Archive for มีนาคม, 2008

สร้างจากกระดาษ

กระดาษแผ่นหนึ่งอาจดูเป็นสิ่งไม่มีค่าอะไร แต่ถ้ากระดาษแผ่นนั้นถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่น ด้วยความคิดสร้างสรรและฝีมือ กระดาษธรรมดาๆ อาจไม่ดูไร้ค่าอีกต่อไป

ฉันเป็นคนชอบกระดาษ ด้วยความที่กระดาษมีความหลากหลายแตกต่าง ทั้งในด้านของวัสดุที่นำมาใช้ทำ texture ลวดลาย ฯลฯ หลายครั้งที่กระดาษเป็นสื่อแทนแสดงความแตกต่างของวัฒนธรรม ลวดลายสีสดใส แพทเทิร์นสวยๆ แบบของญี่ปุ่น กระดาษหนาหนักกับลายโมโนแกรมแบบของยุโรป กระดาษสาบางเบาสีสดใสอย่างของภาคเหนือ ไปจนถึงกระดาษปาปิรุสจากต้นปาปิรุสของอียิปต์

แล้ววันนี้กระดาษ A4 สำหรับงานถ่ายเอกสารก็กลายมาเป็นงานศิลปะแสนสวยได้ด้วยอุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้น ใช่ค่ะ ฉันกำลังพูดถึงงานศิลปะจากกระดาษหรือ papercraft นั่นเอง

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ papercraft ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ ได้แก่

– แพทเทิร์นของงานที่อยากทำ ซึ่งสามารถหา download ได้ฟรีจาก internet มี web ที่แนะนำเป็นของ Canon และ Yamaha หรือจะลอง Google หาแบบอื่นๆ ก็ได้ พอ download เสร็จก็ print ลงบนกระดาษ พร้อมวิธีการทำ (ถ้าต้องการความคงทนแข็งแรงก็ต้องใช้กระดาษที่หนาหน่อย แต่เวลาทำอาจจะตัดค่อนข้างยาก มือใหม่อาจลองใช้กระดาษถ่ายเอกสาร 80 แกรมก่อนค่ะ) 

– กรรไกร

– กาว/กาว 2 หน้าแบบบาง

– คัตเตอร์และแผ่นรองตัด

เมื่อมีอุปกรณ์พร้อมแล้วก็ลงมือได้เลย ค่อยๆ ตัดชิ้นส่วนตามแบบ อย่าลืมเขียนหมายเลขของชิ้นส่วนไว้ที่ด้านหลังด้วย เผื่อเวลาประกอบจะได้ง่ายขึ้น papercraft แต่ละแบบก็มีจำนวนชิ้นส่วนและความละเอียดไม่เท่ากัน ก็เลือกดูตามต้องการนะคะ

มาดูตัวอย่าง papercraft ที่ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้วกันดีกว่า

Daruma

แบบญี่ปุ่น ญี่ปุ่น ก็ต้องตุ๊กตาดารุมะนี่เลยค่ะ ตัวนี้ฝีมือพี่ต่อ

Totoro

น้องหนูโตโตโร่ก็มีนะ (ตัวนี้โดยสาลี่)

Polar Bear

มาแนวสัตว์โลกน่ารักกันบ้างค่ะ หมี Polar แสนน่ารัก ตัวนี้ฝีมือพี่ทรี

Neko

แมวเหมียวตัวนี้ฝีมือพี่ต่อ

Panda

แพนด้าก็มีด้วย (ฝีมือพี่ทรี)

Gassho Zukuri

คราวนี้เป็นบ้านแบบ Gassho-Zukuri ฝีมือฉันเอง (ลองย้อนกลับไปดูรูปบ้านจริงๆ ในเรื่อง 日本 日本วันที่ 1 ได้ค่ะ) 

inside

เข้าไปดูในบ้านกัน มีรายละเอียดของห้องต่างๆ ด้วย ส่วนหลังคาก็จำลองแบบมาจากของจริง

Photo Box

ทำเป็นกรอบรูปก็เก๋ (ฝีมือจูน)

Frame

สวยทั้งกล่อง ทั้งคนทำ (ฝีมือจูน)

ว่าแล้วปิดเทอมนี้ ลองชวนน้องๆ หนูๆ มาทำ papercraft กันก็น่าจะเป็นการใช้เวลาว่างร่วมกันที่ดีทีเดียวนะคะ

Special Thanks:

– ขอขอบคุณ พี่ทรี พี่ต่อ สาลี่ จูน น้องหญิง ที่ช่วยกันทำผลงาน Papercraft สวยๆ ออกมา

– ขอขอบคุณ จูน ช่างภาพจำเป็น

– ขอขอบคุณ ตี่ ผู้ช่วยช่างภาพและฝ่ายเทคนิค (เอารูปที่จูนถ่าย load ลงใน computer)

มีนาคม 27, 2008 at 8:38 am 3 ของความคิดเห็น

日本 日本 วันที่ 5

วันที่ 5 – บอกลาเจแปน … แล้วพบกันใหม่ また会いましょう

และแล้วก็ถึงวันบอกลาโตเกียว เวลา 4 วันเต็มในประเทศญี่ปุ่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกับที่หลายคนมักพูดว่าเวลาแห่งความสนุกนั้นช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน

วันสุดท้าย เรามีโปรแกรมเหลืออีก 2 อย่าง คือการไปเที่ยวไร่สตรอเบอรี่ และแวะช้อปครั้งสุดท้ายที่ห้าง Aeon ก่อนตรงไปสนามบินนาริตะ

เช้าวันนี้ท้องฟ้าเป็นสีเทาครึ้ม สายฝนโปรยปรายลงมา ต่างจากทุกๆ วันก่อนหน้า สัญญาณแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูใหม่มาถึงแล้วสินะ ฉันรู้สึกโชคดีที่ 4 วันที่ผ่านมาไม่มีฝนตกลงมาเลย ฉันไม่ค่อยชอบเวลาฝนตกสักเท่าไหร่ ก็ทั้งท้องฟ้าและทุกๆ อย่างรอบตัวมันดูทึมทึบไปเสียหมดนี่นะ

ไร่สตรอเบอรี่ที่เราไปกันเช้านี้อยู่ไม่ไกลจากสนามบินมากนัก การไปเที่ยวไร่สตรอเบอรี่เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ฉันตั้งตารอ ฉันยังจำช่วงเวลาที่เคยไปเที่ยวไร่สตรอเบอรี่ที่เชียงใหม่เมื่อสมัยเด็กได้ดี เวลานั้นเวลาที่ได้เห็นลูกสตรอเบอรีสีแดงอยู่บนต้น มันช่างน่าตื่นเต้นเสียจริงๆ

ได้ยินว่าฤดูหนาวเป็นช่วงฤดูกาลสตรอเบอรี่ของญี่ปุ่น ก่อนมาทริปนี้ฉันได้เห็นลูกสตรอเบอรี่สีแดงสดสวยนอนอยู่ในกล่องพลาสติกกับป้ายราคาที่แพงอย่างไม่น่าเชื่อ อยากชิมแต่ไม่กล้าซื้อ ด้วยความที่ราคาสูงขนาดนั้น … เห็นอย่างนี้แล้วก็ตั้งใจจะชิมสตรอเบอรี่ญี่ปุ่นให้สมใจอยาก

ไร่สตรอเบอรี่ที่นี่ต่างจากไร่ที่เคยเห็น เพราะอยู่ในโรงปลูก มีหลังคาคลุมเรียบร้อย ต้นสตรอเบอรี่ปลูกอยู่ในรางสูงจากพื้นดิน มีพลาสติกคลุมดินเรียบร้อย มิน่าล่ะ พี่ไกด์ถึงบอกว่าเด็ดจากต้นแล้วกินได้เลย ไม่ต้องล้างให้เสียเวลา

ก่อนเข้าไปชิมสตรอเบอรี่ คุณป้าชาวไร่ก็แจกถาดพลาสติกที่มีช่องใส่นมข้นหวานให้ทุกคนคนละถาด ที่นี่จะต่างจากบ้านเราที่เอาสตรอเบอรี่มาจิ้มพริกกะเกลือ เพราะสตรอเบอรี่เมืองไทยจะมีรสเปรี้ยวนำ ว่าแล้วก็เดินเข้าโรงปลูกสตรอเบอรี่กันได้เลย

strawberry rows after rows

สตรอเบอรี่เป็นทิวแถว

สตรอเบอรี่ที่นี่สวยจริงๆ ลูกสีแดงสดสวยอย่างไม่น่าเชื่อ สวยอย่างกับไม่ใช่ของจริง ฉันหลุดเข้าไปในโลกของสตรอเบอรี่ เสียงเพลง Strawberry Field ของ The Beatles ผุดขึ้นมาในหัว Strawberry field forever…

Strawberry

หลากสีหลายขนาด

blossoms

น้ำค้างและดอกสตรอเบอรี่

Sugoi

すごい สุดยอดไปเลย

สตรอเบอรี่ที่มีให้ชิมที่นี่มี 2 พันธุ์ ทั้งแบบที่หวานนุ่ม กับแบบที่สดกรอบ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เวลาได้มาชิมจากต้นแล้วต้องร้องว่า “うまい” อร่อยจริงๆ

ก่อนบอกลาไร่สตรอเบอรี่ก็ต้องซื้อสตรอเบอรี่ฝากคนที่บ้านเสียหน่อย บอกได้เลยว่าเป็นของฝากที่รับรองว่าผู้รับจะต้องดีใจแน่นอน ฉันเองก็ซื้อกลับมา 2 แพ็คในราคาแพ็คละ 500 เยนเท่านั้น จะลำบากก็ตอนถือนี่แหละที่ต้องระวังไม่ให้ช้ำและต้องไม่เอากล่องซ้อนกัน

ready to go

ready-to-go

ออกจากไร่แล้ว แต่ฝนก็ยังตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพราะเราจะไปห้างกันต่อ พี่ไกด์บอกว่าห้าง Jusco AEON นี่เพิ่งปรับโฉมใหม่ ดูสดใสน่าเดินกว่าเดิม เค้าว่ารวยได้ด้วยลูกค้าคนไทยที่มักแวะช้อปก่อนไปนาริตะนี่แหละค่ะ ว่าแต่ห้าง Aeon มีอะไรน่าสนใจบ้างนะ

สำหรับลูกค้าคนไทย มาช้อปที่ Aeon นี่ถือว่ามีสิ่งที่ต้องการให้ได้เลือกซื้อกันแน่นอน ที่นี่มีร้าน 100 เยน (ร้าน Daiso) ที่มีสาขาที่เมืองไทยด้วย แต่ของที่นี่จะมีความหลากหลายกว่า ของน่าใช้สารพัดอย่างในราคาเพียงชิ้นละ 100 เยน (ยังไม่รวม Consumption Tax 5%) ส่วนสาวๆ ก็คงไม่พลาดร้านขายยาสไตล์ Watson (แต่จำชื่อร้านไม่ได้) ที่มีเครื่องสำอางสารพัดแบบ ในแพคเกจสวยน่ารัก ราคาไม่แพงให้ได้เลือกอย่างจุใจ ชั้นล่างของโซนพลาซ่ายังมีร้าน MUJI และร้านเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นแบบน่ารักราคาไม่แพงนักให้ได้เดินดูเพลินๆ

ก่อนกลับก็แวะซื้อขนมที่ร้าน Ginza Cozy Corner ซึ่งมีเค้กสไตล์ญี่ปุ่นหน้าตาสวยน่ากิน รสกลมกล่อมไปฝากคนที่บ้าน พี่ไกด์แนะนำ Fromage Cake ชีสเค้กแสนอร่อย ส่วนคุณหมอและภรรยาแนะนำเค้กซากุระที่ชิมแล้วติดใจอยากให้ลอง ฉันชิมแล้วขอบอกว่าอร่อยทั้ง 2 อย่างค่ะ

ออกจาก Aeon ก็ตรงไปสนามบินซึ่งอยู่ไม่ไกล เวลาในญี่ปุ่นใกล้จะจบลงแล้วสิ ที่สนามบินนี้เรามีโอกาสช้อปทิ้งท้ายกันอีกครั้ง ฉันซื้อขนม cigare จากร้านดังอย่าง Yoku Moku กลับมาฝากคนที่เมืองไทย อีกอย่างที่น่าแวะซื้อคือ chocolate ชื่อดังจากเกาะฮอกไกโด ซึ่งสร้างชื่อไปทั่ว Royce ประกาศตัวว่าเป็น Rolls-Royce of Chocolate รสชาติแห่งความละมุนละไมหรูหรา รุ่นโปรดของฉันคือ ช็อกโกแลตสด Nama Chocolate กับ texture แบบ creamy ที่แตกต่างจากช็อกโกแลตตามท้องตลาดทั่วไป แถมราคาที่นี่ยังถูกว่าที่เมืองไทยมากทีเดียว (ราคากล่องละ 600 เยน) ช้อปเสร็จสรรพก็มานั่งพักผ่อนรอเวลาขึ้นเครื่อง

แล้วเครื่องบินก็พาเราออกเดินทางกลับบ้านพร้อมกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้รับ ความรู้ที่เพิ่มมากขึ้น ความรู้สึกดีๆ ความเป็นมิตรที่ได้จากผู้ร่วมเดินทาง ความประทับใจจากความสวยงามของประเทศโปรดประเทศหนึ่งของฉัน และแรงบันดาลใจอีกหลายๆ อย่าง

แล้วเราคงได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง また会いましょう

มีนาคม 22, 2008 at 2:50 pm 4 ของความคิดเห็น

日本 日本 วันที่ 4

วันที่ 4 – เข้าเมืองกรุง 

วันนี้เราจะเข้าโตเกียวกันสักที หลังจากที่ชมชนบทมา 3 วัน จากทุ่งโล่ง เทือกเขา หิมะ หมู่บ้านต่างจังหวัด มาเจอผู้คน ตึกราม ในเมืองกรุง

เช้าวันนี้อากาศสดใส แม้โรงแรมที่พักของเราจะไม่ได้มีห้องพักสวยๆ บรรยากาศดีๆ แต่วิวจากห้องอาหารนั้นถือว่าชั้นยอด จากระเบียงชั้น 9 และตลอดแนวกระจกริมโต๊ะอาหาร ภาพเบื้องหน้าเป็นภาพพาโนรามาของฟูจิซังที่ในยามนี้ปกคลุมไปด้วยหมวกหิมะสีขาว สวยสมกับเป็นภูเขาไฟที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในโลกจริงๆ โรงแรม Fuji No Boukaen ยังมีสวนเล็กๆ และน้ำตกจำลองให้นักท่องเที่ยวเดินเล่นเพลินๆ ในยามเช้าอีกด้วย

Fuji-san

ภาพของ Fuji-san จากห้องอาหารชั้น 9 ของโรงแรม

เราโบกมือลาโรงแรมก่อนมุ่งหน้าไปยังเมืองโยโกฮามา หากเป็นแฟนรายการโชว์จากญี่ปุ่น อย่าง TV Champion คงจะเคยได้ยินกิตติศัพท์ของเมืองท่าอย่างโยโกฮามากันมาบ้าง เมืองนี้เป็นที่ตั้งของไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น แน่นอนว่าย่อมมีอาหารจีนเจ้าเด็ดหลากหลายให้ได้ชิมกัน เช่นเดียวกันกับไชน่าทาวน์ไม่ว่าที่ไหนๆ ในโลก ไชน่าทาวน์ของโยโกฮามาก็มีประตูแบบจีนตั้งเด่นเป็นเอกลักษณ์แสดงให้รู้ว่าเรากำลังจะเดินข้ามผ่านเข้าสู่อาณาเขตของความเป็นจีน ซึ่งได้แผ่ขยายไปทั่วโลก

China Town

ประตูสู่ “เมืองจีน” ในญี่ปุ่น

ในเวลาเช้าแบบนี้ ร้านค้าต่างๆ เริ่มทยอยเปิด ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นร้านขายอาหารต่างๆ รวมไปถึงร้านซาลาเปาที่มีภาพแชมป์ห้อยเหรียญทองเป็นประกัน ซาลาเปาแป้งสีเหลืองอ่อนหนานุ่มกับไส้หมูสับผสมขิงร้อนๆ เหมาะเป็นอาหารเช้าในวันที่อากาศหนาวแบบนี้ ไชน่าทาวน์ของญี่ปุ่นแม้จะไม่ได้โดดเด่นใหญ่โตมากนักแต่ก็สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย

ในเวลานี้แม้จะยังไม่รู้สึกหิว ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน (อีกแล้ว) เราไปกันที่ราเม็งมิวเซียม (Raumen Museum) มาเมืองไชน่าทาวน์ก็ต้องชิมบะหมี่แบบจีนเป็นธรรมดา บางคนอาจคิดว่าราเม็งเป็นอาหารญี่ปุ่น แต่ในความจริงแล้วเป็นอาหารจีนซึ่งมาแพร่หลายในญี่ปุ่นในช่วงราวปลายศตวรรษที่ 19 และเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งมีการคิดค้นสูตรน้ำซุปต่างๆ ในสไตล์ญี่ปุ่น เช่น มิโซะ ราเม็ง รวมทั้งยังมีราเม็งเด็ดๆ ของแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย เรียกว่าเป็น OTOP Raumen คงจะได้

Different Types of Raumen

เส้นราเม็งแบบต่างๆ

มาพูดถึงราเม็ง มิวเซียมกันบ้างดีกว่า ราเม็ง มิวเซียมนี้มีจุดเด่นตรงที่รวบรวมร้านเด็ดร้านดังจากทั่วประเทศมาไว้ด้วยกัน ใครชอบราเม็งแบบไหนก็เลือกเข้าร้านที่ชอบได้ ขนาดคนญี่ปุ่นเองยังเสียค่าเข้ามิวเซียมเพื่อมานั่งกินราเม็งเลย บรรยากาศภายในเป็นแบบย้อนยุคเหมือนสมัยประมาณสงครามโลกครั้งที่ 2 ดูขลังๆ ดี แถมนอกจากร้านราเม็งแล้วก็ยังมีร้านขายขนมแบบย้อนยุค และมีตรอกซอกซอยที่ดูแบบโบราณให้เดินเล่นเพลินๆ หลังอิ่มจากราเม็งแล้ว

จะเลือกราเม็งร้านไหน ก็ไปต่อแถวกดตู้ราเม็งแบบที่ต้องการ จะเลือกท้อปปิ้งเพิ่มก็ได้ไม่ผิดกติกา จากนั้นก็ยื่นตั๋วจากตู้ราเม็งให้พนักงาน พอมีโต๊ะว่างเค้าก็จะจัดให้เราเข้าไปนั่งตามลำดับ ร้านไหนที่ป๊อปปูล่ามากๆ อย่าง คาระมิโซะราเม็ง (มิโซะราเม็งแบบเผ็ด) ที่ฉันไปชิมก็จะแถวยาวหน่อย นั่งรอสักพักพนักงานก็เอาราเม็งชามใหญ่กับท้อปปิ้งหมูสามชั้นที่แทบจะล้นออกมานอกชามมาเสิร์ฟ แค่เห็นชามราเม็งก็อิ่มแล้ว จะกินหมดได้ยังไงหนอ แต่พี่ยุ่นคนข้างกินซะเกลี้ยงชามไม่เหลือแม้แต่น้ำซุป ฉันกินไปตั้งนานบะหมี่ในชามก็ยังไม่ยุบลงสักเท่าไหร่ จนต้องขอหยุดแต่เพียงเท่านั้น เกรงใจคนขายยังไงไม่รู้ เดี๋ยวจะนึกว่าราเม็งของเค้าไม่อร่อย

เช่นเดียวกับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป ที่นี่มีร้านขายของที่ระลึกและราเม็งต่างๆ ให้ผู้ที่หลงรักราเม็งสามารถซื้อหาราเม็งต่างๆ กลับไปบ้านได้ด้วย ได้ยินว่าเราสามารถทำบะหมี่สำเร็จรูปของตัวเองโดยเลือกส่วนประกอบตามต้องการได้ แต่ไม่ได้ไปลองทำค่ะ

ขากลับเข้าโตเกียว เรานั่งรถผ่านย่าน Minato Mirai みなとみらい21 หรือท่าเรือแห่งอนาคต ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเมืองใหม่ของโยโกฮามา ญี่ปุ่นกับความทันสมัยเป็นของคู่กันอยู่แล้วนี่นะ

มาญี่ปุ่นคราวนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะไม่ได้ไปเที่ยววัดกันเลย บ่ายวันนี้จึงถือโอกาสไปไหว้พระขอพรกันที่วัดเซ็นโซจิสักหน่อย วัดไหนโตเกียวก็ไม่ดังเท่าวัดเซ็นโซจิ ย่านอาซากุสะ ใครมาโตเกียวแล้วไม่ถ่ายรูปคู่กับโคมยักษ์สีแดงมันดูจะขาดอะไรบางอย่างยังไงไม่รู้ ขนาดที่ฉันเองมาวัดนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ยังอดไม่ได้ที่จะยกกล้องขึ้นกดชัตเตอร์เก็บภาพโคมแดงไว้อีกครั้ง

Red Lantern

โคมแดงแรงฤทธิ์

สิ่งที่ดึงดูดใจในย่านอาซะกุสะ ไม่น้อยไปกว่าวัดเซนโซจิก็คือตรอกทางเดินหน้าวัด หรือ Nakamise-dori ซึ่งอัดแน่นไปด้วยร้านค้านานาชนิด ทั้งของที่ระลึก ของเล่น ของกิน แน่นอนว่าร้านค้าเยอะคนก็แยะตามไปด้วย ถ่ายรูปมาก็มีหัวคนนับร้อยนับพันติดมาด้วย แถวนี้มีร้านขายอาเกะมันจูหรือซาลาเปาทอดชื่อดัง หรือถ้าชอบขนมเซมเบ้ก็มีให้ชิมด้วย เรียกว่ามา Nakamise-dori แล้วไม่เสียสตางค์นี่ต้องถือว่าจิตใจมั่นคงมาก

Nakamise-dori

ยามบ่ายกับกองทัพคนที่นาคามิเสะโดริ

และเพื่อความต่อเนื่องในการช้อป (เรียกว่าให้ใช้เงินได้อย่างไม่ขาดตอน) ช่วงบ่ายถึงเย็นของวันนี้คือการเดิน เดิน แล้วก็เดินช้อปที่ชินจูกุ ความเงียบสงบที่เราสัมผัสได้จากเมืองชนบทที่เราไปเยือนค่อยๆ หายไป พร้อมกับกระแสมหาชนในโตเกียว เราได้เปลี่ยนฉากเข้ามาอยู่ใจกลางมหานครที่แสนวุ่นวายอย่างเต็มตัวแล้ว

พูดถึงย่านช้อปในโตเกียวนั้นมีมากมายหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นชินจูกุ กินซ่า ชิบูยา ฮาราจูกุ อิเคบุคุโระ อะกิฮาบาระ รปปงหงิ อาโอยาม่า ฯลฯ ส่วนตัวของฉันชอบชิบูย่า แต่คราวนี้ได้ไปแค่ที่ชินจูกุ โดยมีจุดมุ่งหมายในการซื้อที่ MUJI UNIQLO ห้าง ISETAN รวมถึงร้านสไตล์ Select Shop สำหรับคนที่สนใจเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ไปกันที่ BIC Camera และ Sakuraya พอไกด์กำหนดจุดนัดพบปุ๊บแต่ละคนก็ออกสตาร์ทการใช้เงินทันที

ชินจูกุในวันนี้ดูต่างจากที่เคยมาเมื่อ 3 ปีก่อน อาจเป็นเพราะเมื่อ 1 – 2 ปีมานี้มีการปรับปรุงห้างสรรพสินค้ากันหลายแห่ง เรียกว่าปรับโฉมให้ดูดีมีระดับกันยิ่งขึ้น ที่โดดเด่นมากๆ คือ Isetan Men ที่เรียกว่าเป็นสวรรค์ของชาวเจ้าสำอางค์จำพวก Metrosexual ของแท้ ชายหนุ่มน้อยใหญ่ในห้างอิเซตันแต่งกายอย่างประณีตมีสไตล์ในชุดสูทพอดีตัว รองเท้าทรงสวยขัดมัน แถมหลายๆ คนก็กันคิ้วตามความนิยม ทำเอาผู้หญิงไทยกับเสื้อกันหนาวตัวหลวมๆ อย่างฉันรู้สึกผิดที่ผิดทาง เหมือนหลุดเข้าไปในโลกแคทวอร์คของคุณผู้ชาย

ฉันเดินเฉียดเดปาจิกะ (แผนกอาหารชั้นใต้ดิน) ของห้างอิเซตัน ร้านขนมและอาหารต่างๆ เปล่งประกายความน่ากิน สมกับที่คุณ Anchalee เขียนบรรยายไว้ในหนังสือ “โตเกียว โตเกียว” และ”โตเกียว โตเกียวไม่รู้จบ” จริงๆ เสียดายว่าไปเดินอยู่คนเดียวก็เลยไม่มีเพื่อนคอยยุให้ชิม ไม่อย่างนั้นคงได้ซื้อกินและซื้อกลับอีกเยอะทีเดียว

ฉันเดินตระเวนเข้าร้านโน้น ออกร้านนี้ เดินเข้าห้าง ออกไปสถานีชินจูกุ แถมหอบถุงของฝากพะรุงพะรัง จนได้เวลานัดทานอาหารเย็น เดินเล่นเพลินจนลืมหิว จนค่อยมารู้สึกก็ตอนที่เดินไปที่ร้านอาหารนี่แหละ เย็นนี้เรามีนัดดินเนอร์กันที่ร้าน Momo Paradise ซึ่งมีทั้งสุกี้ยากี้และชาบูชาบู ให้เลือกแบบ All you can eat คือทานเท่าไหร่ก็ได้ในเวลาที่จำกัด มื้อเย็นของเราเป็นสุกี้ยากี้แบบญี่ปุ่น น้ำซุปรสดีแต่เค็มมากๆ นี่ถ้าเป็นชาบูชาบูรสชาติอาจจะดีกว่า

กว่าเราจะกลับเข้าโรงแรมก็ 3 ทุ่มกว่าแล้ว เหนื่อยจริงๆ แต่ก็ต้องเตรียมตัวแพ็คของทั้งหมดที่ขนซื้อมาตลอดทริป ก็คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายในโตเกียวแล้วนี่คะ

มีนาคม 19, 2008 at 8:33 am 3 ของความคิดเห็น

日本 日本 วันที่ 3

วันที่ 3 – วันสบายๆ ไม่รีบร้อน

วันนี้เป็นวันสบายๆ ไม่รีบร้อน เพราะพี่ไกด์สลับสับเปลี่ยนโปรแกรมให้เหมาะสมตามความต้องการของลูกทัวร์ มากันกรุ๊ปเล็กๆ ก็ดีเช่นนี้แล สบายๆ ไม่วุ่นวายเหมือนกรุ๊ปใหญ่

อากาศในยามเช้ายังหนาวเหมือนกับเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา แต่หิมะหยุดตกไปแล้ว ฉันกินอาหารเช้าแต่น้อย เพื่อเก็บท้องไว้กินโซบะทำเอง วันนี้เราจะไปทำโซบะกันค่ะ ว่าแล้วก็เตรียมล้างมือให้สะอาดกันเลย เดี๋ยวจะได้ลงมือนวดแป้งกัน

ร้านทำโซบะอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม Buena Vista ที่เราพักมากนัก เราจึงไปถึงที่ร้านตั้งแต่ก่อน 9 โมง นั่งรอบนรถกันสักพักก็ได้เวลาร้านเปิดพอดี

ที่ร้านเตรียมโต๊ะพร้อมอุปกรณ์ในการทำโซบะไว้เรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งกรุ๊ปของเราออกเป็นกลุ่มละ 4 – 5 คน พอทุกคนล้างมือเสร็จสรรพก็ได้เวลาลงมือค่ะ เอ้า เตรียมตัว … ระวัง … เริ่มได้

คุณป้าที่โต๊ะของฉันเริ่มอธิบายขั้นตอนการทำเป็นภาษาญี่ปุ่น โดยเริ่มจากบอกว่ามีแป้งสองชนิดที่จะต้องนำมาผสมกัน อย่างหนึ่งคือแป้งโซบะ ส่วนอีกอย่างหนึ่งไม่รู้ว่าอะไร เพราะฟังไม่ออก >_< เอาเป็นว่าช่วงนี้ขอใช้รูปเล่าเรื่องค่ะ

Step 1

นำแป้งทั้ง 2 ชนิดมาผสมให้เข้ากันดี

จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำทีละส่วน

Step 2

ผสมแป้งเข้ากับน้ำ หากติดกันเป็นก้อนก็ให้ดึงออกจากกัน ให้เป็นชิ้นเล็กๆ

จากนั้นเติมน้ำจนหมดและนวดให้เข้ากันดี

Step 3

นำแป้งมาแผ่ให้เป็นแผ่น ค่อยๆ นวดให้แป้งแผ่เป็นแผ่นกว้างขึ้น ทีละนิด ทีละนิด

Step 4

แผ่นแป้งขยายมากขึ้นแล้ว คราวนี้ใช้ไม้นวดมาช่วย แผ่แป้งออกไปแต่อย่าให้ถึงขอบ หมุนแผ่นแป้งแล้วค่อยๆ แผ่ออกไปทีละน้อย ทีละน้อย

Step 5

คราวนี้ม้วนแป้งด้วยไม้ ตาม step ต่อไปนี้ ดันไม้นวดไปด้านหน้า สไลด์มือไปด้านข้าง ดึงไม้เข้าหาตัว (พร้อมนับตามที่คุณป้าสอน ‘mae’ – ‘slide’ – ‘ushiro’ หน้า – สไลด์ – ดึงกลับหลัง) ขั้นตอนนี้ต้องมือเบา แป้งจะได้ไม่ขาด

ถ้าแป้งติดกันก็เอาผงแป้งโรยเพิ่มเล็กน้อย

หลังจากแป้งแผ่ได้ที่ก็พับแป้งเตรียมนำมาตัดเป็นเส้น

Step 6

งานตัดเส้นโซบะขอให้เป็นหน้าที่ของหนุ่มๆ จะดีกว่า มีดตัดเส้นโซบะหนักดีทีเดียว เวลาตัดก็มีไม้วัดให้ แต่ไหงเส้นโซบะออกมาหลากหลายขนาดนะ

ตัดเส้นเสร็จสรรพเรียบร้อย คุณป้าผู้สอนก็มานำเส้นโซบะไปลวกน้ำร้อนให้ ส่วนพ่อครัวแม่ครัวฝึกหัดก็ไปล้างมือเตรียมตัวชิมฝีมือตัวเอง เค้าจะลวกเส้นสำหรับโต๊ะใครโต๊ะมัน ให้ชิมฝีมือตัวเอง (เอ หรือว่าคนอื่นจะไม่อยากชิมฝีมือเรานะ) มื้อนี้เรากำลังจะได้กินซารุโซบะ หรือหมี่เย็นนี่เอง

Step 7

แล้วก็ถึงเวลาชิม ขอเรียกเก๋ๆ ว่า “moment of truth” รสมือของแต่ละทีมจะเป็นยังไงก็รู้กันตอนนี้นี่เอง ว่าแต่เส้นของโต๊ะเรามีตั้งแต่ขนาดเส้นบะหมี่ จนถึงขนาดเส้นใหญ่ วาไรตี้จริงๆ โชคดีที่มีน้ำจิ้มและซุปรสกลมกล่อมช่วยเอาไว้ เพื่อให้ได้รสชาติที่สมบูรณ์อย่าลืมเติมน้ำต้มเส้นโซบะลงในซอสแล้วดื่มเป็นซุปปิดท้ายด้วยล่ะ พออิ่มแล้วก็วางตะเกียบพร้อมพูดว่า “Gijisosamadeshita”

พอรถกำลังจะออกจากร้านโซบะทั้งคุณลุงคุณป้าก็พากันมาโบกมือบ๊าย บายกัน ซาโยนาระนะคะ

ระหว่างทางเราแวะพักกันที่จุดพักรถเพื่อ “ชิม ชม ช้อป ฉี่ แช๊ะ” ตามที่พี่ไกด์บอก ที่แวะพักรถที่ญี่ปุ่นมักมีขนาดใหญ่ ทั้งมีสินค้านานาชนิดให้เลือกซื้อหาเป็นของฝากตามแต่ละท้องถิ่น ที่พักรถแห่งนี้อยู่ติดกับทะเลสาบที่เวลานี้นำกลายเป็นน้ำแข็งไปเกือบหมด คงไม่ต้องบรรยายว่าอากาศหนาวแค่ไหน

Lake

ทะเลสาบปลายฤดูหนาวในวันที่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง

ข้อดีของจุดพักรถก็คือให้คนขับที่เหนื่อยล้าสามารถลงมาผ่อนคลายได้ มีทั้งอาหารเครื่องดื่มต่างๆ ห้องน้ำสะอาดๆ มีกระดาษทิชชูพร้อม แถมไม่เสียสตางค์ค่าเข้าไม่เหมือนกับบางประเทศ ส่วนขาช้อปก็สนุกสนานกับการชิมขนมและซื้อของฝากพื้นเมืองในแพคเกจสวยๆ ฝากคนที่คิดถึง การหยุดแวะพักในแต่ละเมืองจึงได้ประสบการณ์ต่างๆ กัน ได้ยินว่าความคิดของสินค้า OTOP บ้านเราก็มาจากญี่ปุ่นนี่เองค่ะ ถ้าเราพัฒนาคุณภาพให้คงที่และมีแพคเกจจิ้งสวยๆ น่าซื้อก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ดีทีเดียว

ที่จุดพักรถนี้เราได้ชิมมันเผากันด้วย มันเผาหัวไม่ใหญ่นักราคา 100 เยน ส่วนหัวใหญ่หน่อยราคา 150 เยน ได้กินมันร้อนๆ ในวันอากาศหนาวๆ นี่ดีที่สุดเลย เนื้อมันเป็นสีเหลืองสด หวานอร่อยไม่ต้องอาศัยสิ่งปรุงแต่ง แถมขึ้นรถมาก็มีคุณน้าข้างๆ แบ่งมันแผ่นให้ลองชิมอีก มันแผ่นหนานี้เนื้อเหนียว รสชาติหวานกำลังดี เคี้ยวเพลินๆ เวลานั่งรถ แล้วนี่เราจะกินมื้อเที่ยงไหวเหรอ

แต่พอรถพามาจอดที่ร้านข้าวอบในหม้อดิน คณะก็ลงจากรถพร้อมใจกันเดินตามผู้นำไปชิมกันต่อ วันนี้นี่ทัวร์ชิมขนานแท้

ข้าวอบหม้อดินร้านนี้มีคนมาแวะทานกันเยอะ เค้าว่าอารมณ์ของข้าวอบเหมือนบะจ่างคือมีการใส่เครื่องหลายๆ อย่างลงไปอบในหม้อ เช่น รากบัว เนื้อไก่ และมีซอสรสออกหวาน ในถาดยังมีเครื่องเคียงต่างๆ ตามแบบฉบับญี่ปุ่นเหมือนเดิม

Japanese Rice Pot

ข้าวอบหม้อดิน พร้อมเครื่องเคียงสวยๆ สไตล์อาหารญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นนี่ได้ชื่อว่าเป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ อย่างอาหารมื้อนี้ เค้ามีถุงพลาสติกวางใส่ตะกร้าไว้ให้คนที่อยากเอาหม้อดินกลับบ้านหยิบถุงไปใส่ได้ตามสะดวก

สำหรับช่วงบ่ายเป็นการช้อปปิ้งแบบจุใจกันที่ Gotemba Premium Outlet ซึ่งในวันเสาร์แบบนี้คนมาช้อปกันเยอะมาก อย่างที่รู้ๆ กันว่าคนญี่ปุ่นชอบใช้ของแบรนด์เนม Outlet Village ที่นี่จึงมีสินค้าสารพัดแบรนด์ชั้นนำ ประเภทที่ว่ามีขายที่สยาม พารากอน หรือเกษร พลาซ่าบ้านเราเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไฮเอนอย่าง Bvlgari Paul Smith Gucci Prada Miu Miu Bottega Veneta ฯลฯ จนถึงแบรนด์สตรีทแฟชั่นนานาชาติแบบ GAP หรือถ้าอยากเก๋แบบญี่ปุ่นต้องแวะ outlet ของ Select Shop ชื่อดังอย่าง Beams ที่รวบรวมเอาบรรดาเสื้อผ้าสวยเด็ด เอาใจทั้งหนุ่มสาว มาให้ช้อปได้ในราคาสบายกระเป๋า อีกร้านหนึ่งซึ่งน่าแวะชม (แม้จะไม่ได้ช้อป) คือร้านของ Tsumori Chisato แฟชั่นดีไซเนอร์ชาวยุ่นที่ออกแบบเสื้อผ้าได้อย่างน่ารักน่าชัง

ส่วนสาวกของร้านของดีไม่มียี่ห้ออย่าง MUJI 無印良品 ก็ไม่ผิดหวังกับสารพัดของใช้สไตล์มูจิ ที่มีพ่วงแผนกของกินเล็กๆ มาด้วย เรื่องราคาก็ถูกกว่าที่กรุงเทพมากทีเดียว

Gotemba Outlets นี้อยู่ไม่ไกลจากภูเขาไฟฟูจิ (Fuji-san) นัก หากเดินเมื่อยแล้วจะลองหากาแฟร้อนๆ จีบไปพลางชมทิวทัศน์ของฟูจิซังยามเย็นก็ไม่ผิดกติกา 

เมื่อถึงเวลานัด พวกเราสาวๆ ก็เลยได้มีโอกาสเอาของที่ไปช้อปมาแลกกันดูอย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะบอกลา outlet เพื่อกลับเข้าโรงแรมที่พักของเรา ที่โรงแรม Fuji-no Boukaen ที่เราได้นอนในห้องแบบญี่ปุ่น ปูเสื่อ (Tatami) และนอนบนฟูก (futon) อ้อ โรงแรมนี้ก็มีที่อาบน้ำร้อนเหมือนกัน แต่บรรยากาศจะเหมือนห้องอาบน้ำขนาดใหญ่มากกว่า เทียบกับที่ Takayama ไม่ได้เลย แถมยังมาเจอคนใส่ชุดว่ายน้ำลงในอ่างน้ำร้อนอีก ขัดใจจริงๆ เชียว ถ้ามีเจ้าหน้าที่มาเห็นคงจะต้องโดนเตือนกันแน่ๆ ขอย้ำอีกครั้ง ถ้าคิดจะไปอาบน้ำรวมควรเคารพกฏของเค้าด้วยนะคะ 

มีนาคม 17, 2008 at 6:10 am 1 ความเห็น

日本 日本 วันที่ 2

วันที่ 2 – เที่ยวย้อนยุค 

ด้วยความที่ติดใจบ่อน้ำร้อนของโรงแรม เช้าวันนี้จึงขอไปแช่อีกสักครั้ง เมื่อวานว่าบรรยากาศดีแล้ว วันนี้ดียิ่งกว่า เพราะได้เห็นภูเขาหิมะและเกล็ดหิมะที่กำลังโปรยลงมา สวยจับใจจริงๆ

เช้าวันนี้หิมะยังคงตกอยู่ ดูๆ แล้วน่าจะตกต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งภูเขา ต้นไม้ และแม้แต่รถที่จอดอยู่บนลานถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีขาว ชวนให้นึกถึงสโนว์โกลบดินแดนหิมะ สวย หนาว และสงบเงียบ

โปรแกรมแรกของวันคือการเยี่ยมชมตลาดเช้าของเมือง Takayama ฉันนึกเล่นๆ ว่าหนาวขนาดนี้จะมีคนออกมาจับจ่ายซื้อของกันหรือ รถทัวร์พาเรามาถึงจุดจอดรถและปล่อยให้เราเดินท่ามกลางหิมะข้ามสะพานไม้สีแดงสดผ่านเขตเมืองเก่ามายังบริเวณลานตลาดเช้าหน้าจวนผู้ว่าฯ

ตลาดเช้าวันนี้ไม่คึกคักสักเท่าไหร่ มีแผงขายสินค้าพื้นเมือง มีแผงแอปเปิ้ล โมจิ ตุ๊กตาซารุโบโบะ ข้าวญี่ปุ่น ฯลฯ พอให้ได้เดินดูนิดหน่อยรอเวลาที่ Takayama Jinya จะเปิดให้เข้าชม Jinya หรือจวนผู้ว่าฯ นี้เป็นสถานที่ราชการในสมัยของโชกุนโตกุกาว่า ยุคเอโดะ เป็นทั้งที่ทำงานและที่พักของท่านผู้ว่าฯ ซึ่งดูแลหัวเมืองแถบฮิดะและทาคายาม่า

Takayama Jinya

ป้ายหน้าทางเข้า Takayama Jinya ให้บรรยากาศย้อนยุคไปยังสมัยเอโดะ

ภายในจวนฯ กว้างขวางและแบ่งเป็นห้องต่างๆ มากมาย ทั้งห้องทำงานของข้าราชการชั้นสูง ห้องรับแขก ห้องเก็บส่วย ห้องน้ำ แม้แต่ห้องที่แสดงเครื่องมือทรมานก็มีให้ชม พี่ไกด์บอกว่าห้องที่ดีที่สุดในบ้านมักเป็นห้องแบบ garden view คือเห็นวิวของสวนแบบญี่ปุ่นที่สวยเรียบ ในช่วงฤดูหนาวแบบนี้สวนยังเต็มไปด้วยหิมะ จะมีก็แต่ต้นสนที่ไม่ผลัดใบ ทำให้ได้เห็นฟอร์มสวยๆ ของต้นสน ถ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิ สวนนี้คงสวยดีทีเดียว

ส่วนของข้าวของเครื่องใช้ที่จัดแสดงก็ไม่มีอะไรมาก จะมีเอกสารเก่า อาวุธ ชุดของข้าราชการสมัยโบราณ พี่ไกด์บอก (อีกแล้ว) ว่าของดีที่นี่มักไม่นำมาโชว์ จะเก็บเอาไว้เป็นคอลเลคชั่นส่วนตั๊วส่วนตัว นานทีปีหนจึงเอาออกมาแสดง เดี๋ยวเห็นกันบ่อยๆ แล้วจะไม่เรียกว่าของพิเศษจริงๆ สำหรับฉันรูปแบบสถาปัตยกรรมของอาคารจึงน่าสนใจกว่าสิ่งของที่จัดแสดง (พี่ท่านเล่นเขียนคำบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น ไม่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ ก็เลยอ่านไม่เข้าใจ)

หลังจากบอกลาท่านผู้ว่าฯ ก็เป็นเวลาเดินเล่นอิสระย่านเมืองเก่า Takayama มีตรอกที่ยังคงบรรยากาศความเป็นเมืองเอโดะโบราณไว้ได้อย่างดี จนได้ชื่อเล่นว่า Little Kyoto ร้านรวงแถบนี้มีสินค้าพื้นเมืองสวยๆ น่าซื้อให้เลือกชมกันหลายอย่าง ทั้งสินค้าหัตถกรรม ของที่ระลึก ไปจนถึงขนมแป้งห่อถั่ว ถั่วห่อแป้ง เซมเบ้ และเค้กต่างๆ ถ้าไม่ชอบทานพวกแป้งแค่เดินชิมเพลินๆ ก็พอ ไม่ต้องแบกกลับบ้าน ขนมญี่ปุ่นส่วนใหญ่รูปลักษณ์สวยประณีต แพคเกจจิ้งชั้นยอด แต่รสชาติจะคล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าแต่ละเมืองก็จะทำรูปแบบขนมให้เป็นไปตามของดังหรือสถานที่ที่มีชื่อเสียงของเมือง เช่นที่แถบ Takayama นี้ก็มีขนมแป้งกรอบพิมพ์ลายซารุโบโบะ

Art Wall

กำแพงก็อาร์ต

เดินทางต่อไปยังไม่ทันได้หิวก็ถึงเวลาอาหารกลางวันกันแล้ว วันนี้เราไปทานอาหารเที่ยงกันที่หอศิลป์ อ๊ะ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ไปทานอาหารเที่ยงที่หอศิลป์จริงๆ เป็นอาหารกล่องแบบเบนโต ได้อาหารคนละกล่อง ซึ่งก็ประกอบไปด้วยข้าว หมูทอดราดไข่ ไข่ม้วน ไก่ทอด หอยทากอบ ปลาย่าง และเครื่องเคียงต่างๆ ตามแบบฉบับเบนโตที่ใส่สารพัดอาหารลงในกล่อง แน่นอนว่าเห็นกล่องไม่ใหญ่แบบนี้ พอกินจริงๆ ก็อิ่มมาก หอศิลป์แห่งนี้ (ขออภัยที่ไม่รู้ชื่อ) เป็นโรงละคร ตามผนังตกแต่งด้วยใบปิดละครต่างๆ ทั้งละครที่ทำมาจากบทละครคลาสสิกของเชคสเปียร์และละครร่วมสมัยต่างๆ โปสเตอร์แต่ละใบต่างเกิดขึ้นด้วยความคิดสร้างสรร สวยเก๋ทั้งนั้นเลย

Pop Art

เมื่อ Pop Art ต่างภาษามาพบกัน

บ่ายวันนี้ เราจะไปเที่ยวปราสาทกัน ปราสาทแบบอย่างญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง รูปแบบแตกต่างจากปราสาทแบบตะวันตกแต่หลักการในการสร้างคล้ายคลึงกัน ปราสาทมักจะมีความสูงเพื่อให้สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล มีคูน้ำเพื่อป้องกันข้าศึก เป็นต้น ปราสาทมัทซึโมโต Matsumoto-jo ที่เราไปเยี่ยมชมตั้งอยู่ที่เมือง Matsumoto จังหวัดนากาโน่

Matsumoto-jo

ปราสาทอีกา

Matsumoto-jo ได้ชื่อเล่นว่าปราสาทอีกา (Crow Castle) เนื่องจากสีของปราสาทที่เป็นสีดำสนิท และมีปีกตึกด้านซ้ายและขวา ภายในปราสาทยังคงรูปแบบดั้งเดิมเอาไว้ ถือเป็นปราสาทไม่กี่แห่งที่ผ่านพ้นภัยสงครามมาได้จนปัจจุบัน ถึงแม้จะผ่านพ้นสงครามมาแล้ว Matsumoto-jo ก็เกือบจะถูกรื้อไปครั้งหนึ่ง หากแต่ท่านเรียวโซและชาวบ้านเมือง Matsumoto ก็ช่วยปราสาทหลังนี้ไว้ได้ให้อยู่คู่เมือง และลูกหลานได้ดูจนยุคปัจจุบัน ปราสาทนี้ยังขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติอีกด้วย

เข้ามาดูข้างในปราสาทกันดีกว่า ต้องบอกไว้ก่อนว่าการเที่ยวปราสาทญี่ปุ่นนั้นเน้นให้ดูสถาปัตยกรรมภายนอกเป็นหลัก เพราะข้างในมักจะไม่มีอะไรให้ดูมากนัก อย่างที่ปราสาท Matsumoto นี้ก็จะมีการจัดแสดงปืนแบบต่างๆ ซึ่งก็มีคำบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกแล้ว คนดูที่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกก็ต้องใช้จินตนาการเอาเองค่ะ

อีกเรื่องหนึ่งคือปราสาทโบราณนี้แม้ดูใหญ่โต แต่ภายในจะค่อนข้างแคบเพราะมีการแบ่งพื้นที่เป็นห้องต่างๆ มากมาย กับทั้งบันไดจะสูงและชันมาก ให้นึกถึงไต่บันไดลิงเอาไว้ ขอย้ำว่าสูงและชันจริงๆ ค่ะ เวลาใส่สลิปเปอร์แล้วเดินขึ้นบันได พร้อมกับถือถุงรองเท้าไปด้วยเนี่ย ลำบากทีเดียว ต้องระวังอุบัติเหตุให้ดี แล้วก็ระวังหัวจะชนคานด้วย แต่หากอยากชมวิวมุมกว้างแบบพานอรามาของเมืองก็จงยอมไต่บันไดไปที่ชั้น 6 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ในฤดูหนาวแบบนี้อากาศในปราสาทหนาวมาก ฉันว่าหนาวกว่าข้างนอกอีก เพราะลมพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาเต็มที่ เรียกว่าหนาวยะเยือกจริงๆ

Through the grille

มุมมองผ่านลูกกรง จากชั้น 6 ของปราสาทอีกา

หลังจากไต่บันไดลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย ฉันเดินไปกดยาคูลท์จากตู้ vending machine ให้รางวัลตัวเอง ที่อุตส่าห์ไต่ขึ้นไปสำเร็จ พูดถึง vending machine แล้วต้องยกความเป็นเจ้าแห่ง vending machine ให้ญี่ปุ่น สินค้าในตู้มีหลากหลาย แล้วมีการหมุนเปลี่ยนเวียนสินค้าตามฤดูกาล อย่างในช่วงหน้าหนาวแบบนี้หลายๆ ตู้ขายเครื่องดื่มร้อน เวลาที่รู้สึกมือเย็นจนแข็ง ก็ไปกดกาแฟร้อนๆ มาสักกระป๋องหรือชาร้อนสักถ้วยก็ช่วยคลายความหนาวได้ดีทีเดียว ส่วนยาคูลท์ที่กดนั้น เค้าขายทีละ 2 ขวดค่ะ แม้แต่ไอศกรีมหรูอย่าง Häagen-Dazs ก็มีตู้กับเค้าด้วย

รีบเดินทางกันต่อดีกว่าค่ะ เดี๋ยวจะมัวแต่กดตู้เพลิน ว่าแล้วเราก็ตรงไปเที่ยวฟาร์มวาซาบิกัน ฉันกับวาซาบิไม่ค่อยจะถูกโรคกันสักเท่าไหร่ แรกที่ได้ชิมรสก็รู้สึกไม่ค่อยชอบ เพราะความเผ็ดฉุดพุ่งตรงสู่สมอง ทำเอาน้ำหูน้ำตาไหล แต่ก็ยังอยากไปทำความรู้จักกับเจ้าวาซาบิคู่แค้นอยู่ดี

ฟาร์มวาซาบิต้อนรับเราด้วยร้านค้าซึ่งให้เราได้ชิมขนมและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากวาซาบิกันอย่างเต็มที่ แต่เดี๋ยวค่ะคุณป้า ขอหนูไปดูต้นวาซาบิตัวเป็นๆ ซะก่อน แล้วจะกลับมาอุดหนุน ว่าแล้วฉันก็มุ่งตรงสู่ทุ่งวาซาบิสีเขียวสวย

วาซาบิจะขึ้นได้ในบริเวณที่มีน้ำสะอาดไหลผ่านเท่านั้น มองลงไปก็เห็นเค้าปลูกต้นวาซาบิเรียงเป็นแถวเป็นแนวสวยงาม น้ำที่ไหลผ่านแปลงดูใสสะอาด เป็นแปลงผักที่สะอาดเรียบร้อยมาก ถึงมากที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมา  

ทุ่งวาซาบิ

ไร่วาซาบิ

ที่ไร่นี้ยังมีไอศกรีมวาซาบิให้ได้ชิมกันอีกด้วย ฉันลังเลอยู่นานว่าจะลองชิมดีไหม นึกไม่ออกจริงๆ ว่ามันจะรสชาติยังไง แต่ความลังเลของฉันก็จบลงเมื่อพี่ไกด์ยื่นถ้วยไอศกรีมวาซาบิใส่ถั่วแดงให้ชิม “อร่อยแฮะ” ไม่มีรสวาซาบิฉุนๆ สักนิดรสชาติออกไปในแนวซอฟครีมวานิลลามากกว่า นี่ถ้าอากาศไม่หนาวจับใจอย่างนี้ล่ะก็ฉันคงจะเอนจอยกับซอฟครีมวาซาบิมากกว่านี้

wasabi softcream

วาซาบิ ซอฟต์ครีม กับท้อปปิ้งถั่วแดง

วาซาบิที่เรานำมารับประทานนั้นเป็นส่วนของราก ซึ่งต้นวาซาบิก็จะมีรากที่แตกแขนงออกไปหลายๆ ราก รากใหญ่ที่สุดจะมีราคาแพงสุดและรสชาติเข้มข้น ส่วนขนาดย่อมลงมาก็ราคาถูกลง ชาวไร่บอกว่าวาซาบิที่นำมาขายทั่วไปจะมีอายุ 2 ปี การนำวาซาบิสดมารับประทานก็ให้ใช้มีดตัดวาซาบิและนำไปชุบน้ำตาลเล็กน้อย ก่อนนำมาฝนบนที่ขูดวาซาบิ

วาซาบิหลายไซส์

วาซาบิหลากหลายขนาด ที่ด้านซ้ายของภาพคือต้นวาซาบิ และที่มุมบนขวาคือที่ขูดวาซาบิ

ก่อนกลับก็อย่าลืมแวะซื้อผลิตภัณฑ์จากวาซาบิเสียหน่อย มีทั้งข้างเกรียบผสมวาซาบิ สาหร่ายปรุงรสวาซาบิ ถั่วเคลือบวาซาบิ ลูกชิ้นปลาคามาโบโกะผสมวาซาบิ ไส้กรอกผสมวาซาบิ ไวน์วาซาบิ และอีกหลายๆ อย่าง ถ้ากลับมาเมืองไทยแล้วได้หยิบขึ้นมากิน กลิ่นฉุนๆ ของมันคงทำให้ย้อนนึกถึงเวลาบ่ายวันหนึ่งที่ไร่วาซาบิได้

และแล้วโปรแกรมเที่ยวในวันที่ 2 ของเราก็จบลงเพียงเท่านั้น ในช่วงเย็นเป็นเวลาตามอัธยาสัย ให้ได้ช้อปกันเล็กๆ น้อยๆ ในเมือง Matsumoto ซึ่งมีห้างสรรพสินค้าแฟชั่น อย่าง Parco กับเค้าด้วย แม้ Parco ที่นี่จะไม่เลิศเท่าสาขาชิบูย่า แต่ก็มีสินค้าแฟชั่นแบรนด์ดังอย่าง Marc Jacob มาขายเสียด้วย นี่ขนาดต่างจังหวัดนะเนี่ย

ว่าแล้วก็ไปนอนพักดีกว่า เตรียมพร้อมสำหรับโปรแกรมในวันพรุ่งนี้ค่ะ

มีนาคม 15, 2008 at 8:11 am ใส่ความเห็น

日本 日本 วันที่ 1

วันแรก สัมผัสหิมะ 

ได้ยินมาว่าญี่ปุ่นสวยทุกฤดู ไม่ว่าจะฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาว แล้วอย่างนี้ไปเที่ยวญี่ปุ่นเพียงครั้งเดียวจะพอได้อย่างไร 

ว่าแล้วก็จัดแจงหาข้อมูล อ่านหนังสือเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นหลายๆ เล่ม เปิดดูเว็บไซต์ต่างๆ เตรียมตัวกลับไปเยี่ยมเยือนญี่ปุ่นอีกสักครั้ง เส้นทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงที่เป็นการไปสัมผัสกับหมู่บ้านชนบทและธรรมชาติ รวมถึงการไปเที่ยวเชิงเกษตร ฉันใช้เวลาเลือกโปรแกรม เปรียบเทียบแต่ละทัวร์อยู่นาน จนในที่สุดก็ตกลงใจไปโปรแกรมที่ชื่อว่า Miracle Vintage โปรแกรมนี้จะดีสมชื่อหรือเปล่า เชิญมาเที่ยวชมไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

และแล้วเราก็มาถึงสนามบิน Centrair แห่งเมือง Nagoya กันในเวลาเช้าตรู่ กัปตันประกาศให้รู้ว่าอุณหภูมิเช้าวันนี้ไม่ถึง 10 องศา ในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ อากาศมักจะเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แต่ถึงอย่างไรก็ยังโชคดีที่เช้าวันนี้ไม่มีฝนตก 

สนามบิน Centrair แห่งเมืองนาโงย่านี้ยังดูใหม่เอี่ยมแม้จะสร้างมาประมาณ 2 ปีกว่าแล้ว เพื่อเตรียมรองรับผู้เข้าชมงาน Expo เมื่อปี 2005 Centrair ตั้งอยู่บนเกาะที่เกิดจากการถมทะเล สร้างเป็นเกาะขึ้นมาใหม่ขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของที่นี่ไฮเทคสมกับเป็นประเทศญี่ปุ่น โดยมีการบันทึกลายนิ้วมือพร้อมกับถ่ายภาพของผู้เดินทางเข้าประเทศเอาไว้ หน้าจอที่ตั้งอยู่บริเวณเคาเตอร์ ตม. บรรยายขั้นตอนต่างๆ ซึ่งมีเวอร์ชั่นภาษาไทยเสียด้วย บันทึกลายนิ้วมือเสร็จสรรพก็ถึงเวลาถ่ายรูป บนจอมอนิเตอร์มีตัวเลขนับถอยหลังราวกับกำลังจะถ่ายรูปตามตู้สติกเกอร์ 3 2 1 แชะ ฉันเกือบเผลอชู 2 นิ้วตามสไตล์เวลาถ่ายสติกเกอร์ 

คุณลุงคนขับรถตลอดเส้นทางของเราชื่อคุณลุงชิโนซากิ ชิโนซากิซังหลงไหลการเล่นปาจิงโกะมาก เรียกว่าส่งพวกเราลงไปเที่ยวปุ๊บ แกก็มองหาร้านปาจิงโกะปั๊บ ส่วนไกด์ของเราคือพี่ตุ้มผู้มีอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ (วัดได้จากเสียงหัวเราะตลอดทริปของเธอ) 

เกริ่นมาเสียยาว ออกเดินทางกันดีกว่าค่ะ จุดหมายแรกของเราอยู่ที่เมืองจำลองสมัยเมจิ (Meiji-muraซึ่งจัดแสดงสถาปัตยกรรมสมัยเมจิ มีทั้งที่จำลองมาและส่วนของอาคารจริง

Meiji mura

บรรยากาศยามเช้าที่เมจิมูระ

สมัยเมจินั้นอยู่ระหว่างปี 1868 ถึง 1912 เป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้าสู่ประเทศ และเป็นรากฐานของญี่ปุ่นสมัยใหม่ เมจิมูระมีอาณาเขตกว้างมาก โดยแบ่งเป็นโซนต่างๆ บรรยากาศโดยรวมคล้ายกับสวนสาธารณะขนาดใหญ่ เวลาเช้าอย่างนี้ยังมีคนมาเที่ยวกันบางตา ทำให้ดูเหงาๆ อยู่  

time machine

หยุด แล้วมองย้อนเวลากลับไป

ฉันหมายมั่นว่าจะไปเดินดู Main Entrance Hall ของโรงแรม Imperial เสียหน่อย หลังจากที่ได้อ่านถึงก็อยากจะเห็นของจริง พอกางแผนที่ดูจึงได้รู้ว่า Main Entrance Hall นี้ตั้งอยู่ไกลจากจุดนัดพบมากพอสมควร แต่ตั้งใจแล้วก็ขอไปให้ถึงค่ะ ว่าแล้วก็ลากน้องชายไปด้วยกัน ทางเข้าของโรงแรมนี้สร้างจากหินภูเขาไฟที่แกะสลักเป็นรูปทรงเรขาคณิตมาเรียงต่อกันดูสวยแปลกตา และแตกต่างจากโรงแรมทั่วๆ ไปในปัจจุบันมาก 

Main Entrance Imperial Hotel

Main Entrance ของโรงแรม Imperial ผลงานของ Frank Lloyd Wright สร้างเสร็จราวปี ค.ศ. 1923

อาคารอื่นๆ มีทั้งแบบญี่ปุ่น เช่น โรงละครคาบูกิ โรงงานสาเก บ้านพ่อค้า ฯลฯ และมีแบบที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกเข้ามาด้วย แต่ขนาดจะย่อมลงกว่าบ้านชาวตะวันตกด้วยความที่ว่าคนญี่ปุ่นสมัยก่อนตัวเล็กมาก น่าจะสูงกันสักประมาณ 150 ซม. กว่าๆ เท่านั้น 

เดินเล่นเพลินๆ ก็ถึงเวลานัดพบเพื่อทานอาหารกลางวันมื้อแรกในญี่ปุ่น แน่นอนว่าอาหารของเราเป็นอาหารญี่ปุ่น ชื่อว่า อาหารชุดกิชิเม็ง (Kishimen) กิชิเม็งเป็นก๋วยเตี๋ยวเส้นแบนในน้ำซุปรสกลมกล่อม ใส่เต้าหู้ทอด โรยหน้าด้วยโบนิโตะ (ปลาแห้ง) นิยมทานกันในแถบไอจิ (Aichi) และนาโงย่า (Nagoya) พร้อมเครื่องเคียงสไตล์ญี่ปุ่นมาเต็มถาด ทั้งกุ้งทอด ไข่หวานม้วน ผักดองต่างๆ ได้กินก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ หลังจากเดินตากลมในสวนแล้วรู้สึกร่างกายอบอุ่นขึ้นดีจริงๆ 

และแล้วเวลาที่ฉันรอคอยก็กำลังจะมาถึง เรากำลังจะไปที่หมู่บ้าน Shirakawa-go 白川郷 หมู่บ้านมรดกโลกในจังหวัด Gifu กันค่ะ

ฉันได้ยินพี่ตุ้มบอกว่าวันนี้จะมีหิมะตก แต่ดูสภาพอากาศในเมจิมูระแล้วไม่ค่อยมีวี่แววสักเท่าไหร่ แต่พอเริ่มเข้าเขตจังหวัดกิฟุ ฉันก็ได้เห็นแนวเทือกเขาปกคลุมไปด้วยหิมะขาวสวย ทิวทัศน์โดยรอบกลายเป็นสีขาวตัดกับสีดำของต้นไม้ที่ไร้ใบในยามนี้ เส้นทางมีโค้งเพิ่มมากขึ้นเมื่อรถไต่สูงขึ้นตามแนวเขา

shirakawa

สะพานแขวนข้ามไปยังหมู่บ้าน Shirakawa ในวันที่เมืองถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ

หมู่บ้าน Shirakawa ได้รับการขึ้นทะเบียบเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ตั้งแต่ปี 1996 บ้านชาวนาในสไตล์ Gassho ซึ่งมีหลังคาจั่วทรงสูงชัน เหมือนดังมือที่พนมเข้าหากัน บ้านมีขนาดใหญ่ ซึ่งอาจสูงถึง 5 ชั้น แตกต่างจากลักษณะบ้านชาวนาอื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่น โครงสร้างบ้านแบบ Gassho สร้างขึ้นโดยการใช้การเข้าลิ่มไม้และการผูกมัดโครงหลังคาเข้าไว้ด้วยกัน เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่าทึ่ง

หลักการของการสร้างบ้านที่มีความ “ยืดหยุ่น” แบบนี้ ก็เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้ในสภาพธรรมชาติและอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละฤดูกาล ใน website ของ Shiragawa-go ได้กล่าวเอาไว้ว่า “This Gassho style house suggests not confrontation with nature, and it is a boon from conventional wisdom of older generation.”

gassho
snow is all around  – วัดในหมู่บ้าน Shirakawa

เราได้มีโอกาสเข้าไปชมภายในบ้านแบบ Gassho กันด้วย ก่อนเข้าบ้านก็ต้องถอดรองเท้าแล้วใส่ซูริปป้า (slipper) ให้เรียบร้อย ภายในบ้านกว้างขวาง ชั้นล่างแบ่งเป็นห้องต่างๆ ส่วนชั้นบนจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนาต่างๆ แม้บ้านจะหลังใหญ่แต่บันไดไม้ในบ้านจะเล็กและชัน เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนสุดก็จะเห็นลักษณะการผูกมัดคานและโครงหลังคาเข้าด้วยกัน

tie the knot

ผูก ผูก มัด มัด

เนื่องจากวัสดุมุงหลังคาที่ใช้เป็นฟาง จึงมีอายุการใช้งานที่จำกัด เมื่อถึงเวลาจึงมีการลงมือร่วมแรงกันในหมู่บ้าน (เรียกการลงแขกว่า “Yui”) เพื่อมุงหลังคาใหม่ โดยผู้ชายในหมู่บ้านก็จะมาช่วยกันจนงานช้างเสร็จลงได้ เป็นตัวอย่างของการร่วมมือร่วมใจกันที่ดี นอกจากเรื่องของความร่วมมือในการเปลี่ยนหลังคาแล้ว ในหมู่บ้านยังมีการจัดเวรยามเพื่อป้องกันไฟไหม้ เนื่องจากบ้านที่สร้างด้วยไม้และฟางแบบนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ได้สูง

ก่อนบอกลาหมู่บ้านชนบทแสนสวย เราก็เดินเล่นชมของที่ระลึกกันสักหน่อย ญี่ปุ่นนี่ต้องยกให้เป็นยอดแห่งการคิดสินค้าดูดเงินนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะไปเที่ยวสถานที่ใด ก็มักจะมีของที่ระลึกกระจุกกระจิก และขนมในแพคเกจสุดน่ารักให้ได้ควักกระเป๋าซื้อกันเสมอ เรียกว่าเป็นต้นแบบของสินค้า OTOP อย่างแท้จริง อย่างที่แถบนี้มีของขึ้นเช่นนมจากเมือง Hida ก็จะเห็นหลายๆ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวางขายอยู่ด้วย ส่วนสาวกของกระจุกกระจิกประเภทที่ห้อยโทรศัพท์ ก็มีให้เลือกทั้ง series ของน้องหนูคิตตี้ หนูน้อยคิวพี ฯลฯ อีกของฝากที่ไม่ควรพลาดคือตุ๊กตาซารุโบโบะ (ซารุโบโบะ แปลตรงตัวว่า baby monkey) ซึ่งถือเป็นเครื่องรางที่นิยมทำกันในแถบจังหวัด Gifu

ท้องฟ้าในตอนนี้เริ่มมืดครึ้มลงแล้วและเริ่มมีหิมะโปรยปรายลงมา คุณลุงชิโนซากิบ่นอุบ เพราะไม่ชอบหิมะ เนื่องจากทำให้ถนนลื่นและขับรถยากขึ้น ถนนหนทางที่ลัดเลาะไปตามภูเขาต้องมีรถกวาดหิมะมาเตรียมพร้อมทำงาน หิมะที่เราเห็นแล้วตื่นเต้นและคิดว่าสวยกลับไม่ได้มีข้อดีเสมอไป หิมะยังคงตกไปตลอดทางจนถึงโรงแรมที่พักของเรา

มีนาคม 14, 2008 at 10:48 am ใส่ความเห็น

Topshop is coming to town!

เหล่าแฟชั่นนิสตาผู้หลงใหลสตรีทแวร์ระวังกระเป๋าของท่านเอาไว้ให้ดี Topshop กำลังจะมาเมืองไทยแล้วเจ้าค่ะ

เพิ่งพลิกไปดูนิตยสาร ELLE Decor ฉบับเดือนมีนาคมนี้ แล้วบังเอิญให้ไปเห็นหนังสือเล่มแถมที่มากับแม็กกาซีน เลยพลิกดูซะหน่อย อ๊ะ! มีข่าวร้านเปิดใหม่ที่ Central World แต่ที่สะดุดใจฉันมากที่สุดคือข่าวล่ามาไวที่ว่าร้าน Topshop ร้านเสื้อผ้าแนวสตรีทแฟชั่นสุดเก๋จากเกาะอังกฤษกำลังจะมาเปิดตัวที่เมืองไทยราวกลางปี 2008 คราวนี้ทั้ง Mango (MNG) และ Zara ต้องระวังตัวเอาไว้ให้ดีทีเดียวเชียว

แต่เอ…ไม่รู้ว่าแม่สาว Topshop จะพกพ่อหนุ่ม Topman มาเอาใจคุณผู้ชายกันด้วยหรือเปล่า

Topshop เอาใจกลุ่มลูกค้าวัยทีนจนถึงวัยทำงานด้วยไลน์เสื้อผ้าสตรีทแวร์หลากหลายในราคาไม่แพงนัก แถมยังมีบรรดาแอคเซสซอรี่น่ารักอินเทรนด์มาอัพเดทกันอยู่เป็นนิจ เรียกว่าอะไรฮิต ก็จะมีขายที่ Topshop บางครั้งบางทีก็เพิ่มดีกรีความน่าสนใจ (และยอดขาย) ด้วยการร่วมมือกับทั้งดีไซน์เนอร์และนางแบบชื่อดัง อย่างไลน์ของ Kate Moss ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีไลน์ที่ใส่ใจในเรื่องของสังคมอย่าง Fairtrade รวมไปถึงไลน์คุณแม่และคุณลูกอีกด้วย

TOPSHOP

Topshop ที่อังกฤษยังร่วมมือกันกับบัตรนักศึกษาอย่าง NUS Card ให้ส่วนลดสำหรับนักศีกษาขาช้อปอีกด้วย ไม่รู้ว่าที่เมืองไทยจะมีโปรโมชั่นแบบนี้บ้างหรือเปล่า

ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นสตรีทแฟชั่นในเมืองไทยที่ดูหลากหลายยิ่งขึ้นในอนาคต

มีนาคม 5, 2008 at 4:52 am 2 ของความคิดเห็น

Older Posts


มีนาคม 2008
อา พฤ
« ก.พ.   เม.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

หน้า

Blog Stats

  • 159,530 hits