日本 日本 วันที่ 4

วันที่ 4 – เข้าเมืองกรุง 

วันนี้เราจะเข้าโตเกียวกันสักที หลังจากที่ชมชนบทมา 3 วัน จากทุ่งโล่ง เทือกเขา หิมะ หมู่บ้านต่างจังหวัด มาเจอผู้คน ตึกราม ในเมืองกรุง

เช้าวันนี้อากาศสดใส แม้โรงแรมที่พักของเราจะไม่ได้มีห้องพักสวยๆ บรรยากาศดีๆ แต่วิวจากห้องอาหารนั้นถือว่าชั้นยอด จากระเบียงชั้น 9 และตลอดแนวกระจกริมโต๊ะอาหาร ภาพเบื้องหน้าเป็นภาพพาโนรามาของฟูจิซังที่ในยามนี้ปกคลุมไปด้วยหมวกหิมะสีขาว สวยสมกับเป็นภูเขาไฟที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในโลกจริงๆ โรงแรม Fuji No Boukaen ยังมีสวนเล็กๆ และน้ำตกจำลองให้นักท่องเที่ยวเดินเล่นเพลินๆ ในยามเช้าอีกด้วย

Fuji-san

ภาพของ Fuji-san จากห้องอาหารชั้น 9 ของโรงแรม

เราโบกมือลาโรงแรมก่อนมุ่งหน้าไปยังเมืองโยโกฮามา หากเป็นแฟนรายการโชว์จากญี่ปุ่น อย่าง TV Champion คงจะเคยได้ยินกิตติศัพท์ของเมืองท่าอย่างโยโกฮามากันมาบ้าง เมืองนี้เป็นที่ตั้งของไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น แน่นอนว่าย่อมมีอาหารจีนเจ้าเด็ดหลากหลายให้ได้ชิมกัน เช่นเดียวกันกับไชน่าทาวน์ไม่ว่าที่ไหนๆ ในโลก ไชน่าทาวน์ของโยโกฮามาก็มีประตูแบบจีนตั้งเด่นเป็นเอกลักษณ์แสดงให้รู้ว่าเรากำลังจะเดินข้ามผ่านเข้าสู่อาณาเขตของความเป็นจีน ซึ่งได้แผ่ขยายไปทั่วโลก

China Town

ประตูสู่ “เมืองจีน” ในญี่ปุ่น

ในเวลาเช้าแบบนี้ ร้านค้าต่างๆ เริ่มทยอยเปิด ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นร้านขายอาหารต่างๆ รวมไปถึงร้านซาลาเปาที่มีภาพแชมป์ห้อยเหรียญทองเป็นประกัน ซาลาเปาแป้งสีเหลืองอ่อนหนานุ่มกับไส้หมูสับผสมขิงร้อนๆ เหมาะเป็นอาหารเช้าในวันที่อากาศหนาวแบบนี้ ไชน่าทาวน์ของญี่ปุ่นแม้จะไม่ได้โดดเด่นใหญ่โตมากนักแต่ก็สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย

ในเวลานี้แม้จะยังไม่รู้สึกหิว ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน (อีกแล้ว) เราไปกันที่ราเม็งมิวเซียม (Raumen Museum) มาเมืองไชน่าทาวน์ก็ต้องชิมบะหมี่แบบจีนเป็นธรรมดา บางคนอาจคิดว่าราเม็งเป็นอาหารญี่ปุ่น แต่ในความจริงแล้วเป็นอาหารจีนซึ่งมาแพร่หลายในญี่ปุ่นในช่วงราวปลายศตวรรษที่ 19 และเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งมีการคิดค้นสูตรน้ำซุปต่างๆ ในสไตล์ญี่ปุ่น เช่น มิโซะ ราเม็ง รวมทั้งยังมีราเม็งเด็ดๆ ของแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย เรียกว่าเป็น OTOP Raumen คงจะได้

Different Types of Raumen

เส้นราเม็งแบบต่างๆ

มาพูดถึงราเม็ง มิวเซียมกันบ้างดีกว่า ราเม็ง มิวเซียมนี้มีจุดเด่นตรงที่รวบรวมร้านเด็ดร้านดังจากทั่วประเทศมาไว้ด้วยกัน ใครชอบราเม็งแบบไหนก็เลือกเข้าร้านที่ชอบได้ ขนาดคนญี่ปุ่นเองยังเสียค่าเข้ามิวเซียมเพื่อมานั่งกินราเม็งเลย บรรยากาศภายในเป็นแบบย้อนยุคเหมือนสมัยประมาณสงครามโลกครั้งที่ 2 ดูขลังๆ ดี แถมนอกจากร้านราเม็งแล้วก็ยังมีร้านขายขนมแบบย้อนยุค และมีตรอกซอกซอยที่ดูแบบโบราณให้เดินเล่นเพลินๆ หลังอิ่มจากราเม็งแล้ว

จะเลือกราเม็งร้านไหน ก็ไปต่อแถวกดตู้ราเม็งแบบที่ต้องการ จะเลือกท้อปปิ้งเพิ่มก็ได้ไม่ผิดกติกา จากนั้นก็ยื่นตั๋วจากตู้ราเม็งให้พนักงาน พอมีโต๊ะว่างเค้าก็จะจัดให้เราเข้าไปนั่งตามลำดับ ร้านไหนที่ป๊อปปูล่ามากๆ อย่าง คาระมิโซะราเม็ง (มิโซะราเม็งแบบเผ็ด) ที่ฉันไปชิมก็จะแถวยาวหน่อย นั่งรอสักพักพนักงานก็เอาราเม็งชามใหญ่กับท้อปปิ้งหมูสามชั้นที่แทบจะล้นออกมานอกชามมาเสิร์ฟ แค่เห็นชามราเม็งก็อิ่มแล้ว จะกินหมดได้ยังไงหนอ แต่พี่ยุ่นคนข้างกินซะเกลี้ยงชามไม่เหลือแม้แต่น้ำซุป ฉันกินไปตั้งนานบะหมี่ในชามก็ยังไม่ยุบลงสักเท่าไหร่ จนต้องขอหยุดแต่เพียงเท่านั้น เกรงใจคนขายยังไงไม่รู้ เดี๋ยวจะนึกว่าราเม็งของเค้าไม่อร่อย

เช่นเดียวกับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป ที่นี่มีร้านขายของที่ระลึกและราเม็งต่างๆ ให้ผู้ที่หลงรักราเม็งสามารถซื้อหาราเม็งต่างๆ กลับไปบ้านได้ด้วย ได้ยินว่าเราสามารถทำบะหมี่สำเร็จรูปของตัวเองโดยเลือกส่วนประกอบตามต้องการได้ แต่ไม่ได้ไปลองทำค่ะ

ขากลับเข้าโตเกียว เรานั่งรถผ่านย่าน Minato Mirai みなとみらい21 หรือท่าเรือแห่งอนาคต ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเมืองใหม่ของโยโกฮามา ญี่ปุ่นกับความทันสมัยเป็นของคู่กันอยู่แล้วนี่นะ

มาญี่ปุ่นคราวนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะไม่ได้ไปเที่ยววัดกันเลย บ่ายวันนี้จึงถือโอกาสไปไหว้พระขอพรกันที่วัดเซ็นโซจิสักหน่อย วัดไหนโตเกียวก็ไม่ดังเท่าวัดเซ็นโซจิ ย่านอาซากุสะ ใครมาโตเกียวแล้วไม่ถ่ายรูปคู่กับโคมยักษ์สีแดงมันดูจะขาดอะไรบางอย่างยังไงไม่รู้ ขนาดที่ฉันเองมาวัดนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ยังอดไม่ได้ที่จะยกกล้องขึ้นกดชัตเตอร์เก็บภาพโคมแดงไว้อีกครั้ง

Red Lantern

โคมแดงแรงฤทธิ์

สิ่งที่ดึงดูดใจในย่านอาซะกุสะ ไม่น้อยไปกว่าวัดเซนโซจิก็คือตรอกทางเดินหน้าวัด หรือ Nakamise-dori ซึ่งอัดแน่นไปด้วยร้านค้านานาชนิด ทั้งของที่ระลึก ของเล่น ของกิน แน่นอนว่าร้านค้าเยอะคนก็แยะตามไปด้วย ถ่ายรูปมาก็มีหัวคนนับร้อยนับพันติดมาด้วย แถวนี้มีร้านขายอาเกะมันจูหรือซาลาเปาทอดชื่อดัง หรือถ้าชอบขนมเซมเบ้ก็มีให้ชิมด้วย เรียกว่ามา Nakamise-dori แล้วไม่เสียสตางค์นี่ต้องถือว่าจิตใจมั่นคงมาก

Nakamise-dori

ยามบ่ายกับกองทัพคนที่นาคามิเสะโดริ

และเพื่อความต่อเนื่องในการช้อป (เรียกว่าให้ใช้เงินได้อย่างไม่ขาดตอน) ช่วงบ่ายถึงเย็นของวันนี้คือการเดิน เดิน แล้วก็เดินช้อปที่ชินจูกุ ความเงียบสงบที่เราสัมผัสได้จากเมืองชนบทที่เราไปเยือนค่อยๆ หายไป พร้อมกับกระแสมหาชนในโตเกียว เราได้เปลี่ยนฉากเข้ามาอยู่ใจกลางมหานครที่แสนวุ่นวายอย่างเต็มตัวแล้ว

พูดถึงย่านช้อปในโตเกียวนั้นมีมากมายหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นชินจูกุ กินซ่า ชิบูยา ฮาราจูกุ อิเคบุคุโระ อะกิฮาบาระ รปปงหงิ อาโอยาม่า ฯลฯ ส่วนตัวของฉันชอบชิบูย่า แต่คราวนี้ได้ไปแค่ที่ชินจูกุ โดยมีจุดมุ่งหมายในการซื้อที่ MUJI UNIQLO ห้าง ISETAN รวมถึงร้านสไตล์ Select Shop สำหรับคนที่สนใจเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ไปกันที่ BIC Camera และ Sakuraya พอไกด์กำหนดจุดนัดพบปุ๊บแต่ละคนก็ออกสตาร์ทการใช้เงินทันที

ชินจูกุในวันนี้ดูต่างจากที่เคยมาเมื่อ 3 ปีก่อน อาจเป็นเพราะเมื่อ 1 – 2 ปีมานี้มีการปรับปรุงห้างสรรพสินค้ากันหลายแห่ง เรียกว่าปรับโฉมให้ดูดีมีระดับกันยิ่งขึ้น ที่โดดเด่นมากๆ คือ Isetan Men ที่เรียกว่าเป็นสวรรค์ของชาวเจ้าสำอางค์จำพวก Metrosexual ของแท้ ชายหนุ่มน้อยใหญ่ในห้างอิเซตันแต่งกายอย่างประณีตมีสไตล์ในชุดสูทพอดีตัว รองเท้าทรงสวยขัดมัน แถมหลายๆ คนก็กันคิ้วตามความนิยม ทำเอาผู้หญิงไทยกับเสื้อกันหนาวตัวหลวมๆ อย่างฉันรู้สึกผิดที่ผิดทาง เหมือนหลุดเข้าไปในโลกแคทวอร์คของคุณผู้ชาย

ฉันเดินเฉียดเดปาจิกะ (แผนกอาหารชั้นใต้ดิน) ของห้างอิเซตัน ร้านขนมและอาหารต่างๆ เปล่งประกายความน่ากิน สมกับที่คุณ Anchalee เขียนบรรยายไว้ในหนังสือ “โตเกียว โตเกียว” และ”โตเกียว โตเกียวไม่รู้จบ” จริงๆ เสียดายว่าไปเดินอยู่คนเดียวก็เลยไม่มีเพื่อนคอยยุให้ชิม ไม่อย่างนั้นคงได้ซื้อกินและซื้อกลับอีกเยอะทีเดียว

ฉันเดินตระเวนเข้าร้านโน้น ออกร้านนี้ เดินเข้าห้าง ออกไปสถานีชินจูกุ แถมหอบถุงของฝากพะรุงพะรัง จนได้เวลานัดทานอาหารเย็น เดินเล่นเพลินจนลืมหิว จนค่อยมารู้สึกก็ตอนที่เดินไปที่ร้านอาหารนี่แหละ เย็นนี้เรามีนัดดินเนอร์กันที่ร้าน Momo Paradise ซึ่งมีทั้งสุกี้ยากี้และชาบูชาบู ให้เลือกแบบ All you can eat คือทานเท่าไหร่ก็ได้ในเวลาที่จำกัด มื้อเย็นของเราเป็นสุกี้ยากี้แบบญี่ปุ่น น้ำซุปรสดีแต่เค็มมากๆ นี่ถ้าเป็นชาบูชาบูรสชาติอาจจะดีกว่า

กว่าเราจะกลับเข้าโรงแรมก็ 3 ทุ่มกว่าแล้ว เหนื่อยจริงๆ แต่ก็ต้องเตรียมตัวแพ็คของทั้งหมดที่ขนซื้อมาตลอดทริป ก็คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายในโตเกียวแล้วนี่คะ

Advertisements

3 thoughts on “日本 日本 วันที่ 4

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s