Posts filed under 'เดินทางท่องเที่ยว'

London Trip A to Z ตอนที่ 12

L for London Bridge Experience

london-bridge-experience

พูดถึงลอนดอนบริดจ์ ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในสมองคือเพลงที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก London Bridge is falling down, falling down, falling down. London Bridge is falling down. My fair lady! เพลงนี้เป็นเพลงกล่อมเด็ก (nursery rhyme) ซึ่งจะมีเนื้อเพลงยาวกว่านี้ แต่เราๆ จะคุ้นแค่ท่อนแรกนี้เท่านั้น

มาว่ากันต่อเรื่องลอนดอนบริดจ์ค่ะ หลายคนจะสับสนระหว่างลอนดอนบริดจ์กับทาวเวอร์บริดจ์ เพราะภาพที่เราคุ้นตาจากเมืองลอนดอนจะเป็นสะพานที่มีหอสูง ซึ่งก็คือสะพาน Tower Bridge ซึ่งอยู่ใกล้กับหอคอยลอนดอน (Tower of London) แต่ลอนดอนบริดจ์นั้นปัจจุบันเป็นสะพานหน้าตาธรรมดาๆ สะพานหนึ่งเท่านั้น

ด้วยบัตร London Pass ที่ซื้อติดตัวมาสำหรับทัวร์ลอนดอน ประกอบกับฝนที่ตกลงมาเรื่อยๆ ทำให้แผนจะไปเที่ยวสวนคิวเลื่อนไปเป็นตอนบ่าย (คิดว่าฝนคงจะหยุดตก) ฉันเลยถือโอกาสแวะ London Bridge Experience ซึ่งเป็นทางผ่านระหว่างเดินจากที่พักไปยังสถานีรถใต้ดิน

จริงๆ แล้วฉันเป็นคนที่ไม่ชอบบ้านผีสิง หนังผี หรืออะไรทำนองนี้เอามากๆ (ดูแล้วเครียด มากกว่าจะเอนเตอร์เทน) ถ้าเลือกได้ก็จะไม่เข้าเลย จำได้ว่าตอนไปเที่ยวเมือง York เมื่อหลายปีก่อน ก็ถูกเพื่อนลากไป York Dungoen พวกเราเกาะกลุ่มกันแน่น แถมฉันก็หลับหูหลับตาเดินท่าเดียว แถมมีพี่ตัวละครโผล่ออกมาทักทายแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง ทำเอาเราทำกลุ่มร้องกันลั่น (พนักงานคนนั้นเองก็คงตกใจไม่แพ้กัน ว่าทำไมพวกนี้มันขวัญอ่อนกันจริงๆ)

มาคราวนี้ ก็คิดๆ อยู่ว่า London Bridge Experience จะมาในแนวเดียวกันหรือเปล่า เพราะดูจาก website ผนวกกับบรรยากาศตรงทางเข้าแล้วมันดูวังเวงพิกล แต่เค้าว่าที่นี่แยกออกเป็น 2 ส่วนคือ London Bridge Experience กับ London Tomb ซึ่งฉันคิดทึกทักเอาเองว่าส่วนสยองขวัญคือ London Tombs และ London Bridge Experience จะออกแนวเพลินๆ มากกว่า แถมยังคิดเป็นตุเป็นตะต่อไปอีกว่า เค้าจะมีรถให้นั่งเข้าไปดู อารมณ์ประมาณ Disneyland (จินตนาการไปเองจริงๆ) เลยตกลงกับคุณน้องสาวว่า เราเข้าไปดูส่วน London Bridge Experience กัน แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะไป London Tomb ต่อรึเปล่า

กลุ่มที่เข้าไปพร้อมเรามีกันประมาณ 15 คน มีสองสาวเอเชียคือฉันกับน้อง ที่เหลือเป็นฝรั่งหมด เริ่มที่ห้องเรามีพนักงานแต่งตัวย้อนยุคมาพาเราเข้าไปที่ห้องแรก (เดินไปนะคะ ไม่ได้มีรถให้นั่งอย่างที่ฉันจินตนาการเอาไว้) และเริ่มบรรยายประวัติลอนดอนบริดจ์แบบคร่าวๆ โดยเน้นออกท่าทางและทำให้ดูลึกลับ น่ากลัวพิกล ฉันกับน้องเริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดีแล้วสิ เอาไงดีหว่า จะหนีออกไปตอนนี้ก็ไม่ได้แล้ว

เจ้าหน้าที่ก็บรรยายไป เราก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เพราะกำลังเกิดอาการกังวลกับบรรยากาศรอบๆ ตัว แล้ว jackpot ก็มาตกที่ฉัน ผู้ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม! โอย อุตส่าห์สงบเสงี่ยมเจียมตัว ทำตัว low profile แล้วเชียวไม่ชอบบรรยากาศอยู่แล้ว แถมยังต้องเดินนำหน้าทุกคนอีก ยิ่งกลัวๆ อยู่ด้วย

เราเดินผ่านห้องต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละช่วงเวลาในอดีตของลอนดอนและลอนดอนบริดจ์ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละห้องเน้นความสยองเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นห้องเจ้าหน้าที่เสียบหัวนักโทษ ซึ่งมีการจำลองหัวนักโทษที่ถูกเสียบประจานอยู่ ฯลฯ แถมกลิ่นอับๆ ที่เค้าสร้างขึ้นลอกเลียนแบบสมัย the great stink (ลอนดอนในหน้าร้อนปี 1858 มีปัญหาระบบท่อน้ำเสียอย่างรุนแรง ทำเอาเมืองทั้งเมืองเหม็นไปหมด) ก็ทำเอาฉันรู้สึกแย่ไปเหมือนกัน

จนในที่สุดเราก็มาถึงห้องที่เรียกว่า decision room ประมาณว่าจะไป London Tombs ต่อหรือเลือกจะบอกลาแต่เพียงเท่านี้ ฉันหันไปเห็นหน้าน้องสาวแล้วก็ได้คำตอบชัดเจนที่สุดว่า ไม่ไหวแล้ว ไม่ไปต่อ เราสองคนจึงเป็นสองคนที่ขอตัวออกประตูพิเศษไป แค่ London Bridge Experience ก็เวียนหัวจะแย่แล้ว

สรุปว่า London Bridge Experience เป็นประสบการณ์ไม่น่าประทับใจของเราสองคน แต่ถ้าใครชอบอะไรที่ดูสยองๆ เละๆ น่ากลัวๆ หน่อยอาจจะถูกใจก็ได้ แต่ถ้าชอบสิ่งสวยๆ งามๆ ดูเพลินตาสบายใจ ขอแนะนำให้ข้ามโปรแกรมนี้ไปโดยด่วน ไปเดินเล่นตลาด Borough Market น่าจะดีกว่ากันเยอะ

website ของ London Bridge Experience และ London Tombs อยู่ที่นี่จ้ะ อ่อ ใกล้ๆ กันก็มี London Dungeon ด้วย ไม่แน่ใจว่าข้างในเป็นยังไง แต่ลองเข้าไปดู website ของเค้าได้ที่นี่

4 comments พฤศจิกายน 9, 2009

London Trip A to Z ตอนที่ 11

K for Kew Garden

IMG-0257

เมื่อพูดถึงประเทศอังกฤษ หลายคนอาจจะนึกถึงสวนแบบอังกฤษ ซึ่งให้อารมณ์แบบชนบทสวยงาม ร่มรื่น และประดับประดาไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ที่สวยงาม

โปรแกรมหนึ่งสำหรับคนรักดอกไม้ต้นไม้ เมื่อได้ไปเที่ยวอังกฤษคือการเที่ยวชมสวนสวยๆ ค่ะ ฉันติดใจสวนของที่นี่ตั้งแต่ได้ไปเที่ยวบ้าน Shakespeare ในช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่อหลายปีก่อน หลังจากนั้นจึงหาโอกาสไปเยือนสวน Birmingham Botanical Garden ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก แต่สวนที่ใฝ่ฝันจะไปเยือนให้ได้ แต่ก็ไม่มีโอกาสเลยคือ สวนคิว (Kew Gardens) หรือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Royal Botanic Gardens

มาลอนดอนคราวนี้ ฉันจึงจัดแจงบรรจุโปรแกรมชมสวนสวยไว้ใน itinerary ยาวเหยียดของตัวเอง และใฝ่ฝันไปถึงเรือนกระจกขนาดมหึมา ซุ้มดอกกุหลาบ XStrata Treetop Walkway ที่เปิดให้ไปเดินชมยอดไม้จากมุมสูง รวมไปถึง Kew Palace

แต่แล้วความหวังก็พังทลาย เมื่อวันนั้นเป็นวันฝนตก ใครที่รู้จักกับอากาศของอังกฤษดีคงรู้ว่า ลองฝนเมืองผู้ดีได้ตกลงมาแล้วล่ะก็ ยากที่จะหยุดลงได้ง่ายๆ จากฝนปรอยเมื่อเราออกจากโรงแรม กลายเป็นฝนตกหนักเมื่อเราไปถึงสวน แถมข่าวร้ายที่ว่าวันนี้ XStrata Treetop Walkway เค้าปิด เพราะฝนตก คงกลัวอันตรายถ้าคนขึ้นไปเดินบนนั้น คุณป้าที่เคาน์เตอร์ขายบัตรแกว่า “วันนี้คงได้แต่เดินดูในเรือนกระจกเท่านั้นแหละนะจ๊ะ แม่หนูทั้งสอง”

เห็นฝนตกเฉอะแฉะแบบนี้ แถมยังหิวข้าวอีกต่างหาก ฉันจึงไปตั้งต้นที่คาเฟ่ (ทีแรกตั้งใจว่าจะไปกินที่ร้าน The Orangery Restaurant แต่สภาพอากาศที่ไม่อำนวยทำให้เราต้องกลับมานั่งกินแซนด์วิชกันที่ Victorian Terrace Cafe ตรงปากทางเข้าสวนนั้นเอง แถมฝนตกแบบนี้ ที่นั่งตรง terrace ก็นั่งไม่ได้ ทำให้คนมาแออัดกันในร้านพอสมควร

หลังจากอิ่มจากแซนด์วิช ฝนก็เริ่มตกเบาลง เราสองคนจึงเล็งไปที่ The Palm House ซึ่งเป็นเรือนกระจกขนาดใหญ่ รูปทรงคลาสสิกที่เรานึกถึงทุกครั้งเมื่อได้ยินชื่อสวนคิว สร้างขึ้นในระหว่างปี 1844 – 1848 ภายในรวบรวมเอาต้นปาล์มและพันธุ์ไม้แบบป่าดิบชื้นเอาไว้ ต้นไม้แต่ละต้นได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และภายในยังมีเครื่องทำความร้อนเพื่อให้มีอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมสำหรับบรรดาต้นไม้ทั้งหลายค่ะ หากอยากได้วิวมุมสูงภายในเรือนกระจก ก็ให้เดินขึ้นบันไดวนสีขาวไปที่ทางเดินที่อยู่ด้านบนได้

ไม่ไกลจาก The Palm House จะมีเรือนกระจกขนาดย่อมค่ะ เป็นส่วนของ Water Lily House ซึ่งเป็นส่วนที่ฉันชอบมากที่สุด เรือนกระจกทรงกลมขนาดเล็กนี้มีบ่อบัวเป็นจุดศูนย์กลาง และมีพันธุ์ไม้เถาอื่นๆ ปลูกอยู่โดยรอบ อย่างต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง และบวบที่แต่ละต้นสวยและสมบูรณ์มากๆ เข้าใจว่าเค้าดูแลต้นไม้ทุกต้นเป็นอย่างดี

ส่วนเรือนกระจกถัดไปที่เราไปดูคือ Princess of Wales Conservatory ค่ะ เรือนหลังนี้จะมีรูปทรงแบบโมเดิร์นกว่า เรือนกระจกหลังนี้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าหญิง Augusta, Princess of Wales ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสวนแห่งนี้ค่ะ และในวันที่เปิดเรือนกระจกก็มีเจ้าหญิง Diana ซึ่งมีตำแหน่ง Princess of Wales มาเปิด เมื่อปี 1987 ภายในแบ่งออกเป็นหลายโซนค่ะ ตั้งแต่พืชทะเลทรายอย่างกระบองเพชร จนถึงพืชในเขต wet tropics

ส่วนเรือนกระจกหลังสุดท้ายที่เราไปดูคือ Temperate House ซึ่งเค้าว่าเป็น the largest surviving victorian glass house in the world และยังมีต้นไม้ที่สูงที่สุดคือ Chilean Wine Palm ซึ่งมีความสูงกว่า 17 เมตร!!!

แม้เราจะโชคร้ายที่ไปเที่ยวสวนคิวในวันฝนตก แต่ฉันก็ประทับใจกับสวนสวยแห่งนี้มาก ใครที่รักต้นไม้ ขอย้ำว่าถ้าได้ไปลอนดอนแล้ว อย่าพลาดไปสวนคิวนะคะ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสวนคิวได้ที่นี่

รูปถ่ายจากสวนคิว อยู่ที่นี่ค่ะ

3 comments พฤศจิกายน 6, 2009

London Trip A to Z ตอนที่ 10

J for Julian Opie

รู้จักศิลปินคนนี้ครั้งแรกจากภาพปก 4 หนุ่มวง Blur สีสันสดใส หน้าตาบ้องแบ๊ว หลังจากนั้นก็มีโอกาสติดตามผลงานของเขาบ้าง เมื่อได้ไปเยี่ยมเยือนตามพิพิทธภัณฑ์ต่างๆ

ชอบความเป็น pop art ที่ดูได้ง่าย สบายๆ ดูแล้วสบายใจดี ไม่ต้องคิดหรือตีความให้มาก สำหรับฉันแล้วงานศิลปะดีๆ คืองานที่เราดูแล้วชอบ ดูแล้วพอใจ ดูแล้วมีความสุข ไม่จำเป็นต้องมีความหมายลึกซึ้งและอาศัยการตีความที่ยุ่งยากซับซ้อนเสมอไป

เคยได้ดูงานของ Julian Opie ใกล้ๆ เมื่อหลายปีก่อนที่ Tate Liverpool ภายใต้ชื่อนิทรรศการ Remix, contemporary art and pop ซึ่งรวมผลงานของศิลปินร่วมสมัยหลายคนเข้าด้วยกัน ใน website ของ Tate พูดถึงงานของ Opie ว่า

“Julian Opie’s work highlights the importance of a clearly recognisable image to aid the consumption and identity of music. Opie’s portraits are developed from photographs he takes which are then digitally reworked. The resulting images use minimal detail to convey the uniqueness of each subject’s face. Opie’s portraits of Blur for the cover of their Best of album continued the tradition of artists producing pop album covers. The romantic, escapist quality of his simplified image of an airport runway, engines – footsteps – voices 1999 is enhanced by a soundtrack from St Etienne, for whom Opie has produced several CD covers.”

และเมื่อครั้งที่ไปเดินเที่ยวที่ Tate Modern ครั้งแรก เค้าก็มีงาน installation ของ Opie อยู่ด้วยเหมือนกัน เป็นงานป้ายจราจรรูปสัตว์ รูปทรงของป้ายที่เราคุ้นตา มากับรูปสัตว์บนป้ายและสีสันที่ต่างออกไป

ไปลอนดอนครั้งนี้แม้ไม่ได้ดูผลงานของ Opie แต่ก็ได้หนังสือของเขาจากร้านของ Tate Modern กลับมาอ่านเล่นที่บ้าน เพื่อให้ได้ทำความรู้จักกับศิลปินคนนี้มากขึ้น พร้อมโปสการ์ดอีก 1 แผ่น

gary

“Gary, Popstar” โปสการ์ดจาก Tate

ใครสนใจดูงานของเขาลองคลิกไปดูที่นี่ค่ะ เค้ามี screen saver ให้ download กันฟรีด้วยนะ

2 comments พฤศจิกายน 2, 2009

London Trip A to Z ตอนที่ 9

I for Imperial State Crown

Engewels 

แขกไปใครมาก็ต้องมาแวะดูเพชรกันที่หอคอยลอนดอน ด้วยว่าเพชรของที่นี่นั้นวิบวับระยับจับตากว่าที่ไหนๆ เพราะรวบรวมเอาสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์อังกฤษเอาไว้ด้วยกัน จึงรับประกันความอลังการงานสร้าง

ความอลังการของ Imperial State Crown ซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่น Crown Jewels นี้ประกอบไปด้วยเพชรและอัญมณีมีค่าดังต่อไปนี้ เพชร 2,868 เม็ด ไข่มุก 273 เม็ด แซฟไฟร์ 17 เม็ด มรกต 11 เม็ด และทับทิมอีก 5 เม็ด มงกุฎสำคัญชิ้นนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย เมื่อปี 1838 อัญมนีที่เก่าแก่ที่สุดบนมงกุฎนี้คือเซนต์เอ็ดเวิร์ดแซฟไฟร์ (St Edward’s Sapphire) ซึ่งว่ากันว่าเคยเป็นอัญมณีบนแหวนของพระเจ้า Edward ในสมัยศตวรรษที่ 12

นอกจาก Imperial State Crown แล้ว เพชรชื่อดังของโลก อย่าง Koh-i-noor และ Cullinan ก็เป็นส่วนหนึ่งของคลังสมบัติแห่งนี้

บางคนอาจเคยได้ยินชื่อเสียงของ Koh-i-noor กันมาบ้างแล้วในฐานะเพชรอาถรรพ์ ว่ากันว่าถ้าชายใดครอบครองเพชรนี้จะพบกับความโชคร้าย แต่โชคดีที่เพชรเม็ดยักษ์ใหญ่นี้ ไม่ส่งผลร้ายต่อผู้ครอบครองที่เป็นผู้หญิง ปัจจุบันเพชรเม็ดนี้อยู่บนมงกุฎของ Queen Elizabeth, the Queen Mother

ส่วนเพชร Cullinan หรือ The Great Star of Africa เป็นส่วนหนึ่งของคฑา the Sceptre with the Cross

Add comment ตุลาคม 27, 2009

London Trip A to Z ตอนที่ 8

H for Heal’s & Habitat

healsLogo

ไปลอนดอนคราวนี้ตั้งใจจะไปซื้อของแต่งบ้านเล็กๆ น้อย โดยมี Habitat เป็นจุดหมายหลัก ด้วยว่าเป็นแฟนร้านฮาบิแทตมานาน แต่น่าเสียดายที่ร้านที่เมืองไทยปิดตัวลงไปแล้ว

แต่ไหนๆ จะไป Habitat สาขา Tottenham Court Road แล้วเลยถือโอกาสพ่วงร้าน Heal’s เข้าไปด้วยเลยค่ะ เชื่อว่าใครที่ชอบเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านสวยๆ คงจะชอบทั้งสองร้านนี้มากๆ อันที่จริงลอนดอนมีแหล่งขายเฟอร์นิเจอร์สวยเก๋อยู่หลายที่ รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์วินเทจต่างๆ ที่เป็นสวรรค์ของคนชอบของเก่าแห่งหนึ่งทีเดียว

Habitat และ Heal’s มีดีตรงที่รวบรวมเอาเฟอร์นิเจอร์สไตล์ร่วมสมัย รวมทั้งของแต่งบ้านสวยเก๋ไว้ด้วยกัน ระหว่างทั้งสองร้านนี้ (ซึ่งจริงๆ แล้วอยู่ในอาคารเดียวกัน) มีร้านคาเฟ่เก๋ Peyton and Byrne คั่นอยู่ เสียดายที่ร้านนี้ไม่มีที่นั่งค่ะ

อ๊ะ ก่อนที่จะนอกเรื่องไป กลับมาที่ร้าน Heal’s กันก่อน ชั้นล่างของที่นี่เน้นที่ของแต่งบ้าน โดยแบ่งเป็นโซนสำหรับห้องต่างๆ มีสารพัดสารพันของดีไซน์สวย (ในราคาค่อนข้างแพง) ให้ได้เลือกชมเพลินๆ รวมทั้งยังมีบรรดาของใช้ส่วนตัวประเภทสบู่ แชมพู และเครื่องหอมต่างๆ ในแพคเกจเก๋ไก๋ให้คุณสาวๆ ได้เลือกกันจนเพลิน มองไปทางไหนก็มีแต่ของน่าซื้อไปทั้งหมด โดยเฉพาะโซนเครื่องใช้ในครัว ที่มีถ้วยกาแฟสารพัดแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของ Pantone ที่เน้นสีสวยในดีไซน์เรียบเท่ เห็นแล้วอยากซื้อกลับมาใช้สักใบ ถ้าไม่ติดว่าราคาออกจะแพงอยู่สักหน่อย

ระหว่างเดินขึ้นบันไดไปชั้นหนึ่ง จะเห็นรูปปั้นแมวเหมียว ซึ่งว่ากันว่าไม่ว่าใครจะเสนอขอซื้อเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ คุณ Ambrose Heal เจ้าของร้านก็ไม่ยอมขายให้ ชั้นบนจะจัดเป็นส่วนของห้องต่างๆ ให้เราได้ไอเดียการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ที่สวยเก๋ในสไตล์ต่างๆ โดยห้องที่ฉันติดใจมากที่สุดเป็นห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ วอลเปเปอร์ และผ้าลายเก๋ของ Orla Kiely ที่สุดแสนจะน่ารัก แนะนำว่าแม้จะไม่ได้ตั้งใจมาซื้อเฟอร์นิเจอร์แต่ลองมาเดินเล่นเก็บไอเดียก็ดีอยู่ไม่น้อยค่ะ

ข้ามมาที่ Habitat กันบ้างค่ะ ร้านนี้มีทั้งเฟอร์นิเจอร์น่าใช้ในสไตล์คอนเทมโพรารีให้เลือกเยอะทีเดียว รวมไปถึงเครื่องใช้ในครัว และของตกแต่งต่างๆ ค่อนข้างครบถ้วน ฉันได้ชุดที่รองแก้วลายน่ารักมา ซึ่งสามารถกลับใช้ได้สองด้าน

ถ้าอยากได้ของแต่งบ้านหรือไอเดียดีๆ อย่าลืมแวะสองร้านนี้นะคะ

2 comments ตุลาคม 21, 2009

London Trip A to Z ตอนที่ 7

G for (Shakespeare’s) Globe Theatre

shake3

ด้านหน้าโรงละคร

แฟนๆ ของเชกสเปียร์ทั้งหลาย ถ้าได้เดินทางมาประเทศอังกฤษแล้ว ไม่ควรพลาดเยี่ยมชมบ้านเกิดของท่านที่เมือง Stratford-upon-Avon

แต่สำหรับใครที่ยังไม่มีโอกาสไป ก็สามารถซึมซับบรรยากาศโรงละครย้อนยุคสมัยอลิซาบีธันกันได้ที่ Shakespeare’s Globe ริมแม่น้ำเทมส์ ที่นี่นอกจากจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมสถานที่ พร้อมไกด์ที่คอยอธิบายส่วนประกอบต่างๆ ของโรงละครแล้ว ยังมีการจัดแสดงละครในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย ละครส่วนใหญ่ที่ขาดไม่ได้ในแต่ละซีซั่นก็จะมาจากบทประพันธ์ของเช็คสเปียร์ แต่ก็มีละครเรื่องอื่นๆ จากคณะละครที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจัดการแสดงอยู่ทุกปี

คุณไกด์เล่าว่าการที่โรงละครในสมัยก่อนนั้นตั้งอยู่ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำเทมส์ก็เนื่องมาจากการที่ละครถูกมองว่าเป็นความบันเทิงที่บางครั้งก็ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อจริยธรรมอันดีงาม แถมยังเป็นความบันเทิงที่ชนทุกชั้นรวมถึงชาวบ้านร้านตลาดมาดูกัน การที่จะให้โรงละครไปตั้งอยู่ที่ในเขตเมืองลอนดอนจึงอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไหร่ นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่โรงละครอยู่ที่ฝั่งใต้ของแม่น้ำเทมส์ รวมทั้งเชกสเปียร์โกลบแห่งนี้ซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ด้วย ไม่ไกลจากโกลบ ก็ยังมีการขุดค้นพบโรงละคร The Rose สถานที่ที่เคยเป็นโรงละครสมัยอลิซาบีธันที่ทั้งเชกสเปียร์และคริสโตเฟอร์ มาโลว์เคยจัดแสดง

หากจะถามว่า Shakespeare’s Globe นี้ สร้างถูกต้องตรงตามแบบของโรงละครในสมัยโบราณเลยหรือไม่ คงจะไม่มีใครบอกได้ แต่ในขั้นตอนการก่อสร้างทั้งหมด ทางทีมงานได้ศึกษารายละเอียดจากเอกสารต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่เป็นอย่างดี จนได้แบบออกมาเป็นเช่นปัจจุบัน ถ้าใครมีโอกาสได้ดู Shakespeare in Love คงจะคุ้นตากับภาพโรงละครลักษณะนี้กันมาแล้ว

shakespeare 2

คุณไกด์และภายของในเชกสเปียร์โกลบ

ส่วนโครงสร้างอาคารที่เป็นไม้ ใช้ไม้อิงลิชโอ๊คทั้งหมดด้วยเป็นไม้ที่มีความคงทนต่อสถาพอากาศและการใช้งาน รวมทั้งรับน้ำหนักได้ดี และใช้การเข้าลิ่มไม้ในการประสานโครงสร้างเข้าด้วยกันตามการก่อสร้างในสมัยก่อน ด้วยความที่เป็นโรงละครแบบเปิด คือไม่มีหลังคาบริเวณส่วนตรงกลาง และมีที่นั่งจำนวน 3 ชั้น ทำให้การไปดูละครแต่ละครั้งอาจต้องเสี่ยงดวงในเรื่องลมฟ้าอากาศกันสักหน่อย ละครส่วนใหญ่จึงนิยมแสดงกันในช่วงฤดูร้อน ที่ปริมาณฝนไม่มากนัก ราคาค่าตั๋ว (ตั้งแต่สมัยก่อนจนปัจจุบัน) ก็แตกต่างกันไปค่ะ ถ้าถูกที่สุดก็คือการยืนในส่วนหน้าเวที (กลางแจ้ง) ซึ่งจะเดินเข้าเดินออกได้ตามใจชอบ ส่วนใครที่มีเงินมากหน่อยก็จะซื้อบัตรที่นั่งด้านบนซึ่งมีหลังคาแฝกคลุมอยู่

shakespeare

นักแสดงกำลังซ้อมบทบนเวที

การก่อสร้างโรงละครขึ้นมาใหม่นี้เป็นความตั้งใจของนักแสดงชาวอเมริกัน คุณ Sam Wanamaker ที่ต้องการฟื้นคืนชีวิตให้กับโรงละครในสมัยของเชกสเปียร์อีกครั้ง น่าเสียดายที่คุณแซมแกเสียชีวิตไปเมื่อปี 1993 ก่อนที่โรงละครโกลบจะแล้วเสร็จในปี 1997 แต่ถึงอย่างไรผลงานชิ้นนี้ก็จะเป็นที่จดจำของคนทั่วโลก รวมถึงชื่อของเขาด้วย

1 comment ตุลาคม 21, 2009

London Trip A to Z ตอนที่ 6

F for Fireworks

fire garden

ไม่ได้ถ่ายรูปพลุเอาไว้ เลยต้องเอารูป fire garden มาลงแทน

รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ดูพลุหรือดอกไม้ไฟสวยๆ มาลอนดอนคราวนี้โชคดีที่ตรงกับช่วง Thame Festival แถมที่พักอยู่ที่ฝั่งเซาต์แบงก์ เลยได้อานิสงค์จากทั้งสองปัจจัย ช่วยให้เราสองพี่น้องได้มายืนสู้ลมหนาวกันริมแม่น้ำเทมส์ เพื่อรอดูพลุ

ด้านหน้าของ Tate Modern ถูกเนรมิตเป็นสวนแห่งไฟ Fire Garden โดยคณะศิลปินชาวฝรั่งเศส Compagnie Carabosse ที่ได้ชื่อว่าเป็น fire alchemists (นักเล่นแร่แปรธาตุไฟ) รวมทั้งการแสดงคอนเสิร์ตเล็กๆ ของบรรดานักร้องนักดนตรีทั้งหลายที่เรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมได้อย่างไม่ขาดสาย จนต้องออกมา encore กันอีก

บรรยากาศเทศกาลเต็มไปด้วยความสนุกสนานมีชีวิตชีวา หนุ่มสาวชาวลอนดอนเนอร์หลายคนจับกลุ่มนั่งผิงไฟกันเพลินๆ บ้างก้ไปซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากบู๊ธนานาชาติริมแม่น้ำเทมส์มาปิคนิคกัน อาหารไทยก็มาขายกับเค้าด้วยค่ะ รู้สึกว่าจะมาจากร้านไทยสแควร ร้านดังของลอนดอน รสชาติก็จะเป็นไทยประยุกต์นิดๆ เพื่อให้เข้ากับความชอบของลูกค้าฝรั่ง เราสองพี่น้องสั่งไก่ผัดเม็ดมะม่วงราดข้าวสวยร้อนๆ มาแบ่งกันกิน

พอใกล้เวลาแสดงพลุ บรรดาผู้ที่รอชมทั้งหลายก็พร้อมใจกันประจำที่ ทั้งบนสะพานมิลเลเนียมบริดจ์และตลอดริมฝั่งแม่น้ำ เราสองคนได้ที่เหมาะๆ ที่ใต้สะพาน (ไม่อาจหาญไปแย่งที่ยืนกับพวกฝรั่ง ด้วยไซต์มินิของสองเรา หากไปยืนหลังฝรั่ง คงจะมองไม่เห็นอะไรเลย) ได้เวลา 9.45 pm พลุหลายต่อหลายดอกผุดขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับเสียงฮือฮาของผู้ชมที่ดังเป็นระยะ พลุหลากสีส่องฟ้าเมืองลอนดอนให้สว่างไสว บ้างก็มีประกายระยิบระยับสะท้อนกับพื้นน้ำ พลุถูกจุดขึ้นจากเรือสองลำที่ระหว่างสะพาน Blackfriars และ Waterloo

แม้จะเคยเห็นพลุสวยๆ มาหลายครั้ง แต่ได้มาเห็นพลุเหนือแม่น้ำเทมส์เป็นครั้งแรก ก็ประทับใจในบรรยากาศของที่นี่จริงๆ ถ้าอากาศเมืองไทยเย็นๆ แบบนี้บ้างก็คงดี หลายคนคงสนุกกับการออกมาเที่ยวนอกบ้านและนั่งชมพลุกันเพลินๆ มากขึ้น

2 comments ตุลาคม 20, 2009

London Trip A to Z ตอนที่ 5

E for Egg & cress sandwich

เคยได้ยินคำว่า “อาหารสิ้นคิด” กันบ้างไหม ประเภทที่ว่าคิดอะไรไม่ออกก็กินอันนี้แหละ (วะ) นั่นอาจเป็นเหตุหนึ่งที่พาฉันกับแซนด์วิชไข่และเครสมาพบกันในครั้งแรกเมื่อ 8 ปีก่อน

ความคิดแรกที่มองไปบนแผงแซนด์วิชของร้าน Pret a Manger คือหาแซนด์วิชที่กินง่าย ราคาไม่แพง มองไปเจอ BLT อันประกอบไปด้วยเบคอน (bacon) ผักกาด (lettuce) และมะเขือเทศ (tomato) ก็คิดว่า เราไม่กินมะเขือเทศน่ะ แถมมันยังราคาแพงอีกต่างหาก หลังจากพินิจพิเคราะห์อยู่สักพัก ก็คว้ามือไปหยิบเอา Egg & Cress Sandwich ขึ้นมา ด้วยราคาเธอถูกกว่าเพื่อน แถมไม่มีส่วนผสมที่ฉันไม่กินอยู่ด้วย จากนั้นเป็นต้นมาฉันก็หลงรักกับความธรรมดาของแซนด์วิชชนิดนี้

กลับมาเมืองไทย ไม่มี Egg & Cress Sandwich ขาย ก็ใครจะอยากกินแซนด์วิชแสนธรรมดา ในเมื่อบ้านเรา ร้านไหนๆ ก็เน้นไส้เลิศๆ กันทั้งนั้น มีชิกเก้นเทอริยากิบ้างล่ะ ทูนาชีสบ้างล่ะ สารพัดสารพัน จากที่สังเกตุดูประเทศเราเน้นใส่ใส่เยอะ ละลานตามากๆ อยากเห็นตัวอย่างชัดๆ ต้องดูที่พิซซา ที่ทั้งกระหน่ำใส่ท้อปปิ้งต่างๆ แถมยังมีขอบชีส ห่อไส้กรอกกันจ้าละหวั่น เคยนึกเล่นๆ ว่าถ้าคนอิตาเลียนมาเห็น จะรู้ไหมหนอว่าเนี่ยน่ะมันคือพิซซา

มีโอกาสกลับไปอังกฤษคราวนี้เลยได้ไปย้อนอดีตกับการกินแซนด์วิชไข่ใส่วอเตอร์เครส ที่ร้าน EAT. ร้านแซนด์วิชชื่อตรงๆ ว่า “กิน” ที่มีหลายสาขาทั่วลอนดอน และ Pret a Manger ร้านแซนด์วิชเจ้าเก่า รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยกับแซนด์วิชที่ EAT. เพราะขนมปังออกจะแฉะๆ ไปนิด อาจเป็นเพราะว่าวางบนชั้นขายมาทั้งวัน

2 comments ตุลาคม 16, 2009

London Trip A to Z ตอนที่ 4

st paul

D for Dome at St Paul Cathedral

ประทับใจทุกครั้งที่ได้เห็นโดมของมหาวิหารเซนต์พอล (St Paul Cathedral) และยิ่งประทับใจเข้าไปใหญ่เมื่อได้มีโอกาสเข้าไปชมภายใน

ตั้งแต่ย้ายมานอนที่ Bankside House เราสองพี่น้องก็มีอันได้พบกับคุณโดมเค้าทุกวัน

เช้าวันแรกเดินไปทาน breakfast กันที่ Tate Cafe ของ Tate Modern พร้อมส่งสายตาปิ๊งๆ ข้ามแม่น้ำเทมส์ไปบอกคุณโดมว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกัน

หลังจากไปรับบัตร London Pass มาแล้ว สองพี่น้องก็ต้องใช้ให้คุ้มที่สุด ฉันจึงบรรจงบรรจุโปรแกรมเยี่ยมชมคุณโดมเข้าไปในทริปนี้ด้วย พอเสร็จจากการเที่ยวโรงละครเช็คสเปียร์โกลบปุ๊ป ก็ข้ามสะพานไปหาคุณโดมตามที่ได้นัดแนะกันไว้

เมื่อราว 7 ปีที่แล้ว เคยมาเยี่ยมคุณโดมอยู่ครั้งหนึ่ง แต่คราวนั้นทั้งคุณโดมและมหาวิหารเซนต์พอลใส่เสื้อคลุมเอาไว้ แถมด้วยนั่งร้านระโยงระยาง เพราะกำลังอยู่ในช่วงซ่อมแซมปรับปรุงโฉม มาคราวนี้ ไม่มีมารสายตามากั้นกลางระหว่างเรา คุณโดมก็เลยอวดโฉมให้ได้ดูกันเต็มๆ ตา

พอเข้าไปในมหาวิหารปุ๊บ ฉันก็จัดแจงไปเช่าออดิโอไกด์มาฟังประกอบการเดินชม จริงๆ เค้ามีบริการไกด์ด้วย (แบบเสียสตางค์) แต่ท่าทางคุณน้องสาวของฉันจะเหนื่อยกับการเดินเที่ยวแล้ว ฉันเลยเลือกฟังออดิโอไกด์ และให้คุณน้องไปนั่งรอที่ร้านกาแฟแทน

มหาวิหารเซนต์พอลนี้ถือว่ามีความสำคัญสำหรับราชวงศ์อังกฤษมาก หลายคนอาจจำได้จากภาพงานแต่งงานสุดอลังค์การของเจ้าหญิงไดอานาและเจ้าฟ้าชายชาร์ลสเมื่อหลายปีก่อน

มหาวิหารแห่งนี้มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี และผ่านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาก็หลายครั้ง ฉันเองก็เพิ่งจะรู้ว่าคุณโดมเนี่ยเพิ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารแห่งนี้ในภายหลัง ในสมัยที่คุณคริสโตเฟอร์ เร็น (Christopher Wren) สถาปนิกคนดัง ได้รับมอบหมายให้ออกแบบปรับปรุงมหาวิหารแห่งนี้

ใครที่สนใจในงานสถาปัตยกรรมต่างๆ คงเคยได้ยินชื่อของเซอร์คริสโตเฟอร์ เร็นกันมาบ้าง เพราะสถาปนิกท่านนี้ฝากผลงานไว้บนแผ่นดินอังกฤษมากมาย หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ลอนดอนครั้งใหญ่

แบบแปลนของมหาวิหารมีรูปทรงไม้กางเขน โดยมีโดมขนาดใหญ่เป็นจุดศูนย์กลาง จริงๆ แล้วโดมที่เราเห็นภายนอกอาคารกับภายในอาคารเป็นโดมซ้อนกันสองชั้น สาเหตุที่สร้างเป็นโดมซ้อนกันก็เพราะต้องการให้เมื่อมองจากภายนอกแล้วจะเห็นความสูงและยิ่งใหญ่ของโดม แต่เมื่อมองจากภายในก็ยังจะสามารถเห็นลวดลายอันวิจิตรของโดมได้

หลังจากที่ได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับโดมมาบ้างว่า ถ้าขึ้นไปที่ชั้นของ Whisper Gallery เราจะสามารถกระซิบที่กำแพงฝังหนึ่ง แล้วเสียงดังไปถึงผู้ฟังที่อยู่ที่กำแพงอีกฝั่งหนึ่งได้ ฉันจึงอยากไปทดลองด้วยตัวเอง แต่อนิจจา เดินขึ้นไปคนเดียว เลยไม่รู้จะไปกระซิบกับใคร เลยได้แต่เดินชมความสวยงามของโดม กว่าจะปีนบันได 259 ขั้นขึ้นมาได้ก็แทบแย่ (แหม ก็คนไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็แบบนี้แหละนะ) เลยตัดสินใจ ไม่ขึ้นไปต่อที่ Stone Gallery (อีก 119 ขั้น) ส่วนใครอยากชมวิวมุมสูงของลอนดอนกันให้เต็มตา ก็ต้องไต่ไปอีก 152 ขั้น ก็จะถึง The Golden Gallery

อีกส่วนหนึ่งที่น่าไปชมคือชั้นใต้ดินที่เรียกว่า Crypt ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพของบุคคลสำคัญมากมาย รวมทั้งตัวของคริสโตเฟอร์ เร็น ที่มีแผ่นหินสีดำเรียบสลักข้อความที่แปลจากภาษาละตินได้ว่า 

“Underneath lies buried Christopher Wren, the builder of this church and city; who lived beyond the age of ninety years, not for himself, but for the public good. If you seek his memorial, look about you.”

กินใจที่สุด ^_^

อยากรู้เรื่องของ St Paul Cathedral เพิ่มเติม ไปดูที่ Link นี้ได้เลยค่ะ

2 comments ตุลาคม 8, 2009

London Trip A to Z ตอนที่ 3

C for Cath Kidston

Cath Kidston

รู้จัก Cath Kidston ครั้งแรกเมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ที่เบอร์มิงแฮม และหลงรักในความน่ารักกุ๊กกิ๊กของลวดลายผ้าหวานๆ ของเธอ แต่สมัยเรียนรู้สึกว่าสารพัดสินค้าน่ารักน่าใช้ของ Cath นั้นออกจะไม่ค่อยเหมาะกับกระเป๋าสตางค์ตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะราคาแพงระยับ ถ้าเทียบกับสินค้าทั่วๆ ไป

เวลาผ่านไป ใครๆ ก็รู้จัก Cath Kidston กันมากขึ้น ได้ยินว่าเป็นที่นิยมในหมู่สาวญี่ปุ่นอย่างมาก ถึงขนาดข้ามประเทศจากอังกฤษไปเปิดสาขากันที่ญี่ปุ่นเลยทีเดียว แถมคุณ Cath เธอยังไปร่วมมือกับแบรนด์ดังโน้นนิดนี้หน่อย พลอยให้สาวๆ น้อยใหญ่ได้ติดตามซื้อกัน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์โนเกียรุ่น Cath Kidston ที่มาพร้อมกับลายดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋ม เท่านั้นยังไม่พอ คุณแคทเธอยังขอไปร่วมมือกับวิทยุรุ่นเก๋าอย่าง Roberts Radio ทำรุ่นลิมิเตดออกมายั่วใจนักช้อปกันอีก

ส่วนผลิตภัณฑ์ยอดนิยมเห็นจะหนีไม่พ้นกระเป๋าผ้าเคลือบพลาสติก (oil cloth) ลวดลายน่ารัก ในสารพัดรูปทรง ไม่ว่าจะเป็นถุงใส่หนังสือ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าเดินทาง จนถึงกระเป๋าคุณแม่สำหรับใส่อุปกรณ์ขวดนมของคุณลูก การเดินเข้าไปในร้านของคุณแคทนั้นเหมือนกับการเที่ยวชมสวนดอกไม้ยังไงยังงั้น รับรองว่า สาวหวานกุ๊กกิ๊กจะได้ควักกระเป๋าจ่ายสตางค์ซื้อผลิตภัณฑ์น่ารักๆ กลับบ้านเป็นแน่

ร้าน Cath Kidston มีหลายสาขาในลอนดอน แต่ร้านที่เราไปเยี่ยมเยือนมาอยู่ที่ Notting Hill และ Covent Garden ส่วนร้าน outlet ที่ Bicester Outlet Village ก็มีสินค้าหลายชิ้นให้เลือกในราคาลดลงกว่าปกตินิดหน่อย

7 comments กันยายน 30, 2009

Next Posts Previous Posts


 

ธันวาคม 2009
อา พฤ
« พ.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

สารบัญ

หน้า

Blogroll

Blog Stats

ความเห็นล่าสุด