รักคนอ่าน

มกราคม 16, 2008 at 4:41 am 1 ความเห็น

อาการหยุดอ่านไม่ได้กำเริบขึ้นอีกครั้งหลังจากได้รับหนังสือที่สั่งซื้อจากทางอินเตอร์เน็ตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลายครั้งที่อาการ “ต้องการอ่าน” มันเริ่มแสดงตัว เวลาที่ควรจะจัดสรรเอาไปทำอย่างอื่นก็ถูกนำมาใช้ในการอ่านแต่เพียงอย่างเดียว
ความรักที่จะอ่านนั้นมันหลากหลาย บ้างก็ชอบอ่านนอนฟิกชั่น (non-fiction) เน้นความจริง สาระ แต่ในขณะที่ฉันเน้นโลกจินตนาการ ใครว่าฟิกชั่นเต็มไปด้วยเรื่องแต่งแต่เพียงอย่างเดียว หลายครั้งหลายหนที่หนังสือนิยายนำเสนอมุมมองของชีวิตได้ละเอียดอ่อนกว่าหนังสือไบโอกราฟฟีเป็นไหนๆ
ฉันมีความคิดว่าการชอบอ่านมิได้ถือเป็นกรรมพันธุ์แต่ประการใด มันเป็นความชอบที่เกิดขึ้นเอง ตั้งแต่สมัยวัยเด็ก และเป็นนิสัยติดตัวจนมาถึงทุกวันนี้ อาจเป็นเพราะความประทับใจหลายๆ ครั้งเกิดขึ้นจากหนังสือเป็นเหตุ

สำหรับเด็กประถมที่ได้เงินค่าขนมวันละ 5 บาท การเก็บเงินเพื่อซื้อหนังสือสักเล่ม ก็ถือเป็นโปรเจคใหญ่อยู่เหมือนกัน ในยามที่ค่าขนมไม่พอที่จะซื้อ เพื่อนหัวใสก็จัดการให้เช่าหนังสือโดยแลกกับเครื่องเขียนต่างๆ เช่น ไส้ดินสอกด เป็นครั้งแรกที่ฉันได้สัมผัสกับระบบการแลกเปลี่ยนสินค้า (barter)
เรื่องราวของดินแดนห่างไกล ความสวยงาม และจินตนาการดึงดูดฉันเข้าสู่โลกของหนังสือ ตั้งแต่ครั้งนั้น
แล้ววันหนึ่งฉันก็ได้รู้จักกับสำนักพิมพ์ผีเสื้อ สำนักพิมพ์ที่จุดประกายการรักอ่านให้แก่ชีวิตอย่างจริงจัง ฉันสมัครเป็นสมาชิกสำนักพิมพ์ตามที่เพื่อนแนะนำ และได้รับหนังสือเล่มหนึ่งเป็นของขวัญ มันคือหนังสือเรื่องคุณพ่อขายาว (Daddy long legs) ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือที่ฉันรักมากที่สุด

การเรียนในชั้นอุดมศึกษาได้พาฉันเข้าใกล้กับหนังสือมากขึ้น และได้เปิดโลกการอ่านจากภาษาแม่อย่างภาษาไทย ไปยังโลกภาษาตะวันตก ความคิดอ่าน หลักการ ความรู้ ประวัติศาสตร์ ต่างได้รับการถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือจากสมัยหนึ่งสู่อีกสมัยหนึ่ง เราคงเดินทางย้อนเวลากลับไปจริงๆ ไม่ได้ แต่หนังสือพาเราเสมือนเดินทางข้ามเวลาได้ ไม่ว่าจะย้อนไปในงานเต้นรำสมัยของเจน ออสเต็น (Jane Austen) เดินไปตามถนนมอมแมมของลอนดอนในสมัยของดิกเคนส์ (Charles Dickens) หรือก้าวย่างไปตามทางแสวงบุญตามแบบของชอเซอร์ (Chaucer)
หลายครั้งที่ความสนุกจากการเดินทางเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยังไม่จัดกระเป๋า เหล่าหนังสือนำเที่ยว และ travel journal ช่วยประโคมความกระหายใคร่เดินทาง และยังเป็นเพื่อนแม้ในยามที่ต้องอยู่กับที่
หนังสือนั้นมีอิทธิพลมากมายกว่าการเป็นเพียงแผ่นกระดาษและหมึกพิมพ์มากนัก หลายยุคหลายสมัยหนังสือถูกทำลายเพียงเพื่อปิดกั้นความคิด ความรู้ ความเชื่อที่ไม่ต้องการเผยแผ่ออกไป มีหนังสือที่แสดงถึงความพยายามของคนที่จะปิดกั้นและทำลายหนังสืออย่าง Fahrenheit 451 ที่ fireman มีหน้าที่เผาหนังสือ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีสิ่งใดจะทำลายหนังสือและการอ่านลงได้
ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นทุกที การอ่านก็มี “หน้าตา” ที่แตกต่าง กว้างขวางขึ้น การอ่านสามารถทำได้ด้วยการฟัง ทั้งจาก audio book ที่ช่วยให้ผู้พิการทางสายตามีโอกาสได้ “อ่าน” หนังสือดีๆ มากขึ้น บ้างก็อ่านด้วยการฟังพอดแคส (podcast)
ไม่ว่าการอ่านจะมาด้วยรูปแบบไหน หากยังมีคนอ่าน คนเขียนก็ยังคงมีแรงที่จะเขียนและสร้างสรรต่อไป แม้หนังสือจะเปลี่ยนรูปแบบหน้าตาไปมากเพียงใด แต่คุณค่าและสิ่งต่างๆ ที่หนังสือมีให้ยังคงอยู่ตลอดกาล

Advertisements

Entry filed under: สัพเพเหระ.

cours de langue et de civilisation françaises ศิลปะ ไม่เท่ากับ ความงาม

1 ความเห็น Add your own

  • 1. อ้วนบิ  |  มกราคม 17, 2008 ที่ 11:02 am

    สือโป๊ ไม่ต้องอ่าน

    แต่เดี๋ยวนี้ใครจะซื้อละ -*-

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Trackback this post  |  Subscribe to the comments via RSS Feed


มกราคม 2008
อา พฤ
    ก.พ. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

หน้า

Blog Stats

  • 159,537 hits

%d bloggers like this: