อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน…บางคน

หลายต่อหลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง”

แม้แต่ในวรรณคดี อย่างเรื่องพระอภัยมณี ยังมีบทที่ว่า “แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ …”

ถ้าลองคิดดูเล่นๆ คน หรือที่เรียกให้ฟังดูดีว่า “มนุษย์” ช่างเป็นสัตว์ที่เจ้าเล่ห์เสียจริง

ความไว้ใจบางครั้งก็นำมาซึ่งความผิดหวัง เมื่อคนที่เราไว้ใจกลับเป็นคนที่ทำร้ายเราเสียเอง

ความผิดหวัง เปลี่ยนเป็นความโกรธโดยพลัน

ใจหนึ่งบอกว่าให้ปล่อยไป อย่าไปเครียด อย่าไปโกรธ แต่อีกใจหนึ่งถามหาความถูกต้อง ใจนี้ยังดึงดันที่จะถามหาความยุติธรรม ความถูกต้อง และต้องการทวงเอาความไว้วางใจนั้นคืนมา

ยิ่งในยุคปัจจุบัน ความจริงใจหาได้ยากขึ้นทุกที ความไว้วางใจที่ให้ไปจึงเป็นโอกาสที่จะให้ผู้อื่นเอาเปรียบเอาได้

ฟังดูเหมือนกับการมองโลกในแง่ร้าย แต่บางครั้งมันก็เป็นเรื่องจริง ความจริงอันน่ารังเกียจ ความจริงที่ทำให้โลกเป็นที่ที่ไม่น่าอยู่

ฉันเป็นเพียงคนคนหนึ่งที่ได้แต่ให้ภาวนาให้จิตใจของคนบางคนสูงขึ้น ให้คนที่เอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ได้ และเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ หยุดการกระทำที่ชั่วร้ายนี้ลง อย่างน้อยฉันก็เชื่อว่าคนชั่วและความชั่ว ก็ต้องได้รับผลแห่งความชั่ว ความเลวร้าย ไม่ช้าก็เร็ว

เมื่อไหร่นะ ที่คนเราจะไว้ใจกันได้อีกครั้ง…

ฤาว่าจะไม่มีวันนั้นจริง

Advertisements

Six feet under or better be a diamond?

โลกเรานี่มีเรื่องให้แปลกใจได้เสมอ คนเราต่างก็สรรหาสารพัดสารพัน “สินค้า” มาฉกเงินออกจากกระเป๋าผู้บริโภค

ถ้าคนที่คุณรักตายจากไป คุณจะทำอย่างไรกับร่างของเขาหรือเธอ?

ตั้งแต่ยุคโบราณมาจนปัจจุบัน วิธีการจัดการกับร่างของผู้เสียชีวิตมีความหลากหลายและแตกต่างกันไป ตามกาลเวลา ความเชื่อทางศาสนา ฐานะ ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นการทำมัมมี่ การฝัง หรือแม้แต่การเผาแล้วเก็บเถ้าเอาไว้เพื่อระลึกถึงบุคคลนั้นๆ

ปัจจุบัน คุณสามารถพกพาส่วนหนึ่งของคนที่คุณรักไปด้วยได้ค่ะ (ฟังดูออกจะน่ากลัวไปสักนิด) แต่คุณทำได้จริงๆ เพราะเถ้ากระดูกของผู้ที่จากไปสามารถนำมาทำเป็นเพชรได้!

ฉันพบข่าวเกี่ยวกับการนำเถ้ากระดูกของคนมาทำเป็นเพชรจากหน้าหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับวันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2551

บริษัท Algordanza ในสวิสเซอร์แลนด์เปิดให้บริการเปลี่ยนเถ้ากระดูกเป็นเพชร! บริษัทสัญชาติสวิสแห่งนี้จะนำเถ้ากระดูกที่ลูกค้านำมาให้ไปผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แยกส่วนประกอบคาร์บอน (ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเพชร) ออกมา และมีขั้นตอนกระบวนการอื่นๆ อีก จนได้เป็นเพชรจากเถ้ากระดูก เมื่อได้เพชรออกมาแล้วก็จะต้องมีการนำเอาเพชรนั้นมาเจียระไนเช่นเดียวกันกับเพชรที่ค้นพบในธรรมชาติ

ขั้นตอนกระบวนการทั้งหลายทั้งปวงนี้ใช้เวลาประมาณ 6 – 8 สัปดาห์ ปริมาณเถ้ากระดูกที่ใช้ในการทำเพชรเริ่มต้นที่ 1 ปอนด์ สามารถทำออกมาเป็นเพชรตั้งแต่ขนาด 0.25 กะรัตขึ้นไป ส่วนสนนราคาก็อยู่ประมาณ 4,500 ถึง 17,000 ฟรังก์สวิส

เจ้าของกิจการกล่าวว่าลูกค้าของเขามีจากทั่วทุกมุมโลก และจากหลากหลายอาชีพ เขาไม่ได้ระบุว่ามีลูกค้ากระเป๋าหนักชาวไทยรวมอยู่ด้วยหรือเปล่า แต่ website ของบริษัท มีเป็นภาษาไทยด้วยค่ะ!

เรื่องแบบนี้บางคนอาจมองว่าไม่เหมาะสมที่จะนำเถ้ากระดูกมาแปรรูปเป็นเพชร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล สัปเหร่อชาวสวิสคนหนึ่งให้ความเห็นว่าการนำเถ้ากระดูกมาทำเป็นเพชรแล้วพกติดตัวไว้นั้นจะทำให้เราไม่สามารถลืมความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ (มุมมองหนึ่งของผู้สูญเสียรายได้ แต่ก็เป็นมุมมองที่มีเหตุผล)

ว่าแต่มีใครสนใจบริการนี้หรือเปล่า บางทีการกลายเป็นเพชรอาจจะเป็นการอยู่ยงคงกระพันยิ่งกว่าการเป็นมัมมี่เสียอีก ไม่อย่างนั้นคงไม่มีคำพูดที่ว่า “diamonds are forever”

หมายเหตุ ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Bangkok Post วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2551