Posts filed under 'สัพเพเหระ'

Välkommen Ikea

logo92x33logo92x33logo92x33

จากที่หลายคนรอคอยมานาน ล่าสุดมีข่าวว่าเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ราคาเยาว์จากสวีเดนกำลังจะมาเปิดตัวในบ้านเรา หลังจากที่ Siam Future Development (SF) ตกลงเซ็นต์สัญญากับ Ikano (เจ้าของแฟรนไชส์ของ Ikea ในสิงคโปร์และมาเลเซีย)

การก่อสร้างจะเริ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้และคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2554 โดยร้าน Ikea เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Mega Bangna Complex

รอกันอีกสักนิดนะคะ ไม่นานเราก็จะมีร้านเฟอร์นิเจอร์ไอเดียดี ราคาไม่แพงเป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่ของการแต่งบ้านกันแล้ว

Add comment พฤษภาคม 13, 2009

วันกู้โลก

earthday at the met

เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก หลายคนคงฝันอยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ช่วยกู้โลกจากภัยร้ายต่างๆ นานา วันนี้ เนื่องในโอกาสวัน Earth Day (เค้าแปลว่า “วันคุ้มครองโลก”) ฉันจึงมีวิธีกู้โลกง่ายๆ มาฝากกัน

  • ใครๆ ก็มีถุงผ้า แต่หลายคนก็ยังไม่ค่อยได้ใช้ เอาแบบนี้สิคะ เอาถุงผ้าใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายเป็นประจำ ไม่ก็วางไว้หน้าบ้าน หรือเอาใส่ไว้ในรถ เวลาออกไปช้อปที่ไหน จะได้พกไปง่ายๆ สะดวกดี 
  • คิดก่อนซื้อ อย่าช้อปเวลาหิว ทางที่ดีควรวางแผนช้อปปิ้ง และทำช้อปปิ้งลิส เพื่อเป็นการควบคุมค่าใช้จ่าย และซื้อของเท่าที่จำเป็น
  • ตรวจดูตู้เย็น/ตู้กับข้าว หมั่นตรวจดูตู้เย็นและตู้กับข้าว ของที่ใกล้หมดอายุควรนำมาใช้ให้หมดก่อน จะได้ไม่เสียของยังไงล่ะ
  • เอาของใช้ส่วนตัวไปเองดีกว่า เวลาไปเที่ยว หลายคนมักชอบเก็บสบู่ แชมพู โลชั่นฟรี กลับบ้าน ขวดเล็กขวดน้อยเหล่านั้น คิดเป็นปริมาณขยะจำนวนมาก ลองพกเอาของที่เราใช้ส่วนตัวที่บ้านไปดีกว่า ใช้ดีแถมเป็นการช่วยประหยัดทรัพยากรและรักษาสิ่งแวดล้อมไปในตัวด้วย
  • ตัดหญ้าแล้วไม่ต้องเก็บเศษไปทิ้ง สำหรับบ้านใครที่มีสนามหญ้าสวยๆ กว้างๆ เวลาตัดหญ้าเสร็จแล้ว ไม่ต้องโกยเศษไปทิ้งค่ะ ปล่อยเอาไว้แบบนั้นให้เป็นปุ๋ยธรรมชาติ ไม่เสียสตางค์แถมทุ่นแรงในการกวาดเศษหญ้าอีกด้วย
  • แบ่งกันอ่าน แทนที่จะซื้อหนังสือที่อยากได้ทุกเล่ม ลองหาเพื่อนที่ชอบหนังสือประเภทเดียวกันมาแบ่งหนังสือกันอ่านดีกว่า

ไอเดียดีๆ มีเยอะแยะสารพัน ลองทำอะไรที่ง่ายๆ กันดูก่อน เพียงเล็กๆ น้อยๆ เราก็มีส่วนช่วยกู้โลกจากวิกฤตได้เหมือนๆ กัน

link เพิ่มเติม:

Green idea เก๋ๆ จากเจ้าแม่งานบ้าน Martha Stewart

Green read อ่านเพลิน เชิญช่วยโลกกับคุณทรงกลด บางยี่ขัน

Green Eat ที่ร้านอโณทัยและไร่ปลูกรัก

Green Hotel ที่พักสบายๆ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (ดูหมวด Green Leaf Foundation)

Add comment เมษายน 22, 2009

ขัดจังหวะ

ขอขัดจังหวะเรื่อง “หนาวนี้ที่ซัปโปโร” สักหน่อยค่ะ หลังจากที่มีผู้อ่านผู้หวังดีบอกมาว่าไม่สามารถเขียน comment ได้ ฉันก็ไปสรรหาทางแก้ไข ถามกูรูมา แก้อยู่สักพัก ก็กลับมาให้คุณๆ ท่านๆ comment ได้เหมือนเดิมค่ะ

ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ

Add comment มีนาคม 26, 2009

ลาก่อน Habitat

habitat_logo

คิดว่าวันนี้จะเขียนเรื่องทริปญี่ปุ่นต่อ แต่พอดีได้รับจดหมายจากร้าน Habitat แจ้งว่าร้านกำลังจะปิดตัวลงในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ เลยถือโอกาสเขียนถึงร้านแสนรักร้านนี้สักหน่อย

Habitat ประเทศไทย เปิดตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2540 ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ นับเป็นหนึ่งในร้านเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังจากต่างประเทศที่เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย และเป็นที่รู้จักในหมู่คนชอบงานดีไซน์ แน่นอนว่าเฟอร์นิเจอร์นำเข้ามาพร้อมกับป้ายราคาที่ค่อนข้างแพงพอสมควร แต่ Habitat ก็มีสินค้าที่ราคาไม่สูงนักรวมอยู่ด้วย

ขอพูดถึง Habitat สักหน่อย บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นโดยท่าน Sir Terence Conran ในลอนดอนเมื่อปี ค.ศ. 1964 โดยประสบความสำเร็จในช่วงแรกเป็นอย่างมากจากการขายขวดโหลใส่พาสต้า! สินค้าของ Habitat เน้นที่ดีไซน์เรียบเก๋ มีทั้งเฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องครัว เครื่องนอน ของประดับตกแต่งบ้านต่างๆ ไปถึงของตกแต่งต้นคริสต์มาส

ความผูกพันธ์กับร้าน Habitat ของฉันมีตั้งแต่สมัยไปเรียนที่เมืองเบอร์มิ่งแฮม ซึ่ง Habitat เป็นร้านที่อยู่ใกล้กับ Victoria Square เวลาเดินเข้าเมืองไปช้อปปิ้งก็จะผ่าน Habitat ทุกครั้ง ว่างๆ ไม่ได้อยากได้อะไร ก็ยังเดินแวะเข้าไปดู “ของสวยๆ” ที่มีเข้ามาเรื่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ได้ของกระจุกกระจิกมาตกแต่งบ้านบ้างเป็นบางครั้ง

ฉันชอบช่วงคริสต์มาสเป็นที่สุด เพราะมีของกระจุกกระจิกอย่างเทียนหอม ไฟประดับต้นคริสต์มาส ตุ๊กตา ของเล่น ฯลฯ เข้ามาขาย แถมหลังคริสต์มาสยังมีช่วง SALE อีกด้วย

Habitat เป็นร้านที่พบได้ในหลายๆ High Street (ถนนช้อปปิ้ง) ของอังกฤษ ดังนั้นไม่ว่าจะไปเมืองไหนก็จะพบเห็น Habitat ได้ไม่ยาก

พอกลับมาเมืองไทย เมื่อไหร่เกิดอาการคิดถึงร้านที่ High Street ก็จะแวะเวียนไปเดินเล่นที่ Habitat สยามดิสคัฟเวอร์รี่ หลายครั้งที่ไปเดิน ก็ไปเจอกับเพื่อนนักเรียนที่อังกฤษ! สงสัยเข้ามาเก็บบรรยากาศเหมือนกัน

พอรู้ว่า Habitat เมืองไทยกำลังจะปิดตัวลง ก็รู้สึกเหงาๆ อยู่เหมือนกัน เฮ้อ … เสียดายจัง

3 comments กุมภาพันธ์ 26, 2009

โตเกียว บานาน่า 東京ばなな

tkyo-banana

หากนับของฝากจากญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี คงต้องบอกว่าขนมโตเกียว บานาน่าติดอันดับ TOP 10 อย่างไม่ต้องสงสัย

โตเกียวบานาน่าแบบคลาสสิก ก็ต้องนี่เลย เป็นสปอนจ์เค้กสีเหลืองสอดไส้ครีมรสกล้วยหอม เป็นที่นิยมในหมู่คนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นขนมสุดฮิต สังเกตุได้จากที่ทุกครั้งที่ไปโตเกียว แล้วแวะซื้อขนมที่สนามบินนาริตะก่อนกลับบ้าน จะมีเพื่อนร่วมชาติคนไทย มุงกันอยู่แถวเคาน์เตอร์ขายขนมโตเกียวบานาน่า นัยว่าขนมนี้แลเด็ดสุดๆ

ล่าสุดได้ลองชิมแบบบิสกิตสีน้ำตาลเข้ม พิมพ์รูปกล้วยหอมสีเหลือง สอดใส้ครีมกล้วยหอม ชื่อ Tokyo Banana Kurobe เข้าใจว่าเป็นโปรดักท์ล่าสุดของเค้า อันนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบสปอนจ์เค้กนิ่มๆ เริ่มต้นที่กล่องละ 8 ชิ้น ราคา 580 เยน (ประมาณ 230 บาท) คิดเป็นเงินไทยชิ้นละเกือบ 30 บาท!

มาคิดๆ ดูแล้วขนมไทยบ้านเราน่าจะหาทางสร้างรายได้ได้มากกว่านี้ ขนมไทยอร่อยๆ มีเยอะแยะมากมาย หากได้นำมาทำแพคเกจสวยๆ และส่งเสริมให้เป็นของที่ระลึกยอดนิยม สร้างมูลค่าเพิ่มได้คงจะดีไม่น้อย ไม่แน่ว่าต่อไปนักท่องเที่ยวอาจจะแห่กันมาซื้อทองม้วนแบงค็อก หรือกลีบลำดวนแบงค็อกกันบ้างก็เป็นได้

4 comments กุมภาพันธ์ 20, 2009

ภาพลวงตา

floating-door

Floating Door 2007 โดย Patrick Hughes ศิลปินชาวเบอร์มิ่งแฮม

ภาพลวงตาชวนให้หลงเชื่อ
สิ่งที่ตาเห็นอาจไม่ใช่ความจริง
ลวงหลอกให้ลุ่มหลง
หลงในรูป ในภาพลวง
บางทีทั้งที่รู้ก็ยังรักที่จะหลง
ระเริงกับมายา
ฤาจะไม่อยากมองเห็นความจริง

หลง หลอกตา ได้เพิ่มเติมที่

Patrick Hughes

Ames Room

Optillusions

The Invisible Price at Cardiff Castle

Add comment มกราคม 30, 2009

ずっと一緒さ ด้วยกันตลอดไป

ไม่รู้จะมีหลายคนที่มีนิสัยเหมือนฉันรึเปล่า ประเภทที่ว่าช่วงไหนฮิตอะไร ชอบอะไร สนใจอะไร ก็จะจดจ่อกับสิ่งนั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง อย่างช่วงไหนชอบฟังเพลงของใครก็จะฟังแล้วฟังเล่าเฝ้าแต่ฟัง ถ้าเป็นเทปเพลงเหมือนเมื่อก่อนก็คงเทปยานกันไปรู้แล้วรู้รอด

ในตอนนี้ ฉันมีเพลงที่ฟังได้ไม่รู้เบื่อ อย่างเพลง Zutto Issho sa ของคุณ Tatsuro Yamashita ซึ่งได้ฟังครั้งแรกจากซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่อง Bara no nai Hanaya หรือร้านดอกไม้ที่ไม่มีกุหลาบ (แปลตรงๆ ตัวเลยนะเนี่ย) ตอนแรกได้ฟังก็นึกว่าเพลงอะไร๊คนร้องร้องซะเสียงสูง บวกลูกคอ ยังกับเพลงลูกทุ่งโบราณ แต่ฟังไปฟังมาชักชอบ

แถมพอได้เห็นเนื้อเพลง (ซึ่งแปลแล้ว) ก็ยิ่งอินกันเข้าไปใหญ่ ก็เนื้อเพลงเค้าออกจะอบอุ่นและโรแมนติกเสียจริงๆ อากาศเย็นๆ แบบนี้หาเพลงเพราะๆ มาฟังเพิ่มความอบอุ่น แค่นี้ก็มีความสุขง่ายๆ ได้แล้วค่ะ

ว่าแล้วขอกลับไปกด reply เพลงนี้อีกสักรอบ

issho-sa ปลายหนาวปีที่แล้ว ณ หมู่บ้านชิราคาวะ

抱きしめて
しじまの中で
あなたの声を聞かせて

こびりつく
涙を融かして
冬はもうすぐ终れるよ

いくつもの悲しみを
くぐり抜けたそのあとで
つたいだ手の温かさが
全てを知っている

あなたとふたりで
生きて生きたい
それだけて何もいらない
昼も夜も 夢の中まで
ずっとずっと一绪さ

傷付いた
心のかけらを
ひとつ残らずひろって

愛いとう
不思議なジグソ
つなぐ欠片(ビース)を探すよ

本当の強さは
「ひとりじゃない」って言えること

風の中で寄り添う
花のように
秘めやかに

あんたとふたりで
生きて行けたら
何度でも生まれ変われる
たどり着いた 僕らの場所で
ずっとずっと一绪さ

あなたとふたりで
生きて生きたい
それだけて何もいらない
時の海に 未来を浮かべ
ずっと ずっと
ずっと一绪さ
ずっとずっと一绪さ
ずっと一绪さ…

Add comment มกราคม 19, 2009

Perishable Beauty งามนี้ไม่จีรัง

perishable

หลังจากรู้ข่าวว่า TCDC มีนิทรรศการหมุนเวียนรายการใหม่ ฉันก็จัดแจงหาเวลาไปชมเหมือนกับทุกครั้ง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ชื่อของ TCDC การันตีคุณภาพว่างานนิทรรศการนั้นน่าดูน่าชม

คราวนี้ TCDC นำเสนอเรื่องราวของความตายได้อย่างน่าสนใจ

เมื่อพูดถึงคำว่าตายหรือ perish เรามักจะรู้สึกหดหู่ แต่ความตายก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสวยงามเช่นกันก็เป็นสิ่งไม่จีรัง สมดังชื่อนิทรรศการครั้งนี้ว่า Perishable Beauty

ครั้นลองมามองที่ชื่อภาษาไทย (ซึ่งแปลไม่ตรงกับชื่อภาษาอังกฤษนัก) ว่าอจีรัง คือ โอกาส มุมมองต่อความเสื่อมสลาย ไม่แน่นอนของชีวิตก็เปลี่ยนไป

แล้วอะไรเล่า คือ โอกาสจากความตาย

นิทรรศการเล็กๆ ที่น่าสนใจนี้นำผู้ชมไปพบกับมุมมองใหม่ๆ ทั้งแสดงถึงสิ่งไม่จีรังยั่งยืน สังขารที่ไม่เที่ยง แต่มนุษย์ก็พยายามอย่างเหลือหลายที่จะฉุดรั้งสิ่งไม่เที่ยงนี้ไว้

ความพยายามอย่างมากนี้แหละ นำมาสู่โอกาสทางธุรกิจ

ไม่ว่าจะเป็นการศัลยกรรมความงาม ที่ยื้อ ยุด ฉุด ดึง สิ่งที่กำลังจะหย่อนคล้อยให้กลับเต่งตึงเหมือนเดิม

สิ่งที่เน่าเสียน่ารังเกียจอาจเป็นโอกาสในการศึกษาวิจัยและหาวิธีทำเงิน

ความรู้สึกไม่อยากจากพรากจากสิ่งที่รักนำไปสู่การโคลนนิ่งสัตว์แสนรัก

ความเสื่อม ความเก่าแก่อาจเป็นหนทางสร้างรายได้โดยดึงดูดผู้ที่ถวิลหาวันเวลาเก่าๆ

ความตาย สลาย และเสื่อมจึงไม่ได้มีแต่แง่ลบ อยู่ที่การมองและเห็นโอกาสจากมัน ในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมความเป็นไปของโลกได้ ทำไมเราจะไม่มองหาสิ่งดีๆ จากความเปลี่ยนแปลง

จบจากนิทรรศการ ก็มีสมุดเยี่ยมชมให้ลงความเห็น (ได้อารมณ์เหมือนสมุด friendship เล็กน้อย) ฉันจรดดินสอ ลงเขียนความเห็นสั้นๆ ว่า “Death is so much alive here”

นิทรรศการ Perishable Beauty

จัดแสดงระหว่าง 28 November 2008 – 22 February 2009 | 10:30-21:00 (ปิดวันจันทร์)

สถานที่ Gallery 2, TCDC  ชั้น 6 The Emporium สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์

Add comment มกราคม 10, 2009

gimme a kiss under the mistletoe

ภาพจาก Martha Stewart Living

ภาพจาก Martha Stewart Living

ใกล้คริสต์มาสแล้ว ชวนให้ย้อนคิดถึงเมื่อครั้งไปเดินเล่นในเมือง ผ่านร้านขายดอกไม้ ท่ามกลางบรรยากาศของ High Street ที่คึกคักไปด้วยบรรดาผู้คนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอย หาซื้อของขวัญ ถนนประดับประดาไปด้วยไฟคริสต์มาส หน้าศาลาว่าการเมืองมีต้นสนใหญ่ตั้งตระหง่าน เคียงข้าง German Christmas Market ในเวลานี้เมืองที่เซื่องซึมกลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

ร้านดอกไม้ริมถนนในเมืองเบอร์มิงแฮมในช่วงเวลานี้จะเต็มไปด้วยดอกไม้และพวงหรีด (wreath) ประดับบ้าน ดอกไม้ยอดนิยมในการนำมาทำหรีดเห็นจะเป็นใบฮอลลี่และลูกเบอร์รี่สีแดงสด กิ่งไม้แห้งประดับกากเพชรสีแวววับ ลูกสนแห้ง และที่ขาดไม่ได้ในการเพิ่มความโรแมนติกคือกิ่ง mistletoe ใบรูปทรงมนกับเบอร์รี่สีขาวขุ่น

mistletoe เป็นไม้ไม่ผลัดใบ มีสีเขียวตลอดปี (evergreen) ว่ากันว่าหนุ่มสาวคู่ใดไปยืนอยู่ใต้กิ่ง mistletoe แล้วต้องได้จุ๊บกัน ความเชื่อนี่มาจากแถบสแกนดิเนเวียที่เชื่อว่า mistletoe เป็นต้นไม้แห่งสันติภาพ พวกดรูอิดส์ (Druids) เชื่อว่า mistletoe มีพลังเวทมนตร์ที่จะปกป้องพวกเขาจากสิ่งชั่วร้าย นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเป็นต้นไม้แห่งความอุดมสมบูรณ์และการก่อกำเนิดลูกหลาน สมัยโบราณ หญิงที่ต้องการมีบุตรจึงห้อยกิ่ง mistletoe ไว้ที่เอวและข้อมือ

(ข้อมูลอ้างอิงจาก wikipedia และ BBC)

Add comment ธันวาคม 23, 2008

drinking water to save the world

ในเวลานี้ หลายต่อหลายคนต่างให้ความสนใจกับการร่วมมือร่วมใจหาทางลดปัญหาโลกร้อน บริษัท ห้างร้าน และองค์กรต่างๆ ก็พากันขานรับนโยบายการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี

ความคิดเล็กๆ น้อยๆ ที่ใส่ใจในรายละเอียด ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีจุดหนึ่งซึ่งจะนำไปสู่การลงมือทำกันอย่างจริงจัง

ล่าสุด เครือรีสอร์ตหรูอย่าง Six Senses ก็ริเริ่มความคิดที่จะลดปริมาณ carbon footprint จากการขนส่งสินค้านำเข้า โดยเริ่มต้นที่การเปลี่ยนเมนูน้ำเปล่าของโรงแรม โดยการเลิกนำเข้าน้ำดื่มหรือน้ำแร่แบรนด์ดังจากต่างประเทศ แล้วมาใช้น้ำดื่มที่ผลิตขึ้นเอง โดยมีให้เลือกทั้งแบบน้ำดื่มแบบ still (ไม่อัดแก๊ส) และ sparkling รวมถึงน้ำดื่มที่เป็นของในประเทศแทน (ตามแต่ที่ตั้งของรีสอร์ตนั้นๆ) นอกจากนี้น้ำดื่มของ Six Senses ยังบรรจุอยู่ในขวดแก้ว เป็นการลดปริมาณขยะพลาสติกได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนมาตรฐานเรื่องความสะอาดของน้ำดื่มแบบโฮมเมดนี้ ก็ได้รับการยืนยันจากทางซิกซ์เซนส์ ว่าสะอาดปลอดภัย เป็นไปตามมาตรฐาน EPA โดยผ่านกระบวนการ Classic Crystal System ในเรื่องของรสชาตินั้น ทางซิกซ์เซนส์ก็ได้ทำการทดสอบให้แขกผู้ร่วมทดสอบปิดตาแล้วดื่มน้ำของทางรีสอร์ตเปรียบเทียบกับน้ำดื่มยี่ห้อดัง ผลปรากฎว่าแขกส่วนใหญ่ไม่สามารถบอกถึงความแตกต่างของรสชาติได้

ใครที่อยากจะลองจิบน้ำดื่มของ Six Senses ก็ไปหาดื่มกันได้ที่รีสอร์ตในเครือซิกซ๋เซนส์ทุกแห่งในประเทศไทย รวมทั้งรีสอร์ตอื่นๆ ในต่างประเทศอีกด้วย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียเล็กๆ ที่แสดงถึงความใส่ใจในโลกของเราได้อีกทางหนึ่งค่ะ

2 comments ตุลาคม 25, 2008

Next Posts Previous Posts


 

มกราคม 2010
อา พฤ
« ธ.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

สารบัญ

หน้า

Blogroll

Blog Stats

ความเห็นล่าสุด