Juno

หลังจากที่ห่างหายจากการไปดูหนังที่โรงมานาน วันนี้ฤกษ์งามยามว่างจึงแวะเวียนไปที่ House RCA โรงหนังที่ฉันชอบมากโรงหนึ่ง (ด้วยความที่มีหนังนอกกระแสให้ได้ดู แถมคนไม่เยอะ และตั๋วหนังไม่แพง ฯลฯ)

แรกสุดก็ต้องคิดก่อนว่าจะดูเรื่องอะไรดี ความอยากดูของฉันตอนนี้มีหนัง 2 เรื่องที่คู่คี่สูสีกันมา ระหว่าง Juno และ Tokyo Tower แต่ในที่สุดก็เลือกดู Juno เพราะเวลาใกล้เคียงกับเวลาที่ฉันว่างพอดี แถมหนังเรื่องนี้ยังได้รับคำวิจารณ์ในแง่ดีจากหลายแหล่ง

หลายคนมองว่าช่วงเวลาวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต วัยรุ่นเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง เป็นช่วงต่อระหว่างวัยเด็กและผู้ใหญ่ ลำพังชีวิตวัยรุ่นทั่วไปก็ยุ่งเหยิงพออยู่แล้ว แต่สำหรับสาววัย 16 ที่บังเอิญตั้งท้องอย่าง Juno ล่ะ การที่จะผ่านพ้นช่วงเวลาอย่างนี้ไปไม่ง่ายเลย

แม้ความคิดแรกของ Juno หลังจากรู้เรื่องการตั้งท้องของเธอคือการไปทำแท้งตามที่วัยรุ่นหลายคนคิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนใจไปสู่ทางออกที่ดีกว่า ส่วนสำคัญที่คอยประคับประคองให้ช่วงเวลาแบบนี้ผ่านไปได้ก็คือครอบครัว หนังแสดงให้เห็นถึงความรักและเข้าใจจากคนในครอบครัว

ฉันประทับใจกับคำพูดของพ่อ Juno ที่ว่า “In my opinion, the best thing you can do is find a person who loves you for exactly what you are. Good mood, bad mood, ugly, pretty, handsome, what have you, the right person will still think the sun shines out your ass. That’s the kind of person that’s worth sticking with. ”

Juno ตอบว่า “I sort of already have.”

พ่อว่า “Well, of course! You’re old D-A-D! You know I’ll always be there to love and support you no matter what kind of pickle you’re in… Obviously”

แม้ว่าเราจะเป็นอย่างไร ดี ร้าย สุข ทุกข์ ครอบครัวก็คือคนที่เดินเคียงข้างเรา และรักเราในแบบที่เราเป็น

สุดท้ายแล้ว แม้จะมีอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป แม้มีบางทีที่ชีวิตไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่หากเรามีความกล้าที่จะก้าวต่อไป อย่างน้อยก็มีหนทางให้เดิน

Juno Official Site: http://www.foxsearchlight.com/juno/

 

Advertisements

Opportunity Knocks!

โอกาส…บางครั้งก็ต้องรอ รอ แล้วก็รอ กว่าจะมา

บางครั้ง ที่เราไม่ได้ตั้งตารอ มันกลับพุ่ง มุ่งตรงมาชนเข้าอย่างจัง นี่แหละที่ฉันเรียกว่า Opportunity … knocks!

เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ฉันเพิ่งเรียนจบกลับมา พร้อมกับปริญญา 1 ใบ แน่นอนว่าฉันมองหางานที่ตรงกับสาขาที่เรียน วันแล้ววันเล่าฉันเฝ้าพลิกหนังสือพิมพ์หางานที่ “น่าทำ”

แล้ววันหนึ่ง สายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับโฆษณารับสมัครงานของโรงแรมแห่งหนึ่งที่มีสาขาอยู่ในลอนดอน แล้วกำลังจะมาเปิดตัวที่กรุงเทพฯ

ลอนดอน … ลอนดอน … อังกฤษ แหมเข้าทางฉันเลย ได้ทำงานโรงแรม แถมโรงแรมของอังกฤษเสียด้วย ฉันไม่รอช้ารีบส่งใบสมัครไปเร็วพลัน

ระหว่างรองาน ก็ไปเที่ยวให้สบายใจเสียก่อน เที่ยวไปเพลินๆ ก็ลืมเรื่องที่ไปสมัครงานเอาไว้ …

กลับมาปุ๊บ คนที่บ้านก็บอกปั๊บ ว่าเค้าเรียกไปสัมภาษณ์งานแล้วนะ ให้รีบติดต่อไปไวๆ

กริ๊งๆ ฉันโทรไปนัดหมายเวลาเสร็จสรรพ ก็ไปสัมภาษณ์ คุยไป คุยมา ปรากฏว่าได้งาน โอกาสทำงานแรกแบบจริงๆ จังๆ ในชีวิต วิ่งเข้ามาหาฉันแล้ว

ฉันมุ่งหน้าทำงานแรกไป หลายๆ อย่างก็เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ทำงานไป เรียนรู้ไป ได้พบเจออะไรใหม่ๆ ได้พบคนใหม่ๆ โอกาสสารพัดวิ่งมาหา ได้ลองไปเป็นพนักงานต้อนรับ ลองชิมโน่น ลองทำนี่ ลองไปเรื่อยๆ แบบคนไฟแรง

เมื่อโรงแรมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก็มีการจ้างกลุ่มประชาสัมพันธ์มาทำการโปรโมทโรงแรมเป็นการใหญ่ ฉันประทับใจกับชื่อบริษัทประชาสัมพันธ์แห่งนี้ เค้าใช้ชื่อกันว่า “opportunity knocks”

ว่ากันว่าเวลาและวารีไม่คอยใคร เวลาผ่านเลยไป ฉันเริ่มเคยชินกับงานที่ทำความตื่นเต้น เริ่มหายไปทีละน้อย ฉันในตอนนั้น เฝ้ารอโอกาสมาวิ่งชนอีกสักครั้ง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โอกาสวิ่งมาทางฉันอยู่หลายครั้ง บางทีฉันเอื้อมมือออกไปแตะ แต่แล้วกลับปล่อยให้มันหลุดลอยไป บางครั้งฉันจับมันเอาไว้ บางครั้งฉุดกระชาก บางครั้งก็หลบ ชีวิตมันก็แบบนี้

และวันนี้ โอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตการทำงานของฉันก็มาอีกครั้ง มันกลับไปยังจุดเริ่มต้น ที่โรงแรมแห่งนั้น ที่ที่ฉันเคยยืนอยู่เมื่อ 5 ปีก่อน

แม้จะเป็นที่เดิม แต่ไม่เหมือนเดิม

แม้จะเป็นที่เดิม แต่ฉันโตขึ้น

แม้จะเป็นที่เดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม 

แต่ถึงอย่างไร ฉันก็อ้าแขนออกแล้วปล่อยให้โอกาสวิ่งเข้าชนเหมือนเดิม ไม่น่าแปลก ที่ฉันจะยังยืนมึนๆ งงๆ กับการวิ่งชนครั้งนี้ และภาวนาลึกๆ ให้มันเป็นโอกาสที่ดีจริงๆ สมกับที่ฉันต้องปล่อยมือจากโอกาสอื่นๆ ที่เคยโอบกอดเอาไว้ก่อนหน้านี้

Print it!

“แล้ง หนาว แต่เร้าใจ” เป็นคำโปรยสำหรับนิทรรศการแสดงงานของ Marimekko เมื่อประมาณ 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ซึ่งทางศูนย์สร้างสรรงานออกแบบ หรือ TCDC จัดขึ้น

ผลงานภาพพิมพ์สีสดใส โดดเด่นด้วยลายดอกไม้สีแดงสด กับลวดลายแบบกราฟฟิกเด็ดๆ ถือกำเนิดขึ้นจากสมองของนักออกแบบชาวฟินแลนด์

ท่ามกลางสภาพอากาศที่แห้งแล้ง หนาวเหน็บ และโดดเดี่ยว มีเพียงสมองของมนุษย์นี่แหละที่สร้างสรร สร้างค่า ราคาให้กับดินแดนแห่งนั้น สมกับคำโปรยที่ว่า แล้ง หนาว … แต่เร้าใจ

ลวดลายของ Marimekko ได้แรงบันดาลใจมาจากหลายสิ่ง ทั้งธรรมชาติ ลวดลายพื้นบ้านของฟินแลนด์ ผสมผสานกับลวดลายแบบกราฟฟิค

แล้ววันนี้ยักษ์ใหญ่ในวงการแฟชั่น streetware อย่าง Hennes & Mauritz หรือ H&M ก็แนะนำคอลเลกชั่นที่ชื่อว่า A Tribute to Marimekko ที่นำลวดลายผ้าของ Marimekko มาทำเป็นเสื้อผ้าหน้าร้อนสีสดใส ทั้งของหญิงสาว ชายหนุ่ม หรือแม้แต่เสื้อเด็ก

A Tribute to Marimekko ออกจำหน่ายตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้ที่ร้าน H&M ทั่วไป สำหรับแฟนๆ H&M ชาวไทยแวะชม collection สุดเร้าใจนี้ได้ที่ H&M Website ส่วนใครที่อยากจะทำความรู้จักกับ Marimekko ให้มากขึ้น ก็ลองเข้าไปดูได้ที่ Marimekko Website

เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ Marimekko

– ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1951

– เป็นที่โด่งดังในอเมริกาเมื่อ Jacqueline Kennedy ซื้อชุดของ Marimekko 8 ชุด และใส่มันในระหว่างช่วงการหาเสียงเมื่อปี ’60 ประธานาธิบดีสหรัฐ

– ลวดลายของ Marimekko ปรากฏอยู่บนเสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ ทั้งแก้วน้ำ จาน ชาม ร่ม ฯลฯ ไปจนถึงกระดาษทิชชู

ならよしとも กับความทรงจำในวัยเยาว์

ย้อนเวลาไปเมื่อราวสิบปีก่อน สมัยที่ฉันนั่งเฝ้าหน้าจอรอดูรายการเพลงทางช่อง MTV มีศิลปินกลุ่มสาวชาวญี่ปุ่นวงหนึ่งใช้ชื่อว่า Shonen Knife เพลงของพวกเธอเพลงหนึ่งเป็นเพลงภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งๆ แถมเนื้อร้องก็ไม่มีสาระสำคัญอะไร เอาแต่ร้องว่า Banana Chips for you, Banana Chips for me, In the afternoon Banana Chips and Tea… เนื้อเพลงซ้ำๆ ที่ไม่ได้สื่อความหมายลึกซึ้งใดๆ นี้ ติดอยู่ในใจของฉันราวกับว่าเป็นการสะกดจิต แถมด้วยภาพหน้าปก CD ชุด Happy Hour รูปวาดลายเส้นง่ายๆ สีฉูดฉาด ราวกับเป็นฝีมือวาดภาพของเด็ก

ความทรงจำของคนเราบางครั้งก็ชัดเจน ในบางครั้งก็พร่ามัวไปตามกาลเวลา ความทรงจำของฉันกับเสียงเพลง Banana Chips และภาพปกนั้น ยังคงชัดเจนอยู่

เวลาผ่านไป หลายต่อหลายปี ความนิยมชมชอบในการดูรายการทาง MTV ก็ลดลงตามกาลเวลา แต่ละวันหมดไปกับกิจกรรมต่างๆ นานาสารพัดสารพันแล้วแต่จะนึกสรรหามาทำ

แล้ววันหนึ่ง ฉันก็บังเอิญพบกับภาพวาดคุ้นตา เป็นภาพของเด็ก ลายเส้นง่ายๆ ใช้สีไม่กี่สี แต่เค้าหน้าของเด็กนั้นดูคุ้นตาเหลือเกิน

ใช่แล้ว…ฉันนึกย้อนกลับไปถึงภาพหน้าปก CD ของ Shonen Knife จากนั้นก็เริ่ม google หาข้อมูลเกี่ยวกับศิลปินผู้วาดภาพทันที (ฉันรู้สึกขอบคุณ google ทุกครั้ง ที่ต้องการหาข้อมูล ไม่ว่าอะไรก็ตาม ทุกวันนี้ ฉันมี verb ใหม่ ที่ใช้อยู่บ่อยๆ คือ v to google ในความหมายของฉันคือ การหาข้อมูลด้วย search engine แสนดี อย่าง google นี่แหละ) แล้ว google เจ้าเก่า ก็ไม่ทำให้ฉันผิดหวัง

แล้วฉันก็ได้รู้จักศิลปินเจแปนนีสเพิ่มขึ้นอีกคน เขาคือ Yoshimoto Nara (ならよしとも) แรกเห็นฝีมือภาพวาดและงานประติมากรรมแล้ว ฉันเชื่อว่าคุณนาระนี่ต้องเป็นผู้หญิงอย่างแน่นอน เพื่อนรุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็มีความเชื่อ (ผิดๆ) เช่นเดียวกัน แต่เมื่อฉันค้นลึกลงไปก็พบว่านาระซังเป็นผู้ชาย

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าอะไรทำให้ชายหนุ่มสร้างผลงานที่ดูราวกับเป็นฝีมือของหญิงสาว ฉันจึงหาข้อมูลเพิ่ม

งานของนาระ แม้เมื่อมองอย่างผิวเผินจะดูเรียบๆ ง่ายๆ ดูน่ารัก ใส ซื่อ บริสุทธิ์ แต่เมื่อพินิจ พิจารณาให้ดี งานป๊อปอาร์ตน่ารักเหล่านี้ แฝงไปด้วยแง่มุมมืดๆ อยู่ไม่น้อย

เมื่อฉันได้หนังสืองานศิลปะของนาระ ชื่อเรื่อง Lullaby Supermarket มานั้น ฉันจึงอดไม่ได้ที่จะเปิดมันอ่าน และทำความรู้จักกับศิลปินคนนี้

ชื่อหนังสือ Lullaby Supermarket แสดงถึง 2 สิ่งที่ไม่น่าเกี่ยวข้องกัน หนึ่งคือเพลงกล่อมเด็ก อีกหนึ่งคือซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่น่าแปลกเลยหากงานของนาระจะมีความขัดแย้งอยู่ในตัว ระหว่างความอ่อนเยาว์กับความโหดร้าย ข้อจำกัดของมนุษย์ ความมืดบอด ความไม่มั่นคง ฯลฯ

จากภาพเด็กน้อยตากลม กลายเป็นภาพเด็กตาเฉียงแฝงความเจ้าเล่ห์ เหมือนกับตาปิศาจ ในมือเด็กถือมีด หยดเลือด บ้างก็มีคำผรุสวาทแทรกลงไป เมื่ออารมณ์อ่อนลงก็อาจเป็นภาพเด็กหน้าตาละห้อย ดูเงียบเหงา ใส่ชุดราวกับเป็นลูกหมาอยู่ในกล่อง ที่ถูกคนนำมาทิ้งไว้

ความรู้สึกจากการมองแว่บแรกและพินิจลงไปจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สำหรับฉันแล้ว ประติมากรรมชิ้นหนึ่งที่แสดงความรู้สึกแบบนี้ได้เป็นอย่างดีคือ งาน installation ชุด Dog from Your Childhood เป็นหมาสีขาวหน้ายิ้ม หลับตาพริ้ม มีไม้ต่อที่ขาเหมือนกำลังเล่นเกมส์ต่อขาเหมือนที่เด็กสมัยก่อนเล่นกัน หมาน้อยดูสงบ ไม่มีพิษภัย ดูเหมือนภาพฝันในจินตนาการ แต่หากคิดให้ลึกลงไป สุนัขเหล่านี้กำลังเสี่ยงที่จะตกลงมาจากไม้ต่อขา ตาที่หลับพริ้มนั้นมองไม่เห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้น!

ใครว่าความทรงจำในวัยเด็กสวยงามเสมอไป ด้านมืดอาจจะมีอยู่ เพียงแต่ที่เราเลือกที่จะไม่จำ … ก็เท่านั้น