Archive for มกราคม, 2008

น้ำตาหนึ่งลิตร

ทำไมโรคร้ายนี่ต้องเลือกฉัน ทำไม… อายะถามคำถามที่แสนปวดร้าว น้ำตาไหลอาบแก้ม ไม่มีคำตอบจาก ฮิโรชิ เซนเซ (คุณหมอฮิโรชิ)

นี่เป็นฉากหนึ่งจากซีรีส์บีบหัวใจจากญี่ปุ่นเรื่อง 1 Litre of Tears ซึ่งกำลังแพร่ระบาดอยู่ในออฟฟิศของฉันในขณะนี้

คำถามที่ได้ยินจากเพื่อนร่วมออฟฟิศทุกเช้าที่มาทำงานคือ “ร้องไห้รึยัง” อืม เป็นปรากฏการณ์ใหม่ ทักทายกันว่าร้องไห้รึยัง อารมณ์คนถามน่าจะประมาณ “วันนี้คุณดื่มนมแล้วรึยัง”

1 Litre of Tears ว่าด้วยชะตากรรมของอายะ คิโตะ เด็กสาววัย 15 ซึ่งป่วยเป็นโรค Spinocerebellar Ataxia (ในเรื่องเรียกชื่อว่าโรค Spinocerebellar Degeneration) อันทำลายประสาทการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เริ่มจากอาการหกล้ม กะระยะต่างๆ คลาดเคลื่อน ไปจนพูดได้ลำบาก จนต้องนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ ในขณะที่สมองยังทำงานตามปกติ

จากเด็กสาวที่สดใสร่าเริงและชอบเล่นกีฬา อายะต้องทนทรมานกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่นับวันมีแต่จะทรุดโทรมลง แม้จะมีกำลังใจดีอย่างไร แต่การที่รู้ว่าตนเองเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษามันคงยากที่จะทำใจได้

ถึงแม้จะเป็นละครที่เศร้า แต่ 1 Litre of Tears ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ทำให้หัวใจอบอุ่น ความรักจากคนรอบข้าง และกำลังใจที่จะสู้ต่อไปของอายะ ทำให้เรื่องราวไม่ได้มุ่งเน้นแต่การเรียกน้ำตาคนดู เหมือนกับซีรีส์บางเรื่อง แต่แสดงถึงความอบอุ่น ความรัก ความห่วงใย ที่จะว่าไปแล้วอาจมีความหมายยิ่งกว่ายารักษาโรคใดๆ ก็ได้ จากความเศร้าใจ เรื่องนี้จึงกลายเป็นความซึ้งใจ

ซีรีส์เรื่อง 1 Litre of Tears นำเค้าโครงเรื่องมาจากไดอารี่ของอายะ เด็กสาวที่ป่วยเป็นโรค Spinocerebellar Ataxia ที่บอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตควบคู่ไปกับอาการป่วยของเธอ แม้วันนี้อายะจะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่เชื่อว่าเรื่องราวของเธอคงจะเป็นกำลังใจให้ใครอีกหลายคนที่รู้สึกท้อแท้หรือสิ้นหวังกับชีวิตของตนเอง ให้ก้าวต่อไป และสู้เหมือนกับที่เธอได้ทำ

ในโลกนี้ยังมีอีกหลายๆ คนที่เผชิญกับชะตากรรมที่ไม่ได้คาดคิด ชะตากรรมอาจเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ แต่การที่จะเผชิญกับชะตากรรมนั้นๆ ด้วยวิธีอย่างไรเป็นสิ่งที่แต่ละคนเลือกได้ หากวันนี้ต้องร้องไห้ ก็ขอให้น้ำตานั้นไม่ได้เสียไปกับความเศร้าโศกเสียใจแต่เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจ และปลาบปลื้มใจที่ชีวิตได้มอบโอกาสให้เราเป็นคนเลือกทางเดินเอง

In remembrance of Aya Kito … ผู้ที่เลือกทางเดินของเธอด้วยความกล้าหาญและสง่างาม

มกราคม 31, 2008 at 3:05 am 1 ความเห็น

ข้ามจักรวาล ผ่านทุ่งสตรอเบอรี่

emsemble

How far would you go for love? คุณจะไปไกลแค่ไหนเพื่อความรัก

บางคนยอมที่จะเดินทางข้ามจักรวาล…เพื่อรัก
ฉันได้ยินชื่อ Across The Universe จากเพื่อนรักเป็นครั้งแรก ข้อดีมากๆ ข้อหนึ่งของการมีเพื่อนที่แชร์รสนิยมเดียวกันคือการได้แชร์ข้อมูลที่ชนกลุ่มน้อยอย่างเราสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนัง เพลง ศิลปะ หรือเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ ที่หากไปเพ้อใส่คนอื่นเอามากๆ อาจถูกมองว่าน่ารำคาญได้

Across The Universe สะดุดความสนใจของฉันด้วยความที่เป็นหนังเพลง (musical) และมีการนำเพลงของ The Beatles วงดนตรีอมตะในดวงใจของฉันมาเป็นเพลงประกอบ (ซึ่งจะว่าไปแล้วเรื่องราวต่างๆ ในหนังถูกทำขึ้นมาเพื่อประกอบเพลงของ The Beatles มากกว่า)

จากท่าเรือแห่งเมืองลิเวอร์พูล ชนชั้นกรรมาชีพอย่างจู๊ด (Jude) เดินทางข้ามมหาสมุทรมายังอเมริกาเพื่อตามหาพ่อที่ไม่เคยได้พบหน้าของตนเอง แต่สิ่งที่ Jude ค้นพบนั้นมากกว่าความคาดหวังแรกเริ่มอยู่มาก เขาค้นพบมิตรภาพ และความรัก

หนังนำเสนอทั้งแง่มุมที่สมจริงและเหนือจริงคู่ขนานกันไป จึงไม่น่าแปลกที่จะมีฉากพิศดารปะปนไปกับฉากชีวิตธรรมดาๆ ตั้งแต่ลิเวอร์พูลกับภาพของเมืองท่าเรือสีทึมทึบ ถนนหนทางกับบ้านเรือนโทรมๆ ภาพหลากสีสันรูปแบบโบฮีเมียนของเมืองนิวยอร์ค ไปจนถึงฉากหลุดโลกอื่นๆ

การเดินทางเพื่อความรักมักไม่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ แน่นอนว่ารักของ Jude ต่อลูซี่ สาวสวยฐานะดีชาวอเมริกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อุปสรรคของรักนี้ไม่ได้อยู่ที่ฐานะ หากแต่เป็นเหตุการณ์อื่นๆ รวมทั้งความเชื่อและความคิดอ่านที่แยกทั้งสองออกห่างจากกัน

หลายฉากหลายตอนในเรื่องติดตรึงตาแม้หนังจะจบลงแล้ว ภาพสตรอเบอรี่ที่ถูกหมุดตรึงกับผืนผ้าใบ น้ำสีแดงจากผลสตรอเบอรี่ไหลอาบผ้าใบดูราวกับเลือดที่หลั่งไหลออกมา… ฤาความขมขื่นจะแฝงอยู่ในความหอมหวาน อุดมคติมีจริงหรือเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในจินตนาการความคิดของคนเท่านั้น เสียงเพลง Strawberry Field Forever ตอกย้ำความรู้สึกเหนือจริง (surreal) เข้าไปอีกด้วยประโยคที่ว่า Living is easy with eyes closed, misunderstanding all you see หากเราเลือกมีชีวิตได้โดยที่จะหลับตา อะไรๆ มันคงจะง่ายกว่าที่เป็นอยู่

strawberry

ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่แน่นอนสิ่งหนึ่ง (ตามที่หนังสื่อออกมา) ก็คือความรัก เพราะไม่ว่าจะต้องข้ามผ่านสิ่งใดๆ ข้ามจักรวาล ผ่านทุ่งสตรอเบอรี่ ความรักก็ transcend ทุกสิ่ง ดังเสียงเพลงของ The Beatles ที่ว่า All you need is love…love is all you need

ปล. อ่านบทวิจารณ์ Across the Universe เพิ่มเติมจาก New York Times ได้ที่ http://movies.nytimes.com/2007/09/14/movies/14univ.html

มกราคม 28, 2008 at 7:01 am 5 ของความคิดเห็น

Watashi wa Noda Megumi desu!

ล่าสุดได้มีโอกาสดูซีรีส์จากญี่ปุ่นเรื่อง Nodame Cantabile หลังจากที่ห่างหายไปจากการดูซีรีส์ (ไม่ว่าจากชาติไหนๆ) มานาน

การที่จะดูซีรีส์สักเรื่องจนจบ เรื่องนั้นนั้นต้องมีความน่าสนใจและดึงดูดใจพอสมควร ที่จะทำให้คนดู “สละ” เวลามาดู แทนที่จะไปทำอย่างอื่น เพราะซีรีส์ไม่เหมือนภาพยนตร์ที่จบในตอนเดียว หากหนังเรื่องนั้นไม่ดี ไม่น่าดู เราก็แค่เสียเวลาสัก 2 ชั่วโมงกับมัน แต่ซีรีส์มักมีความยาวมากกว่านั้น

คนที่ไม่ใช่แฟน J-Pop หรือแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่นอย่างฉัน มีความรู้เรื่องละคร หนัง เพลง และวรรณกรรมญี่ปุ่นแค่ผิวเผิน แต่เมื่อมีโอกาส ฉันก็ไม่พลาดที่จะรับชมศิลปะจากเมืองจ้าวแห่งศิลปะนี้ หลายครั้งหลายหนที่ภาพยนตร์จากญี่ปุ่นติดประทับอยู่ในใจแม้เวลาจะผ่านไปนาน ผิดกับภาพยนตร์จากเกาหลีที่สำหรับฉันแล้วรู้สึกว่าจะออกแนวซึ้ง Sentimental อย่างจงใจไปหน่อย (ความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ได้มีอคติต่อภาพยนตร์เมืองโสมแต่อย่างใด) เกาหลีเน้นภาพสวยเพลงเพราะ นางเอกเป๋อ พระเอกรวย เป็นสูตรสำเร็จ ในความคิดฉันภาพยนตร์จากเกาหลีส่วนใหญ่จึงมาในแนวเดียวกัน ขอหยุดการเปรียบเทียบไว้ ณ ตรงนี้จะดีกว่า

มาว่าถึงละครซีรีส์ Nodame Cantabile กันดีกว่า จะว่าไป การเขียนถึง Nodame ตอนนี้ออกจะดูความรู้สึกช้าไปหน่อย เพราะเค้าฮิตกันไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ถึงจะช้าไปนิด แต่ก็เชื่อว่ายังมีคนที่ความรู้สึกช้าอย่างฉันอยู่บ้าง

Nodame Cantabile มีต้นกำเนิดจากหนังสือมังหงะของโทโมโกะ นิโนะมิยะ (Tomoko Ninomiya) ว่าด้วยชีวิตนักเรียนในโรงเรียนดนตรี มีการหยิบนำมาทำเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นและเป็นซีรีส์ที่ใช้คนแสดง
ดนตรีคลาสสิกเป็นฉากหลังให้กับเรื่องราวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ความสนุกสนาน และมุขตลกแบบการ์ตูนผู้หญิง
แน่นอนว่าพระเอกของเรา ท่านจิอากิ (Chiaki-sama) ต้องเป็นหนุ่มหล่อ ขรึม ตัวสูงกับมาดเท่ห์ที่สาวๆ ต้องพากันกรี๊ด ส่วนนางสาวโนดะ เมงูมิก็ชนะใจพระเอกด้วยความสามารถทางเปียโนและเหนืออื่นใดคือความจริงใจของเธอ

แม้ว่าจะเป็นเรื่องราวจากมังหงะ Nodame ในสายตาของฉัน ก็มีความดีความชอบอยู่หลายประการ ซีรีส์เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการได้มาซึ่งสิ่งที่มุ่งหวังนั้นต้องอาศัยความพยายาม พรสวรรค์ไม่ใช่ทุกสิ่ง หากแต่พรแสวงต่างหากที่ผลักดันเราให้ก้าวไปข้างหน้าและประสงความสำเร็จ ความเป็นเพื่อนเป็นสิ่งสวยงาม การทำอะไรให้ได้ดีต้องทำด้วยความรัก เมื่อเรารักสิ่งที่ทำเราก็จะมีความสุขไปกับมัน ฯลฯ ข้อคิดดีๆ หลายอย่างส่งผ่านสู่ผู้ชม โดยที่เราไม่ได้รู้สึกว่าถูกสั่งสอนหรืออบรมโดยละคร หากแต่เป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้ และเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับตัวละคร

หรือถ้าแม้จะอยากปล่อยเสียงหัวเราะออกมาโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก Nodame Cantabile ก็ตอบโจทย์ข้อนี้ได้ด้วยเหมือนกัน ส่วนคอเพลงคลาสสิกก็คงได้เพลิดเพลินไปกับ OST ที่มาจากผลงานเพลงดีๆ ทั้ง Symphony No. 7 ของ Beethoven Oboe Concerto ของ Mozart Piano Concerto ของ Rachmaninov เป็นต้น

ในวันสุดสัปดาห์ หากยังไม่มีโปรแกรมทำอะไร ลองหา Nodame Cantabile มาดู แล้วอาจนึกอยากจรดปลายนิ้วลงบนคีย์เปียโน และฝันว่าตัวเองเป็นนางสาวโนดะเมะที่ได้เล่นเปียโนคู่กับท่านจิอากิก็ได้

มกราคม 25, 2008 at 3:51 pm 1 ความเห็น

Life in Mono

rainbow

  – ภาพจาก www.designerprint.co.uk

“ประเทศไทยกลายเป็นทีวีขาว-ดำ”

ฉันตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่ 2 ของปี 2551 พร้อมกับพาดหัวข่าวที่ผุดขึ้นมาในหัวงงๆ มึนๆ ยามเพิ่งจะลืมตาตื่น

ผู้ประกาศในรายการเล่าข่าวยามเช้าแต่งกายด้วยชุดสีดำ บรรยากาศรอบตัวดูสงบ นิ่ง เงียบ ไม่เหมือนกับช่วงหลังปีใหม่หมาดๆ นี่เราหลงเข้าไปในยุคของโทรทัศน์ขาวดำหรือ

เมื่อดูรายการข่าวต่อไปจึงได้รับรู้ว่าประเทศเราได้สูญเสียสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เมื่อคืนก่อนหน้านี้เอง

แน่นอนว่าคนไทยจำนวนมากต้องการที่จะร่วมไว้อาลัยแด่พระองค์ด้วย ทั้งประชาชนคนทั่วไป รวมไปถึงรายการโทรทัศน์ต่างๆ จึง “ปรับสี” ตัวเองให้อยู่ในหมวดขาว-ดำ เกิดปรากฏการณ์ที่ประเทศที่เคยมีสีสันต่างๆ เปลี่ยนเป็นโหมดสีขาว-ดำ

มาถึงวันนี้ เริ่มปรากฏสีสันขึ้นบ้างนับจากเมื่อหลายวันก่อน ประชาชนเริ่ม “ออกทุกข์” กันบ้างแล้ว

แต่ฉันเชื่อว่าแม้เราจะเลิกใส่สีดำกัน เวลาเปลี่ยนผันเข้าสู่โลกแห่งสีสันดังเดิม ความระลึกถึงที่ประชาชนมีต่อ “พระพี่นาง” ยังคงแจ่มชัดและสดใสดังสีรุ้งงาม ที่ในยามรวมตัวกันก็กลายเป็นแสงหนึ่งที่ส่องสว่างในใจคนไทยตลอดไป

มกราคม 22, 2008 at 11:07 am ใส่ความเห็น

POP Culture

Roy Lichtenstein

 – Roy Lichtenstein, “Brush Stroke”, 1965

ทำไมหลายๆ คนมองวัฒนธรรมป๊อปว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไร้สาระ เด็ก ไม่มีแก่นสาร และไม่น่าสนใจ การฟังเพลงป๊อป แล้วนิยมชมชอบเพลงป๊อปทำให้เราเป็นคนที่ไม่คูล (cool) ศิลปะแบบป๊อปอาร์ตถูกมองว่าเน้นการหารายได้มากกว่าคุณค่าทางศิลปะ วิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานาแต่วัฒนธรรมป๊อปยังคงรับความนิยมอยู่จนถึงทุกวันนี้

ฉันเป็นหนึ่งในคนที่ผ่านยุคสมัยของ POP มา และไม่ปฏิเสธว่าเคยบ้าวัฒนธรรมแบบป๊อปมาก

ย้อนนีกถึงวันที่เคยเฝ้าดูรายการ Top of the Pop รายการเพลงจากฝั่งอังกฤษเพื่อจะได้มาคุยกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเรื่องวงโน้น นักร้องคนนี้ เพลงฮิตเพลงนั้น หลงรักวงบอยแบนด์มาก็มาก เสาะแสวงหาหนทางไปดูคอนเสิร์ตเพลงป๊อป ติดตามข่าวสารวงการเพลงป๊อปจากนิตยสารต่างประเทศ รวมทั้งนิตยสารอย่าง Top of the Pop เรียกว่าความเป็นป๊อปอยู่ในแนวหน้าของความสนใจในช่วงระยะเวลาหนึ่ง  

ฉันเชื่อว่าแทบทุกคนย่อมผ่านช่วงการนิยมชมชอบวัฒนธรรมแบบป๊อปมาทั้งนั้น แล้วทำไมการชื่นชอบป๊อปจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย หรือไม่น่าเปิดเผย ทำไมการชอบเพลงแบบ Alternative ในยุคสมัยหนึ่งจีงเป็นความชอบที่นับว่าเหนือกว่าการชอบเพลงตลาดแบบเพลงป๊อป

หากมองย้อนกลับไปจะเห็นว่าวงดนตรีอมตะอย่าง The Beatles ก็ร้องเพลงป๊อป ศิลปะแบบที่ถูกมองว่าไม่มีคุณค่า เป็นการทำเพื่อการค้าอย่างงานของเจ้าพ่อ Pop Art Andy Warhol หรือภาพการ์ตูนสีสะดุดตาของ Roy Lichtenstein ยังเป็นที่ชื่นชอบและกล่าวถึงจนทุกวันนี้

แน่นอนว่าศิลปะและศิลปินป๊อปมักสร้างรายได้ได้มาก เพราะความที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่าย และคนส่วนใหญ่เข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องอาศัยการตีความมากมายนัก เรียกว่าดูเพลินๆ ฟังเพลินๆ ไม่ต้องคิดอะไรก็บันเทิงได้

ในโลกที่หลายคนบูชาความซับซ้อน (sophistication) การมีเอกลักษณ์ มองความแตกต่างว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่าการไปตามกระแส จนบางครั้งก็พยายามทำตัวให้ต่าง ดูถูกกระแสหลัก วัฒนธรรมป๊อปก็ถูกมองเป็นเรื่องน่ารังเกียจในบางกลุ่มชนอย่างช่วยไม่ได้ ของบางอย่างมีเอกลักษณ์ แตกต่าง เป็นตัวของตัวเอง แต่หากเข้าสู่ความนิยมแล้วก็เปลี่ยนสถานะเป็นป๊อปไปได้ ก็ Pop Culture มันคือวัฒนธรรมที่ Popular นี่นะ

ใน Wikipedia พูดถึงวัฒนธรรมป๊อปเอาไว้ว่า “Pop culture” can also be defined as the culture that is “left over” when we have decided what “high culture” is. ฟังดูเจ็บแสบดีแท้ แต่ก็ยังบอกต่อไปว่างานบางอย่างก็ก้าวข้าม “คำครหา” ข้างต้นไปได้ อย่างงานของ Shakespeare และ Dickens (ซึ่งใครจะคิดว่าเป็นงานแบบป๊อป)

สุดท้ายแล้วโลกก็ยังหมุนต่อไป ความนิยมมาแล้วก็ไป fashion เปลี่ยนผ่านไปตามฤดูกาล … วัฒนธรรมป๊อปก็ยังคงอยู่คู่กับเรา ไม่ว่าเราจะรับมันเข้ามาในใจหรือไม่ก็ตาม

มกราคม 21, 2008 at 11:09 am 2 ของความคิดเห็น

ความลับ ไม่มีในโลก

ฉันเชื่อว่าทุกคนมีความลับด้วยกันทั้งนั้น ความลับบางอย่างไม่จำเป็นต้องลับ ในขณะที่ความลับบางอย่างจำเป็นต้องลับ เช่น ความลับทางการทหาร ความลับราชการ ฯลฯ แต่ทำไมเราจึงพูดว่าความลับไม่มีในโลก

รู้สึกไหมว่าเรื่องอะไรที่เรียกว่าเป็นเรื่องลับ ลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจใคร่รู้มากกว่าเรื่องเปิดเผย ยิ่งเป็นความลับดำมืด ไม่มีข้อพิสูจน์ ยิ่งน่าสนใจ ธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากรู้อยากเห็นจึงเสาะแสวงหาซึ่งหนทางที่จะรู้ แต่มนุษย์จะหยุด แล้วคิดบ้างหรือไม่ว่าเรื่องบางอย่างไม่รู้เสียจะดีกว่า พอได้รู้แล้วก็มานั่งเสียใจที่ไปแสวงหาความรู้นั้นมา

ความลับบางอย่างเมื่อถูกเปิดเผยก็กลายเป็นความรู้ ถ้ารู้แล้วดี เกิดการสร้างสรรก็ถือเป็นสิ่งน่ารู้ น่าค้นหา ในขณะที่บางเรื่องพอได้รู้แล้วมันไม่ได้อะไรขึ้นมา รังแต่จะเสีย ทั้งเสียความรู้สึก เสียใจ เสียความศรัทธา ดังนั้นการที่จะเสาะแสวงหาความ “รู้” ในความลับเรื่องใด คงจะต้องใช้วิจารณญาณของแต่ละคน

ทั้งนี้ทั้งนั้น การอยากรู้อยากเห็นก็จำเป็นต้องมีขอบเขต เรื่องบางเรื่องต้องรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฉันไม่ชอบอ่านหนังสือและนิตยสารจำพวก gossip ดารา หรือฟังรายการประเภทโปรโมทคนที่รัก แช่งชัก (หักกระดูก) คนที่เกลียด แบบรายการวิทยุบางรายการในปัจจุบัน

การรู้เรื่องของคนอื่น ซึ่งหลายๆ ครั้งเป็นความลับของเขา ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ลองคิดในทางกลับกันหากเป็นเรื่องของเราที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เราจะยินดีไหมที่เรื่องของตัวเป็นเรื่องสาธารณะที่ทุกคนรู้กันหมด หากเป็นเรื่องดี เราอาจไม่รู้สึกอะไรมาก แต่ถ้าเป็นเรื่องน่าอับอาย เรื่องส่วนตัว ฯลฯ เราจะยังอยากให้คนรู้อีกไหม

การที่เราอยากรู้ว่าเจ้าหญิงไดอานากับโดดี้ไปที่ไหน ทำอะไรกัน … การถูกตามล่าถ่ายภาพ เพียงเพื่อตอบสนองความอยากรู้ในเรื่องลับ มันสมแล้วหรือกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ในโลกที่ทุกคนต้องการความเป็นส่วนตัว มีมุมลับของตัวเอง มีโลกส่วนตัว เรากลับอยากเข้าไปรับรู้เรื่องของคนอื่น เสาะแสวงหาเพียงเพื่อสนองตัณหาความอยาก (รู้) ของตัวเอง

ลองใช้เวลาสั้นๆ หยุด คิด แล้วคุณจะพบว่าความไม่รู้มันก็มีเสน่ห์ของมันเหมือนกัน ไม่มีใครรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ แล้วจะผิดอะไรที่เราจะเก็บความลับบางอย่างไว้ในใจ ความลับที่เราไม่อยากให้ใครรู้ … ความลับที่มีในโลก

มกราคม 19, 2008 at 3:15 pm ใส่ความเห็น

ศิลปะ ไม่เท่ากับ ความงาม

“ศิลปะ = ความงาม” คำกล่าวนี้เป็นจริงหรือ

หากเรามองภาพแบบอิมเพรสชั่นนิสของโมเน่ต์ สัมผัสได้ถึงแสงและสีที่ผ่อนคลาย รับรู้ถึงเสียงเพลงในภาพวาดนั้น เราอาจคล้อยตามไปกับคำกล่าวข้างต้นได้ไม่ยาก แต่ศิลปะสะท้อนหรือแสดงแต่เพียงความงามจริงๆ หรือ

ศิลปะก็เหมือนศาสตร์ประเภทอื่นๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อรับใช้ และตอบสนองความต้องการของทั้งผู้สร้าง และผู้รับสื่อ ด้วยวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ศิลปินคนหนึ่งอาจต้องการแสดงออกถึงความนึกคิด ความเป็นตัวตน ความรู้สึกต่อสภาพสังคม ความกดดันภายในจิตใจ และอีกหลายๆ อย่าง ในขณะที่ศิลปินบางคนสร้างงานเพื่อเงิน

หากจะพูดถึงศิลปะทั้งหมดทั้งปวงแล้วคงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเขียนตลอดชีวิต อีกทั้งความรู้ของฉันนับว่าอ่อนด้อยในหลายๆ แง่มุม ทำให้ไม่สามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตามแนววิชาการได้ แต่หากในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งที่ชื่นชอบและนิยมในงานศิลปะแล้ว ฉันก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวและความรู้สึกได้อย่างไม่ขัดเขิน

รายการโทรทัศน์กับฉันนั้นไม่ได้ถูกโรคกันนัก เมื่อเทียบกับหลายๆ คนแล้ว ฉันเป็นคนที่แทบจะล้าหลัง (มาก) ในแง่ของรายการทีวีและละคร เรียกว่าใครดูอะไร ติดละครเรื่องไหน อย่าได้เข้ามาคุย เพราะฉันจะทำหน้างง แล้วก็ไม่รู้เรื่อง แต่ฉันก็มีรายการที่ชอบดูอยู่เหมือนกัน ซึ่งออกจะเป็นรายการที่หาคนคุยได้ด้วยน้อยอยู่สักหน่อย ฉันชอบรายการเกี่ยวกับศิลปะ ไม่ว่าจะวิจารณ์แง่มุมต่างๆ ของภาพเขียนระดับโลก พาไปดูแกลเลอรี่ชั้นนำ แม้แต่ศิลปะริมถนนหนทาง

อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นว่าความรู้ทางด้านศิลปะของฉันมีอยู่จำกัด การได้ดูรายการที่แสดงถึงงานศิลปะทางฝั่งอเมริกาจึงนับเป็นประสบการณ์ใหม่ แน่นอนว่าฉันรู้จักศิลปินอเมริกันอยู่บ้าง และมีงานบางงานที่เคยผ่านตา แต่ก็ยังนับเป็นบีกินเนอร์ออฟบีกินเนอร์ คือแทบไม่รู้อะไรเลย

หลายปีก่อนเคยได้เห็นภาพงานศิลปะนำเอาหินมากองเป็นขด (spiral) ในทะเลสาบ และถามตัวเองว่านี่น่ะหรือที่เรียกว่าศิลปะ จนเมื่อ 2 วันก่อนได้ดูรายการ Artland: USA ภาพหินขดในน้ำก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มันไม่ใช่แค่กองหิน มันเป็นท่าเรือแบบขด! (spiral jetty) แน่นอนว่ามันไม่ได้ใช้จอดเรือ แต่เป็นศิลปะแบบที่เรียกว่า Earth Work

jetty spiral-jettyoil.jpg

Spiral Jetty ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Great Salt Lake ในรัฐยูทา (Utah) มาตั้งแต่ปี 1970 และแน่นอนว่ามันไม่ใช่เพียงกองหินอย่างที่เคยคิด มันเป็นการถมที่ทำเป็นท่าเรือแบบขดขึ้นมา ในรายการสัมภาษณ์ผู้ที่เป็นคนก่อสร้างเจ้า Spiral Jetty นี้ขึ้น (แน่นอนว่าศิลปินไม่ได้ลงมือถมที่สร้างมันขึ้นมาเอง) ว่าเข้าใจหรือรู้สึกอย่างไรกับวงขดริมทะเลสาปนี้ เขาตอบว่าไม่รู้สิ แต่รู้สึกสบายใจที่ได้เห็นมัน นี่อาจจะเป็นสิ่งดีๆ ที่ Spiral Jetty มอบให้คนธรรมดาๆ อย่างเรา มันไม่ใช่ความงามแต่เป็นความพึงพอใจต่างหาก

หากจะยกตัวอย่างที่ชัดเจนขึ้นไปอีกสำหรับศิลปะที่ไม่เท่ากับความงาม ฉันนึกถึงงาน Mother and Child, Divided ที่นำเสนอซากแม่วัวลูกวัวผ่าครึ่ง อยู่ในตู้กระจกใส่น้ำยาฟอร์มาลีน ของ Damien Hirst คงไม่มีใคร ภายใต้สภาวะจิตใจปกติ จะมองงานแบบนี้ว่าสวย แต่แน่นอนว่าศิลปินมีจุดมุ่งหมายในการนำเสนอสิ่งที่ไม่งาม ไม่น่าดู (ซึ่งก็ยังมีคนที่อยากดู)

ตัวศิลปินเองบางครั้งสะท้อนความน่าเกลียดของสิ่งที่พบเห็นออกมา อย่าง Guernica ของปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) ที่แสดงความน่าเกลียดของสงครามกลางเมืองสเปน

ศิลปะอาจจะไม่ใช่ความงามความรื่นรมย์เสมอไป แต่ศิลปะก็เปรียบเสมือนชีวิต มีทั้งด้านดีงาม ด้านน่าเกลียด ไม่มีชีวิตใดที่จะสวยงามหรือย่ำแย่ไปเสียหมด แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรชีวิตก็ยังถูกขับเคลื่อนให้เดินหน้าต่อไป ศิลปะก็ยังอยู่คู่เราแม้จะเปลี่ยนผ่านกาลเวลาไป

มกราคม 18, 2008 at 6:40 am ใส่ความเห็น

Older Posts


มกราคม 2008
อา พฤ
    ก.พ. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

หน้า

Blog Stats

  • 160,408 hits