Opportunity Knocks!

โอกาส…บางครั้งก็ต้องรอ รอ แล้วก็รอ กว่าจะมา

บางครั้ง ที่เราไม่ได้ตั้งตารอ มันกลับพุ่ง มุ่งตรงมาชนเข้าอย่างจัง นี่แหละที่ฉันเรียกว่า Opportunity … knocks!

เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ฉันเพิ่งเรียนจบกลับมา พร้อมกับปริญญา 1 ใบ แน่นอนว่าฉันมองหางานที่ตรงกับสาขาที่เรียน วันแล้ววันเล่าฉันเฝ้าพลิกหนังสือพิมพ์หางานที่ “น่าทำ”

แล้ววันหนึ่ง สายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับโฆษณารับสมัครงานของโรงแรมแห่งหนึ่งที่มีสาขาอยู่ในลอนดอน แล้วกำลังจะมาเปิดตัวที่กรุงเทพฯ

ลอนดอน … ลอนดอน … อังกฤษ แหมเข้าทางฉันเลย ได้ทำงานโรงแรม แถมโรงแรมของอังกฤษเสียด้วย ฉันไม่รอช้ารีบส่งใบสมัครไปเร็วพลัน

ระหว่างรองาน ก็ไปเที่ยวให้สบายใจเสียก่อน เที่ยวไปเพลินๆ ก็ลืมเรื่องที่ไปสมัครงานเอาไว้ …

กลับมาปุ๊บ คนที่บ้านก็บอกปั๊บ ว่าเค้าเรียกไปสัมภาษณ์งานแล้วนะ ให้รีบติดต่อไปไวๆ

กริ๊งๆ ฉันโทรไปนัดหมายเวลาเสร็จสรรพ ก็ไปสัมภาษณ์ คุยไป คุยมา ปรากฏว่าได้งาน โอกาสทำงานแรกแบบจริงๆ จังๆ ในชีวิต วิ่งเข้ามาหาฉันแล้ว

ฉันมุ่งหน้าทำงานแรกไป หลายๆ อย่างก็เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ทำงานไป เรียนรู้ไป ได้พบเจออะไรใหม่ๆ ได้พบคนใหม่ๆ โอกาสสารพัดวิ่งมาหา ได้ลองไปเป็นพนักงานต้อนรับ ลองชิมโน่น ลองทำนี่ ลองไปเรื่อยๆ แบบคนไฟแรง

เมื่อโรงแรมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก็มีการจ้างกลุ่มประชาสัมพันธ์มาทำการโปรโมทโรงแรมเป็นการใหญ่ ฉันประทับใจกับชื่อบริษัทประชาสัมพันธ์แห่งนี้ เค้าใช้ชื่อกันว่า “opportunity knocks”

ว่ากันว่าเวลาและวารีไม่คอยใคร เวลาผ่านเลยไป ฉันเริ่มเคยชินกับงานที่ทำความตื่นเต้น เริ่มหายไปทีละน้อย ฉันในตอนนั้น เฝ้ารอโอกาสมาวิ่งชนอีกสักครั้ง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โอกาสวิ่งมาทางฉันอยู่หลายครั้ง บางทีฉันเอื้อมมือออกไปแตะ แต่แล้วกลับปล่อยให้มันหลุดลอยไป บางครั้งฉันจับมันเอาไว้ บางครั้งฉุดกระชาก บางครั้งก็หลบ ชีวิตมันก็แบบนี้

และวันนี้ โอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตการทำงานของฉันก็มาอีกครั้ง มันกลับไปยังจุดเริ่มต้น ที่โรงแรมแห่งนั้น ที่ที่ฉันเคยยืนอยู่เมื่อ 5 ปีก่อน

แม้จะเป็นที่เดิม แต่ไม่เหมือนเดิม

แม้จะเป็นที่เดิม แต่ฉันโตขึ้น

แม้จะเป็นที่เดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม 

แต่ถึงอย่างไร ฉันก็อ้าแขนออกแล้วปล่อยให้โอกาสวิ่งเข้าชนเหมือนเดิม ไม่น่าแปลก ที่ฉันจะยังยืนมึนๆ งงๆ กับการวิ่งชนครั้งนี้ และภาวนาลึกๆ ให้มันเป็นโอกาสที่ดีจริงๆ สมกับที่ฉันต้องปล่อยมือจากโอกาสอื่นๆ ที่เคยโอบกอดเอาไว้ก่อนหน้านี้

ข้อคิดเห็น (4)

Print it!

“แล้ง หนาว แต่เร้าใจ” เป็นคำโปรยสำหรับนิทรรศการแสดงงานของ Marimekko เมื่อประมาณ 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ซึ่งทางศูนย์สร้างสรรงานออกแบบ หรือ TCDC จัดขึ้น

ผลงานภาพพิมพ์สีสดใส โดดเด่นด้วยลายดอกไม้สีแดงสด กับลวดลายแบบกราฟฟิกเด็ดๆ ถือกำเนิดขึ้นจากสมองของนักออกแบบชาวฟินแลนด์

ท่ามกลางสภาพอากาศที่แห้งแล้ง หนาวเหน็บ และโดดเดี่ยว มีเพียงสมองของมนุษย์นี่แหละที่สร้างสรร สร้างค่า ราคาให้กับดินแดนแห่งนั้น สมกับคำโปรยที่ว่า แล้ง หนาว … แต่เร้าใจ

ลวดลายของ Marimekko ได้แรงบันดาลใจมาจากหลายสิ่ง ทั้งธรรมชาติ ลวดลายพื้นบ้านของฟินแลนด์ ผสมผสานกับลวดลายแบบกราฟฟิค

แล้ววันนี้ยักษ์ใหญ่ในวงการแฟชั่น streetware อย่าง Hennes & Mauritz หรือ H&M ก็แนะนำคอลเลกชั่นที่ชื่อว่า A Tribute to Marimekko ที่นำลวดลายผ้าของ Marimekko มาทำเป็นเสื้อผ้าหน้าร้อนสีสดใส ทั้งของหญิงสาว ชายหนุ่ม หรือแม้แต่เสื้อเด็ก

A Tribute to Marimekko ออกจำหน่ายตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้ที่ร้าน H&M ทั่วไป สำหรับแฟนๆ H&M ชาวไทยแวะชม collection สุดเร้าใจนี้ได้ที่ H&M Website ส่วนใครที่อยากจะทำความรู้จักกับ Marimekko ให้มากขึ้น ก็ลองเข้าไปดูได้ที่ Marimekko Website

เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ Marimekko

- ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1951

- เป็นที่โด่งดังในอเมริกาเมื่อ Jacqueline Kennedy ซื้อชุดของ Marimekko 8 ชุด และใส่มันในระหว่างช่วงการหาเสียงเมื่อปี ‘60 ประธานาธิบดีสหรัฐ

- ลวดลายของ Marimekko ปรากฏอยู่บนเสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ ทั้งแก้วน้ำ จาน ชาม ร่ม ฯลฯ ไปจนถึงกระดาษทิชชู

ความคิดเห็น

ならよしとも กับความทรงจำในวัยเยาว์

ย้อนเวลาไปเมื่อราวสิบปีก่อน สมัยที่ฉันนั่งเฝ้าหน้าจอรอดูรายการเพลงทางช่อง MTV มีศิลปินกลุ่มสาวชาวญี่ปุ่นวงหนึ่งใช้ชื่อว่า Shonen Knife เพลงของพวกเธอเพลงหนึ่งเป็นเพลงภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งๆ แถมเนื้อร้องก็ไม่มีสาระสำคัญอะไร เอาแต่ร้องว่า Banana Chips for you, Banana Chips for me, In the afternoon Banana Chips and Tea… เนื้อเพลงซ้ำๆ ที่ไม่ได้สื่อความหมายลึกซึ้งใดๆ นี้ ติดอยู่ในใจของฉันราวกับว่าเป็นการสะกดจิต แถมด้วยภาพหน้าปก CD ชุด Happy Hour รูปวาดลายเส้นง่ายๆ สีฉูดฉาด ราวกับเป็นฝีมือวาดภาพของเด็ก

ความทรงจำของคนเราบางครั้งก็ชัดเจน ในบางครั้งก็พร่ามัวไปตามกาลเวลา ความทรงจำของฉันกับเสียงเพลง Banana Chips และภาพปกนั้น ยังคงชัดเจนอยู่

เวลาผ่านไป หลายต่อหลายปี ความนิยมชมชอบในการดูรายการทาง MTV ก็ลดลงตามกาลเวลา แต่ละวันหมดไปกับกิจกรรมต่างๆ นานาสารพัดสารพันแล้วแต่จะนึกสรรหามาทำ

แล้ววันหนึ่ง ฉันก็บังเอิญพบกับภาพวาดคุ้นตา เป็นภาพของเด็ก ลายเส้นง่ายๆ ใช้สีไม่กี่สี แต่เค้าหน้าของเด็กนั้นดูคุ้นตาเหลือเกิน

ใช่แล้ว…ฉันนึกย้อนกลับไปถึงภาพหน้าปก CD ของ Shonen Knife จากนั้นก็เริ่ม google หาข้อมูลเกี่ยวกับศิลปินผู้วาดภาพทันที (ฉันรู้สึกขอบคุณ google ทุกครั้ง ที่ต้องการหาข้อมูล ไม่ว่าอะไรก็ตาม ทุกวันนี้ ฉันมี verb ใหม่ ที่ใช้อยู่บ่อยๆ คือ v to google ในความหมายของฉันคือ การหาข้อมูลด้วย search engine แสนดี อย่าง google นี่แหละ) แล้ว google เจ้าเก่า ก็ไม่ทำให้ฉันผิดหวัง

แล้วฉันก็ได้รู้จักศิลปินเจแปนนีสเพิ่มขึ้นอีกคน เขาคือ Yoshimoto Nara (ならよしとも) แรกเห็นฝีมือภาพวาดและงานประติมากรรมแล้ว ฉันเชื่อว่าคุณนาระนี่ต้องเป็นผู้หญิงอย่างแน่นอน เพื่อนรุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็มีความเชื่อ (ผิดๆ) เช่นเดียวกัน แต่เมื่อฉันค้นลึกลงไปก็พบว่านาระซังเป็นผู้ชาย

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าอะไรทำให้ชายหนุ่มสร้างผลงานที่ดูราวกับเป็นฝีมือของหญิงสาว ฉันจึงหาข้อมูลเพิ่ม

งานของนาระ แม้เมื่อมองอย่างผิวเผินจะดูเรียบๆ ง่ายๆ ดูน่ารัก ใส ซื่อ บริสุทธิ์ แต่เมื่อพินิจ พิจารณาให้ดี งานป๊อปอาร์ตน่ารักเหล่านี้ แฝงไปด้วยแง่มุมมืดๆ อยู่ไม่น้อย

เมื่อฉันได้หนังสืองานศิลปะของนาระ ชื่อเรื่อง Lullaby Supermarket มานั้น ฉันจึงอดไม่ได้ที่จะเปิดมันอ่าน และทำความรู้จักกับศิลปินคนนี้

ชื่อหนังสือ Lullaby Supermarket แสดงถึง 2 สิ่งที่ไม่น่าเกี่ยวข้องกัน หนึ่งคือเพลงกล่อมเด็ก อีกหนึ่งคือซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่น่าแปลกเลยหากงานของนาระจะมีความขัดแย้งอยู่ในตัว ระหว่างความอ่อนเยาว์กับความโหดร้าย ข้อจำกัดของมนุษย์ ความมืดบอด ความไม่มั่นคง ฯลฯ

จากภาพเด็กน้อยตากลม กลายเป็นภาพเด็กตาเฉียงแฝงความเจ้าเล่ห์ เหมือนกับตาปิศาจ ในมือเด็กถือมีด หยดเลือด บ้างก็มีคำผรุสวาทแทรกลงไป เมื่ออารมณ์อ่อนลงก็อาจเป็นภาพเด็กหน้าตาละห้อย ดูเงียบเหงา ใส่ชุดราวกับเป็นลูกหมาอยู่ในกล่อง ที่ถูกคนนำมาทิ้งไว้

ความรู้สึกจากการมองแว่บแรกและพินิจลงไปจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สำหรับฉันแล้ว ประติมากรรมชิ้นหนึ่งที่แสดงความรู้สึกแบบนี้ได้เป็นอย่างดีคือ งาน installation ชุด Dog from Your Childhood เป็นหมาสีขาวหน้ายิ้ม หลับตาพริ้ม มีไม้ต่อที่ขาเหมือนกำลังเล่นเกมส์ต่อขาเหมือนที่เด็กสมัยก่อนเล่นกัน หมาน้อยดูสงบ ไม่มีพิษภัย ดูเหมือนภาพฝันในจินตนาการ แต่หากคิดให้ลึกลงไป สุนัขเหล่านี้กำลังเสี่ยงที่จะตกลงมาจากไม้ต่อขา ตาที่หลับพริ้มนั้นมองไม่เห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้น!

ใครว่าความทรงจำในวัยเด็กสวยงามเสมอไป ด้านมืดอาจจะมีอยู่ เพียงแต่ที่เราเลือกที่จะไม่จำ … ก็เท่านั้น

ความคิดเห็น

ฤ โลกนี้คือละคร

จากภาพชุด Life is like a Theatre โดย Marcie Kunnawattana

ท่าน Shakespeare เคยกล่าวไว้ในบทประพันธ์เรื่อง As You Like It (หรือ “ตามใจท่าน”) ว่า “All the world’s a stage” โลกนี้คือละคร มนุษย์แต่ละคนก็เป็นตัวละครที่มีบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน

ความคิดเช่นนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในงานแสดงภาพถ่าย portrait ฝีมือ Marcie Kunnawattana หญิงสาวผู้ตกหลุมรักกับการถ่ายภาพ portrait และทำงานอดิเรกของเธอออกมาได้อย่างสวยงาม ไม่แพ้มืออาชีพหลายๆ คน

ภาพถ่ายสีสันสดใส ทั้ง 12 ชุด สะท้อนความนึกคิดและการตีความของนายแบบนางแบบแต่ละคนต่อหุ่นนิ้ว (finger puppet) อันเป็นโจทย์ที่ตัวเองได้รับ หุ่นนิ้วตัวน้อยนี้เองเป็นตัวแทนของบทบาทและหน้าที่ในชีวิตของแต่ละคน ชีวิตที่มีทั้งหน้าที่ ความฝัน ความสนุกสนาน สีสัน ความสงบ ฯลฯ

Marcie พูดถึงงานของเธอในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ว่าเธอชอบที่จะถ่ายภาพ และการทำงานของเธอก็เป็นความร่วมมือกันระหว่างคนหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นนางแบบ นายแบบ ช่างแต่งหน้า และตัวเธอเอง เมื่อมีเวลาว่างจากการเรียน เธอก็จะใช้เวลากับงานอดิเรกที่เธอรัก

ไม่น่าแปลกใจเลยหากปารีส เมืองแห่งศิลปะและความงามนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้สาวไทยจับกล้องขึ้นมาสร้างสรรงานศิลปะจากภาพถ่าย

สำหรับฉันแล้ว ผลงานของ Marcie ช่างน่าชื่นชม ทั้งในแง่ความสามารถของเธอ และความกล้าที่จะทำความฝัน ความชื่นชอบของตัวเองออกมาเป็นผลงานเหล่านี้

ภาพถ่ายชุด Life is like a Theatre จัดแสดงที่ Bed Supper Club สุขุมวิท 11 ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2551

ชมผลงานภาพถ่ายอื่นๆ ของ Marcie ได้ที่ http://marciedip.deviantart.com/ และ http://marciedip.free.fr

Comments (1)

แองเจล่า อะกิ กับ ซากุระ อิโระ

เคยได้ยินคำพูดที่ว่าอย่าตัดสินหนังสือจากปกกันบ้างไหม ฉันเชื่อว่าจนแล้วจนรอดเราหลายคนก็ยังตัดสินหนังสือจากปก ว่าเล่มไหนน่าอ่าน อย่างน้อยๆ ถ้าเราไม่รู้จักนักเขียน หรือไม่ได้อ่านบทวิจารณ์หนังสือนั้นๆ มาก่อน การดูหน้าปกก็ช่วยให้เราตัดสินใจหยิบหนังสือสักเล่มกลับมาทำความรู้จักให้มากขึ้นที่บ้าน

สำหรับฉันแล้ว การซื้อหนังสือโดยดูจากปกเป็นความตื่นเต้นเล็กๆ เหมือนกับการซื้อล็อตเตอรี่ ได้หนังสือปกสวยเนื้อเรื่องดีถือว่าถูกรางวัล เล่มในปกสวยเนื้อเรื่องไม่แจ่มก็ถือว่าถูกกิน

ฉันเองไม่เคยได้ซื้อล็อตตารี่จริงๆ เพราะคิดว่าเอาเงินไปซื้อหนังสือ อย่างน้อยหนังสือหนึ่งเล่มก็มีอะไรให้อ่านมากกว่ากระดาษล็อตตารี่ 1 แผ่น

และแล้ววันหนึ่งอาการตัดสินหนังสือจากปกก็ลุกลามไปถึงการตัดสินซีดีจากปก วันหนึ่งในร้านหนังสือลูกผสม (ผสมร้านเครื่องเขียน ซีดีเพลง ดีวีดี ร้านกาแฟ ฯลฯ) ฉันมองหาซีดีแผ่นใหม่ไว้ฟังในรถ สายตาก็สอดส่ายไปเจอปกซีดีรูปสาวสวยหน้าฝรั่งใส่แว่นกรอบสีดำ รูปหน้าปกยากจะบอกว่าเป็นคนชาติไหน แต่อ่านจากชื่อคิดว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น แน๊ะ ร้องเพลงญี่ปุ่นซะด้วย อย่ากระนั้นเลย ฉันเริ่มมองหาที่เล่นซีดีเพลงตัวอย่างว่ามีเพลงของสาวคนนี้ให้ทดลองฟังหรือเปล่า เดินหาอยู่หลายรอบไม่เจอตัวอย่างซีดี เลยตัดใจไปก่อน คิดว่าวันหน้าจะลองหาเพลงของเธอฟังก่อนจะตัดสินใจว่าซื้อหรือไม่

เวลาผ่านไปหลายอาทิตย์ ฉันก็ไปเดินเล่นในร้านหนังสือลูกผสมอีกครั้ง คิดอยากได้ซีดีใหม่สักแผ่น ก็ไปจ๊ะเอ๋กับสาวหน้าฝรั่งคนนั้นอีกครั้ง คราวนี้ฉันหยิบแผ่นซีดีรูปเธอขึ้นมาพลิกไปพลิกมาอีกครั้ง ‘ปกสวยเนอะ’ ฉันคิด แต่ก็ยังพยายามมองหาที่เล่นซีดีตัวอย่าง เผื่อมีเพลงให้ลองฟัง มองแล้วมองเล่าก็ยังไม่เจอ ยังไม่ได้ลองหาเพลงของเธอฟังดูซะด้วย เอายังไงดีนะ

“ซื้อไปเหอะ เห็นดูหลายรอบแล้ว” เสียงจากสวรรค์ เอ๊ย! จากแฟนฉัน บอกให้รีบซื้อๆ ไปเดี๋ยวร้านเค้าจะปิดแล้ว เอาก็เอา คิดว่าซื้อล็อตเตอรี่แล้วกัน สาวสวยๆ อย่างเธอต้องร้องเพลงเพราะสิน่า ฉันทึกทักเอาเข้าข้างตัวเอง

แล้ว Angela Aki ก็มานอนอยู่ในถุงผ้า (ช่วยรักษาโลก ไม่ให้ร้อน) ของฉัน

เพลงแรกที่ฟังคือ Sakura Iro ช่างเข้ากับช่วงเวลานี้จริงๆ เวลานี้ซากุระคงกำลังบาน สวย อยู่ที่ญี่ปุ่น เพลงของเธอฟังสบายๆ เป็นเพลงป๊อปที่ฟังง่าย ติดหูเร็ว เพลงอื่นๆ ก็เพราะไม่แพ้กัน อีกเพลงที่เมโลดี้สวย เข้ากับเสียงเปียโนและเสียงร้องเพราะๆ ของอะกิซัง คือ One Melody ส่วนเพลงภาษาอังกฤษก็มีแถมมา 1 เพลงคือ Surrender ลองฟังเพลงของเธอได้ที่ Angela Aki Official Website

โดยรวมแล้วถือว่าฉัน “ถูกล็อตเตอรี่” กับซีดีแผ่นนี้ค่ะ

ความคิดเห็น

ใจลอย

ทุ่งดอก daffodil (ภาพจาก http://aslowerpace.com/serendipity/uploads/Daffodil1.jpg)

อากาศร้อนๆ แบบนี้ชวนให้อยากออกจากเมืองกรุงไปพักผ่อนตากอากาศ แต่เดี๋ยวนี้จะออกไปไหนก็อากาศร้อนไปหมด คนจำนวนมากเลยหันมาเที่ยวห้างตากแอร์กันแทน

ในวันแดดจ้าพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง ถ้าอากาศบ้านเราไม่ร้อนอย่างนี้ก็คงดี หลายคนคงอยากไปเริงร่าอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ ว่าแล้วก็นึกถึงกลอนของ Mr. Wordsworth ที่กล่าวถึงทุ่งดอกแดฟโฟดิลเอาไว้อย่างได้ไพเราะ สวยงาม และจับใจ อ่านแล้วนึกถึงสายลมอ่อน กับท้องฟ้าสีฟ้าใส ดอกแดฟโฟดิลเต้นระบำ เคลียคลอ ล้อเล่นกับสายลม … ใจลอย

             I wandered lonely as a cloud

          That floats on high o’er vales and hills,

          When all at once I saw a crowd,

          A host, of golden daffodils;

          Beside the lake, beneath the trees,

          Fluttering and dancing in the breeze.

 

          Continuous as the stars that shine

          And twinkle on the milky way,

          They stretched in never-ending line

          Along the margin of a bay:                                  10

          Ten thousand saw I at a glance,

          Tossing their heads in sprightly dance.

 

          The waves beside them danced; but they

          Out-did the sparkling waves in glee:

          A poet could not but be gay,

          In such a jocund company:

          I gazed–and gazed–but little thought

          What wealth the show to me had brought:

 

          For oft, when on my couch I lie

          In vacant or in pensive mood,                               20

          They flash upon that inward eye

          Which is the bliss of solitude;

          And then my heart with pleasure fills,

          And dances with the daffodils

บทกวีโดย William Wordsworth (1770 - 1850)

 

Comments (1)

The future is Blythe

Blythe in NY (from thisisblythe website)

คุณจะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้พบกับสาวน้อยหน้าใสตากลมโตแต่งตัวสวยเก๋เป็นครั้งแรก สำหรับผู้หญิงอย่างฉัน น้องสาวหน้าสวยที่ชื่อ Blythe (บลายธ์) นี้ถือเป็นรักแรกพบก็ว่าได้

ว่ากันว่า Beauty is in the eyes of the beholder ความสวยนั้นไซร้แล้วแต่ใครจะมอง หลายคนมองสาว Blythe ว่าหน้าแปลก บ้างว่าน่ากลัว แต่สำหรับบรรดาผู้หลงรักสาวสวยตากลมนางนี้แล้วล่ะก็ เธอคือดาวเด่น ไม่ว่าจะมาในผมสีอะไร ตาสีไหน แต่งชุดอะไร สาว Blythe ก็ดูสวยเสมอ จึงไม่น่าแปลกใจหากเธอจะคว้าตำแหน่งขวัญใจช่างภาพ หรือ Miss Photogenic ไปได้อย่างขาดลอย

ฉันเชื่อว่าน้อง Blythe เป็นตุ๊กตาที่ถูกนำมาถ่ายภาพ portrait มากที่สุด ด้วยความสวย ซึ่งบางครั้งดูสดใส แต่บางครั้งก็แฝงความลึกลับไว้ในที หากลอง google ดูก็คงได้เห็นว่าน้อง Blythe เธอป๊อปปูล่าแค่ไหน เรียกว่าในบรรดาคนนิยมตุ๊กตาสวยๆ เธอก็เด่นไม่แพ้แม่ Barbie ทีเดียว

พูดถึง Blythe แล้วมาทำความรู้จักถึงประวัติของเธอกันสักนิดดีกว่า สาว Blythe ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1972 โดย Kenner เด็กสมัยนั้นคิดว่าตาของน้อง Blythe ที่เปลี่ยนสีตาได้ด้วยการดึงเชือกที่อยู่ด้านหลังของหัวออกจะน่ากลัวไปสักหน่อยจึงมีการผลิตขายขึ้นแค่ปีเดียว ต่อมาในปี 1997 คุณ Gina Garan ก็ได้รับ Blythe จากเพื่อนคนหนึ่งซึ่งบอกว่าเธอหน้าเหมือนน้อง Blythe จากจุดนี้เองที่ทำให้ Gina ถ่ายภาพของน้อง Blythe ในแบบต่างๆ และทำให้สาวน้อยคนงามกลับฟื้นคืนความนิยมขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบัน Neo-Blythe สร้างสรรโดย CWC และผลิตโดย Takara (ข้อมูลจาก This is Blythe)

กลุ่มผู้นิยมก็เปลี่ยนจากเด็กมาเป็นผู้ใหญ่ นักสะสม นักถ่ายภาพ ราคาน้อง Blythe ในปัจจุบันจึงสูงกว่าตุ๊กตาทั่วไปๆ อยู่มาก ยิ่งถ้าเป็นรุ่น Limited หรือ Blythe แบบดั้งเดิม (vintage) ก็จะยิ่งแพงขึ้นอีก ความสนุกของการมี Blythe เอาไว้เป็นเพื่อนอีกอย่างหนึ่งก็คือการ modify น้อง Blythe ในสไตล์ต่างๆ เป็นการฝึกปรือฝีมือการ styling ไม่ว่าจะแต่งหน้า เปลี่ยนสีตา เปลี่ยนทรงผม เปลี่ยนชุด ฯลฯ ด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันมีการตั้งชมรมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ กันเป็นเรื่องเป็นราว อย่างเช่นที่ Blythe Thailand

สำหรับฉัน สาว Blythe ผมสีน้ำตาลส้ม สมาชิกใหม่กำลังจะเดินทางมาถึงในวันพรุ่งนี้ เธอมีชื่อเก๋ๆ ว่า Mod Molly แล้วถ้ามีโอกาส คงจะได้เอารูปถ่ายของเธอมาแบ่งกันชม

 

ข้อคิดเห็น (2)

ความประทับใจ บนถนนสายที่ 3 กับ

 always 1

 三丁目の夕日

ภาพหอคอยโตเกียวในยามดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า อาจดูเป็นภาพธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาไปอาจมีความหมายสำหรับใครอีกคนหนึ่งที่เฝ้าดูแสงสุดท้ายแห่งวันอยู่ ณ มุมหนึ่ง

แล้ววันนี้ภาพใบปิดหนังที่คุ้นตาก็พาฉันกลับมาพบกับความประทับใจเมื่อครั้งแรกที่ได้เห็นอีกครั้ง พื้นหลังโปสเตอร์สีส้มกับใบหน้าหลากหลายอารมณ์เรียงร้อยเรื่องราวของผู้คนบนถนนสายที่ 3 เข้าไว้ด้วยกัน

เรื่องราวของพวกเขายังดำเนินต่อไป ก่อกำเนิดเป็นภาคต่อของภาพยนตร์ในใจฉันเรื่องนี้

Always - Sunset on 3rd Street พาเราย้อนเวลากลับไปเมื่อสมัยที่ญี่ปุ่นสิ้นสุดสงคราม ภาพโตเกียวที่เต็มไปด้วยความเจริญ แสงไฟนีออน และความพลุกพล่านในวันนี้ดูแตกต่างไปจากในวันวาน

ในภาคแรก ความอดทน ความพยายาม เพื่อความหวังและความฝันหลังสงครามที่จะสร้างประเทศขึ้นมาอีกครั้ง คู่ขนานไปกับภาพหอคอยโตเกียวซึ่งก่อร่างขึ้นทีละเล็กละน้อยจนสำเร็จ ญี่ปุ่นประกาศตัวเองว่าฉันก็กลับมายิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน ว่าแล้วก็ทำให้หอคอยโตเกียวมีความสูง 333 เมตร นำหอไอเฟลไปเสียเลย 

Always ชวนให้เราหวนนึกถึงวันเวลาในอดีต ความสุข ความเศร้า มิตรภาพ ความรัก ความประทับใจ ได้อย่างละเมียดละไม ตามแบบฉบับญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ลืมที่จะซ่อนอารมณ์ขันให้ได้ยิ้มกันตลอดเรื่อง

ในภาค 2 นี้ หอคอยโตเกียวสำเร็จเป็นรูปร่างขึ้นมาแล้ว แต่ชีวิตไม่ได้มีจุดสิ้นสุดเหมือนกับหอคอยที่สร้างเสร็จ หากแต่ยังคงเดินต่อไป ผู้คนบนถนนสายที่ 3 สอนให้รู้ว่าความสุขไม่จำเป็นต้องซื้อหามาด้วยเงินเสมอไป ความสุขเกิดขึ้นได้แม้ในยามยาก แค่เพียงเรารู้วิธีที่จะมองหามัน

สำหรับฉันแล้ว Always เป็นความประทับใจที่เปี่ยมไปด้วยความละมุนละไม ฉันหลงรักตัวละครทุกตัวที่ต่างมีมุมที่น่ารัก แม้บุคลิกและเรื่องราวของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ชวนให้นึกถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มีน้ำใจ และสามัคคีที่ทุกวันนี้หายากขึ้นทุกที

แวะไปชม Always - 2 กันได้ที่ House Rama RCA และโรงภาพยนตร์เครือ Apex

ข้อคิดเห็น (2)

アンフェア ใครกันแน่ที่อยุติธรรม?

Ukihira 

จากที่ติดตามดู series ญี่ปุ่นหลายรสจากเพื่อนร่วมออฟฟิศ เรื่องล่าสุดที่ดูแล้ววางไม่ลงคือ Unfair ซีรีส์แนว thriller จากแดนปลาดิบที่ชวนติดตามอีกเรื่องหนึ่ง

Unfair พูดถึงเรื่องราวของตำรวจสาวผู้ซึ่งเกลียดการฆาตกรรมเป็นที่สุด แต่ชีวิตของเธอต้องมาพัวพันกับการฆาตกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์ที่นำไปสู่เรื่องราวทั้งหมดมาจากเหตุการณ์ในวันหนึ่งที่พ่อของเธอซึ่งเป็นตำรวจถูกยิงเสียชีวิต หลังจากนั้นยูกิฮิระก็เข้ามาเป็นตำรวจสอบสวนเพื่อสืบหาผู้ที่ฆ่าพ่อของเธอ แต่เรื่องราวไม่ได้จบอยู่เพียงแค่นั้น เหตุการณ์ที่พลิกผันชะตากรรมของยูกิฮิระคือการที่เธอวิสามัญฆาตกรรมคนร้ายซึ่งเป็นเยาวชน จากตำรวจผู้มีความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อความถูกต้องและผดุงความยุติธรรม กลับกลายเป็นคนฆ่าเสียเอง ชีวิตที่มีอยู่จึงไม่มีความสงบอีกต่อไป

ละครตั้งคำถามกับผู้ชมว่าแท้จริงแล้วความยุติธรรมคืออะไร อะไรที่เรียกว่าอยุติธรรม การฆ่าคนร้ายเป็นการกระทำที่ถูกต้องจริงหรือ ใครที่เป็นคนร้ายกันแน่ ละครไม่ได้ตอบทุกคำถามที่เกิดขึ้น หากแต่ให้ผู้ชมได้คิดพิจารณาว่าบางครั้งสิ่งที่เราคิดหรือมองว่าถูกต้องเหมาะสมแล้วนั้น อาจจะไม่ได้ถูกต้องหรือเป็นทางออกที่ทุกคนจะเห็นด้วยเสมอไป การกระทำไม่ว่าอะไรก็ตามจะส่งผลกับตัวเราไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

เมื่อมองย้อนกลับมาที่สังคมปัจจุบัน ความอยุติธรรมดูจะมีอยู่ทั่วไปจนบางครั้งอาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่สังคมจะอยู่ได้หรือหากทุกคนเพิกเฉยและปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปแบบนั้น ไม่แน่ว่าบางครั้งเราอาจต้องยอมทำสิ่งที่อยุติธรรมเพื่อความอยู่รอด การกระทำของเราส่งผลกระทบต่อผู้อื่น แต่เราก็มองว่ามันจำเป็น แล้วอย่างนี้ ใครกันแน่ที่อยุติธรรม?

ความคิดเห็น

สร้างจากกระดาษ

กระดาษแผ่นหนึ่งอาจดูเป็นสิ่งไม่มีค่าอะไร แต่ถ้ากระดาษแผ่นนั้นถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่น ด้วยความคิดสร้างสรรและฝีมือ กระดาษธรรมดาๆ อาจไม่ดูไร้ค่าอีกต่อไป

ฉันเป็นคนชอบกระดาษ ด้วยความที่กระดาษมีความหลากหลายแตกต่าง ทั้งในด้านของวัสดุที่นำมาใช้ทำ texture ลวดลาย ฯลฯ หลายครั้งที่กระดาษเป็นสื่อแทนแสดงความแตกต่างของวัฒนธรรม ลวดลายสีสดใส แพทเทิร์นสวยๆ แบบของญี่ปุ่น กระดาษหนาหนักกับลายโมโนแกรมแบบของยุโรป กระดาษสาบางเบาสีสดใสอย่างของภาคเหนือ ไปจนถึงกระดาษปาปิรุสจากต้นปาปิรุสของอียิปต์

แล้ววันนี้กระดาษ A4 สำหรับงานถ่ายเอกสารก็กลายมาเป็นงานศิลปะแสนสวยได้ด้วยอุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้น ใช่ค่ะ ฉันกำลังพูดถึงงานศิลปะจากกระดาษหรือ papercraft นั่นเอง

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ papercraft ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ ได้แก่

- แพทเทิร์นของงานที่อยากทำ ซึ่งสามารถหา download ได้ฟรีจาก internet มี web ที่แนะนำเป็นของ Canon และ Yamaha หรือจะลอง Google หาแบบอื่นๆ ก็ได้ พอ download เสร็จก็ print ลงบนกระดาษ พร้อมวิธีการทำ (ถ้าต้องการความคงทนแข็งแรงก็ต้องใช้กระดาษที่หนาหน่อย แต่เวลาทำอาจจะตัดค่อนข้างยาก มือใหม่อาจลองใช้กระดาษถ่ายเอกสาร 80 แกรมก่อนค่ะ) 

- กรรไกร

- กาว/กาว 2 หน้าแบบบาง

- คัตเตอร์และแผ่นรองตัด

เมื่อมีอุปกรณ์พร้อมแล้วก็ลงมือได้เลย ค่อยๆ ตัดชิ้นส่วนตามแบบ อย่าลืมเขียนหมายเลขของชิ้นส่วนไว้ที่ด้านหลังด้วย เผื่อเวลาประกอบจะได้ง่ายขึ้น papercraft แต่ละแบบก็มีจำนวนชิ้นส่วนและความละเอียดไม่เท่ากัน ก็เลือกดูตามต้องการนะคะ

มาดูตัวอย่าง papercraft ที่ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้วกันดีกว่า

Daruma

แบบญี่ปุ่น ญี่ปุ่น ก็ต้องตุ๊กตาดารุมะนี่เลยค่ะ ตัวนี้ฝีมือพี่ต่อ

Totoro

น้องหนูโตโตโร่ก็มีนะ (ตัวนี้โดยสาลี่)

Polar Bear

มาแนวสัตว์โลกน่ารักกันบ้างค่ะ หมี Polar แสนน่ารัก ตัวนี้ฝีมือพี่ทรี

Neko

แมวเหมียวตัวนี้ฝีมือพี่ต่อ

Panda

แพนด้าก็มีด้วย (ฝีมือพี่ทรี)

Gassho Zukuri

คราวนี้เป็นบ้านแบบ Gassho-Zukuri ฝีมือฉันเอง (ลองย้อนกลับไปดูรูปบ้านจริงๆ ในเรื่อง 日本 日本วันที่ 1 ได้ค่ะ) 

inside

เข้าไปดูในบ้านกัน มีรายละเอียดของห้องต่างๆ ด้วย ส่วนหลังคาก็จำลองแบบมาจากของจริง

Photo Box

ทำเป็นกรอบรูปก็เก๋ (ฝีมือจูน)

Frame

สวยทั้งกล่อง ทั้งคนทำ (ฝีมือจูน)

ว่าแล้วปิดเทอมนี้ ลองชวนน้องๆ หนูๆ มาทำ papercraft กันก็น่าจะเป็นการใช้เวลาว่างร่วมกันที่ดีทีเดียวนะคะ

Special Thanks:

- ขอขอบคุณ พี่ทรี พี่ต่อ สาลี่ จูน น้องหญิง ที่ช่วยกันทำผลงาน Papercraft สวยๆ ออกมา

- ขอขอบคุณ จูน ช่างภาพจำเป็น

- ขอขอบคุณ ตี่ ผู้ช่วยช่างภาพและฝ่ายเทคนิค (เอารูปที่จูนถ่าย load ลงใน computer)

ข้อคิดเห็น (3)

« หน้าที่แล้ว · รายการถัดไป»