ความประทับใจ บนถนนสายที่ 3 กับ

 always 1

 三丁目の夕日

ภาพหอคอยโตเกียวในยามดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า อาจดูเป็นภาพธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาไปอาจมีความหมายสำหรับใครอีกคนหนึ่งที่เฝ้าดูแสงสุดท้ายแห่งวันอยู่ ณ มุมหนึ่ง

แล้ววันนี้ภาพใบปิดหนังที่คุ้นตาก็พาฉันกลับมาพบกับความประทับใจเมื่อครั้งแรกที่ได้เห็นอีกครั้ง พื้นหลังโปสเตอร์สีส้มกับใบหน้าหลากหลายอารมณ์เรียงร้อยเรื่องราวของผู้คนบนถนนสายที่ 3 เข้าไว้ด้วยกัน

เรื่องราวของพวกเขายังดำเนินต่อไป ก่อกำเนิดเป็นภาคต่อของภาพยนตร์ในใจฉันเรื่องนี้

Always – Sunset on 3rd Street พาเราย้อนเวลากลับไปเมื่อสมัยที่ญี่ปุ่นสิ้นสุดสงคราม ภาพโตเกียวที่เต็มไปด้วยความเจริญ แสงไฟนีออน และความพลุกพล่านในวันนี้ดูแตกต่างไปจากในวันวาน

ในภาคแรก ความอดทน ความพยายาม เพื่อความหวังและความฝันหลังสงครามที่จะสร้างประเทศขึ้นมาอีกครั้ง คู่ขนานไปกับภาพหอคอยโตเกียวซึ่งก่อร่างขึ้นทีละเล็กละน้อยจนสำเร็จ ญี่ปุ่นประกาศตัวเองว่าฉันก็กลับมายิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน ว่าแล้วก็ทำให้หอคอยโตเกียวมีความสูง 333 เมตร นำหอไอเฟลไปเสียเลย 

Always ชวนให้เราหวนนึกถึงวันเวลาในอดีต ความสุข ความเศร้า มิตรภาพ ความรัก ความประทับใจ ได้อย่างละเมียดละไม ตามแบบฉบับญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ลืมที่จะซ่อนอารมณ์ขันให้ได้ยิ้มกันตลอดเรื่อง

ในภาค 2 นี้ หอคอยโตเกียวสำเร็จเป็นรูปร่างขึ้นมาแล้ว แต่ชีวิตไม่ได้มีจุดสิ้นสุดเหมือนกับหอคอยที่สร้างเสร็จ หากแต่ยังคงเดินต่อไป ผู้คนบนถนนสายที่ 3 สอนให้รู้ว่าความสุขไม่จำเป็นต้องซื้อหามาด้วยเงินเสมอไป ความสุขเกิดขึ้นได้แม้ในยามยาก แค่เพียงเรารู้วิธีที่จะมองหามัน

สำหรับฉันแล้ว Always เป็นความประทับใจที่เปี่ยมไปด้วยความละมุนละไม ฉันหลงรักตัวละครทุกตัวที่ต่างมีมุมที่น่ารัก แม้บุคลิกและเรื่องราวของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ชวนให้นึกถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มีน้ำใจ และสามัคคีที่ทุกวันนี้หายากขึ้นทุกที

แวะไปชม Always – 2 กันได้ที่ House Rama RCA และโรงภาพยนตร์เครือ Apex

Advertisements

2 thoughts on “ความประทับใจ บนถนนสายที่ 3 กับ

  1. ได้อ่านความประทับใจ บนถนนสายที่สามกับ Always ทำให้นึกถึงบทความแนะนำ DVD เรื่องนี้ที่เคยได้อ่านผ่านตา เคยไปลองหา DVD แล้วแต่ไม่เจอก็เลยลืมๆไป แต่เมื่อได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับภาพยนต์เรื่องนี้อีกครั้ง ทำให้ต้องไปรื้อ magazine เก่าๆเพื่อหาบทความเก่านั้น เมื่อได้อ่านซ้ำก็อดจะเอามาให้คนอื่นได้อ่านไม่ได้ จึงขออนุญาต คัดลอกบทความจาก The Wave magazineฉบับ october 2006 เขียนโดย digitalman มาให้อ่านดังนี้

    หนังเรื่องนี้ นับเป็นความบังเอิญที่ผมได้ชมจากแผ่นโซน 2 ของญี่ปุ่นมาแล้ว ดังนั้นความรู้สึกประทับใจจาก Always:Sunset on third street ในระดับหนึ่งอยากบอกเล่ากับผู้อ่าน แต่ก็ยังหาโอกาสไม่ได้ เนื่องจากแผ่นคงหายาก และการทำความเข้าใจกับเนื้อหาคงไม่เต็มที่นัก เนื่องจากอุปสรรคเรื่องภาษา รอจนกระทั่งทาง EVS นำมาผลิตเป็นแผ่นดีวีดี ถือเป็นจังหวะเหมาะสำหรับการนำเสนอ Always เป้นภาพยนต์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว ตั้งแต่ฉากเริ่มต้นไปจนถึงฉากสุดท้ายเป็นทั้งแรงบันดาลใจให้กัยตัวเรา และมองเห็นความพยายามที่จะสร้างตนเองของคนญี่ปุ่นอย่างไม่ย่อท้อ การสร้างตัวละครให้มีความผูกพันและมีความสำคัญเท่าๆกัน ตั้งแต่ดำเนินเรื่องอย่างแยบยล โดยใช้ศูนย์กลางอยู่ที่การสร้างหอคอยโตเกียว

    ไม่ใช่หนังชีวิตธรรมดา ไม่ใช่หนังที่พยายามสร้างเรื่องให้ดูหม่นเคร้า คล้อยตาม แต่นี่คือหนังที่ผู้ชมหลายคนต่างชื่นชอบในเนื้อเรื่องที่มีเนื้อหาที่โดนใจ ตัวละครที่มีเสน่ห์ สอดใส่อารมณ์ขันเป็นจังหวะ และมีแง่มุมที่ซาบซึ้ง ทำให้รู้สึกอึ้ง ทึ่งในการเขียนบทและการกำกับการแสดง ผมคงพูดได้ว่าฮอลลีวู้ดอาจจะสร้างไม่ได้ดีเท่านี้ คือนอกจากความสมบูรณ์โดยองก์รวมของหนังแล้ว การถ่ายทอดบุคคลิกของผู้คนนั้นยังเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง Always ใช้ฉากหลังด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกเนรมิตเมืองหลวงให้กรุงโตเกียวอยู่ในปลายยุค 50 ในขณะที่หอโตเกียวยังสร้างไม่เสร็จดี บทภาพยนต์เล่าถึง ความหวัง ความฝัน ความรัก ของชีวิตที่อาศัยอยู่บนถนนสายที่สาม ในมหานครใหญ่ที่ดำเนินไปอย่างนุ่มนวล เนิบนาบ แต่ปลูกฝังให้เห็นยุคสมัยสงครามโลกที่กำลังเปี่ยนแปลงไปทีละน้อย

    เดิมทีหนังชื่อว่า Always san-chome no yuhi แปลความหมายแล้วก็คงไม่ต่างจากชื่อภาษาอังกฤษ หนังซึ่งสามารถถ่ายทอดภาพแห่งความหลังบนถนนเส้นนี้ได้อย่าง ละเมียดละไม สวยงาม เบื้องหลังการดิ้นรนมีชีวิตอยู่ เพื่อทำความฝันของแต่ละคนให้เป็นความจริง

    เรื่องราวของตัวละครได้รับการถ่ายทอดอย่างประณีตบรรจง รายละเอียดครบถ้วนชวนติดตามเหมือนได้ดูหนังชุดทางทีวี ที่ค่อยๆทวีคูณความน่าสนใจ จนผู้ชมค่อยๆรู้สึกผูกพันกับตัวละครอย่างถอนตัวไม่ขึ้น บทหนังเรียงร้อยได้สอดคล้องต้องกัน เป็นผลให้ Always นั้นติด 10 อันดับหนังทำเงินตลอดกาลของญี่ปุ่น รวมทั้งคว้ารางวัลจากสถาบันภาพยนต์ญี่ปุ่นถึง 12 สาขา ผมอดไม่ได้ที่จะยกย่องผู้กำกับและผู้เขียนบทภาพยนต์ Always เพราะการบอกเล่าเรื่องราวที่ชี้ชวนให้เห็นว่า อย่างไรก็ตามชีวิตมนุษย์มีความหวังเสมอ ขอเพียงแค่เราต้องไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคต่างๆ บริษัทซูซูกิยานยนต์ที่เริ่มต้นจากการเป็นร้านซ่อมรถยนต์ แต่เจ้าของร้านอุปโลกน์ตนเองให้เป็น “ท่านประธาน” เพราะเขาหวังอยู่ว่า สักวันจะต้องเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ เด็กหญิงที่เพิ่งจบการศึกษาชั้นมัธยม เข้ามาสมัครงาน แม้จะผิดหวังที่ไม่ได้อยู่บริษัทใหญ่ กลับต้องซอมซ่อในร้านซ่อมรถขนาดเล็กคูหาเดียว แต่เธอก็พยายามทำให้ดีที่สุด เชื่อว่าสักวันบริษัทจะก้าวหน้าไป นักเขียนหนุ่มผู้สร้างโลกจินตนาการให้เด็กๆและใช้ชีวิทอยู่ในร้านชำของเขาที่ขายเบอร์ต้มตุ๋นหลอกลวกเด็กๆเพื่อความอยู่รอด ก๊มาถึงคราวยอมจำนนให้ให้ความภักดีและความฝันของเด็กชายพลัดหลงครอบครัวในช่วงสงคราม ในขณะที่ดื่มเหล้าเมามายแทบไร้สติในคืนหนึ่ง เขาก็รับเด็กสกปรกคนนี้มาอยู่ด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่แล้วในที่สุดความผูกพันก่อตัวจนทั้งสองไม่อาจแยกจากกันได้ หญิงสาวผู้คาดหวังว่าร้านเหล้าของเธอจะรุ่งเรืองกลับต้องขาดทุนหนักยิ่งขึ้น จำยอมขายตัวเองไปเพื่อความอยู่รอดทิ้งความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับคนรักไปอย่างเศร้าสลด แต่เธอก็ยังไม่ทิ้งความฝันที่จะกลับมาเคียงข้างเขา ในโลกของผู้ใหญ่ ยังมีโลกของเด็กๆจากการคบหาเล่นสนุกผิวเผิน กลับกลายผูกพันเป็นเพื่อนตาย ทำให้เราได้เห็นฉากน่าประทับใจ เมื่อเด็กคนหนึ่งพาเด็กอีกคนหนึ่งเดินทางอย่างทุลักทุเลยากลำบากไปหาคุณแม่แต่แม่กลับปฏิเสธจะพบลูก

    บทหนังยังได้กล่าวถึงยุคสมัยใหม่กำลังก้าวเข้ามา เมื่อพ่อบ้านสั่งซื้อทีวีขาวดำเครื่องแรกเข้ามาใช้ เป็นวันแรกเช่นกันที่ชุมชนมีโทรทัศน์ดู เสมือนงานฉลองยิ่งใหญ่ ทุกคนต่างพากันมาบ้านของคุณซูซูกิ แต่แล้วทีวีเกิดรวนขึ้นเป็นผลให้ทุกคนต้องผิดหวัง การเปลี่ยนจากตู้เย็นใส่ก้อนน้ำแข็งมาสู่ตู้เย็นใช้ไฟฟ้า ทำให้ทุกคนตื่นเต้นจนระงับใจไว้ไม่อยู่ส่วนผู้เป็นคนส่งน้ำแข็งก็รู้ว่าอาชีพของตัวกำลังจะหมดไป เหตุการณ์ต่างๆดำเนินไปท่ามกลางฉากหลังที่หอคอยโตเกียวกำลังก่อสร้าง เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของทุกคน

    บทหนังคือหัวใจในการผูกเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์เข้าด้วยกันอย่างมีจังหวะที่คล้องจองซึ่งกันและกัน ทำให้เราได้เห็นว่าการกระทำของบุคคลคนหนึ่งจะเชื่อมโยงเข้ากับอีกเหตุการณ์และผู้คนอื่นๆเป็นลูกโซ่ใน Always ทำให้ลงตัวมาก รวมถึงการแจกแจงบุคคลิกตัวละครด้วยช่วงระยะเวลาสั้นๆก็ทำได้ยอดเยี่ยม ไม่เว้นแม้แต่ตัวประกอบที่ออกมาแค่ฉากสองฉากก็ดูมีความหมายทั้งหมด การสร้งฉากในโรงถ่ายโตโฮ มือเก่าแก่ของวงการภาพยนต์ญี่ปุ่นนำมาประสานกับระบบสร้าภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิกยุคใหม่ ทำโตเกียวให้เป็นเมืองที่ดูเคร่งขรึมและมีชีวิตชีวาไปพร้อมกัน การเปิดตัวหนังด้วยเสียงร้องถามของเด็กๆซึ่งกลับมาจากเลิกเรียนว่า “เครื่องรับโทรทัศน์มาหรือยังครับแม่” และการออกไปเล่นเครื่องบินเล็กของพวกเขาค่อยๆนำพาเราไปสัมผัสกับชีวิตที่มีตัวตนคนโตเกียวจริงๆก็เริ่มขึ้น

    ฉากชีวิตที่แสนประทับใจมีอยู่เกือบทั้งเรื่อง เช่นเมื่อนักเขียนหนุ่มบอกรักสาวบาร์ตามวิธีของเขา ด้วยการซื้อกล่องใส่แหวนเพชรมามอบให้พร้อมกล่างว่าผมจนเหลือเกิน….ขอเวลาอีกสักหน่อยจะหาซื้อสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในมาให้เธอ เธอกลับบอกว่ามันงดงามอยู่แล้ว ช่วยสวมให้เธอด้วยเถอะ คู่รักที่ดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันจะซาบซึ้งใจขนาดไหนก็คงจะคาดเดาได้ สุดยอดครับ สำหรับภาพยนต์ดีวีดีเรื่องนี้ไม่มีคำสรรหาใดๆมากล่าว นอกจากบอกว่าเป็นหนังดีที่สร้างแรงบันดาลใจกับเราอย่างมากมายมหาศาล

    ทั้งหมดนี้เป็นบทความที่ผมได้คัดลอกมา หลังจากได้อ่านอีกรอบ คราวนี้คงต้องเพิ่มความพยายามในการหาแผ่นมาชมให้ได้ แล้วคุณล่ะครับ คิดอย่างไร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s