วันที่ 5 - บอกลาเจแปน … แล้วพบกันใหม่ また会いましょう
และแล้วก็ถึงวันบอกลาโตเกียว เวลา 4 วันเต็มในประเทศญี่ปุ่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกับที่หลายคนมักพูดว่าเวลาแห่งความสนุกนั้นช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน
วันสุดท้าย เรามีโปรแกรมเหลืออีก 2 อย่าง คือการไปเที่ยวไร่สตรอเบอรี่ และแวะช้อปครั้งสุดท้ายที่ห้าง Aeon ก่อนตรงไปสนามบินนาริตะ
เช้าวันนี้ท้องฟ้าเป็นสีเทาครึ้ม สายฝนโปรยปรายลงมา ต่างจากทุกๆ วันก่อนหน้า สัญญาณแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูใหม่มาถึงแล้วสินะ ฉันรู้สึกโชคดีที่ 4 วันที่ผ่านมาไม่มีฝนตกลงมาเลย ฉันไม่ค่อยชอบเวลาฝนตกสักเท่าไหร่ ก็ทั้งท้องฟ้าและทุกๆ อย่างรอบตัวมันดูทึมทึบไปเสียหมดนี่นะ
ไร่สตรอเบอรี่ที่เราไปกันเช้านี้อยู่ไม่ไกลจากสนามบินมากนัก การไปเที่ยวไร่สตรอเบอรี่เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ฉันตั้งตารอ ฉันยังจำช่วงเวลาที่เคยไปเที่ยวไร่สตรอเบอรี่ที่เชียงใหม่เมื่อสมัยเด็กได้ดี เวลานั้นเวลาที่ได้เห็นลูกสตรอเบอรีสีแดงอยู่บนต้น มันช่างน่าตื่นเต้นเสียจริงๆ
ได้ยินว่าฤดูหนาวเป็นช่วงฤดูกาลสตรอเบอรี่ของญี่ปุ่น ก่อนมาทริปนี้ฉันได้เห็นลูกสตรอเบอรี่สีแดงสดสวยนอนอยู่ในกล่องพลาสติกกับป้ายราคาที่แพงอย่างไม่น่าเชื่อ อยากชิมแต่ไม่กล้าซื้อ ด้วยความที่ราคาสูงขนาดนั้น … เห็นอย่างนี้แล้วก็ตั้งใจจะชิมสตรอเบอรี่ญี่ปุ่นให้สมใจอยาก
ไร่สตรอเบอรี่ที่นี่ต่างจากไร่ที่เคยเห็น เพราะอยู่ในโรงปลูก มีหลังคาคลุมเรียบร้อย ต้นสตรอเบอรี่ปลูกอยู่ในรางสูงจากพื้นดิน มีพลาสติกคลุมดินเรียบร้อย มิน่าล่ะ พี่ไกด์ถึงบอกว่าเด็ดจากต้นแล้วกินได้เลย ไม่ต้องล้างให้เสียเวลา
ก่อนเข้าไปชิมสตรอเบอรี่ คุณป้าชาวไร่ก็แจกถาดพลาสติกที่มีช่องใส่นมข้นหวานให้ทุกคนคนละถาด ที่นี่จะต่างจากบ้านเราที่เอาสตรอเบอรี่มาจิ้มพริกกะเกลือ เพราะสตรอเบอรี่เมืองไทยจะมีรสเปรี้ยวนำ ว่าแล้วก็เดินเข้าโรงปลูกสตรอเบอรี่กันได้เลย

สตรอเบอรี่เป็นทิวแถว
สตรอเบอรี่ที่นี่สวยจริงๆ ลูกสีแดงสดสวยอย่างไม่น่าเชื่อ สวยอย่างกับไม่ใช่ของจริง ฉันหลุดเข้าไปในโลกของสตรอเบอรี่ เสียงเพลง Strawberry Field ของ The Beatles ผุดขึ้นมาในหัว Strawberry field forever…

หลากสีหลายขนาด

น้ำค้างและดอกสตรอเบอรี่

すごい สุดยอดไปเลย
สตรอเบอรี่ที่มีให้ชิมที่นี่มี 2 พันธุ์ ทั้งแบบที่หวานนุ่ม กับแบบที่สดกรอบ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เวลาได้มาชิมจากต้นแล้วต้องร้องว่า “うまい” อร่อยจริงๆ
ก่อนบอกลาไร่สตรอเบอรี่ก็ต้องซื้อสตรอเบอรี่ฝากคนที่บ้านเสียหน่อย บอกได้เลยว่าเป็นของฝากที่รับรองว่าผู้รับจะต้องดีใจแน่นอน ฉันเองก็ซื้อกลับมา 2 แพ็คในราคาแพ็คละ 500 เยนเท่านั้น จะลำบากก็ตอนถือนี่แหละที่ต้องระวังไม่ให้ช้ำและต้องไม่เอากล่องซ้อนกัน

ready-to-go
ออกจากไร่แล้ว แต่ฝนก็ยังตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพราะเราจะไปห้างกันต่อ พี่ไกด์บอกว่าห้าง Jusco AEON นี่เพิ่งปรับโฉมใหม่ ดูสดใสน่าเดินกว่าเดิม เค้าว่ารวยได้ด้วยลูกค้าคนไทยที่มักแวะช้อปก่อนไปนาริตะนี่แหละค่ะ ว่าแต่ห้าง Aeon มีอะไรน่าสนใจบ้างนะ
สำหรับลูกค้าคนไทย มาช้อปที่ Aeon นี่ถือว่ามีสิ่งที่ต้องการให้ได้เลือกซื้อกันแน่นอน ที่นี่มีร้าน 100 เยน (ร้าน Daiso) ที่มีสาขาที่เมืองไทยด้วย แต่ของที่นี่จะมีความหลากหลายกว่า ของน่าใช้สารพัดอย่างในราคาเพียงชิ้นละ 100 เยน (ยังไม่รวม Consumption Tax 5%) ส่วนสาวๆ ก็คงไม่พลาดร้านขายยาสไตล์ Watson (แต่จำชื่อร้านไม่ได้) ที่มีเครื่องสำอางสารพัดแบบ ในแพคเกจสวยน่ารัก ราคาไม่แพงให้ได้เลือกอย่างจุใจ ชั้นล่างของโซนพลาซ่ายังมีร้าน MUJI และร้านเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นแบบน่ารักราคาไม่แพงนักให้ได้เดินดูเพลินๆ
ก่อนกลับก็แวะซื้อขนมที่ร้าน Ginza Cozy Corner ซึ่งมีเค้กสไตล์ญี่ปุ่นหน้าตาสวยน่ากิน รสกลมกล่อมไปฝากคนที่บ้าน พี่ไกด์แนะนำ Fromage Cake ชีสเค้กแสนอร่อย ส่วนคุณหมอและภรรยาแนะนำเค้กซากุระที่ชิมแล้วติดใจอยากให้ลอง ฉันชิมแล้วขอบอกว่าอร่อยทั้ง 2 อย่างค่ะ
ออกจาก Aeon ก็ตรงไปสนามบินซึ่งอยู่ไม่ไกล เวลาในญี่ปุ่นใกล้จะจบลงแล้วสิ ที่สนามบินนี้เรามีโอกาสช้อปทิ้งท้ายกันอีกครั้ง ฉันซื้อขนม cigare จากร้านดังอย่าง Yoku Moku กลับมาฝากคนที่เมืองไทย อีกอย่างที่น่าแวะซื้อคือ chocolate ชื่อดังจากเกาะฮอกไกโด ซึ่งสร้างชื่อไปทั่ว Royce ประกาศตัวว่าเป็น Rolls-Royce of Chocolate รสชาติแห่งความละมุนละไมหรูหรา รุ่นโปรดของฉันคือ ช็อกโกแลตสด Nama Chocolate กับ texture แบบ creamy ที่แตกต่างจากช็อกโกแลตตามท้องตลาดทั่วไป แถมราคาที่นี่ยังถูกว่าที่เมืองไทยมากทีเดียว (ราคากล่องละ 600 เยน) ช้อปเสร็จสรรพก็มานั่งพักผ่อนรอเวลาขึ้นเครื่อง
แล้วเครื่องบินก็พาเราออกเดินทางกลับบ้านพร้อมกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้รับ ความรู้ที่เพิ่มมากขึ้น ความรู้สึกดีๆ ความเป็นมิตรที่ได้จากผู้ร่วมเดินทาง ความประทับใจจากความสวยงามของประเทศโปรดประเทศหนึ่งของฉัน และแรงบันดาลใจอีกหลายๆ อย่าง
แล้วเราคงได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง また会いましょう



























