ฤ โลกนี้คือละคร

จากภาพชุด Life is like a Theatre โดย Marcie Kunnawattana

ท่าน Shakespeare เคยกล่าวไว้ในบทประพันธ์เรื่อง As You Like It (หรือ “ตามใจท่าน”) ว่า “All the world’s a stage” โลกนี้คือละคร มนุษย์แต่ละคนก็เป็นตัวละครที่มีบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน

ความคิดเช่นนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในงานแสดงภาพถ่าย portrait ฝีมือ Marcie Kunnawattana หญิงสาวผู้ตกหลุมรักกับการถ่ายภาพ portrait และทำงานอดิเรกของเธอออกมาได้อย่างสวยงาม ไม่แพ้มืออาชีพหลายๆ คน

ภาพถ่ายสีสันสดใส ทั้ง 12 ชุด สะท้อนความนึกคิดและการตีความของนายแบบนางแบบแต่ละคนต่อหุ่นนิ้ว (finger puppet) อันเป็นโจทย์ที่ตัวเองได้รับ หุ่นนิ้วตัวน้อยนี้เองเป็นตัวแทนของบทบาทและหน้าที่ในชีวิตของแต่ละคน ชีวิตที่มีทั้งหน้าที่ ความฝัน ความสนุกสนาน สีสัน ความสงบ ฯลฯ

Marcie พูดถึงงานของเธอในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ว่าเธอชอบที่จะถ่ายภาพ และการทำงานของเธอก็เป็นความร่วมมือกันระหว่างคนหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นนางแบบ นายแบบ ช่างแต่งหน้า และตัวเธอเอง เมื่อมีเวลาว่างจากการเรียน เธอก็จะใช้เวลากับงานอดิเรกที่เธอรัก

ไม่น่าแปลกใจเลยหากปารีส เมืองแห่งศิลปะและความงามนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้สาวไทยจับกล้องขึ้นมาสร้างสรรงานศิลปะจากภาพถ่าย

สำหรับฉันแล้ว ผลงานของ Marcie ช่างน่าชื่นชม ทั้งในแง่ความสามารถของเธอ และความกล้าที่จะทำความฝัน ความชื่นชอบของตัวเองออกมาเป็นผลงานเหล่านี้

ภาพถ่ายชุด Life is like a Theatre จัดแสดงที่ Bed Supper Club สุขุมวิท 11 ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2551

ชมผลงานภาพถ่ายอื่นๆ ของ Marcie ได้ที่ http://marciedip.deviantart.com/ และ http://marciedip.free.fr

Advertisements

แองเจล่า อะกิ กับ ซากุระ อิโระ

เคยได้ยินคำพูดที่ว่าอย่าตัดสินหนังสือจากปกกันบ้างไหม ฉันเชื่อว่าจนแล้วจนรอดเราหลายคนก็ยังตัดสินหนังสือจากปก ว่าเล่มไหนน่าอ่าน อย่างน้อยๆ ถ้าเราไม่รู้จักนักเขียน หรือไม่ได้อ่านบทวิจารณ์หนังสือนั้นๆ มาก่อน การดูหน้าปกก็ช่วยให้เราตัดสินใจหยิบหนังสือสักเล่มกลับมาทำความรู้จักให้มากขึ้นที่บ้าน

สำหรับฉันแล้ว การซื้อหนังสือโดยดูจากปกเป็นความตื่นเต้นเล็กๆ เหมือนกับการซื้อล็อตเตอรี่ ได้หนังสือปกสวยเนื้อเรื่องดีถือว่าถูกรางวัล เล่มในปกสวยเนื้อเรื่องไม่แจ่มก็ถือว่าถูกกิน

ฉันเองไม่เคยได้ซื้อล็อตตารี่จริงๆ เพราะคิดว่าเอาเงินไปซื้อหนังสือ อย่างน้อยหนังสือหนึ่งเล่มก็มีอะไรให้อ่านมากกว่ากระดาษล็อตตารี่ 1 แผ่น

และแล้ววันหนึ่งอาการตัดสินหนังสือจากปกก็ลุกลามไปถึงการตัดสินซีดีจากปก วันหนึ่งในร้านหนังสือลูกผสม (ผสมร้านเครื่องเขียน ซีดีเพลง ดีวีดี ร้านกาแฟ ฯลฯ) ฉันมองหาซีดีแผ่นใหม่ไว้ฟังในรถ สายตาก็สอดส่ายไปเจอปกซีดีรูปสาวสวยหน้าฝรั่งใส่แว่นกรอบสีดำ รูปหน้าปกยากจะบอกว่าเป็นคนชาติไหน แต่อ่านจากชื่อคิดว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น แน๊ะ ร้องเพลงญี่ปุ่นซะด้วย อย่ากระนั้นเลย ฉันเริ่มมองหาที่เล่นซีดีเพลงตัวอย่างว่ามีเพลงของสาวคนนี้ให้ทดลองฟังหรือเปล่า เดินหาอยู่หลายรอบไม่เจอตัวอย่างซีดี เลยตัดใจไปก่อน คิดว่าวันหน้าจะลองหาเพลงของเธอฟังก่อนจะตัดสินใจว่าซื้อหรือไม่

เวลาผ่านไปหลายอาทิตย์ ฉันก็ไปเดินเล่นในร้านหนังสือลูกผสมอีกครั้ง คิดอยากได้ซีดีใหม่สักแผ่น ก็ไปจ๊ะเอ๋กับสาวหน้าฝรั่งคนนั้นอีกครั้ง คราวนี้ฉันหยิบแผ่นซีดีรูปเธอขึ้นมาพลิกไปพลิกมาอีกครั้ง ‘ปกสวยเนอะ’ ฉันคิด แต่ก็ยังพยายามมองหาที่เล่นซีดีตัวอย่าง เผื่อมีเพลงให้ลองฟัง มองแล้วมองเล่าก็ยังไม่เจอ ยังไม่ได้ลองหาเพลงของเธอฟังดูซะด้วย เอายังไงดีนะ

“ซื้อไปเหอะ เห็นดูหลายรอบแล้ว” เสียงจากสวรรค์ เอ๊ย! จากแฟนฉัน บอกให้รีบซื้อๆ ไปเดี๋ยวร้านเค้าจะปิดแล้ว เอาก็เอา คิดว่าซื้อล็อตเตอรี่แล้วกัน สาวสวยๆ อย่างเธอต้องร้องเพลงเพราะสิน่า ฉันทึกทักเอาเข้าข้างตัวเอง

แล้ว Angela Aki ก็มานอนอยู่ในถุงผ้า (ช่วยรักษาโลก ไม่ให้ร้อน) ของฉัน

เพลงแรกที่ฟังคือ Sakura Iro ช่างเข้ากับช่วงเวลานี้จริงๆ เวลานี้ซากุระคงกำลังบาน สวย อยู่ที่ญี่ปุ่น เพลงของเธอฟังสบายๆ เป็นเพลงป๊อปที่ฟังง่าย ติดหูเร็ว เพลงอื่นๆ ก็เพราะไม่แพ้กัน อีกเพลงที่เมโลดี้สวย เข้ากับเสียงเปียโนและเสียงร้องเพราะๆ ของอะกิซัง คือ One Melody ส่วนเพลงภาษาอังกฤษก็มีแถมมา 1 เพลงคือ Surrender ลองฟังเพลงของเธอได้ที่ Angela Aki Official Website

โดยรวมแล้วถือว่าฉัน “ถูกล็อตเตอรี่” กับซีดีแผ่นนี้ค่ะ

ใจลอย

ทุ่งดอก daffodil (ภาพจาก http://aslowerpace.com/serendipity/uploads/Daffodil1.jpg)

อากาศร้อนๆ แบบนี้ชวนให้อยากออกจากเมืองกรุงไปพักผ่อนตากอากาศ แต่เดี๋ยวนี้จะออกไปไหนก็อากาศร้อนไปหมด คนจำนวนมากเลยหันมาเที่ยวห้างตากแอร์กันแทน

ในวันแดดจ้าพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง ถ้าอากาศบ้านเราไม่ร้อนอย่างนี้ก็คงดี หลายคนคงอยากไปเริงร่าอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ ว่าแล้วก็นึกถึงกลอนของ Mr. Wordsworth ที่กล่าวถึงทุ่งดอกแดฟโฟดิลเอาไว้อย่างได้ไพเราะ สวยงาม และจับใจ อ่านแล้วนึกถึงสายลมอ่อน กับท้องฟ้าสีฟ้าใส ดอกแดฟโฟดิลเต้นระบำ เคลียคลอ ล้อเล่นกับสายลม … ใจลอย

             I wandered lonely as a cloud

          That floats on high o’er vales and hills,

          When all at once I saw a crowd,

          A host, of golden daffodils;

          Beside the lake, beneath the trees,

          Fluttering and dancing in the breeze.

 

          Continuous as the stars that shine

          And twinkle on the milky way,

          They stretched in never-ending line

          Along the margin of a bay:                                  10

          Ten thousand saw I at a glance,

          Tossing their heads in sprightly dance.

 

          The waves beside them danced; but they

          Out-did the sparkling waves in glee:

          A poet could not but be gay,

          In such a jocund company:

          I gazed–and gazed–but little thought

          What wealth the show to me had brought:

 

          For oft, when on my couch I lie

          In vacant or in pensive mood,                               20

          They flash upon that inward eye

          Which is the bliss of solitude;

          And then my heart with pleasure fills,

          And dances with the daffodils

บทกวีโดย William Wordsworth (1770 – 1850)

 

The future is Blythe

Blythe in NY (from thisisblythe website)

คุณจะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้พบกับสาวน้อยหน้าใสตากลมโตแต่งตัวสวยเก๋เป็นครั้งแรก สำหรับผู้หญิงอย่างฉัน น้องสาวหน้าสวยที่ชื่อ Blythe (บลายธ์) นี้ถือเป็นรักแรกพบก็ว่าได้

ว่ากันว่า Beauty is in the eyes of the beholder ความสวยนั้นไซร้แล้วแต่ใครจะมอง หลายคนมองสาว Blythe ว่าหน้าแปลก บ้างว่าน่ากลัว แต่สำหรับบรรดาผู้หลงรักสาวสวยตากลมนางนี้แล้วล่ะก็ เธอคือดาวเด่น ไม่ว่าจะมาในผมสีอะไร ตาสีไหน แต่งชุดอะไร สาว Blythe ก็ดูสวยเสมอ จึงไม่น่าแปลกใจหากเธอจะคว้าตำแหน่งขวัญใจช่างภาพ หรือ Miss Photogenic ไปได้อย่างขาดลอย

ฉันเชื่อว่าน้อง Blythe เป็นตุ๊กตาที่ถูกนำมาถ่ายภาพ portrait มากที่สุด ด้วยความสวย ซึ่งบางครั้งดูสดใส แต่บางครั้งก็แฝงความลึกลับไว้ในที หากลอง google ดูก็คงได้เห็นว่าน้อง Blythe เธอป๊อปปูล่าแค่ไหน เรียกว่าในบรรดาคนนิยมตุ๊กตาสวยๆ เธอก็เด่นไม่แพ้แม่ Barbie ทีเดียว

พูดถึง Blythe แล้วมาทำความรู้จักถึงประวัติของเธอกันสักนิดดีกว่า สาว Blythe ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1972 โดย Kenner เด็กสมัยนั้นคิดว่าตาของน้อง Blythe ที่เปลี่ยนสีตาได้ด้วยการดึงเชือกที่อยู่ด้านหลังของหัวออกจะน่ากลัวไปสักหน่อยจึงมีการผลิตขายขึ้นแค่ปีเดียว ต่อมาในปี 1997 คุณ Gina Garan ก็ได้รับ Blythe จากเพื่อนคนหนึ่งซึ่งบอกว่าเธอหน้าเหมือนน้อง Blythe จากจุดนี้เองที่ทำให้ Gina ถ่ายภาพของน้อง Blythe ในแบบต่างๆ และทำให้สาวน้อยคนงามกลับฟื้นคืนความนิยมขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบัน Neo-Blythe สร้างสรรโดย CWC และผลิตโดย Takara (ข้อมูลจาก This is Blythe)

กลุ่มผู้นิยมก็เปลี่ยนจากเด็กมาเป็นผู้ใหญ่ นักสะสม นักถ่ายภาพ ราคาน้อง Blythe ในปัจจุบันจึงสูงกว่าตุ๊กตาทั่วไปๆ อยู่มาก ยิ่งถ้าเป็นรุ่น Limited หรือ Blythe แบบดั้งเดิม (vintage) ก็จะยิ่งแพงขึ้นอีก ความสนุกของการมี Blythe เอาไว้เป็นเพื่อนอีกอย่างหนึ่งก็คือการ modify น้อง Blythe ในสไตล์ต่างๆ เป็นการฝึกปรือฝีมือการ styling ไม่ว่าจะแต่งหน้า เปลี่ยนสีตา เปลี่ยนทรงผม เปลี่ยนชุด ฯลฯ ด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันมีการตั้งชมรมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ กันเป็นเรื่องเป็นราว อย่างเช่นที่ Blythe Thailand

สำหรับฉัน สาว Blythe ผมสีน้ำตาลส้ม สมาชิกใหม่กำลังจะเดินทางมาถึงในวันพรุ่งนี้ เธอมีชื่อเก๋ๆ ว่า Mod Molly แล้วถ้ามีโอกาส คงจะได้เอารูปถ่ายของเธอมาแบ่งกันชม

 

ความประทับใจ บนถนนสายที่ 3 กับ

 always 1

 三丁目の夕日

ภาพหอคอยโตเกียวในยามดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า อาจดูเป็นภาพธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาไปอาจมีความหมายสำหรับใครอีกคนหนึ่งที่เฝ้าดูแสงสุดท้ายแห่งวันอยู่ ณ มุมหนึ่ง

แล้ววันนี้ภาพใบปิดหนังที่คุ้นตาก็พาฉันกลับมาพบกับความประทับใจเมื่อครั้งแรกที่ได้เห็นอีกครั้ง พื้นหลังโปสเตอร์สีส้มกับใบหน้าหลากหลายอารมณ์เรียงร้อยเรื่องราวของผู้คนบนถนนสายที่ 3 เข้าไว้ด้วยกัน

เรื่องราวของพวกเขายังดำเนินต่อไป ก่อกำเนิดเป็นภาคต่อของภาพยนตร์ในใจฉันเรื่องนี้

Always – Sunset on 3rd Street พาเราย้อนเวลากลับไปเมื่อสมัยที่ญี่ปุ่นสิ้นสุดสงคราม ภาพโตเกียวที่เต็มไปด้วยความเจริญ แสงไฟนีออน และความพลุกพล่านในวันนี้ดูแตกต่างไปจากในวันวาน

ในภาคแรก ความอดทน ความพยายาม เพื่อความหวังและความฝันหลังสงครามที่จะสร้างประเทศขึ้นมาอีกครั้ง คู่ขนานไปกับภาพหอคอยโตเกียวซึ่งก่อร่างขึ้นทีละเล็กละน้อยจนสำเร็จ ญี่ปุ่นประกาศตัวเองว่าฉันก็กลับมายิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน ว่าแล้วก็ทำให้หอคอยโตเกียวมีความสูง 333 เมตร นำหอไอเฟลไปเสียเลย 

Always ชวนให้เราหวนนึกถึงวันเวลาในอดีต ความสุข ความเศร้า มิตรภาพ ความรัก ความประทับใจ ได้อย่างละเมียดละไม ตามแบบฉบับญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ลืมที่จะซ่อนอารมณ์ขันให้ได้ยิ้มกันตลอดเรื่อง

ในภาค 2 นี้ หอคอยโตเกียวสำเร็จเป็นรูปร่างขึ้นมาแล้ว แต่ชีวิตไม่ได้มีจุดสิ้นสุดเหมือนกับหอคอยที่สร้างเสร็จ หากแต่ยังคงเดินต่อไป ผู้คนบนถนนสายที่ 3 สอนให้รู้ว่าความสุขไม่จำเป็นต้องซื้อหามาด้วยเงินเสมอไป ความสุขเกิดขึ้นได้แม้ในยามยาก แค่เพียงเรารู้วิธีที่จะมองหามัน

สำหรับฉันแล้ว Always เป็นความประทับใจที่เปี่ยมไปด้วยความละมุนละไม ฉันหลงรักตัวละครทุกตัวที่ต่างมีมุมที่น่ารัก แม้บุคลิกและเรื่องราวของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ชวนให้นึกถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มีน้ำใจ และสามัคคีที่ทุกวันนี้หายากขึ้นทุกที

แวะไปชม Always – 2 กันได้ที่ House Rama RCA และโรงภาพยนตร์เครือ Apex

アンフェア ใครกันแน่ที่อยุติธรรม?

Ukihira 

จากที่ติดตามดู series ญี่ปุ่นหลายรสจากเพื่อนร่วมออฟฟิศ เรื่องล่าสุดที่ดูแล้ววางไม่ลงคือ Unfair ซีรีส์แนว thriller จากแดนปลาดิบที่ชวนติดตามอีกเรื่องหนึ่ง

Unfair พูดถึงเรื่องราวของตำรวจสาวผู้ซึ่งเกลียดการฆาตกรรมเป็นที่สุด แต่ชีวิตของเธอต้องมาพัวพันกับการฆาตกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์ที่นำไปสู่เรื่องราวทั้งหมดมาจากเหตุการณ์ในวันหนึ่งที่พ่อของเธอซึ่งเป็นตำรวจถูกยิงเสียชีวิต หลังจากนั้นยูกิฮิระก็เข้ามาเป็นตำรวจสอบสวนเพื่อสืบหาผู้ที่ฆ่าพ่อของเธอ แต่เรื่องราวไม่ได้จบอยู่เพียงแค่นั้น เหตุการณ์ที่พลิกผันชะตากรรมของยูกิฮิระคือการที่เธอวิสามัญฆาตกรรมคนร้ายซึ่งเป็นเยาวชน จากตำรวจผู้มีความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อความถูกต้องและผดุงความยุติธรรม กลับกลายเป็นคนฆ่าเสียเอง ชีวิตที่มีอยู่จึงไม่มีความสงบอีกต่อไป

ละครตั้งคำถามกับผู้ชมว่าแท้จริงแล้วความยุติธรรมคืออะไร อะไรที่เรียกว่าอยุติธรรม การฆ่าคนร้ายเป็นการกระทำที่ถูกต้องจริงหรือ ใครที่เป็นคนร้ายกันแน่ ละครไม่ได้ตอบทุกคำถามที่เกิดขึ้น หากแต่ให้ผู้ชมได้คิดพิจารณาว่าบางครั้งสิ่งที่เราคิดหรือมองว่าถูกต้องเหมาะสมแล้วนั้น อาจจะไม่ได้ถูกต้องหรือเป็นทางออกที่ทุกคนจะเห็นด้วยเสมอไป การกระทำไม่ว่าอะไรก็ตามจะส่งผลกับตัวเราไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

เมื่อมองย้อนกลับมาที่สังคมปัจจุบัน ความอยุติธรรมดูจะมีอยู่ทั่วไปจนบางครั้งอาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่สังคมจะอยู่ได้หรือหากทุกคนเพิกเฉยและปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปแบบนั้น ไม่แน่ว่าบางครั้งเราอาจต้องยอมทำสิ่งที่อยุติธรรมเพื่อความอยู่รอด การกระทำของเราส่งผลกระทบต่อผู้อื่น แต่เราก็มองว่ามันจำเป็น แล้วอย่างนี้ ใครกันแน่ที่อยุติธรรม?