Posts filed under 'เสพศิลปะ'
London Trip A to Z ตอนที่ 10
J for Julian Opie
รู้จักศิลปินคนนี้ครั้งแรกจากภาพปก 4 หนุ่มวง Blur สีสันสดใส หน้าตาบ้องแบ๊ว หลังจากนั้นก็มีโอกาสติดตามผลงานของเขาบ้าง เมื่อได้ไปเยี่ยมเยือนตามพิพิทธภัณฑ์ต่างๆ
ชอบความเป็น pop art ที่ดูได้ง่าย สบายๆ ดูแล้วสบายใจดี ไม่ต้องคิดหรือตีความให้มาก สำหรับฉันแล้วงานศิลปะดีๆ คืองานที่เราดูแล้วชอบ ดูแล้วพอใจ ดูแล้วมีความสุข ไม่จำเป็นต้องมีความหมายลึกซึ้งและอาศัยการตีความที่ยุ่งยากซับซ้อนเสมอไป
เคยได้ดูงานของ Julian Opie ใกล้ๆ เมื่อหลายปีก่อนที่ Tate Liverpool ภายใต้ชื่อนิทรรศการ Remix, contemporary art and pop ซึ่งรวมผลงานของศิลปินร่วมสมัยหลายคนเข้าด้วยกัน ใน website ของ Tate พูดถึงงานของ Opie ว่า
“Julian Opie’s work highlights the importance of a clearly recognisable image to aid the consumption and identity of music. Opie’s portraits are developed from photographs he takes which are then digitally reworked. The resulting images use minimal detail to convey the uniqueness of each subject’s face. Opie’s portraits of Blur for the cover of their Best of album continued the tradition of artists producing pop album covers. The romantic, escapist quality of his simplified image of an airport runway, engines – footsteps – voices 1999 is enhanced by a soundtrack from St Etienne, for whom Opie has produced several CD covers.”
และเมื่อครั้งที่ไปเดินเที่ยวที่ Tate Modern ครั้งแรก เค้าก็มีงาน installation ของ Opie อยู่ด้วยเหมือนกัน เป็นงานป้ายจราจรรูปสัตว์ รูปทรงของป้ายที่เราคุ้นตา มากับรูปสัตว์บนป้ายและสีสันที่ต่างออกไป
ไปลอนดอนครั้งนี้แม้ไม่ได้ดูผลงานของ Opie แต่ก็ได้หนังสือของเขาจากร้านของ Tate Modern กลับมาอ่านเล่นที่บ้าน เพื่อให้ได้ทำความรู้จักกับศิลปินคนนี้มากขึ้น พร้อมโปสการ์ดอีก 1 แผ่น

“Gary, Popstar” โปสการ์ดจาก Tate
ใครสนใจดูงานของเขาลองคลิกไปดูที่นี่ค่ะ เค้ามี screen saver ให้ download กันฟรีด้วยนะ
1 comment พฤศจิกายน 2, 2009
One & Other

ศิลปะกับลอนดอนเป็นของคู่กัน นับวันมหานครแห่งนี้สร้างทั้งดีไซเนอร์ดีๆ และศิลปินชั้นนำออกมานับไม่ถ้วน ต้องนับถือในความพยายามและแรงสนับสนุนจากรัฐบาลและหลายหน่วยงานของประเทศเค้าจริงๆ
ล่าสุด The Fourth Plinth ที่จตุรัสทราฟัลการ์ถูกใช้เป็นแกเลอรี่แสดงโปรเจคงานศิลปะของคุณพี่ Anthony Gormley ในชื่อ One & Other
โปรเจคศิลปะนี้ชี้ชวนให้ประชาชนคนในอังกฤษมาร่วมเป็นอนุสาวรีย์มนุษย์ ตลอดระยะเวลา 100 วัน วันละ 24 ชั่วโมง อาสาสมัครจะได้ยืนบนแท่น The Fourth Plinth ณ ทราฟัลการ์สแควร์เป็นเวลาคนละ 1 ชั่วโมง
ปกติแล้วแท่นอนุสาวรีย์จะเป็นที่สำหรับรูปปั้นของกษัตริย์ ราชินี หรือผู้มีชื่อเสียง แต่ ณ หนึ่งชั่วโมงบนแท่นนี้ nobody ก็กลายมาเป็น somebody ได้เหมือนกัน
ชมอนุสาวรีย์คน ผลงานความคิดของปฏิมากรคุณ Gormley แบบ LIVE FROM LONDON ได้ที่ One & Other
2 comments กรกฎาคม 21, 2009
Whimsical World of Mr Walker
ฉันรู้จักคุณทิม วอร์คเกอร์ ช่างภาพชาวลอนดอน ครั้งแรกจากภาพถ่ายชวนฝันของเขาในหนังสือ Vogue
สะดุดตากับภาพถ่ายสีพาสเทลหวานๆ กับธีมที่ชวนฝันไม่แพ้กัน ราวกับท่องอยู่ในโลกของนิทานอลิสในแดนมหัศจรรย์ เจ้าหญิงจากแดนไกล และดินแดนเทพนิยายสารพัน
แสงสวยๆ จากธรรมชาติกับสีสันของเสื้อผ้า สิ่งของประกอบฉาก และความใส่ใจในรายละเอียดประสานกันอย่างลงตัว ออกมาเป็นผลงานแสนสวย ^_^
สัมผัสโลกฝันที่สร้างจากมือมนุษย์…อย่างคุณทิม วอร์คเกอร์ ได้ที่นี่
Tim Walker Pictures ที่ Design Museum (London)
2 comments มิถุนายน 18, 2009
my hand made
ฉันเป็นโรคภูมิแพ้…ความน่ารัก
จำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆ เคยชอบทำตุ๊กตาจากเศษผ้าของแม่ ดูรายการทีวีที่สอนทำตุ๊กตาประดิษฐ์แบบง่ายๆ แล้วก็เอามาลองทำสนุกๆ ขำๆ ดูได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็สนุกแบบเด็กๆ บางตัวต้องใช้ผ้ายืดมาทำตัวตุ๊กตา ก็สู้อุตส่าห์แอบไปเอาเสื้อยืดเก่ามาตัด โชคดีที่ผ่านพ้นไม้เรียวมาได้
ส่วนที่ชอบฉันที่สุดเวลาทำตุ๊กตาก็ตอนเขียนหน้าให้ตุ๊กตานี่แหละ การวาดหน้านี่ถือเป็นช่วงวัดดวง เพราะถ้าวาดสวยก็สวยไป วาดเสียก็แก้ไม่ได้ ในรายการทีวีบอกไว้ว่าเทคนิคการทำแก้มแดงของตุ๊กตาก็คือการใช้บรัชออนมาแต้มด้วยคอตต้อนบัด (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นรายการของอาจารย์พรจันทร์ จันทวิมล อาจารย์พรจันทร์ท่านนี้เป็นไอดอลสำหรับฉันในวัยเด็กเลยทีเดียวเชียว) อันนี้ถือเป็นไฮไลท์ของการแต่งหน้าตุ๊กตา เพราะได้เอาเครื่องสำอางแม่มาเล่น
แต่พอโตขึ้น ความสนใจในการทำตุ๊กตาก็ลดน้อยถอยลง ด้วยความที่มีกิจกรรมสารพัดให้ทำ
แม้จะไม่ได้ทำตุ๊กตา แต่ฉันก็คงความสนใจในเจ้าสิ่งประดิษฐ์น่ารักทั้งหลายแหล่อยู่เสมอ ก็บอกแล้วว่าเป็นพวกแพ้ความน่ารัก
ล่าสุด คุณน้องสาวพาเอาหนังสือน่ารักที่บรรจุตัวตุ๊กตาหน้าตาบ้องแบ๊วกลับมาจากเยอรมันนี (แอบสงสัยว่าเจ้าน้องสาวตัวดี ไปเรียนหรือไปทำงานอดิเรก) พอเปิดดูหนังสือ Softies Simple Instruction for 25 Plush Pals ปุ๊บก็ เกิดอารมณ์ศิลปินติดปั๊บ (เป็นเหมือนคนเจอถ่านไฟเก่า) เลยหยิบจับเอาผ้าสักหลาด (ฝรั่งเรียก felt) มาทำเป็นเพื่อนรักตัวเล็กเหล่านี้ค่ะ

ฟัน ฟัน ฟัน

กระต่ายแก้มแดง

tea & sympathy?
2 comments มิถุนายน 11, 2009
La Fin des Terres สุดแผ่นดิน

— Monsieur Genty has his head in the clouds
La Fin des Terres หรือ อวสารแห่งปฐพี โดยคณะนักแสดง Phillipe Genty ใช้เป็นการแสดงเปิดเทศกาล La Fête เทศกาลศิลปะวัฒนธรรมฝรั่งเศสสำหรับปีนี้
แม้เทศกาล La Fête จะจัดขึ้นในปีนี้เป็นปีที่ 8 แล้ว แต่ฉันก็เพิ่งมีโอกาสได้เข้าไปชมกับเค้าก็คราวนี้แหละ ด้วยได้อานิสงค์จากเพื่อนสาว (สวย) ที่อุตส่าห์เป็นธุระจัดหาบัตรมาให้ ด้วยความที่เธออยากให้ฉันไปดูการแสดงนี้จริงๆ พร้อมกับโฆษณาให้ว่า การแสดงนี้เนี่ยดีสุดๆ เลยนะเธอ โปรดักชั่นดีมากกกกก เอ้า เชื่อเพื่อนค่ะ เชื่อในรสนิยมสาวเอกละคร แถมเพื่อนอุตส่าห์หาตั๋วมาให้ ฉันก็เลยจัดแจงเลื่อนนัดเย็นนั้น เพื่อไปดู Lands End แทน
กว่าจะได้รับตั๋วก็เกือบถึงเวลาเริ่มแสดง เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคเล็กน้อย (เจ้าหน้าที่หาชื่อใน list ไม่เจอ) แต่ในที่สุดก็รับตั๋วเรียบร้อย
การแสดงนี้กินเวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง (ใน web ของ Thaiticket Master และสูจิบัตรของงาน เขียนเอาไว้ว่า “ความยาว 1.30 ชั่วโมง ในห้วงแห่งความฝัน”)
การแสดงเริ่มขึ้นด้วยฉากที่ชายใส่เสื้อโอเวอร์โค้ตคนหนึ่งจัดแจงกับหุ่นคนตรงโต๊ะทำงานตัวหนึ่ง เพียงพริบตาเดียวหุ่นตรงโต๊ะทำงานกลายเป็นนักแสดงขึ้นมา ด้วยทริกมายากลที่นำมาใช้นำเสนอตลอดเรื่อง เรื่องราวที่ไม่ปะติดปะต่อ ทำให้บางครั้งดูแล้วไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไหร่ สุดท้ายเลยใช้วิธีที่จะไม่พยายามทำความเข้าใจ แต่ปล่อยใจไปกับภาพที่ปรากฏขึ้นบนเวที
แม้ฉากและพร็อพต่างๆ ที่นำมาใช้จะอยู่ในสักษณะที่น้อยชิ้น เมื่อเทียบกับการแสดงละคร แต่แต่ละชิ้นที่เลือกมา ประกอบกับการจัดแสงกลับสร้างเอฟเฟคที่โดดเด่น เกิดเป็นภาพสวยงามขึ้นบนเวที ฉากที่ชอบเป็นพิเศษเห็นจะเป็นฉากบนรถไฟ ที่ให้อารมณ์อยู่บนรถแล้วมีลมพัดเอากระดาษไปปะทะกับหน้านักแสดงจริงๆ นอกจากนี้ก็ยังมีฉากบอลลูนขนาดยักษ์ที่พองลมอัดแน่นบนเวทีที่สวยและแปลกตาจากโชว์อื่นๆ ที่เคยดูมา
แน่นอนว่ามีบางฉากที่ค่อนข้างยาวและอาจจะน่าเบื่อไปบ้าง (ด้วยพยายามหาความหมายจากภาพที่เห็น) แต่โชว์ก็จบลงด้วยความประทับใจ น่าเสียดายที่ว่าในคืนนั้นการแสดงชุด Lands End จัดแสดงเป็นครั้งสุดท้าย เป็นคืนสุดท้าย ใครอยากลองชมส่วนหนึ่งของการแสดงคงต้องคลิกไปดูที่ Youtube (แต่ขอบอกว่าบนเวทีจริง น่าตื่นตากว่ามาก ^_^)
สำหรับ official website ของเทศกาล La Fête ดูได้ที่นี่
สำหรับนักชิมทั้งหลาย กิจกรรมน่าสนใจอีกอย่างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลคือ Dîner Dans Le Noir ดินเนอร์ไร้แสงเทียน (และแสงอื่นๆ) ที่จะจัดขึ้นที่ร้าน Déjà Vu โรงแรม Pullman กรุงเทพฯ จากคอนเซปของร้านอาหาร Dans le Noir? ที่ฝรั่งเศส
6 comments มิถุนายน 9, 2009
Time to Turner

Seizure
- Seizure โดย Roger Hiorns
เวียนมาอีกครั้งสำหรับการเสนอชื่อศิลปินสำหรับรางวัล Turner (Turner Prize) รางวัลอันทรงเกียรติสำหรับศิลปินร่วมสมัยผู้สร้างผลงานอันโดดเด่นในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
นับแต่เริ่มมีขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1984 รางวัล Turner ก็เป็นที่รู้จักกันดี รวมถึงเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ของคนสนใจงานศิลปะร่วมสมัยมาโดยตลอด กฏ กติกา มารยาทของการพิจารณาให้รางวัล รวมทั้งสปอนเซอร์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดจนถึงปัจจุบัน
รางวัล Turner ได้ชื่อมาจาก ท่าน Joseph Mallord William Turner ศิลปินชาวอังกฤษ ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่แม้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารย์อย่างมากในยุคนั้น (ถ้ามีโอกาสไปลอนดอน สามารถแวะไปดูงานของท่านที่ Tate Gallery) แต่ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ John Ruskin นักวิจารณ์ศิลปะชื่อดังซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบงานของ Turner เรียกเขาว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ (The father of modern art)
ดังนั้น เมื่อมีการคิดตั้งรางวัลขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างงานศิลปะของศิลปินร่วมสมัยที่สร้างความแปลกใหม่ เป็นที่น่าสนใจของในแต่ละปี ชื่อของ Turner จึงได้รับเลือกมาตั้งเป็นชื่อรางวัล
สำหรับปีนี้ ผู้ได้รับเลือกเข้าชิงรางวัลมีทั้งหมด 4 คนได้แก่
ผลงานของศิลปินทั้ง 4 คนจะจัดแสดงที่ Tate Britain ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2009 ถึง 16 มกราคม 2010 (งานประกาศรางวัลจะมีขึ้นในวันที่ 7 ธันวาคม 2009 และถ่ายทอดสดทาง Channel 4)
คงต้องมารอลุ้นกันว่าใครจะเป็นผู้ชนะรางวัล Turner ประจำปี 2009
ศิลปินชื่อดังที่เคยได้รับรางวัล Turner อาทิ Damien Hirst และ Anish Kapoor เป็นต้น
Add comment พฤษภาคม 28, 2009
my ブラックバードフライ

ในยุคสมัยที่ใครต่อใครหลงใหลในเทคโนโลยี ต้องมีมือถือรุ่นล่าสุด กล้องถ่ายรูปความละเอียดพันล้านพิกเซล ฯลฯ ก็ยังมีกลุ่มคนที่หลงใหลเสน่ห์แบบเก่าๆ และความ low-tech อยู่
ความเรียบง่ายแบบดั้งเดิม เมื่ออยู่ท่ามกลางสิ่งทันสมัยซับซ้อน ก็กลายเป็นความเก๋ไปได้ มาลองนึกๆ ดู ก็นึกถึงคำว่า exotic ที่พวกฝรั่งชอบใช้กันเวลาพูดถึงประเทศแถบตะวันออกอย่างประเทศเรา ความ exotic แปลก และแตกต่างจึงเป็นสิ่งที่น่าค้นหา น่าสนใจ และเก๋ไก๋ไปได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ สบู่หอมนกแก้วที่สมัยก่อนคนไทยใช้กันเยอะ เป็นที่นิยม มาถึงสมัยหนึ่งก็กลายเป็นของโบราณ เชย แต่พอหนังสือแฟชั่นอย่าง ELLE ที่ฝรั่งเศสบอกว่านกแก้วของเรานี้เป็นสบู่สุดเก๋ของชาวปาริเซียง ความเชยก็กลายเป็นความเก๋ไปโดยปริยาย
มาเข้าเรื่องของกล้องถ่ายรูปกันบ้าง ฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าถ่ายรูปไม่เก่งอย่างแรง ภาพไหวบ้างล่ะ องค์ประกอบไม่สวยบ้างล่ะ แถมยังไม่ชอบอ่านคู่มือ กล้องถ่ายรูปดิจิตอลที่ถ่ายปุ๊บเช็ครูปได้ปั๊บจึงเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตได้อย่างดี ยิ่งที่มีฟังก์ชั่นประเภทกันภาพไหว โฟกัสอัตโนมัติ ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ นอกจากจะสะดวกแล้วยังไม่เปลืองค่าฟิล์มอีกต่างหาก
แต่ก็อีกนั่นแหละ อะไรที่สะดวก ง่าย หรือสบายเกินไป บางครั้งก็ไม่มีสเน่ห์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายคนหลงใหลกล้องแบบแมนวล (manual) และโลโมก็กลายเป็นของเล่นสุดเก๋อย่างหนึ่งของคนที่ชอบความแตกต่าง โพลารอยด์ก็กลับมาฮิตกับเค้าด้วย มาลองคิดดูสเน่ห์ของการถ่ายภาพแบบนี้คือการคาดเดาไม่ได้ เหมือนเวลาที่เราได้ของขวัญมาชิ้นนึง ก็จะมีช่วงระยะ”เวลาลุ้น”ก่อนที่แกะของขวัญฉันใดการใช้กล้องแบบใส่ฟิล์มก็เป็นความรู้สึกลุ้นเช่นกันฉันนั้น เวลาถ่ายก็เป็นการเสี่ยงดวงอย่างหนึ่งว่าภาพจะออกมาเป็นอย่างไร เวลาเอารูปไปล้างและอัดมา จังหวะที่กำลังเปิดอัลบั้มขึ้นมาเช็ครูปก็กลายเป็น moment of truth ประเภทที่ว่ารูปสวยแล้วก็สวยเลย และเสียแล้วก็เสียเลย
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ฉันมีโอกาสได้เป็นนางแบบจำเป็น (จำเป็นจริงๆ เพราะไม่มีใครรับทำ เค้าก็เลยจำเป็นต้องเลือก) ครั้งนั้น มีช่างภาพอิสระ เป็นสาวออสซี่ท่าทางทะมัดทะแมงเป็นคนถ่าย ในยามที่กล้องดิจิตอลเป็นที่นิยมของคนทั่วโลกนั้น เธอคนนี้ใช้กล้องหน้าตาประหลาด รูปทรงวินเทจเป็นกล้องคู่ใจ พร้อมกับใช้ฟิล์มในการถ่ายภาพ ฉันแอบสงสัยว่าถ้ารูปเสียไป (เพราะเช็ครูปไม่ได้) ฉันมิต้องมาเป็นนางแบบจำเป็นอีกหรือ
กล้องตัวนั้นเป็นกล้องแนวตั้ง หน้าตาโบราณ ซึ่งฉันมารู้ภายหลังว่ามันคือกล้องยี่ห้อ Rollei ของเยอรมัน ซึ่งเป็นกล้องที่เรียกว่า twin lens หลายเดือนต่อมาฉันได้เห็นรูปตัวเองในนิตยสารฉบับหนึ่ง ภาพของฉันบนเก้าอี้โยคะนั้นมีสีและแสงสวยๆ เรียบง่าย ดูสงบนิ่ง เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้าใจความแตกต่างที่ได้จากกล้อง twin lens ตัวนั้น
เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสไปเจอกล้องหน้าตาคล้ายๆ กับ Rollei อีกครั้ง ตัวกล้องพลาสติกให้ความรู้สึกเหมือนกล้องของเล่นแบบโลโม่ แต่เป็นรูปแบบกล้อง twin lens กล้องตัวนี้มีชื่อว่า Black Bird Fly มีบ้านเกิดอยู่ที่ญี่ปุ่น เห็นแล้วเกิดอาการปิ๊งทั้งรูปร่างของมันและชื่อเก๋ๆ เลยตัดสินใจพากลับบ้านมาด้วย 1 ตัว ด้วยความคิดที่ว่าคงใช้ไม่ยากนัก
แต่เอาเข้าจริงๆ คนขี้เกียจอ่านคู่มือการใช้งานอย่างฉัน ก็ต้องจำใจเปิดอ่านจนได้ กว่าจะโหลดฟิล์มสำเร็จเล่นเอาลุ้นแทบแย่ แถมเวลาถ่ายก็ยังไม่คุ้ยเคยกับการที่จะต้องปรับระยะโฟกัสเอง ปรับค่า setting ตามความสว่างของแสง ฯลฯ ทำเอาเหนื่อยแต่ก็สนุกดี ถ่ายโน่นถ่ายนี่จนฟิล์มหมดม้วนจึงได้ฤกษ์เอาฟิล์มไปล้าง และรอด้วยใจจดจ่อว่าจะมีรูปที่ใช้ได้บ้างไหม…
ผลปรากฎว่าภาพข้างบน เป็นภาพที่ชัดและดีที่สุดในเซ็ตนี้ :-) และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ Black Bird Fly กับฉันพบกันตัวต่อตัว
2 comments พฤษภาคม 21, 2009
ภาพลวงตา
Floating Door 2007 โดย Patrick Hughes ศิลปินชาวเบอร์มิ่งแฮม
ภาพลวงตาชวนให้หลงเชื่อ
สิ่งที่ตาเห็นอาจไม่ใช่ความจริง
ลวงหลอกให้ลุ่มหลง
หลงในรูป ในภาพลวง
บางทีทั้งที่รู้ก็ยังรักที่จะหลง
ระเริงกับมายา
ฤาจะไม่อยากมองเห็นความจริง
หลง หลอกตา ได้เพิ่มเติมที่
The Invisible Price at Cardiff Castle
Add comment มกราคม 30, 2009
Perishable Beauty งามนี้ไม่จีรัง

หลังจากรู้ข่าวว่า TCDC มีนิทรรศการหมุนเวียนรายการใหม่ ฉันก็จัดแจงหาเวลาไปชมเหมือนกับทุกครั้ง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ชื่อของ TCDC การันตีคุณภาพว่างานนิทรรศการนั้นน่าดูน่าชม
คราวนี้ TCDC นำเสนอเรื่องราวของความตายได้อย่างน่าสนใจ
เมื่อพูดถึงคำว่าตายหรือ perish เรามักจะรู้สึกหดหู่ แต่ความตายก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสวยงามเช่นกันก็เป็นสิ่งไม่จีรัง สมดังชื่อนิทรรศการครั้งนี้ว่า Perishable Beauty
ครั้นลองมามองที่ชื่อภาษาไทย (ซึ่งแปลไม่ตรงกับชื่อภาษาอังกฤษนัก) ว่าอจีรัง คือ โอกาส มุมมองต่อความเสื่อมสลาย ไม่แน่นอนของชีวิตก็เปลี่ยนไป
แล้วอะไรเล่า คือ โอกาสจากความตาย
นิทรรศการเล็กๆ ที่น่าสนใจนี้นำผู้ชมไปพบกับมุมมองใหม่ๆ ทั้งแสดงถึงสิ่งไม่จีรังยั่งยืน สังขารที่ไม่เที่ยง แต่มนุษย์ก็พยายามอย่างเหลือหลายที่จะฉุดรั้งสิ่งไม่เที่ยงนี้ไว้
ความพยายามอย่างมากนี้แหละ นำมาสู่โอกาสทางธุรกิจ
ไม่ว่าจะเป็นการศัลยกรรมความงาม ที่ยื้อ ยุด ฉุด ดึง สิ่งที่กำลังจะหย่อนคล้อยให้กลับเต่งตึงเหมือนเดิม
สิ่งที่เน่าเสียน่ารังเกียจอาจเป็นโอกาสในการศึกษาวิจัยและหาวิธีทำเงิน
ความรู้สึกไม่อยากจากพรากจากสิ่งที่รักนำไปสู่การโคลนนิ่งสัตว์แสนรัก
ความเสื่อม ความเก่าแก่อาจเป็นหนทางสร้างรายได้โดยดึงดูดผู้ที่ถวิลหาวันเวลาเก่าๆ
ความตาย สลาย และเสื่อมจึงไม่ได้มีแต่แง่ลบ อยู่ที่การมองและเห็นโอกาสจากมัน ในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมความเป็นไปของโลกได้ ทำไมเราจะไม่มองหาสิ่งดีๆ จากความเปลี่ยนแปลง
จบจากนิทรรศการ ก็มีสมุดเยี่ยมชมให้ลงความเห็น (ได้อารมณ์เหมือนสมุด friendship เล็กน้อย) ฉันจรดดินสอ ลงเขียนความเห็นสั้นๆ ว่า “Death is so much alive here”
นิทรรศการ Perishable Beauty
จัดแสดงระหว่าง 28 November 2008 – 22 February 2009 | 10:30-21:00 (ปิดวันจันทร์)
สถานที่ Gallery 2, TCDC ชั้น 6 The Emporium สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์
Add comment มกราคม 10, 2009
Genuine Fake ของปลอมขนานแท้
ได้ยินหัวข้อของบทความนี้แล้ว หลายคนอาจจะเกิดอาการงงเล็กน้อยถึงปานกลางว่า Genuine Fake นี่มันเป็น irony หรือเปล่า ของปลอมขนานแท้ นี่มันแปลว่าอะไร?
มาเข้าเรื่องของเรากันเลยดีกว่า ฉันเชื่อว่ามีหลายต่อหลายคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้สารคดีเกี่ยวกับงานศิลปะอย่างที่ฉันเป็นอยู่ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเมื่อใดก็ตามที่ได้มีโอกาสเปิดทีวีดู ฉันจะหมุนไปที่ช่อง True Explore 2 ก่อนใครเพื่อน เพราะช่องนี้มีสารคดีงานศิลปะให้ดูอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้เบื่อ (บางคนที่ไม่ชอบศิลปะ อาจจะเบื่อ) บางรายการฉันดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ละเลียดดูรายละเอียดของงานศิลป์ที่นำมาแสดง แถมบทวิเคราะห์เจาะลึกน่าสนใจ
ล่าสุด ฉันก็ไปสะดุดตากับรายการ Mastering the Art ของคุณจอห์น ไมแอท (John Myatt) เข้า รายการนำเสนอการวาดภาพเลียนแบบงานศิลปะชั้นยอดจากศิลปินชั้นเยี่ยมของโลก ไม่ว่าจะเป็น Monet, Van Gogh, Picasso ฯลฯ โดยศิลปินสมัครเล่นผู้ร่วมรายการ 3 คน จะได้โจทย์จากคุณจอห์นในการวาดภาพในแต่ละสัปดาห์
ตอนที่ฉันดูนั้นเป็นการวาดภาพในสไตล์ของ van Gogh โดยศิลปิน 3 คนได้รับโจทย์ให้วาดภาพ self portrait ของตัวเอง ในแบบของ van Gogh โดยคุณจอห์นพยายามให้ทุกคนเข้าถึงความเป็นแวนโก๊ะ ศิลปินอัจฉริยะผู้อาภัพ ฝีแปรงที่ดูหนาหนักของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และความเป็นตัวตนของตัวเอง อุปกรณ์เสริมที่ศิลปินสมัครเล่นของเรา 3 คนได้รับคือกระจกเงา เรียกว่ามองหน้าตัวเองในกระจกไป วาดไป ทุกคนต่างดูจะไม่ค่อยมั่นใจในผลงานสักเท่าไหร่ พ่อหนุ่มวิศวกรก็ออกจะยึดติดกับวิธีการวาดภาพเหมือนแบบเดิมอยู่ จะมีก็คุณป้านักวาดที่กล้าใช้สีสดอย่างสีส้มและเหลืองในรูป portrait ของตัวเอง สุดท้ายผลงานที่ออกมาก็ให้อารมย์แบบแวนโก๊ะอยู่บ้าง แต่ทั้งสามคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกสนุกที่ได้ลองวาดภาพในแบบที่แตกต่างออกไป ได้ฉีกกฏของตัวเอง แล้วสวมวิญญานของแวนโก๊ะดูสักครั้ง
พูดถึงรายการกันไปแล้ว เราวกกลับมาทำความรู้จักกับคุณจอห์น ไมแอท ศิลปินผู้สร้างงานปลอมๆ ขนานแท้กันสักหน่อย
คุณจอห์นแกได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมใน “the biggest art fraud of the 20th century” พี่ตำรวจสก็อตแลนยาร์ตถึงกับขนานนามการกระทำทุจริตหลอกลวงของคุณจอห์นว่าเป็นการฉ้อโกงเกี่ยวกับงานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 20!
คุณจอห์นแกเริ่มอาชีพจากการร่วมเขียนเนื้อเพลงฮิตติดชาร์ต เมื่อปี 1979 อย่าง Silly Games ของ Janet Key ดังได้สักพัก แกก็ย้ายกลับไปอยู่ที่ Staffordshire เคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้ถูกภรรยาทิ้งไป เหลือไว้แต่ลูก 2 คนกับหนี้สินสารพัน คุณจอห์นในขณะนั้นเป็นครูสอนศิลปะจนๆ คนหนึ่งที่มีภาระมากมาย และแล้วแกก็ค้นพบตัวเองและทางออกให้แก่ชีวิตขัดสน
ด้วยความสามารถในการวาดภาพล้อเลียนและลอกแบบ ในปี 1983 จอห์นเริ่มลงประกาศในนิตยสาร Private Eye เสนอขายภาพ ‘Genuine Fakes for £150 and £200′ หรือของปลอมแท้ๆ จ้า ในราคา 150 – 200 ปอนด์ ไม่ช้าไม่นานผลงานก็เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายออกไป จนไปเข้าตานาย Drewe ผู้ชักจูงเข้าสู่วังวนอาชญากรรม!
เริ่มต้นด้วยงานของ Albert Gleizes ศิลปินแบบ cubist ชาวฝรั่งเศส ซึ่งนาย Drewe นำไปขาย
ปัญหาก็คือเขานำไปขายในลักษณะว่าเป็นผลงานออริจินัล เรียกว่าหลอกลวงสถาบันการประมูลชั้นนำอย่าง Christie’s และพิพิทธภัณฑ์ศิลปะชั้นยอดอย่าง Tate Gallery!
หลังจากร่วมหัวลงแรงกันทำของปลอมออกมาขายนับร้อยชิ้น ได้เงินได้ทองไปมากโข (คุณจอห์นอ้างว่าส่วนแบ่งที่เขาได้รับจากนายดรูว์ ไม่ได้มากอย่างที่หลายคนคิด เรียกว่าแค่มีพอกินอยู่ (อย่างสบายๆ) ไปวันๆ เท่านั้น
ความลับไม่มีในโลกฉันท์ใด การโกหกหลอกลวงก็มีวันเปิดเผยออกมาฉันท์นั้น แม้ว่าคุณจอห์นแกจะวางมือจากการวาดภาพปลอมออกมาขายตั้งแต่ปีค.ศ. 1993 แต่จนแล้วจนรอดแกก็ถูกจับจนได้ในปีค.ศ. 1995 ในฐานความผิดที่เคยก่อเอาไว้ ระหว่างการสืบสวนสอบสวนที่ยาวนานถึง 4 ปี คุณจอห์นกลับใจก็ให้ความร่วมมือกับตำรวจ Scotland Yard เป็นอย่างดี จนผลพิพากษาออกมาให้เขารับความผิดจำคุก 12 เดือน แต่ด้วยความประพฤติดีของเขาทำให้ได้รับการลดโทษลง และได้ออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งหลังไปนอนเล่นในคุก Brixton อยู่ 4 เดือน
หลังจากออกจากคุก เขาสาบานว่าจะเลิกวาดรูปตลอดไป ก็ได้นักสืบ Searle ผู้ซึ่งสืบสวนคดีและนำไปสู่การจับกุมตัวเขานี่แหละ เป็นผู้ชักนำเข้าสู่วงการอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขากลับมาอย่างถูกกฎหมายค่ะ จอห์นเริ่มจากการขายภาพวาดให้กับนักสืบ Searle เป็นงานแรก และนี่ก็เป็นจุดเรื่มต้นอีกครั้งสำหรับนักวาดภาพเลียนแบบขนานแท้
ในการทำงานของเขา การเลือกใช้อุปกรณ์ในการวาดภาพก็สร้างสรรไม่แพ้ตัวผลงานเลยทีเดียว สิ่งนำมาใช้ในการวาดภาพรวมไปถึงสีทาบ้านและเอ่อ…เจลหล่อลื่น KY Jelly (นำมาใช้อย่างไร คงต้องไปสอบถามกันเอาเอง)
สิ่งหนึ่งที่จอห์นพูดไว้อย่างน่าฟังเกี่ยวกับการทำผลงานเลียนแบบงานศิลปะชั้นยอดคือ เขาไม่ได้สักแต่วาดเลียนแบบ แต่เขาพยายามเข้าถึงจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของศิลปินเหล่านั้นด้วย ไม่ต่างไปจากนักแสดงที่ต้องเข้าถึงบทบาทของตัวละคร
ทุกวันนี้ คุณจอห์นแกก็อยู่อย่างสุขสบาย มีเงินใช้ มีงานวาดภาพปลอม (ที่มีการฝัง microchip เอาไว้ เพื่อแสดงให้รู้ว่านี่น่ะ ของปลอมนะจ๊ะ อย่าไปสับสนกับผลงานออริจินัล) เข้ามาไม่ขาดสาย ได้เป็นผู้จัดรายการ Mastering the Art แถมยังมีผู้กำกับสนใจจะนำชีวิตนักปลอมแปลงภาพวาดของแกไปทำเป็นภาพยนตร์อีกแน่ะ อย่างนี้มีแต่เรื่องรับทรัพย์
สุดท้ายนี้ ความปรารถนาอย่างหนึ่งของคุณจอห์นก็คือการได้สร้างผลงานในรูปแบบของตัวเอง และเป็นที่ยอมรับ ว่าแต่ผลจะออกมาเป็นอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป
1 comment กันยายน 4, 2008


