รักคนอ่าน

อาการหยุดอ่านไม่ได้กำเริบขึ้นอีกครั้งหลังจากได้รับหนังสือที่สั่งซื้อจากทางอินเตอร์เน็ตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลายครั้งที่อาการ “ต้องการอ่าน” มันเริ่มแสดงตัว เวลาที่ควรจะจัดสรรเอาไปทำอย่างอื่นก็ถูกนำมาใช้ในการอ่านแต่เพียงอย่างเดียว
ความรักที่จะอ่านนั้นมันหลากหลาย บ้างก็ชอบอ่านนอนฟิกชั่น (non-fiction) เน้นความจริง สาระ แต่ในขณะที่ฉันเน้นโลกจินตนาการ ใครว่าฟิกชั่นเต็มไปด้วยเรื่องแต่งแต่เพียงอย่างเดียว หลายครั้งหลายหนที่หนังสือนิยายนำเสนอมุมมองของชีวิตได้ละเอียดอ่อนกว่าหนังสือไบโอกราฟฟีเป็นไหนๆ
ฉันมีความคิดว่าการชอบอ่านมิได้ถือเป็นกรรมพันธุ์แต่ประการใด มันเป็นความชอบที่เกิดขึ้นเอง ตั้งแต่สมัยวัยเด็ก และเป็นนิสัยติดตัวจนมาถึงทุกวันนี้ อาจเป็นเพราะความประทับใจหลายๆ ครั้งเกิดขึ้นจากหนังสือเป็นเหตุ

สำหรับเด็กประถมที่ได้เงินค่าขนมวันละ 5 บาท การเก็บเงินเพื่อซื้อหนังสือสักเล่ม ก็ถือเป็นโปรเจคใหญ่อยู่เหมือนกัน ในยามที่ค่าขนมไม่พอที่จะซื้อ เพื่อนหัวใสก็จัดการให้เช่าหนังสือโดยแลกกับเครื่องเขียนต่างๆ เช่น ไส้ดินสอกด เป็นครั้งแรกที่ฉันได้สัมผัสกับระบบการแลกเปลี่ยนสินค้า (barter)
เรื่องราวของดินแดนห่างไกล ความสวยงาม และจินตนาการดึงดูดฉันเข้าสู่โลกของหนังสือ ตั้งแต่ครั้งนั้น
แล้ววันหนึ่งฉันก็ได้รู้จักกับสำนักพิมพ์ผีเสื้อ สำนักพิมพ์ที่จุดประกายการรักอ่านให้แก่ชีวิตอย่างจริงจัง ฉันสมัครเป็นสมาชิกสำนักพิมพ์ตามที่เพื่อนแนะนำ และได้รับหนังสือเล่มหนึ่งเป็นของขวัญ มันคือหนังสือเรื่องคุณพ่อขายาว (Daddy long legs) ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือที่ฉันรักมากที่สุด

การเรียนในชั้นอุดมศึกษาได้พาฉันเข้าใกล้กับหนังสือมากขึ้น และได้เปิดโลกการอ่านจากภาษาแม่อย่างภาษาไทย ไปยังโลกภาษาตะวันตก ความคิดอ่าน หลักการ ความรู้ ประวัติศาสตร์ ต่างได้รับการถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือจากสมัยหนึ่งสู่อีกสมัยหนึ่ง เราคงเดินทางย้อนเวลากลับไปจริงๆ ไม่ได้ แต่หนังสือพาเราเสมือนเดินทางข้ามเวลาได้ ไม่ว่าจะย้อนไปในงานเต้นรำสมัยของเจน ออสเต็น (Jane Austen) เดินไปตามถนนมอมแมมของลอนดอนในสมัยของดิกเคนส์ (Charles Dickens) หรือก้าวย่างไปตามทางแสวงบุญตามแบบของชอเซอร์ (Chaucer)
หลายครั้งที่ความสนุกจากการเดินทางเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยังไม่จัดกระเป๋า เหล่าหนังสือนำเที่ยว และ travel journal ช่วยประโคมความกระหายใคร่เดินทาง และยังเป็นเพื่อนแม้ในยามที่ต้องอยู่กับที่
หนังสือนั้นมีอิทธิพลมากมายกว่าการเป็นเพียงแผ่นกระดาษและหมึกพิมพ์มากนัก หลายยุคหลายสมัยหนังสือถูกทำลายเพียงเพื่อปิดกั้นความคิด ความรู้ ความเชื่อที่ไม่ต้องการเผยแผ่ออกไป มีหนังสือที่แสดงถึงความพยายามของคนที่จะปิดกั้นและทำลายหนังสืออย่าง Fahrenheit 451 ที่ fireman มีหน้าที่เผาหนังสือ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีสิ่งใดจะทำลายหนังสือและการอ่านลงได้
ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นทุกที การอ่านก็มี “หน้าตา” ที่แตกต่าง กว้างขวางขึ้น การอ่านสามารถทำได้ด้วยการฟัง ทั้งจาก audio book ที่ช่วยให้ผู้พิการทางสายตามีโอกาสได้ “อ่าน” หนังสือดีๆ มากขึ้น บ้างก็อ่านด้วยการฟังพอดแคส (podcast)
ไม่ว่าการอ่านจะมาด้วยรูปแบบไหน หากยังมีคนอ่าน คนเขียนก็ยังคงมีแรงที่จะเขียนและสร้างสรรต่อไป แม้หนังสือจะเปลี่ยนรูปแบบหน้าตาไปมากเพียงใด แต่คุณค่าและสิ่งต่างๆ ที่หนังสือมีให้ยังคงอยู่ตลอดกาล

Advertisements

One thought on “รักคนอ่าน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s