดสินหนังสือจากปกก็ลุกลามไปถึงการตัดสินซีดีจากปก วันหนึ่งในร้านหนังสือลูกผสม (ผสมร้านเครื่องเขียน ซีดีเพลง ดีวีดี ร้านกาแฟ ฯลฯ) ฉันมองหาซีดีแผ่นใหม่ไว้ฟังในรถ สายตาก็สอดส่ายไปเจอปกซีดีรูปสาวสวยหน้าฝรั่งใส่แว่นกรอบสีดำ รูปหน้าปกยากจะบอกว่าเป็นคนชาติไหน แต่อ่านจากชื่อคิดว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น แน๊ะ ร้องเพลงญี่ปุ่นซะด้วย อย่ากระนั้นเลย ฉันเริ่มมองหาที่เล่นซีดีเพลงตัวอย่างว่ามีเพลงของสาวคนนี้ให้ทดลองฟังหรือเปล่า เดินหาอยู่หลายรอบไม่เจอตัวอย่างซีดี เลยตัดใจไปก่อน คิดว่าวันหน้าจะลองหาเพลงของเธอฟังก่อนจะตัดสินใจว่าซื้อหรือไม่

เวลาผ่านไปหลายอาทิตย์ ฉันก็ไปเดินเล่นในร้านหนังสือลูกผสมอีกครั้ง คิดอยากได้ซีดีใหม่สักแผ่น ก็ไปจ๊ะเอ๋กับสาวหน้าฝรั่งคนนั้นอีกครั้ง คราวนี้ฉันหยิบแผ่นซีดีรูปเธอขึ้นมาพลิกไปพลิกมาอีกครั้ง ‘ปกสวยเนอะ’ ฉันคิด แต่ก็ยังพยายามมองหาที่เล่นซีดีตัวอย่าง เผื่อมีเพลงให้ลองฟัง มองแล้วมองเล่าก็ยังไม่เจอ ยังไม่ได้ลองหาเพลงของเธอฟังดูซะด้วย เอายังไงดีนะ

“ซื้อไปเหอะ เห็นดูหลายรอบแล้ว” เสียงจากสวรรค์ เอ๊ย! จากแฟนฉัน บอกให้รีบซื้อๆ ไปเดี๋ยวร้านเค้าจะปิดแล้ว เอาก็เอา คิดว่าซื้อล็อตเตอรี่แล้วกัน สาวสวยๆ อย่างเธอต้องร้องเพลงเพราะสิน่า ฉันทึกทักเอาเข้าข้างตัวเอง

แล้ว Angela Aki ก็มานอนอยู่ในถุงผ้า (ช่วยรักษาโลก ไม่ให้ร้อน) ของฉัน

เพลงแรกที่ฟังคือ Sakura Iro ช่างเข้ากับช่วงเวลานี้จริงๆ เวลานี้ซากุระคงกำลังบาน สวย อยู่ที่ญี่ปุ่น เพลงของเธอฟังสบายๆ เป็นเพลงป๊อปที่ฟังง่าย ติดหูเร็ว เพลงอื่นๆ ก็เพราะไม่แพ้กัน อีกเพลงที่เมโลดี้สวย เข้ากับเสียงเปียโนและเสียงร้องเพราะๆ ของอะกิซัง คือ One Melody ส่วนเพลงภาษาอังกฤษก็มีแถมมา 1 เพลงคือ Surrender ลองฟังเพลงของเธอได้ที่ Angela Aki Official Website

โดยรวมแล้วถือว่าฉัน “ถูกล็อตเตอรี่” กับซีดีแผ่นนี้ค่ะ

ความคิดเห็น

« หน้าที่แล้ว