ด.เด็ก (ไม่)สำเร็จรูป – อ่านลูกให้ออก ฟังลูกให้ได้ยิน

  

หากลองคิดดูว่ามนุษย์เริ่มต้นการสื่อสารจากทักษะไหน เราคงตอบได้ไม่ยากว่ามาจากการฟัง (ฟัง > พูด > อ่าน > เขียน) แต่ทำไมทั้งๆ ที่เป็นทักษะทางภาษาทักษะแรกที่เราเริ่มฝึกมาตั้งแต่แบเบาะ พวกเรากลับ”อ่อน”การเป็นผู้ฟังที่ดี

สำหรับเด็กๆ การเริ่มต้นจากการฟัง จนวันหนึ่งสามารถสื่อสารภาษาที่สั่งสมจากการฟังมาเป็นคำพูดนับเป็นพัฒนาการก้าวใหญ่ก้าวหนึ่ง ความเข้าใจภาษาของเด็กอยู่ในช่วงการพัฒนา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกว่าคำพูดของผู้ใหญ่ที่พูดกับเด็กนั้น หากยาว ยาก และซับซ้อนเกินไป เด็กก็คงจะไม่เข้าใจ 

แต่ถึงแม้จะรู้แก่ใจ พ่อแม่หลายคน รวมทั้งตัวฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะพูด พูด และพูด บางครั้งพูดมาก พูดหลายครั้ง ย้ำแล้วย้ำอีก ลูกก็ไม่ทำตามซะที เกิดเป็นความโกรธ โมโห บ้างก็ว่าไปถึงว่าเด็กกวนประสาท อยากยั่วให้โมโห เด็กดื้อ อยากท้าทาย ฯลฯ

เมื่อคลื่นวิทยุสื่อสารของผู้ใหญ่กับเด็กจูนไม่ตรงกัน มันก็เหมือนกับ walkie-talkie ที่มีคลื่นแทรก ฟังได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง

กลับมาที่เรื่องของการฟัง จากการไปอบรมกับครูพบ ครูชี้ให้เห็นว่าการฟังมันมีหลายระดับ

แรกเริ่ม คือ ได้ยินหรือเปล่า 

ถ้าได้ยินแล้ว เข้าใจความหมายหรือเปล่า

ถ้าเข้าใจความหมายแล้ว เห็นด้วยหรือเปล่า

ถ้าเห็นด้วยแล้ว จะทำตามหรือเปล่า

สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราๆ หลายครั้งเราก็ไม่ได้ก้าวเข้าสู่การกระทำ แม้เราจะฟังได้ยิน ฟังเข้าใจ และฟังแล้วคล้อยตามก็ตาม

ด้วยพัฒนาการทางภาษาของเด็กที่ยังมีข้อจำกัด หลายครั้ง เด็กก็แค่ได้ยิน แต่ยังไม่เข้าใจความหมาย ยิ่งแม่บ่น/สอน/ใส่เยอะๆ ยิ่งงง ทำตัวไม่ถูก ก็ไม่ทำตาม พอไม่ทำตามก็ถูกตีตราว่า “ดื้อ” ไปๆมาๆ ลูกก็มองตัวเองว่าเป็นคนดื้อไปโดยปริยาย

ในทางกลับกัน พ่อแม่อย่างเราเคยพยายามอ่านความต้องการของลูกหรือไม่ เราฟังเสียงลูกจริงๆ หรือเปล่า หรือฟังแต่เสียงของตัวเอง ว่าแม่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แล้ว ต้องทำแบบนี้สิ ต้องกินแบบนี้สิ ต้องเล่นแบบนี้สิ ฯลฯ

เวลาพูดกับลูก ลองมองไปที่แววตาของลูก อ่านความรู้สึกของลูก ฟังคำของลูก แล้วคุณจะเข้าใจ หลายครั้งลูกรู้ และมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว โดยไม่ต้องให้พ่อแม่มา”สอน”

ขอบคุณครูพบที่นำทางให้ฉันได้ลองปรับจูนคลื่นเข้าหาลูกทีละน้อย 

ความสุขที่ได้จากการเห็นแววตาเป็นประกาย และใบหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงตื่นเต้นที่ลูกเล่าเรื่องที่ รร. ให้ฟัง(โดยปราศจากเสียงขัดจังหวะ สอน สั่ง วิพากษ์วิจารณ์ ของผู้ใหญ่)นั้น นับเป็นของขวัญที่มีค่าอย่างแท้จริง

กุมภาพันธ์ 9, 2016 at 3:04 pm ใส่ความเห็น

ด.เด็ก (ไม่)สำเร็จรูป – เอาใจเขามาใส่ใจเรา 

ใครๆ ก็บอกว่าให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา

แต่จะมีกี่ครั้งที่เราเอาใจลูกมาใส่ใจเรา?

การเลี้ยงลูกเป็นงานที่โคตรเหนื่อย (จะใช้คำประเภท “เหนื่อยมาก” มันไม่สื่อความหมายพอ) ดังนั้นในวันที่ความเหนื่อยล้ามันสะสมมามากๆ ความอดทนของมนุษย์แม่ย่อมลดระดับลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

ยิ่งถ้ากลับจากทำงานมาเหนื่อยๆ แล้วรี่เข้าครัวไปทำอาหารสุดฝีมือ ขนวัตถุดิบออแกนิกอย่างดี คิดเมนูสุดเลิศ ตกแต่งจานอย่างงามราวกับอาหารระดับมิชลินสตาร์ มาเสิร์ฟลูก แล้วลูกไม่ยอมกินซักคำ กว่าจะหลอกล่อให้อ้าปากได้ ผ่านไปคำละ 5 นาที กินไปได้ 3 คำ แล้วเลิกไม่ยอมกินต่อ วิญญาณแม่คนสวยใจดีจะหลุดจากร่างทันที เหลือแต่เงาดำมืดทะมึนที่เริ่มก่อตัวเป็นแม่ปีศาจ พร้อมกับความพยายามเอาอาหารยัดเข้าไปในปากลูกให้จงได้

แล้วเป็นไง สงครามย่อมๆ ระหว่างแม่ยักษ์ กับคนแคระจอมดื้อย่อมเกิดขึ้น และศึกครั้งนี้ย่อมจบลงด้วยความเครียด ความโมโหคราบน้ำตา และอาหารที่เหลืออีกค่อนจาน

ความต้องการให้ลูกกิน ความหวังดี ความทุ่มเท อยากให้ลูกแข็งแรง ทำให้เรานึกว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ลูกต้องรับรู้สิ ต้องเข้าใจแม่สิ ไม่เห็นใจแม่รึไง เหนื่อยแทบตาย อุตส่าห์เสียสละเวลาทำอาหารดีๆ ให้ บลา บลา บลา

แต่ “ถามลูกยังว่าอยากกินรึเปล่า?”

ลองนึกในทางกลับกัน ถ้าตัวเรากลับมาถึงบ้าน สามีทำกับข้าวรออยู่ จัดจานอย่างงาม แต่วันนั้นหัวหน้าเพิ่งด่ามาหยกๆ แถมยังมีงานที่ต้องเอากลับมาทำให้เสร็จอีกกองพะเนิน ขากลับก็รถติด ฯลฯ สามีมาคะยั้นคะยอให้กินเยอะๆ เอ้าอีกคำสิ อุตส่าห์ทำตั้งนาน อะไรกันกินแค่นิดเดียว วันหลังไม่ทำให้กินละนะ เอ้าอ้าปากไวๆ เลย ชักจะเบื่อแล้วนะ เออไม่กินอย่ากิน … ถามจริงๆ ว่าจะรู้สึกยังไง

ลูกก็เป็นคนธรรมดาๆ ที่มีวันที่อยากกิน วันที่ไม่มีอารมณ์กิน วันที่หงุดหงิด วันที่ฟันจะขึ้น วันที่อึไม่ออก วันที่คิดถึงแม่มาทั้งวันอยากให้แม่เล่นด้วย และวันที่มีอะไรอีกหลายอย่าง … 

ลองเอาใจลูกมาใส่ใจเราดูซักวัน ปล่อยบ้าง ผ่อนบ้าง มื้อเครียดๆ ที่ต้องรบกันทุกวัน ก็คงจะลดลงได้บ้าง 

ใครล่ะจะมีความสุขถ้าถูกบังคับให้กิน จริงรึเปล่า

กุมภาพันธ์ 4, 2016 at 3:09 pm ใส่ความเห็น

ด.เด็ก (ไม่)สำเร็จรูป ปฐมบท

สำหรับคนที่ไม่ชอบเด็ก (ถึงขนาดเคยทะเลาะกับเด็ก) ไม่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็ก แม้จะมีน้องถึง 3 คน (แล้วฉันไปทำอะไรอยู่หว่า) การเลี้ยงเด็ก(ในที่นี้ก็คือเลี้ยงลูกตัวเอง)ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

แล้วยิ่งมีลูก 2 ก็ยิ่งมีความท้าทายมากขึ้นหลายขุม

ทำไมล่ะ?

ก็เด็กไม่ได้เกิดมาพร้อมคู่มือนี่นา ไม่ได้มีใครบอกขั้นตอน”การจัดการ” เมื่อเด็กมีอาการ”error” แบบร้องไห้เสียงดังนอนสต๊อป หรือลงไปดิ้นถูพื้น (จำได้ว่าพี่โน้ส อุดมก็เคยพูดถึงประเด็นที่”แฟน”ไม่ได้มาพร้อมคู่มือ แล้วใครจะไปเอาใจมันถูกอยู่ … อารมณ์เดียวกันน่ะแหละ)

แถมประสบการณ์เลี้ยงเด็ก 1 คนก็ไม่การันตีว่านำมาใช้กับเด็กนัมเบอร์ 2 (ลูกคนที่ 2, ลูกเพื่อน, ลูกญาติ ฯลฯ)ได้ 100%

ถ้าเรายึดติดกับคู่มือการใช้เดิมๆ (ที่แม่มันจินตนาการขึ้นเอง บ้างก็เรียกสั้นๆ ได้ใจความว่า “มโน”) ความเชื่อมั่นในตัวเองแบบไม่ฟังเสียง(ลูก) เราก็ตกหลุมพรางเข้าเต็มๆ แล้วอยู่กับคำถามว่าทั้งที่แม่ทำดีที่สุดแล้ว เกิดมาไม่เคยทำให้ใครอย่างนี้ กรูจะหมดความอดทนแล้วนะ ลูกจะเอาไงแน่(วะ) (ไม่กล้าพูด”วะ” ดังๆ เดี๋ยวลูกพูดตาม เอาไปพูดกับเพื่อนหรือครูที่โรงเรียน คุณครูและผู้ปกครองคนอื่นจะหาว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน กลายเป็นเด็กไม่มีสัมมาคารวะ ไม่มีมารยาท เป็นปัญหาสังคม บลา บลา บลา)

วันนึงมีเพื่อนผู้ปกครองชวนเรียนคอร์สชื่อ “สกัดจุดลูกจอมเฮี้ยว” ก็รู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่างส่องผ่านเมฆหมอกลงมาที่ตรงหน้า (ลองนึกภาพเวลาพระเจ้าปรากฎตัว … อารมณ์ประมาณนั้น) และคิดว่าเราคงได้คำตอบล่ะว่าจะเอาคู่มือไหนไปจัดการเจ้าลูกรัก(แต่บางครั้งก็อยากเตะ เวลามันดื้อ) มามะ มาให้แม่สกัดจุดซะดีๆ (ในหัวก็จินตนาการไปถึงหนังจีนกำลังภายในที่แม่นางจอยกำลังจะจี้จุดให้องค์ชายน้อยพีท)

ผลปรากฏว่าหลังจากไปเข้าคอร์สมา 6 ครั้ง (มาได้ครึ่งทาง) ก็พบว่าคนที่ถูกจี้จุดและต้องถูกสกัดจุดก่อนใครก็คืออิแม่มันนี่แหละ

อะไร ยังไง ทำไม โปรดติดตามตอนต่อไป

กุมภาพันธ์ 3, 2016 at 1:26 am ใส่ความเห็น

สมองใครคิดสมองคนนั้นก็พัฒนา

สิ่งหนึ่งที่เราควรคำนึงถึง แต่มักจะลืมทำกันก็คือเรื่องของการเปิดโอกาส การเปิดพื้นที่ให้เด็กได้คิดและทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง

เมื่อโรงเรียนของลูกเชิญคุณหมอท่านหนึ่งซึ่งมีความเชี่ยวชาญเรื่อง Floor time มาอบรมให้ผู้ปกครองนักเรียน อ.1 ฟัง คุณหมอพูดประโยคหนึ่งว่า “สมองใครคิดสมองคนนั้นพัฒนา” 

หลายต่อหลายครั้งที่ผู้ใหญ่ “ผู้อาบน้ำร้อนมาก่อน” อย่างเราๆ คิดแทนเด็ก ด้วยคิดว่าเรามีประสบการณ์มาก่อน ย่อมรู้ดีกว่า ดังนั้นจึง “ป้อน” ข้อมูลสำเร็จรูปให้เด็กได้ทันที 

การทำอย่างนี้ ดูเหมือนจะดี เพราะไม่ต้องมาลองผิดลองถูกกันอีก แต่ถามว่าเด็กได้ลองคิดหรือไม่ และสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดแทนให้นั้นถูกจริงหรือ มันจะมีคำตอบอื่นที่ถูกกว่าไหม

ท่าทีของพ่อแม่ที่ทางโรงเรียนแนะนำคือ การนิ่งและเฝ้าสังเกตุ เปิดโอกาสให้ลูกได้คิด ได้ลองทำ (ไม่ว่าจะผิดหรือถูก) พูดง่ายๆ คือ ให้พ่อแม่หุบปากและเปิดใจ ต่อเมื่อลูกมีโอกาสแล้ว สมองลูกก็จะได้คิดและได้พัฒนานั่นเอง

วันนี้ น้องพอลเล่นรถของเล่นแล้วผลักแรงจนรถเข้าไปอยู่ใต้เตียง

พี่พีทรีบมาบอกว่าทุกคนไม่ต้องช่วย พี่พีทจัดการเอง

พ่อกับแม่ก็นิ่งดูว่าพี่พีทจะ”จัดการ”ยังไง

สักพัก พี่พีทไปหยิบปากกามา บอกว่าเดี๋ยวเอาปากกาเขี่ย (ทั้งที่รถเข้าไปลึกเกือบกลางเตียง)

พ่อกับแม่นึกถึงคำพูดของหมอขึ้นมาได้ เลยไม่ว่าอะไร และคอยดูว่าลูกจะทำยังไง

พีทลองเอาปากกาเขี่ย แต่ไม่ถึง จึงเดินไปหยิบม้วนกระดาษห่อของขวัญมา แล้วเขี่ยรถออกมาได้สำเร็จในที่สุด 

พอเขี่ยออกมาได้ แม่เลยถามว่าทำไมใช้ม้วนกระดาษห่อของขวัญเขี่ย ก็ได้คำตอบว่า “มันยาวพอไง”

แม่กับพ่อก็แอบปลื้มว่าลูกรู้จักคิดแก้ปัญหาเป็นเหมือนกัน

เลยอยากแชร์ให้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นได้ลองทำกันดูบ้าง ไม่แน่ว่าลูกของคุณอาจมีไอเดียดีๆ ให้คุณได้ทึ่งก็เป็นได้

กันยายน 16, 2015 at 3:27 pm ใส่ความเห็น

พ.ล.ท. Fujiko F Fujio Museum

วันแรกของการท่องเที่ยวนี้ เราจัดโปรแกรมสำหรับคุณลูกโดยเฉพาะ ด้วยการไปดูพิพิทธภัณฑ์ Fujiko F Fujio และ Legoland Discovery Center ค่ะ

เริ่มต้นวันด้วยการแซะคุณลูกขึ้นจากเตียง อากาศหนาวๆ แบบนี้คุณแม่ก็จัดการให้คุณลูกซักแห้งค่ะ :D จับเปลี่ยนชุดเสร็จสรรพก็พร้อมออกเดินทาง

จากที่พักในย่านอะกิบะ เรานั่งรถไฟไปที่สถานีชินจุกุเพื่อต่อรถไฟสาย Odakyu ไปลงที่สถานี Noborito ในเขตเมือง Kawasaki ซึ่งอยู่แถบชานเมืองโตเกียว

การมาเที่ยวที่พิพิทธภัณฑ์ Fujiko F Fujio นี้ จำเป็นจะต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าก่อนค่ะ โดยซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อ Lawson (มาถึงตรงนี้ ถ้าใครมีญาติพี่น้องหรือเพื่อนๆ อยู่ที่ญี่ปุ่นให้ช่วยซื้อก็จะสะดวกหน่อยค่ะ) โดยตั๋วนี้จะมีการระบุเวลาไว้ 1 วันจะมีทั้งหมด 4 รอบค่ะ เข้าใจว่าทางพิพิทธภัณฑ์ต้องจำกัดคนเข้าชมในแต่ละรอบเนื่องจากเป็นพิพิทธภัณฑ์ขนาดเล็ก ถ้านักท่องเที่ยวเข้าไปมากๆ ทีเดียวคงไม่สะดวกเป็นแน่

เมื่อได้ทั้งตั๋วรถไฟและตั๋วเข้าชมพิพิทธภัณฑ์เสร็จสรรพ ก็ได้เวลาลุยกันเลย จากสถานี Noborito ไปที่พิพิทธภัณฑ์มีรถบัสรับส่ง (เสียค่าโดยสารเพิ่มเติม) เป็นรถที่ช่วยบิลท์อารมณ์อยากเที่ยวได้เป็นอย่างดี เพราะทำเป็นลายตัวการ์ตูนดังๆ ของคุณ Fujiko F Fujio อย่างเที่ยวที่เราขึ้นก็เป็นรูปปาร์แมนและผองเพื่อน

bus

ไม่นานก็มาถึงพิพิทธภัณฑ์ซึ่งภายนอกดูเรียบง่ายมากๆ จนอาจจะดูไม่เหมือนเป็นพิพิทธภัณฑ์การ์ตูน (ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่พิพิทธภัณฑ์การ์ตูนหรอกนะ แต่เป็นพิพิทธภัณฑ์ของนักวาดการ์ตูนต่างหาก) ที่ด้านหน้าจะมีพนักงานสาวๆ จัดระเบียบนักท่องเที่ยวเพื่อให้เข้าชมตามรอบที่เราซื้อบัตรมา และมี audio guide ให้ยืมฟังด้วยค่ะ สำหรับคนต่างชาติก็มีภาษาอังกฤษให้เลือกด้วย

ข้างในจัดแสดงผลงานภาพวาดการ์ตูนของคุณ FFF เป็นหลัก มีทั้งแบบที่เป็นหนังสือและภาพยนตร์การ์ตูน แล้วก็มีการจำลองโต๊ะทำงานของคุณ FFF ให้ดูด้วย ซึ่งบนโต๊ะอัดแน่นไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อย ราวกับจะบอกเราว่าการเป็นนักวาดการ์ตูนที่ดีนั้น ไม่ได้ใช้แค่จินตนาการเท่านั้น แต่ต้องมีการค้นคว้าหาความรู้ด้วย เห็นได้จากสารพัดหนังสือและสารานุกรมต่างๆ ที่คุณ FFF ใช้ในการค้นคว้า นอกจากนั้นยังมีการเดินทางไปต่างแดน อย่างประเทศอียิปต์ด้วย เป็นโอกาสในการสอนเด็กๆ ที่ดีอย่างหนึ่งที่ว่าคนที่เก่งและประสบความสำเร็จก็ต้องมาจากความพยายามด้วยเหมือนกัน (แหม แม่จะซีเรียสไปไหมคะเนี่ย)

 

 

photo 2

photo 3

photo 5

 

 

photo 1

สำหรับเด็กเล็กๆ ที่ชั้นบนจะมีมุมแม่และเด็กให้เข้าไปเล่นของเล่นด้วยค่ะ แต่ของเล่นที่ว่านี้เป็นของเล่นพื้นๆ ไม่ได้มีแสงสีเสียงดึงดูดกระตุ้นเด็กแบบของเล่นสมัยใหม่ แต่จะเป็นพวกบล็อกไม้ และของเล่นเรียบง่ายที่ให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการที่บรรเจิดสร้างสรรขึ้นมาเอง ลองคิดดูว่าประเทศสุดไฮเทคอย่างญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับของเล่นเรียบง่ายแบบนี้ พวกเราก็ไม่น่าจะมองข้ามเหมือนกัน ของชิ้นนึงที่แม่ชอบมากคือแท่งไม้สูงที่เมื่อเรานำลูกบอลไม้หย่อนลงมาจากด้านบนจะเกิดเสียงดนตรีสูงๆ ต่ำตามแต่ว่าลูกบอลจะหล่นไปกระทบกิ่งไม้อันไหน

photo 1

photo 2

photo 3

ที่ชั้นนี้จะมีส่วนของตู้กดกาชาปอง ตู้ถ่ายภาพ เกม และ theatre ด้วย แน่นอนว่าแม่ชวนพ่อและหิ้วลูกไปถ่ายรูปที่ระลึกร่วมกัน (ย้อนความหลังที่เคยมากับพ่อกัน 2 คนครั้งที่มี babymoon ต้องที่คุณลูกยังอยู่ในท้อง) ส่วน Theatre ก็ฉายหนังสั้นๆ รวมตัวละครต่างๆ ของคุณ FFF ที่มีชีวิตขึ้นมาในช่วงกลางคืนหลังพิพิทธภัณฑ์ปิด (ส่วนของ Theatre ไม่ค่อยเหมาะกับเด็กเล็กๆ อย่างลูกของเราเท่าไหร่ เพราะเด็กจะไม่นั่งดูอยู่นิ่งๆ)

เดินทั่วพิพิทธภัณฑ์กันจนหิว ก็ขอเดินเลยขึ้นที่ร้านอาหารกันค่ะ คราวก่อนเคยเล็งๆ อาหารหน้าตาน่ารักเอาไว้แต่ยังไม่ได้ลอง มาคราวนี้เลยชักชวนเพื่อนร่วมคณะที่พร้อมใจกัน(ท้อง)ร้องว่าไปกินกันเถอะ รสชาติอาหารถือว่าระดับมาตรฐานค่ะ แต่พรีเซนเทชั่นนั้นดึงดูดมากๆ เพราะตกแต่งเป็นการ์ตูนต่างๆ ได้อย่างน่ารักทีเดียว :)

photo 5

photo 4

พอท้องอิ่มก็ขอออกไปเดินรับลมกันที่สวนกลางแจ้งที่ชั้นบนของพิพิทธภัณฑ์ ที่มีประติมากรรมรูปตัวการ์ตูนต่างๆ ให้ได้ถ่ายรูปคู่กันอย่างสนุกสนาน (ดูเหมือนว่าพ่อๆ แม่ๆ บางคนจะสนุกสนานยิ่งกว่าเด็กๆ ซะอีก)

dino

IMG_8831

ปิดท้ายด้วยร้านของที่ระลึกที่แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่แต่ก็ดึงดูดให้เลือกชมและช้อปกันอยู่พักใหญ่ทีเดียว แหม ก็ญี่ปุ่นนี่เค้าช่างทำของน่ารักๆ มาให้ดูดเงินในกระเป๋าเก่งอยู่แล้วนี่นา ว่าแล้วแม่ก็รีบปรี่ไปหยิบ tea towel สไตล์ภาพพิมพ์ไม้ลายโดราเอมอนมา 1 ผืน…

bronze

กรกฎาคม 1, 2014 at 12:02 pm ใส่ความเห็น

พ.ล.ท. ตอนแรก

เนื่องจากช่วงที่พวกเราไปเที่ยวเป็นช่วงสงกรานต์พอดิบพอดี เราจึงไม่มีโอกาสเลือกไฟลทเดินทางสักเท่าไหร่ (ปกติเราเป็นพวกต้องเที่ยวให้คุ้ม จึงมักจะเลือกไฟลทที่ออกเดินทางกลางคืน แล้วไปถึงญี่ปุ่นยามเช้าตรู่)

สายการบิน JAPAN AIRLINES พาชาวคณะ ประกอบด้วย แม่ 1 คน พ่อ 1 คน ลูก 1 คน และน้าชาย 1 คน มาถึงสนามบินนาริตะในเวลาบ่าย 4 โมงกว่าๆ

กว่าจะผ่านด่านตม. (ซึ่งคุณเจ้าหน้าที่ใจดีเห็นเรามากับเด็ก เลยให้ไปช่อง priority ^^) รอสัมภาระ กางรถเข็น กระเตงลูกกันเรียบร้อยก็ปาไป 5 โมง เรานัดแนะกับน้องสาวที่เดินทางมาถึงก่อน ว่าจะนั่ง Skyliner ไปเจอที่ Nippori แล้วค่อยต่อแท็กซี่ไป รร APA ย่านอะกิฮะบะระ

ไปๆ มาๆ ก็มีอันต้องเปลี่ยนแผน เพราะดูเวลาแล้วไม่น่าจะทันเวลาอาหารเย็นที่ร้านเทมปุระที่จองเอาไว้…

การเดินทางด้วย Skyliner สะดวกดีค่ะ สำหรับคนที่พักแถวๆ Ueno เพราะรถไฟวิ่งตรงไปถึงสถานี Ueno และ Nippori เลย

ชมวิว

ตื่นตากับวิวข้างทาง – บน skyliner

เราเปลี่ยนไปลงที่สถานี Ueno แล้วเอาของไปเก็บใน locker แทน (กว่าจะเอากระเป๋าใบใหญ่ และของอื่นๆ ยัดตู้ได้ก็เล่นเอาเหงื่อออก แม้ลมเมืองโตเกียวที่พัดมายามนั้นจะยังหอบไอเย็นมาอยู่) ก่อนอื่นก็ไปพบน้องสาว แล้วพากันนั่งรถไฟใต้ดินต่อไปพบญาติที่นัดไปทานเทมปุระด้วยกัน

ร้าน Tensuzu เทมปุระร้านนี้ ฉันเคยมาทานแล้วเมื่อปีก่อนกับท่านประธานบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งตอนนั้นมานั่งเรียงกันหน้าเคาน์เตอร์เลยค่ะ แบบว่าคุณพ่อครัวทอดปุ๊ปก็หนีบอาหารลงมาวางในจานเราปั๊บ ซึ่งแน่นอนว่ามันอร่อยมาก! ถึงขนาดพ่อกับแม่บอกว่าคราวหน้าถ้ามีใครมาญี่ปุ่นจะแนะนำให้มาทานร้านนี้ ฉันจึงรับอาสาพาสามี ลูกชาย น้องสาว น้องชาย และญาติที่โตเกียวมาชิม โดยมิได้ค่านายหน้าแต่อย่างใด

พี่ก้องและจูดี้ ญาติใจดีของเราจองห้องส่วนตัวเอาไว้ ซึ่งพวกเราก็ไปถึงทันเวลาที่จองพอดี ร้านเทมปุระนี้ต้องเดินเข้าซอยไปหน่อย (ถ้าไม่มีใครเคยพามาคงไปไม่ถูก) เราสั่งชุดเทมปุระรวมชุดเล็กกันคนละชุด ส่วนของน้องพีทลูกชายได้เทมปุระผักฟรี 3 ชิ้น (ใจดีจัง) เวลาทานเทมปุระที่เมืองไทย เราจะจิ้มซอสที่ใส่ไช้เท้าบดกันใช่ไหมคะ แต่ที่ญี่ปุ่นมีทั้งจิ้มซอสและจิ้มเกลือ (บางร้านที่เคยไปทาน อย่าง Tsunahachi เค้าจะมีเกลือหลายแบบ เช่น เกลือผสมผงมัชฉะ เป็นต้น) คนญี่ปุ่นที่เคยไปทานด้วยกันบอกว่า อาหารบางอย่างถ้าจิ้มเกลือจะช่วยให้อาหารยังคงรสชาติได้ดีกว่า ประมาณว่าเข้ากันกว่าจิ้มซอส อันนี้แล้วแต่คนชอบ ส่วนฉันจิ้มมันทั้งสองอย่างเลย อร่อยหมดค่า น้องพีทเองก็เอนจอยมื้อแรกในญี่ปุ่นเหมือนกัน

คุณพี่พนักงานเสิร์ฟใจดียังเอาสติกเกอร์รูปซากุระมาให้น้องพีทด้วย (ใจดีจริงๆ) ^_^

Tensuzu เทมปุระรวมชุดเล็ก จากร้าน Tensuzu ดูเหมือนน้อย แต่ทานหมดแล้วอิ่มมากกกก

ถ้ามากับเด็กเล็ก นั่งทานในห้องจะสะดวกกว่า เพื่อลูกปีนป่ายวิ่งเล่นก็จะได้ไม่ไปรบกวนคนอื่นมากนัก แต่ถ้ามีเด็กโตมาด้วยหรือมาทานกันเอง แนะนำให้นั่งเคาน์เตอร์ค่ะ เพราะได้อารมณ์กว่ากันเยอะเลย แถมเด็กๆ คงตื่นเต้นกับการทายว่าเทมปุระชิ้นต่อไปจะเป็นอะไรน้า….

つづく

 

 

พฤษภาคม 21, 2014 at 10:34 am ใส่ความเห็น

พ.ล.ท. prelude

หลังจากห่างหายจากการท่องเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ ไปพักใหญ่ (รวมทั้งการเขียน blog ซึ่งเป็นงานอดิเรกที่รัก) ด้วยมีภารกิจสำคัญในการดูแลลูกน้อยวัยเบบี้

มาถึงตอนนี้ลูกเบบี้เติบโตเป็นวัยเตาะแตะแล้ว จึงได้มีโอกาสจับลูกจูงสามีออกเดินทางเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง จึงเกิดเป็นภารกิจ พ.ล.ท. (พาลูกเที่ยว) ดังที่จะได้มาเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ค่ะ

โปรแกรมเที่ยวสำหรับคุณแม่บ้าพลังอย่างฉันตลอดระยะเวลา 9 วันในญี่ปุ่นมีดังนี้ค่ะ

วันแรก : โตเกียว

วันที่ 2 : คาวาซากิ – โอไดบะ

วันที่ 3 : คะนะซะวะ

วันที่ 4 : คะนะซะวะ – เกโระ ออนเซน

วันที่ 5 : เกโระ ออนเซน – นาโกยา

วันที่ 6 : อินุยามะ – นาโกยา

วันที่ 7 : นากาชิมะ สปาแลนด์ – โอซากะ

วันที่ 8 : เกียวโต

วันที่ 9 : โอซากะ

ก่อนอื่น ขอบอกว่าฉันไม่แนะนำโปรแกรมมหาโหดแบบนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ ทำตามโดยเด็ดขาด เพราะมันเนื้อยเหนื่อยค่ะ -_-” แต่ก็หวังว่าหลายๆ คนคงจะพอได้ไอเดียว่าจะ พ.ล.ท. ที่ไหนดี ลองเลือกเอาสถานที่ที่คุณและลูกชอบค่ะ

อ่อ แต่ก่อนจะออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศพร้อมคุณลูก สิ่งที่อยากจะบอกคือควรเช็คสภาพอากาศให้ดีค่ะ จะได้เตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะ สำหรับพ่อแม่ของขาดยังไม่เป็นไร พอจะใส่ซ้ำหรือไปหาซื้อเอาข้างหน้าได้ แต่ของเด็กๆ ควรเตรียมไปให้พร้อมค่ะ

อีกอย่างนึงที่เป็นประโยชน์มากก็คือรถเข็นเด็กค่ะ ลูกชายของฉันไม่ชอบนั่งรถเข็นเอาซะเลย ตอนอยู่ที่เมืองไทยเนี่ย พอจับขึ้นรถก็จะดีดตัวเป็นกุ้งเต้นแทบทุกครั้ง

ตอนแรกๆ ก็ชั่งใจอยู่นานมากว่าจะแบกรถเข็นเด็กไปด้วยดีไหม เพราะถ้าลูกไม่ยอมนั่งจะเป็นการเพิ่มภาระให้พ่อแม่ยิ่งไปกว่าเดิม เพราะไหนจะต้องแบกกระเป๋าเดินทาง ลูก แล้วยังมีรถเข็นเด็กอีก แต่สุดท้ายก็ได้รับเสียงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนว่า “เอาไปเหอะ” เผื่อลูกหลับ จับนั่งรถเข็นก็ยังดี โชคดีที่ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณแม่ท่านหนึ่งให้ยืมรถเข็นน้ำหนักเบาและมีสายสะพายมา 1 คัน (ถ้าแบก Maclaren ที่มีอยู่ซึ่งน้ำหนักเกือบ 10 กก. ไปคงแย่แน่ๆ)

หลังจากตะลอนทัวร์ 9 วัน ฉันขอยืนยันตรงนี้ว่ารถเข็นเด็กเป็นสิ่งที่ควรพกไปค่ะ!

อีกสิ่งที่สำคัญคือแผนการเดินทาง โดยเฉพาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่บ้าพลังที่อยากไปเที่ยวหลายๆ เมือง และซื้อ JR Rail Pass ไว้ จำเป็นต้องเตรียมปริ้นท์เที่ยวรถไฟที่ต้องการไปเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการจองที่นั่ง (ขอย้ำว่าถ้าคุณไปกับลูกควรจองที่นั่งค่ะ)

สุดท้าย ต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อม การไปเที่ยวกับลูกเป็นการใช้เวลาอันมีค่าร่วมกัน สิ่งสำคัญคือสนุกกับมัน จะมีผิดแผนไปบ้าง เจออุปสรรคตรงโน้นนิดตรงนี้หน่อยก็อย่าไปคิดมาก จำไว้ว่าเรามาเที่ยวและสิ่งที่เราควรได้รับจากการมาเที่ยวคือความสุขและอิ่มเอมใจ

เอาล่ะค่ะ เกริ่นมาซะยาวแล้ว ก็ขอให้รอติดตามตอนต่อไปนะคะ ^_^

 

inuyama

 

เมษายน 30, 2014 at 12:12 pm ใส่ความเห็น

Older Posts


ธันวาคม 2016
อา พฤ
« ก.พ.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

หน้า

Blog Stats

  • 156,054 hits