Posts tagged ‘วาซาบิ’

日本 日本 วันที่ 2

วันที่ 2 – เที่ยวย้อนยุค 

ด้วยความที่ติดใจบ่อน้ำร้อนของโรงแรม เช้าวันนี้จึงขอไปแช่อีกสักครั้ง เมื่อวานว่าบรรยากาศดีแล้ว วันนี้ดียิ่งกว่า เพราะได้เห็นภูเขาหิมะและเกล็ดหิมะที่กำลังโปรยลงมา สวยจับใจจริงๆ

เช้าวันนี้หิมะยังคงตกอยู่ ดูๆ แล้วน่าจะตกต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งภูเขา ต้นไม้ และแม้แต่รถที่จอดอยู่บนลานถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีขาว ชวนให้นึกถึงสโนว์โกลบดินแดนหิมะ สวย หนาว และสงบเงียบ

โปรแกรมแรกของวันคือการเยี่ยมชมตลาดเช้าของเมือง Takayama ฉันนึกเล่นๆ ว่าหนาวขนาดนี้จะมีคนออกมาจับจ่ายซื้อของกันหรือ รถทัวร์พาเรามาถึงจุดจอดรถและปล่อยให้เราเดินท่ามกลางหิมะข้ามสะพานไม้สีแดงสดผ่านเขตเมืองเก่ามายังบริเวณลานตลาดเช้าหน้าจวนผู้ว่าฯ

ตลาดเช้าวันนี้ไม่คึกคักสักเท่าไหร่ มีแผงขายสินค้าพื้นเมือง มีแผงแอปเปิ้ล โมจิ ตุ๊กตาซารุโบโบะ ข้าวญี่ปุ่น ฯลฯ พอให้ได้เดินดูนิดหน่อยรอเวลาที่ Takayama Jinya จะเปิดให้เข้าชม Jinya หรือจวนผู้ว่าฯ นี้เป็นสถานที่ราชการในสมัยของโชกุนโตกุกาว่า ยุคเอโดะ เป็นทั้งที่ทำงานและที่พักของท่านผู้ว่าฯ ซึ่งดูแลหัวเมืองแถบฮิดะและทาคายาม่า

Takayama Jinya

ป้ายหน้าทางเข้า Takayama Jinya ให้บรรยากาศย้อนยุคไปยังสมัยเอโดะ

ภายในจวนฯ กว้างขวางและแบ่งเป็นห้องต่างๆ มากมาย ทั้งห้องทำงานของข้าราชการชั้นสูง ห้องรับแขก ห้องเก็บส่วย ห้องน้ำ แม้แต่ห้องที่แสดงเครื่องมือทรมานก็มีให้ชม พี่ไกด์บอกว่าห้องที่ดีที่สุดในบ้านมักเป็นห้องแบบ garden view คือเห็นวิวของสวนแบบญี่ปุ่นที่สวยเรียบ ในช่วงฤดูหนาวแบบนี้สวนยังเต็มไปด้วยหิมะ จะมีก็แต่ต้นสนที่ไม่ผลัดใบ ทำให้ได้เห็นฟอร์มสวยๆ ของต้นสน ถ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิ สวนนี้คงสวยดีทีเดียว

ส่วนของข้าวของเครื่องใช้ที่จัดแสดงก็ไม่มีอะไรมาก จะมีเอกสารเก่า อาวุธ ชุดของข้าราชการสมัยโบราณ พี่ไกด์บอก (อีกแล้ว) ว่าของดีที่นี่มักไม่นำมาโชว์ จะเก็บเอาไว้เป็นคอลเลคชั่นส่วนตั๊วส่วนตัว นานทีปีหนจึงเอาออกมาแสดง เดี๋ยวเห็นกันบ่อยๆ แล้วจะไม่เรียกว่าของพิเศษจริงๆ สำหรับฉันรูปแบบสถาปัตยกรรมของอาคารจึงน่าสนใจกว่าสิ่งของที่จัดแสดง (พี่ท่านเล่นเขียนคำบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น ไม่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ ก็เลยอ่านไม่เข้าใจ)

หลังจากบอกลาท่านผู้ว่าฯ ก็เป็นเวลาเดินเล่นอิสระย่านเมืองเก่า Takayama มีตรอกที่ยังคงบรรยากาศความเป็นเมืองเอโดะโบราณไว้ได้อย่างดี จนได้ชื่อเล่นว่า Little Kyoto ร้านรวงแถบนี้มีสินค้าพื้นเมืองสวยๆ น่าซื้อให้เลือกชมกันหลายอย่าง ทั้งสินค้าหัตถกรรม ของที่ระลึก ไปจนถึงขนมแป้งห่อถั่ว ถั่วห่อแป้ง เซมเบ้ และเค้กต่างๆ ถ้าไม่ชอบทานพวกแป้งแค่เดินชิมเพลินๆ ก็พอ ไม่ต้องแบกกลับบ้าน ขนมญี่ปุ่นส่วนใหญ่รูปลักษณ์สวยประณีต แพคเกจจิ้งชั้นยอด แต่รสชาติจะคล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าแต่ละเมืองก็จะทำรูปแบบขนมให้เป็นไปตามของดังหรือสถานที่ที่มีชื่อเสียงของเมือง เช่นที่แถบ Takayama นี้ก็มีขนมแป้งกรอบพิมพ์ลายซารุโบโบะ

Art Wall

กำแพงก็อาร์ต

เดินทางต่อไปยังไม่ทันได้หิวก็ถึงเวลาอาหารกลางวันกันแล้ว วันนี้เราไปทานอาหารเที่ยงกันที่หอศิลป์ อ๊ะ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ไปทานอาหารเที่ยงที่หอศิลป์จริงๆ เป็นอาหารกล่องแบบเบนโต ได้อาหารคนละกล่อง ซึ่งก็ประกอบไปด้วยข้าว หมูทอดราดไข่ ไข่ม้วน ไก่ทอด หอยทากอบ ปลาย่าง และเครื่องเคียงต่างๆ ตามแบบฉบับเบนโตที่ใส่สารพัดอาหารลงในกล่อง แน่นอนว่าเห็นกล่องไม่ใหญ่แบบนี้ พอกินจริงๆ ก็อิ่มมาก หอศิลป์แห่งนี้ (ขออภัยที่ไม่รู้ชื่อ) เป็นโรงละคร ตามผนังตกแต่งด้วยใบปิดละครต่างๆ ทั้งละครที่ทำมาจากบทละครคลาสสิกของเชคสเปียร์และละครร่วมสมัยต่างๆ โปสเตอร์แต่ละใบต่างเกิดขึ้นด้วยความคิดสร้างสรร สวยเก๋ทั้งนั้นเลย

Pop Art

เมื่อ Pop Art ต่างภาษามาพบกัน

บ่ายวันนี้ เราจะไปเที่ยวปราสาทกัน ปราสาทแบบอย่างญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง รูปแบบแตกต่างจากปราสาทแบบตะวันตกแต่หลักการในการสร้างคล้ายคลึงกัน ปราสาทมักจะมีความสูงเพื่อให้สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล มีคูน้ำเพื่อป้องกันข้าศึก เป็นต้น ปราสาทมัทซึโมโต Matsumoto-jo ที่เราไปเยี่ยมชมตั้งอยู่ที่เมือง Matsumoto จังหวัดนากาโน่

Matsumoto-jo

ปราสาทอีกา

Matsumoto-jo ได้ชื่อเล่นว่าปราสาทอีกา (Crow Castle) เนื่องจากสีของปราสาทที่เป็นสีดำสนิท และมีปีกตึกด้านซ้ายและขวา ภายในปราสาทยังคงรูปแบบดั้งเดิมเอาไว้ ถือเป็นปราสาทไม่กี่แห่งที่ผ่านพ้นภัยสงครามมาได้จนปัจจุบัน ถึงแม้จะผ่านพ้นสงครามมาแล้ว Matsumoto-jo ก็เกือบจะถูกรื้อไปครั้งหนึ่ง หากแต่ท่านเรียวโซและชาวบ้านเมือง Matsumoto ก็ช่วยปราสาทหลังนี้ไว้ได้ให้อยู่คู่เมือง และลูกหลานได้ดูจนยุคปัจจุบัน ปราสาทนี้ยังขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติอีกด้วย

เข้ามาดูข้างในปราสาทกันดีกว่า ต้องบอกไว้ก่อนว่าการเที่ยวปราสาทญี่ปุ่นนั้นเน้นให้ดูสถาปัตยกรรมภายนอกเป็นหลัก เพราะข้างในมักจะไม่มีอะไรให้ดูมากนัก อย่างที่ปราสาท Matsumoto นี้ก็จะมีการจัดแสดงปืนแบบต่างๆ ซึ่งก็มีคำบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกแล้ว คนดูที่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกก็ต้องใช้จินตนาการเอาเองค่ะ

อีกเรื่องหนึ่งคือปราสาทโบราณนี้แม้ดูใหญ่โต แต่ภายในจะค่อนข้างแคบเพราะมีการแบ่งพื้นที่เป็นห้องต่างๆ มากมาย กับทั้งบันไดจะสูงและชันมาก ให้นึกถึงไต่บันไดลิงเอาไว้ ขอย้ำว่าสูงและชันจริงๆ ค่ะ เวลาใส่สลิปเปอร์แล้วเดินขึ้นบันได พร้อมกับถือถุงรองเท้าไปด้วยเนี่ย ลำบากทีเดียว ต้องระวังอุบัติเหตุให้ดี แล้วก็ระวังหัวจะชนคานด้วย แต่หากอยากชมวิวมุมกว้างแบบพานอรามาของเมืองก็จงยอมไต่บันไดไปที่ชั้น 6 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ในฤดูหนาวแบบนี้อากาศในปราสาทหนาวมาก ฉันว่าหนาวกว่าข้างนอกอีก เพราะลมพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาเต็มที่ เรียกว่าหนาวยะเยือกจริงๆ

Through the grille

มุมมองผ่านลูกกรง จากชั้น 6 ของปราสาทอีกา

หลังจากไต่บันไดลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย ฉันเดินไปกดยาคูลท์จากตู้ vending machine ให้รางวัลตัวเอง ที่อุตส่าห์ไต่ขึ้นไปสำเร็จ พูดถึง vending machine แล้วต้องยกความเป็นเจ้าแห่ง vending machine ให้ญี่ปุ่น สินค้าในตู้มีหลากหลาย แล้วมีการหมุนเปลี่ยนเวียนสินค้าตามฤดูกาล อย่างในช่วงหน้าหนาวแบบนี้หลายๆ ตู้ขายเครื่องดื่มร้อน เวลาที่รู้สึกมือเย็นจนแข็ง ก็ไปกดกาแฟร้อนๆ มาสักกระป๋องหรือชาร้อนสักถ้วยก็ช่วยคลายความหนาวได้ดีทีเดียว ส่วนยาคูลท์ที่กดนั้น เค้าขายทีละ 2 ขวดค่ะ แม้แต่ไอศกรีมหรูอย่าง Häagen-Dazs ก็มีตู้กับเค้าด้วย

รีบเดินทางกันต่อดีกว่าค่ะ เดี๋ยวจะมัวแต่กดตู้เพลิน ว่าแล้วเราก็ตรงไปเที่ยวฟาร์มวาซาบิกัน ฉันกับวาซาบิไม่ค่อยจะถูกโรคกันสักเท่าไหร่ แรกที่ได้ชิมรสก็รู้สึกไม่ค่อยชอบ เพราะความเผ็ดฉุดพุ่งตรงสู่สมอง ทำเอาน้ำหูน้ำตาไหล แต่ก็ยังอยากไปทำความรู้จักกับเจ้าวาซาบิคู่แค้นอยู่ดี

ฟาร์มวาซาบิต้อนรับเราด้วยร้านค้าซึ่งให้เราได้ชิมขนมและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากวาซาบิกันอย่างเต็มที่ แต่เดี๋ยวค่ะคุณป้า ขอหนูไปดูต้นวาซาบิตัวเป็นๆ ซะก่อน แล้วจะกลับมาอุดหนุน ว่าแล้วฉันก็มุ่งตรงสู่ทุ่งวาซาบิสีเขียวสวย

วาซาบิจะขึ้นได้ในบริเวณที่มีน้ำสะอาดไหลผ่านเท่านั้น มองลงไปก็เห็นเค้าปลูกต้นวาซาบิเรียงเป็นแถวเป็นแนวสวยงาม น้ำที่ไหลผ่านแปลงดูใสสะอาด เป็นแปลงผักที่สะอาดเรียบร้อยมาก ถึงมากที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมา  

ทุ่งวาซาบิ

ไร่วาซาบิ

ที่ไร่นี้ยังมีไอศกรีมวาซาบิให้ได้ชิมกันอีกด้วย ฉันลังเลอยู่นานว่าจะลองชิมดีไหม นึกไม่ออกจริงๆ ว่ามันจะรสชาติยังไง แต่ความลังเลของฉันก็จบลงเมื่อพี่ไกด์ยื่นถ้วยไอศกรีมวาซาบิใส่ถั่วแดงให้ชิม “อร่อยแฮะ” ไม่มีรสวาซาบิฉุนๆ สักนิดรสชาติออกไปในแนวซอฟครีมวานิลลามากกว่า นี่ถ้าอากาศไม่หนาวจับใจอย่างนี้ล่ะก็ฉันคงจะเอนจอยกับซอฟครีมวาซาบิมากกว่านี้

wasabi softcream

วาซาบิ ซอฟต์ครีม กับท้อปปิ้งถั่วแดง

วาซาบิที่เรานำมารับประทานนั้นเป็นส่วนของราก ซึ่งต้นวาซาบิก็จะมีรากที่แตกแขนงออกไปหลายๆ ราก รากใหญ่ที่สุดจะมีราคาแพงสุดและรสชาติเข้มข้น ส่วนขนาดย่อมลงมาก็ราคาถูกลง ชาวไร่บอกว่าวาซาบิที่นำมาขายทั่วไปจะมีอายุ 2 ปี การนำวาซาบิสดมารับประทานก็ให้ใช้มีดตัดวาซาบิและนำไปชุบน้ำตาลเล็กน้อย ก่อนนำมาฝนบนที่ขูดวาซาบิ

วาซาบิหลายไซส์

วาซาบิหลากหลายขนาด ที่ด้านซ้ายของภาพคือต้นวาซาบิ และที่มุมบนขวาคือที่ขูดวาซาบิ

ก่อนกลับก็อย่าลืมแวะซื้อผลิตภัณฑ์จากวาซาบิเสียหน่อย มีทั้งข้างเกรียบผสมวาซาบิ สาหร่ายปรุงรสวาซาบิ ถั่วเคลือบวาซาบิ ลูกชิ้นปลาคามาโบโกะผสมวาซาบิ ไส้กรอกผสมวาซาบิ ไวน์วาซาบิ และอีกหลายๆ อย่าง ถ้ากลับมาเมืองไทยแล้วได้หยิบขึ้นมากิน กลิ่นฉุนๆ ของมันคงทำให้ย้อนนึกถึงเวลาบ่ายวันหนึ่งที่ไร่วาซาบิได้

และแล้วโปรแกรมเที่ยวในวันที่ 2 ของเราก็จบลงเพียงเท่านั้น ในช่วงเย็นเป็นเวลาตามอัธยาสัย ให้ได้ช้อปกันเล็กๆ น้อยๆ ในเมือง Matsumoto ซึ่งมีห้างสรรพสินค้าแฟชั่น อย่าง Parco กับเค้าด้วย แม้ Parco ที่นี่จะไม่เลิศเท่าสาขาชิบูย่า แต่ก็มีสินค้าแฟชั่นแบรนด์ดังอย่าง Marc Jacob มาขายเสียด้วย นี่ขนาดต่างจังหวัดนะเนี่ย

ว่าแล้วก็ไปนอนพักดีกว่า เตรียมพร้อมสำหรับโปรแกรมในวันพรุ่งนี้ค่ะ

มีนาคม 15, 2008 at 8:11 am ใส่ความเห็น


ตุลาคม 2014
อา พฤ
« ก.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

หน้า

Blog Stats

  • 134,808 hits

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.