Posts filed under 'เสพศิลปะ'
บ่ายวันอาทิตย์กับต้มยำปลาดิบ

ก่อนที่นิทรรศการศิลปะดีๆ อย่าง “ต้มยำปลาดิบ” ที่หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน จะจบลงในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ ฉันก็หาโอกาสแวะไปดูงานนี้ด้วยคน
สิ่งที่ดึงดูดใจของคนชอบงานศิลปะ (แต่มีความรู้ศิลปะน้อยนิด) อย่างฉัน ก็คือภาพวาดฝีมือพ่อโยชิโมโตะ นาระ ที่เคยเขียนถึงไปแล้วก่อนหน้านี้ ภาพวาดลายเส้นไม่สลับซับซ้อนราวกับภาพการ์ตูนอนิเมชั่น แต่แฝงด้วยแววตาร้ายลึก แถมด้วยเขี้ยวน้อยๆ ของภาพ Night Watch ที่ใช้เป็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์จึงกระตุ้นต่อมความอยากดูของฉันได้เป็นอย่างดี
หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สันอยู่ใกล้แหล่งศูนย์การค้ากลางเมืองอย่างสยามสแควร์และมาบุญครอง แต่จะมีวัยรุ่นสักกี่คนที่เดินมาที่นี่เพื่อดูงานศิลปะดีๆ ฉันแอบคิด
งานนี้มีงานศิลปะหลายสื่อ จากหลายศิลปินให้เลือกเสพทั้งแบบที่เป็นเกมส์ ภาพวาด ภาพถ่าย ผ้าทอ รวมไปถึงงาน audio visual แถมยังมีกิจกรรมน่ารักให้ได้ลงมือวาดภาพ “คนที่เราชอบ” ร่วมไปกับผลงาน ‘Everyone likes someone as you like someone’ ของ Tsuyoshi Ozawa ที่ให้เราได้ลงไม้ลงมือแสดงความสามารถทางศิลปะ เพื่อแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมโลกคนอื่นๆ ที่จะได้รับผลงานของเราไป ส่วนนี้แนะนำให้พาลูกจูงหลานมาร่วมกิจกรรมกันได้
ส่วนงาน มัดหมี่กิโมโน ซึ่งนำผ้าที่ทอในแบบของผ้ามัดหมี่แต่มีลวดลายแบบญี่ปุ่น มาทำเป็นชุดกิโมโน ก็เป็นงานชิ้นที่น่าสนใจทีเดียว ทำให้นึกไปถึงชื่อนิทรรศการที่ว่าสองวัฒนธรรมก็อยู่ร่วมกันได้ การที่ต้มยำกับปลาดิบมาจับคู่กันอาจดูแปลก แต่ก็เป็นการสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา เป็นการเชื่อมโลกเข้าไว้ด้วยกัน เป็นการยอมรับซึ่งความแตกต่าง และอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก
วันนี้ ฉันเดินออกจากงานนิทรรศการพร้อมกับความอิ่มใจเล็กๆ ที่ได้จากงานแสดงศิลปะที่น่ารักงานนี้
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน ‘ต้มยำปลาดิบ’ โปรดคลิกไปที่ http://www.jimthompsonhouse.com/thai/events/Tomyam-Pladib.asp
จนกว่าจะพบกันใหม่ mata aimachou!
Add comment มิถุนายน 2, 2008
ならよしとも กับความทรงจำในวัยเยาว์
ย้อนเวลาไปเมื่อราวสิบปีก่อน สมัยที่ฉันนั่งเฝ้าหน้าจอรอดูรายการเพลงทางช่อง MTV มีศิลปินกลุ่มสาวชาวญี่ปุ่นวงหนึ่งใช้ชื่อว่า Shonen Knife เพลงของพวกเธอเพลงหนึ่งเป็นเพลงภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งๆ แถมเนื้อร้องก็ไม่มีสาระสำคัญอะไร เอาแต่ร้องว่า Banana Chips for you, Banana Chips for me, In the afternoon Banana Chips and Tea… เนื้อเพลงซ้ำๆ ที่ไม่ได้สื่อความหมายลึกซึ้งใดๆ นี้ ติดอยู่ในใจของฉันราวกับว่าเป็นการสะกดจิต แถมด้วยภาพหน้าปก CD ชุด Happy Hour รูปวาดลายเส้นง่ายๆ สีฉูดฉาด ราวกับเป็นฝีมือวาดภาพของเด็ก
ความทรงจำของคนเราบางครั้งก็ชัดเจน ในบางครั้งก็พร่ามัวไปตามกาลเวลา ความทรงจำของฉันกับเสียงเพลง Banana Chips และภาพปกนั้น ยังคงชัดเจนอยู่
เวลาผ่านไป หลายต่อหลายปี ความนิยมชมชอบในการดูรายการทาง MTV ก็ลดลงตามกาลเวลา แต่ละวันหมดไปกับกิจกรรมต่างๆ นานาสารพัดสารพันแล้วแต่จะนึกสรรหามาทำ
แล้ววันหนึ่ง ฉันก็บังเอิญพบกับภาพวาดคุ้นตา เป็นภาพของเด็ก ลายเส้นง่ายๆ ใช้สีไม่กี่สี แต่เค้าหน้าของเด็กนั้นดูคุ้นตาเหลือเกิน
ใช่แล้ว…ฉันนึกย้อนกลับไปถึงภาพหน้าปก CD ของ Shonen Knife จากนั้นก็เริ่ม google หาข้อมูลเกี่ยวกับศิลปินผู้วาดภาพทันที (ฉันรู้สึกขอบคุณ google ทุกครั้ง ที่ต้องการหาข้อมูล ไม่ว่าอะไรก็ตาม ทุกวันนี้ ฉันมี verb ใหม่ ที่ใช้อยู่บ่อยๆ คือ v to google ในความหมายของฉันคือ การหาข้อมูลด้วย search engine แสนดี อย่าง google นี่แหละ) แล้ว google เจ้าเก่า ก็ไม่ทำให้ฉันผิดหวัง
แล้วฉันก็ได้รู้จักศิลปินเจแปนนีสเพิ่มขึ้นอีกคน เขาคือ Yoshimoto Nara (ならよしとも) แรกเห็นฝีมือภาพวาดและงานประติมากรรมแล้ว ฉันเชื่อว่าคุณนาระนี่ต้องเป็นผู้หญิงอย่างแน่นอน เพื่อนรุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็มีความเชื่อ (ผิดๆ) เช่นเดียวกัน แต่เมื่อฉันค้นลึกลงไปก็พบว่านาระซังเป็นผู้ชาย
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าอะไรทำให้ชายหนุ่มสร้างผลงานที่ดูราวกับเป็นฝีมือของหญิงสาว ฉันจึงหาข้อมูลเพิ่ม
งานของนาระ แม้เมื่อมองอย่างผิวเผินจะดูเรียบๆ ง่ายๆ ดูน่ารัก ใส ซื่อ บริสุทธิ์ แต่เมื่อพินิจ พิจารณาให้ดี งานป๊อปอาร์ตน่ารักเหล่านี้ แฝงไปด้วยแง่มุมมืดๆ อยู่ไม่น้อย
เมื่อฉันได้หนังสืองานศิลปะของนาระ ชื่อเรื่อง Lullaby Supermarket มานั้น ฉันจึงอดไม่ได้ที่จะเปิดมันอ่าน และทำความรู้จักกับศิลปินคนนี้
ชื่อหนังสือ Lullaby Supermarket แสดงถึง 2 สิ่งที่ไม่น่าเกี่ยวข้องกัน หนึ่งคือเพลงกล่อมเด็ก อีกหนึ่งคือซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่น่าแปลกเลยหากงานของนาระจะมีความขัดแย้งอยู่ในตัว ระหว่างความอ่อนเยาว์กับความโหดร้าย ข้อจำกัดของมนุษย์ ความมืดบอด ความไม่มั่นคง ฯลฯ
จากภาพเด็กน้อยตากลม กลายเป็นภาพเด็กตาเฉียงแฝงความเจ้าเล่ห์ เหมือนกับตาปิศาจ ในมือเด็กถือมีด หยดเลือด บ้างก็มีคำผรุสวาทแทรกลงไป เมื่ออารมณ์อ่อนลงก็อาจเป็นภาพเด็กหน้าตาละห้อย ดูเงียบเหงา ใส่ชุดราวกับเป็นลูกหมาอยู่ในกล่อง ที่ถูกคนนำมาทิ้งไว้
ความรู้สึกจากการมองแว่บแรกและพินิจลงไปจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สำหรับฉันแล้ว ประติมากรรมชิ้นหนึ่งที่แสดงความรู้สึกแบบนี้ได้เป็นอย่างดีคือ งาน installation ชุด Dog from Your Childhood เป็นหมาสีขาวหน้ายิ้ม หลับตาพริ้ม มีไม้ต่อที่ขาเหมือนกำลังเล่นเกมส์ต่อขาเหมือนที่เด็กสมัยก่อนเล่นกัน หมาน้อยดูสงบ ไม่มีพิษภัย ดูเหมือนภาพฝันในจินตนาการ แต่หากคิดให้ลึกลงไป สุนัขเหล่านี้กำลังเสี่ยงที่จะตกลงมาจากไม้ต่อขา ตาที่หลับพริ้มนั้นมองไม่เห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้น!
ใครว่าความทรงจำในวัยเด็กสวยงามเสมอไป ด้านมืดอาจจะมีอยู่ เพียงแต่ที่เราเลือกที่จะไม่จำ … ก็เท่านั้น
Add comment พฤษภาคม 2, 2008
ฤ โลกนี้คือละคร
จากภาพชุด Life is like a Theatre โดย Marcie Kunnawattana
ท่าน Shakespeare เคยกล่าวไว้ในบทประพันธ์เรื่อง As You Like It (หรือ “ตามใจท่าน”) ว่า “All the world’s a stage” โลกนี้คือละคร มนุษย์แต่ละคนก็เป็นตัวละครที่มีบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน
ความคิดเช่นนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในงานแสดงภาพถ่าย portrait ฝีมือ Marcie Kunnawattana หญิงสาวผู้ตกหลุมรักกับการถ่ายภาพ portrait และทำงานอดิเรกของเธอออกมาได้อย่างสวยงาม ไม่แพ้มืออาชีพหลายๆ คน
ภาพถ่ายสีสันสดใส ทั้ง 12 ชุด สะท้อนความนึกคิดและการตีความของนายแบบนางแบบแต่ละคนต่อหุ่นนิ้ว (finger puppet) อันเป็นโจทย์ที่ตัวเองได้รับ หุ่นนิ้วตัวน้อยนี้เองเป็นตัวแทนของบทบาทและหน้าที่ในชีวิตของแต่ละคน ชีวิตที่มีทั้งหน้าที่ ความฝัน ความสนุกสนาน สีสัน ความสงบ ฯลฯ
Marcie พูดถึงงานของเธอในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ว่าเธอชอบที่จะถ่ายภาพ และการทำงานของเธอก็เป็นความร่วมมือกันระหว่างคนหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นนางแบบ นายแบบ ช่างแต่งหน้า และตัวเธอเอง เมื่อมีเวลาว่างจากการเรียน เธอก็จะใช้เวลากับงานอดิเรกที่เธอรัก
ไม่น่าแปลกใจเลยหากปารีส เมืองแห่งศิลปะและความงามนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้สาวไทยจับกล้องขึ้นมาสร้างสรรงานศิลปะจากภาพถ่าย
สำหรับฉันแล้ว ผลงานของ Marcie ช่างน่าชื่นชม ทั้งในแง่ความสามารถของเธอ และความกล้าที่จะทำความฝัน ความชื่นชอบของตัวเองออกมาเป็นผลงานเหล่านี้
ภาพถ่ายชุด Life is like a Theatre จัดแสดงที่ Bed Supper Club สุขุมวิท 11 ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2551
ชมผลงานภาพถ่ายอื่นๆ ของ Marcie ได้ที่ http://marciedip.deviantart.com/ และ http://marciedip.free.fr
1 comment เมษายน 13, 2008
สร้างจากกระดาษ
กระดาษแผ่นหนึ่งอาจดูเป็นสิ่งไม่มีค่าอะไร แต่ถ้ากระดาษแผ่นนั้นถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่น ด้วยความคิดสร้างสรรและฝีมือ กระดาษธรรมดาๆ อาจไม่ดูไร้ค่าอีกต่อไป
ฉันเป็นคนชอบกระดาษ ด้วยความที่กระดาษมีความหลากหลายแตกต่าง ทั้งในด้านของวัสดุที่นำมาใช้ทำ texture ลวดลาย ฯลฯ หลายครั้งที่กระดาษเป็นสื่อแทนแสดงความแตกต่างของวัฒนธรรม ลวดลายสีสดใส แพทเทิร์นสวยๆ แบบของญี่ปุ่น กระดาษหนาหนักกับลายโมโนแกรมแบบของยุโรป กระดาษสาบางเบาสีสดใสอย่างของภาคเหนือ ไปจนถึงกระดาษปาปิรุสจากต้นปาปิรุสของอียิปต์
แล้ววันนี้กระดาษ A4 สำหรับงานถ่ายเอกสารก็กลายมาเป็นงานศิลปะแสนสวยได้ด้วยอุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้น ใช่ค่ะ ฉันกำลังพูดถึงงานศิลปะจากกระดาษหรือ papercraft นั่นเอง
อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ papercraft ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ ได้แก่
- แพทเทิร์นของงานที่อยากทำ ซึ่งสามารถหา download ได้ฟรีจาก internet มี web ที่แนะนำเป็นของ Canon และ Yamaha หรือจะลอง Google หาแบบอื่นๆ ก็ได้ พอ download เสร็จก็ print ลงบนกระดาษ พร้อมวิธีการทำ (ถ้าต้องการความคงทนแข็งแรงก็ต้องใช้กระดาษที่หนาหน่อย แต่เวลาทำอาจจะตัดค่อนข้างยาก มือใหม่อาจลองใช้กระดาษถ่ายเอกสาร 80 แกรมก่อนค่ะ)
- กรรไกร
- กาว/กาว 2 หน้าแบบบาง
- คัตเตอร์และแผ่นรองตัด
เมื่อมีอุปกรณ์พร้อมแล้วก็ลงมือได้เลย ค่อยๆ ตัดชิ้นส่วนตามแบบ อย่าลืมเขียนหมายเลขของชิ้นส่วนไว้ที่ด้านหลังด้วย เผื่อเวลาประกอบจะได้ง่ายขึ้น papercraft แต่ละแบบก็มีจำนวนชิ้นส่วนและความละเอียดไม่เท่ากัน ก็เลือกดูตามต้องการนะคะ
มาดูตัวอย่าง papercraft ที่ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้วกันดีกว่า

แบบญี่ปุ่น ญี่ปุ่น ก็ต้องตุ๊กตาดารุมะนี่เลยค่ะ ตัวนี้ฝีมือพี่ต่อ

น้องหนูโตโตโร่ก็มีนะ (ตัวนี้โดยสาลี่)

มาแนวสัตว์โลกน่ารักกันบ้างค่ะ หมี Polar แสนน่ารัก ตัวนี้ฝีมือพี่ทรี

แมวเหมียวตัวนี้ฝีมือพี่ต่อ

แพนด้าก็มีด้วย (ฝีมือพี่ทรี)

คราวนี้เป็นบ้านแบบ Gassho-Zukuri ฝีมือฉันเอง (ลองย้อนกลับไปดูรูปบ้านจริงๆ ในเรื่อง 日本 日本วันที่ 1 ได้ค่ะ)

เข้าไปดูในบ้านกัน มีรายละเอียดของห้องต่างๆ ด้วย ส่วนหลังคาก็จำลองแบบมาจากของจริง

ทำเป็นกรอบรูปก็เก๋ (ฝีมือจูน)

สวยทั้งกล่อง ทั้งคนทำ (ฝีมือจูน)
ว่าแล้วปิดเทอมนี้ ลองชวนน้องๆ หนูๆ มาทำ papercraft กันก็น่าจะเป็นการใช้เวลาว่างร่วมกันที่ดีทีเดียวนะคะ
Special Thanks:
- ขอขอบคุณ พี่ทรี พี่ต่อ สาลี่ จูน น้องหญิง ที่ช่วยกันทำผลงาน Papercraft สวยๆ ออกมา
- ขอขอบคุณ จูน ช่างภาพจำเป็น
- ขอขอบคุณ ตี่ ผู้ช่วยช่างภาพและฝ่ายเทคนิค (เอารูปที่จูนถ่าย load ลงใน computer)
3 comments มีนาคม 27, 2008
Myths and Monstrosities
ล่าสุดได้รับ email จาก 100 Tonson Gallery ว่าจะมีงานเปิดนิทรรศการผลงานศิลปะของศิลปินหญิงชาวเบลเยี่ยมในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ความคิดแว่บแรกจากการที่ได้เห็นวันเปิดนิทรรศการ คืองานนี้น่าจะเป็นงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับความรัก แต่เมื่อเปิด press release ที่ attach กับ email ออกมาดูก็รู้ได้ว่าผลงานที่แสดงครั้งนี้ไม่ได้ออกแนวหวานหรือเกี่ยวข้องกับวันวาเลนไทน์แต่อย่างใด
งานของ Peggy Wauters ที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ออกจะดู “ไม่สวย” เสียด้วยซ้ำไป แต่ในความไม่สวยนี้มีสิ่งที่ศิลปินต้องการสื่อออกมาถึงผู้ชม
Peggy สื่อถึงความแตกต่าง คนกลุ่มที่ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือถูกมองว่าแตกต่างจากกลุ่มคนทั่วไปในสังคม ไม่ว่าจะด้วยรูปร่างลักษณะภายนอก หรือความผิดปกติทางด้านจิตใจ โดยมีการนำเอาเรื่องราวในตำนาน และประวัติศาสตร์มาเป็นสื่อในการแสดงออกของงานด้วยส่วนหนึ่ง
Peggy กล่าวว่า “Humor is important. It is related to having a critical, rather than a romanticizing mindset.” บางครั้งการล้อเลียน เสียดสี คนที่ “แตกต่าง” จากเราอาจเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่ควรทำ หากแต่เธอมองว่าการกล้าที่จะยอมรับความแตกต่าง มองด้านที่ไม่ใคร่จะสวยงามนัก ก็เป็นการเปิดตาของเราให้มองเห็นความจริง ไม่ใช่เอาแต่หลีกเลี่ยง ปิดหูปิดตากับสิ่งที่เราคิดว่าไม่อยากรับรู้
ในสูจิบัตรของงานยังพูดถึงแรงบันดาลใจที่ Peggy ใช้ในการสร้างสรรงาน ซึ่งเธอกล่าวว่ามาจากงาน Carnival ในเมือง Aalst ที่เธอเกิดและอาศัยอยู่ ในงาน Carnival นี้ทุกคนมีโอกาสแสดงออกซึ่งความเป็นตัวตนที่แท้จริง ไม่มีความจำเป็นที่จะปกปิดความชอบ จุดบกพร่อง หรือความแตกต่างของตัวเอง ในแง่หนึ่งก็เป็นการเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างของคนอื่นให้ได้
งานของ Peggy ยังสะท้อนถึงความวิปริตของการปรับเปลี่ยนร่างกายของมนุษย์จากการทำศัลยกรรม ด้วยความเชื่อที่ว่าการทำศัลยกรรมทำให้คนเรา “ดูดี” ขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนและความพยายามแก้ไข “ข้อบกพร่อง” นั้นมันมีขอบเขตแค่ไหน มนุษย์ในปัจจุบันมองหาความสมบูรณ์แบบจนบางครั้งก็เกินเลยไป ไม่มีที่สิ้นสุด
งานที่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ และสะท้อนความแตกต่างของคนนี้เองที่ทำให้ฉันนึกถึงความคิดของญี่ปุ่นในเรื่องของ wabi-sabi ที่ว่าความงามเกิดขึ้นได้จากความไม่สมบูรณ์ ความไม่มั่นคง อันเป็นสัจธรรมของชีวิต เช่นเครื่องปั้นดินเผาที่รูปร่างบิดเบี้ยว ไม่สมมาตรแต่มีความงามจากความไม่สมบูรณ์นั้นซ่อนอยู่ แม้แนวคิดในการสร้างสรรของ Peggy และความงามแบบ wabi-sabi อาจจะไม่เหมือนกัน แต่ต่างก็ได้สะท้อนอีกมุมมองหนึ่งของงานศิลปะ
ในยุคสมัยที่คนไขว่คว้าความเป็นเลิศ ความสมบูรณ์แบบ ถ้าเราหยุดมองสิ่งรอบตัว คนอื่นๆ ที่แตกต่างจากเรา เรียนรู้ และยอมรับ ชีวิตอาจเป็นเรื่องที่น่ารื่นรมย์ขึ้นก็ได้
นิทรรศการ Myths and Monstrosities โดย Peggy Wauters จัดแสดงที่ 100 Tonson Gallery ซอยต้นสน (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าชิดลม) ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 20 เมษายน 2551
Website: http://www.100tonsongallery.com
Note: ข้อมูลจากสูจิบัตรงานแสดงผลงาน Myths and Monstrosities
1 comment กุมภาพันธ์ 18, 2008
POP Culture
![]()
- Roy Lichtenstein, “Brush Stroke”, 1965
ทำไมหลายๆ คนมองวัฒนธรรมป๊อปว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไร้สาระ เด็ก ไม่มีแก่นสาร และไม่น่าสนใจ การฟังเพลงป๊อป แล้วนิยมชมชอบเพลงป๊อปทำให้เราเป็นคนที่ไม่คูล (cool) ศิลปะแบบป๊อปอาร์ตถูกมองว่าเน้นการหารายได้มากกว่าคุณค่าทางศิลปะ วิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานาแต่วัฒนธรรมป๊อปยังคงรับความนิยมอยู่จนถึงทุกวันนี้
ฉันเป็นหนึ่งในคนที่ผ่านยุคสมัยของ POP มา และไม่ปฏิเสธว่าเคยบ้าวัฒนธรรมแบบป๊อปมาก
ย้อนนีกถึงวันที่เคยเฝ้าดูรายการ Top of the Pop รายการเพลงจากฝั่งอังกฤษเพื่อจะได้มาคุยกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเรื่องวงโน้น นักร้องคนนี้ เพลงฮิตเพลงนั้น หลงรักวงบอยแบนด์มาก็มาก เสาะแสวงหาหนทางไปดูคอนเสิร์ตเพลงป๊อป ติดตามข่าวสารวงการเพลงป๊อปจากนิตยสารต่างประเทศ รวมทั้งนิตยสารอย่าง Top of the Pop เรียกว่าความเป็นป๊อปอยู่ในแนวหน้าของความสนใจในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ฉันเชื่อว่าแทบทุกคนย่อมผ่านช่วงการนิยมชมชอบวัฒนธรรมแบบป๊อปมาทั้งนั้น แล้วทำไมการชื่นชอบป๊อปจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย หรือไม่น่าเปิดเผย ทำไมการชอบเพลงแบบ Alternative ในยุคสมัยหนึ่งจีงเป็นความชอบที่นับว่าเหนือกว่าการชอบเพลงตลาดแบบเพลงป๊อป
หากมองย้อนกลับไปจะเห็นว่าวงดนตรีอมตะอย่าง The Beatles ก็ร้องเพลงป๊อป ศิลปะแบบที่ถูกมองว่าไม่มีคุณค่า เป็นการทำเพื่อการค้าอย่างงานของเจ้าพ่อ Pop Art Andy Warhol หรือภาพการ์ตูนสีสะดุดตาของ Roy Lichtenstein ยังเป็นที่ชื่นชอบและกล่าวถึงจนทุกวันนี้
แน่นอนว่าศิลปะและศิลปินป๊อปมักสร้างรายได้ได้มาก เพราะความที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่าย และคนส่วนใหญ่เข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องอาศัยการตีความมากมายนัก เรียกว่าดูเพลินๆ ฟังเพลินๆ ไม่ต้องคิดอะไรก็บันเทิงได้
ในโลกที่หลายคนบูชาความซับซ้อน (sophistication) การมีเอกลักษณ์ มองความแตกต่างว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่าการไปตามกระแส จนบางครั้งก็พยายามทำตัวให้ต่าง ดูถูกกระแสหลัก วัฒนธรรมป๊อปก็ถูกมองเป็นเรื่องน่ารังเกียจในบางกลุ่มชนอย่างช่วยไม่ได้ ของบางอย่างมีเอกลักษณ์ แตกต่าง เป็นตัวของตัวเอง แต่หากเข้าสู่ความนิยมแล้วก็เปลี่ยนสถานะเป็นป๊อปไปได้ ก็ Pop Culture มันคือวัฒนธรรมที่ Popular นี่นะ
ใน Wikipedia พูดถึงวัฒนธรรมป๊อปเอาไว้ว่า “Pop culture” can also be defined as the culture that is “left over” when we have decided what “high culture” is. ฟังดูเจ็บแสบดีแท้ แต่ก็ยังบอกต่อไปว่างานบางอย่างก็ก้าวข้าม “คำครหา” ข้างต้นไปได้ อย่างงานของ Shakespeare และ Dickens (ซึ่งใครจะคิดว่าเป็นงานแบบป๊อป)
สุดท้ายแล้วโลกก็ยังหมุนต่อไป ความนิยมมาแล้วก็ไป fashion เปลี่ยนผ่านไปตามฤดูกาล … วัฒนธรรมป๊อปก็ยังคงอยู่คู่กับเรา ไม่ว่าเราจะรับมันเข้ามาในใจหรือไม่ก็ตาม
2 comments มกราคม 21, 2008
ศิลปะ ไม่เท่ากับ ความงาม
“ศิลปะ = ความงาม” คำกล่าวนี้เป็นจริงหรือ
หากเรามองภาพแบบอิมเพรสชั่นนิสของโมเน่ต์ สัมผัสได้ถึงแสงและสีที่ผ่อนคลาย รับรู้ถึงเสียงเพลงในภาพวาดนั้น เราอาจคล้อยตามไปกับคำกล่าวข้างต้นได้ไม่ยาก แต่ศิลปะสะท้อนหรือแสดงแต่เพียงความงามจริงๆ หรือ
ศิลปะก็เหมือนศาสตร์ประเภทอื่นๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อรับใช้ และตอบสนองความต้องการของทั้งผู้สร้าง และผู้รับสื่อ ด้วยวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ศิลปินคนหนึ่งอาจต้องการแสดงออกถึงความนึกคิด ความเป็นตัวตน ความรู้สึกต่อสภาพสังคม ความกดดันภายในจิตใจ และอีกหลายๆ อย่าง ในขณะที่ศิลปินบางคนสร้างงานเพื่อเงิน
หากจะพูดถึงศิลปะทั้งหมดทั้งปวงแล้วคงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเขียนตลอดชีวิต อีกทั้งความรู้ของฉันนับว่าอ่อนด้อยในหลายๆ แง่มุม ทำให้ไม่สามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตามแนววิชาการได้ แต่หากในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งที่ชื่นชอบและนิยมในงานศิลปะแล้ว ฉันก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวและความรู้สึกได้อย่างไม่ขัดเขิน
รายการโทรทัศน์กับฉันนั้นไม่ได้ถูกโรคกันนัก เมื่อเทียบกับหลายๆ คนแล้ว ฉันเป็นคนที่แทบจะล้าหลัง (มาก) ในแง่ของรายการทีวีและละคร เรียกว่าใครดูอะไร ติดละครเรื่องไหน อย่าได้เข้ามาคุย เพราะฉันจะทำหน้างง แล้วก็ไม่รู้เรื่อง แต่ฉันก็มีรายการที่ชอบดูอยู่เหมือนกัน ซึ่งออกจะเป็นรายการที่หาคนคุยได้ด้วยน้อยอยู่สักหน่อย ฉันชอบรายการเกี่ยวกับศิลปะ ไม่ว่าจะวิจารณ์แง่มุมต่างๆ ของภาพเขียนระดับโลก พาไปดูแกลเลอรี่ชั้นนำ แม้แต่ศิลปะริมถนนหนทาง
อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นว่าความรู้ทางด้านศิลปะของฉันมีอยู่จำกัด การได้ดูรายการที่แสดงถึงงานศิลปะทางฝั่งอเมริกาจึงนับเป็นประสบการณ์ใหม่ แน่นอนว่าฉันรู้จักศิลปินอเมริกันอยู่บ้าง และมีงานบางงานที่เคยผ่านตา แต่ก็ยังนับเป็นบีกินเนอร์ออฟบีกินเนอร์ คือแทบไม่รู้อะไรเลย
หลายปีก่อนเคยได้เห็นภาพงานศิลปะนำเอาหินมากองเป็นขด (spiral) ในทะเลสาบ และถามตัวเองว่านี่น่ะหรือที่เรียกว่าศิลปะ จนเมื่อ 2 วันก่อนได้ดูรายการ Artland: USA ภาพหินขดในน้ำก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มันไม่ใช่แค่กองหิน มันเป็นท่าเรือแบบขด! (spiral jetty) แน่นอนว่ามันไม่ได้ใช้จอดเรือ แต่เป็นศิลปะแบบที่เรียกว่า Earth Work
Spiral Jetty ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Great Salt Lake ในรัฐยูทา (Utah) มาตั้งแต่ปี 1970 และแน่นอนว่ามันไม่ใช่เพียงกองหินอย่างที่เคยคิด มันเป็นการถมที่ทำเป็นท่าเรือแบบขดขึ้นมา ในรายการสัมภาษณ์ผู้ที่เป็นคนก่อสร้างเจ้า Spiral Jetty นี้ขึ้น (แน่นอนว่าศิลปินไม่ได้ลงมือถมที่สร้างมันขึ้นมาเอง) ว่าเข้าใจหรือรู้สึกอย่างไรกับวงขดริมทะเลสาปนี้ เขาตอบว่าไม่รู้สิ แต่รู้สึกสบายใจที่ได้เห็นมัน นี่อาจจะเป็นสิ่งดีๆ ที่ Spiral Jetty มอบให้คนธรรมดาๆ อย่างเรา มันไม่ใช่ความงามแต่เป็นความพึงพอใจต่างหาก
หากจะยกตัวอย่างที่ชัดเจนขึ้นไปอีกสำหรับศิลปะที่ไม่เท่ากับความงาม ฉันนึกถึงงาน Mother and Child, Divided ที่นำเสนอซากแม่วัวลูกวัวผ่าครึ่ง อยู่ในตู้กระจกใส่น้ำยาฟอร์มาลีน ของ Damien Hirst คงไม่มีใคร ภายใต้สภาวะจิตใจปกติ จะมองงานแบบนี้ว่าสวย แต่แน่นอนว่าศิลปินมีจุดมุ่งหมายในการนำเสนอสิ่งที่ไม่งาม ไม่น่าดู (ซึ่งก็ยังมีคนที่อยากดู)
ตัวศิลปินเองบางครั้งสะท้อนความน่าเกลียดของสิ่งที่พบเห็นออกมา อย่าง Guernica ของปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) ที่แสดงความน่าเกลียดของสงครามกลางเมืองสเปน
ศิลปะอาจจะไม่ใช่ความงามความรื่นรมย์เสมอไป แต่ศิลปะก็เปรียบเสมือนชีวิต มีทั้งด้านดีงาม ด้านน่าเกลียด ไม่มีชีวิตใดที่จะสวยงามหรือย่ำแย่ไปเสียหมด แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรชีวิตก็ยังถูกขับเคลื่อนให้เดินหน้าต่อไป ศิลปะก็ยังอยู่คู่เราแม้จะเปลี่ยนผ่านกาลเวลาไป
Add comment มกราคม 18, 2008

