เยอรมันดี – วันที่ 3 (ไปเบลเยี่ยม ตอนที่ 1)

วันที่สาม – ข้ามแดนไปเบลเยี่ยม

หลังจากชิมขาหมูเยอรมันอาหารจานหลักกันแล้ว เราสองคนขอย้ายไปชิมขนมหวาน วาฟเฟิลและช็อกโกแลตเบลเยี่ยมกันบ้าง

ข้อดีของการพักที่เคลิน (Cologne) ก็คือการเดินทางข้ามไปยังประเทศแถบเบเนลุกซ์ที่ทำได้อย่างสะดวกง่ายดาย ก่อนมาฉันใช้เวลาตัดสินใจระหว่างบรัสเซลกับอัมสเตอร์ดัมว่าจะไปเมืองไหนดี ภาพลักษณ์ 2 เมืองในสายตาของฉันค่อนข้างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บรัสเซลให้บรรยากาศเมืองเก่า สวย เดินเล่นสบายๆ ในขณะที่อัมสเตอร์ดัมดูจะมีสีสันและคึกคักกว่า

และแล้วเพื่อนสาวก็มาฟันธงให้ว่าไปบรัสเซลเถอะ พร้อมกับยื่นถุงของฝาก อันประกอบไปด้วย เนคไท ผ้ารองจาน ช้อน ผลิตภัณฑ์อโรม่า ฯลฯ (ราวกับว่าเธอจะให้เพื่อนไปเปิดบู๊ธ OTOP) ไปให้หนุ่มเบลเยี่ยมที่เธอรู้จัก

ฉันจึงจัดแจงจองตั๋วรถไฟ Thalys จากเคลิน (Koln) ไปบรัสเซล มิดิ (Bruxelles Midi) ผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกสุดๆ (ไปกลับคนละประมาณ 14 ยูโรเท่านั้น) แล้วก็ต้องหาที่พัก แถวใกล้ๆ Grande Place ก็ราคาสูงเสียจนพักไม่ไหว ฉันเลยระเห็จไปพักแถว Jardin du Botanique แทน (ซึ่งก็ราคาแพง แต่สถานที่ดูดีกว่า)

เราสองคนมาขึ้นรถไฟกันที่ Koln Hauptbahnhof ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับโดม เพื่อเดินทางข้ามประเทศกันในเช้าวันนี้ อากาศหนาวราว 0 องศา ทำเอาการลากกระเป๋าเดินทางไปตามถนนเพื่อไปขึ้นรถรางเป็นงานสาหัสอยู่เหมือนกัน พอถึงสถานี ก็เลยขอหาเครื่องดื่มอุ่นมาช่วยชีวิตก่อนจะแบกกระเป๋าเดินทางเดินขึ้นชานชาลา รอเวลารถไฟมา รถไฟในยุโรปมักจะตรงเวลา และจอดรับ-ส่งผู้โดยสารไม่นานนัก จึงต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ไม่น่าเชื่อว่าแค่การขึ้นรถไฟทำให้เราต้องเป็นคน alert ตลอดเวลา

ในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เราก็ข้ามมาถึงบรัสเซล เมืองหลวงของยุโรป ระหว่างนั่งอยู่บนรถไฟฉันนั่งมองชื่อสถานีที่เปลี่ยนแปลงไปจากภาษาเยอรมันมาเป็นแบบ bilingual (สองภาษา) เมื่อเข้าสู่เขตแดนเบลเยี่ยม สองภาษาที่ว่าก็คือฝรั่งเศสและดัชต์ เพราะเหตุที่ในเบลเยี่ยมมีทั้งคนที่พูดฝรั่งเศสและพวกที่พูดภาษาดัชต์ (ในบางพื้นที่ยังพูดภาษาเยอรมันอีกด้วย) น่าเสียดายที่ภาษาที่ฉันและเพื่อนร่วมทางพูดได้คือภาษาอังกฤษเท่านั้น (ความรู้ภาษาฝรั่งเศสของฉันมีหลงเหลืออยู่น้อยนิดจริงๆ)

เราตั้งต้นกันด้วยการมองหา Information Counter เพื่อหาซื้อบัตร Brussels Card ซึ่งประกอบด้วยบัตรสองใบ ใบหนึ่งสำหรับใช้ขึ้นรถโดยสารสาธารณะ และอีกใบใช้เข้าชมพิพิทธภัณฑ์ต่างๆ ในยุโรปมักมีบัตรท่องเที่ยวแบบนี้ให้ได้เลือกซื้อกันเพื่อความสะดวกและประหยัดของนักท่องเที่ยว ราคาค่าบัตรก็แตกต่างกันไปตามแต่ละเมือง อย่าง Brussels Card นี่ก็มีให้เลือก 3 แบบ คือ 24 ชั่วโมง ราคา 20 EUR 48 ชั่วโมงราคา 28 EUR และแบบ 72 ชั่วโมงราคา 33 EUR โดยจะมีแผนที่และคู่มือท่องเที่ยวพร้อมบัตรลดต่างๆ แถมมาพร้อมกับบัตร

เมื่อเจอป้าย Information ที่สถานีรถไฟ Bruxelles Midi เราจึงรี่ไปถามคุณป้าเจ้าหน้าที่เพื่อขอซื้อบัตร เธอตอบด้วยท่าทางไม่ใยดีว่าที่นี่ไม่มีขาย ต้องไปซื้อที่ Grand Place ทำเอาฉันและเพื่อนร่วมทางรู้สึกเคว้งไปเลย ไหนจะไม่มีแผนที่ ไหนจะไม่แน่ใจว่าไปทางไหนดี แต่เอาวะ ป้าไม่ช่วย ช่วยตัวเองก็ได้

เราจึงขอตั้งหลักกันด้วยการมุ่งหน้าไปโรงแรมเพื่อเอาของไปเก็บก่อนออกมาเที่ยวเล่นในเมือง เราซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Jardin du Botanique ตามที่ระบุใน voucher ของโรงแรม แล้วก็พากันหอบกระเป๋าเดินทางและสัมภาระต่างๆ ลงบันได (สัมภาระนี่เป็น “ภาระ” สำหรับคนเดินทางที่กระเป๋าสตางค์ไม่ค่อยหนาอย่างเราจริงๆ ถ้าเป็นพวกที่มี pocket money เยอะๆ แค่เรียก taxi ก็สบายไปแล้ว)

โรงแรม Bloom! http://www.hotelbloom.com เป็นโรงแรมแบบบูทีคที่เน้นการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์ ภายในห้องพักต่างๆ มีการให้ศิลปินมาเป็นผู้ออกแบบและวาดภาพลงบนฝาผนัง พร้อมมีรายละเอียดสั้นๆ ของผู้ออกแบบ ภาพถ่ายของศิลปิน และแรงบันดาลใจในการออกแบบให้ผู้เข้าพักได้เข้าใจถึงความคิดของผู้ออกแบบ ซึ่งเป็นไอเดียที่น่าสนใจดีเหมือนกัน ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกเชื่อมโยงกับศิลปินผู้ออกแบบได้ทางหนึ่ง จึงให้ความรู้สึกที่เป็นกันเองต่างจากโรงแรมประเภท chain ชั้นนำ

ก่อนที่พวกเราจะหลงระเริงกับเตียงนุ่มๆ และอาร์มแชร์แสนสบายจนไม่ยอมออกไปสัมผัสกับอากาศยะเยือกของบรัสเซลล์ ฉันก็ยืนกรานกับเพื่อนร่วมทางว่าต้องไปเที่ยวกันเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ความขี้เกียจ (จากการออกเดินทางตั้งแต่เช้า) จะเข้าครอบงำเราทั้งคู่

หลังจากได้ข้อมูลและแผนที่จากสาว reception ของโรงแรม เราก็เริ่มออกเดินไปยังจตุรัสกรองปลาส (Grand Place) จตุรัสที่เค้าว่ากันว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป โดยผ่านถนน shopping ชื่อว่า Rue Neuve มุ่งหน้าสู่ Grand Place แม้ว่าถนนสายนี้จะเต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย แต่เราก็ไม่ค่อยหวั่นไหวไปกับสินค้าหลากชนิด เพราะในเวลานี้เรามองหากันแต่ร้านอาหารค่ะ

เวลากว่าบ่าย 2 แล้วแต่เรายังไม่ได้ร้านสำหรับอาหารเที่ยงกันเลย ในที่สุดก็ตกลงปลงใจยอมกินแซนด์วิชขนมปังฝรั่งเศสแข็งๆ กับวาฟเฟิลไปก่อน พร้อมกับตั้งปณิธานว่าจะหาร้านดีๆ ทานกันในมื้อเย็น

เมื่ออิ่มท้อง เราก็มีแรงที่จะเดินต่อเพื่อไปทำความรู้จักกับเมืองหลวงแห่งยุโรปเมืองนี้กันแล้วค่ะ

Advertisements

One thought on “เยอรมันดี – วันที่ 3 (ไปเบลเยี่ยม ตอนที่ 1)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s