Archive for กุมภาพันธ์, 2009

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 3

เช้าวันนี้ตื่นมาปุ๊บมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นหิมะกำลังตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย เล่นเอาเกิดอาการตกใจเล็กน้อย ขืนหิมะตกหนักๆ โปรแกรมเที่ยวต้องมีอันเปลี่ยนแปลงแน่ๆ

หิมะขาวๆ นี่ก็สวยดีอยู่หรอก แต่ตกแค่พองามก็พอ จากห้องพักมองออกไปเห็นหอทีวีซัปโปโร นับว่ามีวิวดีใช้ได้

room with view

จากหน้าต่างห้อง

โชคดีที่ค่าห้องพักของเรารวมอาหารเช้าให้แล้ว อาหารที่นี่ก็ดูดีใช้ได้ค่ะ ผักสลัดสดกรอบเป็นผักออร์แกนิค ไส้กรอกก็อร่อยดี ส่วนใครที่ชอบอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นประเภทปลาย่าง มิโซซุป ข้าวสวยก็มีให้ด้วยเหมือนกัน เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ค่ะ

อิ่มแล้วก็รีบออกเดินทางกันดีกว่า โปรแกรมเที่ยวแน่นเอี๊ยดของเราในวันนี้กำลังรออยู่ ว่าแล้วก็บรรจงประโคมเครื่องกันหนาวก่อนออกเดินทาง

เวลาออกจากอาคารของที่นี่จะรู้สึกตรงกันข้ามกับเมืองไทย อยู่เมืองไทยเวลาอากาศร้อนๆ ต้องเข้าไปตากแอร์ในห้าง แต่ที่ซัปโปโร ออกจากตึกปุ๊บก็หนาวปั๊บ ตึกที่นี่ส่วนใหญ่จะเปิดฮีตเตอร์กัน บางทีจะทำให้รู้สึกอึดอัดบ้าง

cross hotel sapporo

โฉมหน้าโรงแรม Cross

เอาหล่ะ เช้านี้เราเริ่มจากการเดินย่อยอาหารแถวหอนาฬิกา Tokeidai ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่คุ้นตากันดีสำหรับเมืองซัปโปโร เรียกว่าแขกไปใครมาต้องแวะมาถ่ายรูปที่หอนาฬิกาสีขาวคลาสสิคแห่งนี้ ฉันว่าเวลามีหิมะปกคลุมอยู่รอบๆ แบบนี้ หอนาฬิกาดูสวยดีจริงๆ

tokeidai

หอนาฬิกา

อ่อ เวลาเดินบนฟุตบาทที่นี่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะหิมะที่ตกลงมาเมื่อโดนคนเดินย่ำไปมาก็กลายเป็นน้ำแข็ง ถ้าไม่อยากเล่นไอซ์สเก็ตหัวคะมำจงเดินอย่างใช้สติและระมัดระวัง อันที่จริงเค้ามีอุปกรณ์ช่วยกันลื่นเวลาเดินบนน้ำแข็งขาย เรียกว่า Suberidome เอาไว้แปะติดกับรองเท้าเพื่อกันลื่น ราคาประมาณ 1,000 เยน (400 บาท) แต่ด้วยความงก ฉันก็เลยใช้วิธีเดินแบบระวังเอาดีกว่า (เก็บเงินไปกินของอร่อยๆ แทน) -_-“

ไหนๆ ก็เดินดูแลนด์มาร์กแล้ว ก็เลยขอเดินไปดูตึกแดง Red Brick หรือ Former Hokkaido Government Office สักหน่อย ด้วยความที่ซัปโปโร เป็นเมืองสร้างใหม่ สถานที่ต่างๆ จึงดูสมัยใหม่ และยังมีอิทธิพลจากตะวันตกเข้ามาผสมอยู่มาก แตกต่างจากเมืองเก่าอย่างเกียวโตอย่างสิ้นเชิง

red brick

ตึกแดง หิมะขาว

ตึกแดงนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1888 ในสไตล์นีโอบาโร้ค ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในสมัยของจักรพรรดิเมจิ ภายในเป็นพิพิทธภัณฑ์แสดงความเป็นมาของเมือง รวมถึงสภาพภูมิประเทศ การทำมาหากินของคนในสมัยก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่ก่อนแถบฮอกไกโดเป็นที่อยู่ของชนเผ่าไอนุ (เทียบแล้วคงเป็นประมาณชาวอินเดียแดงในอเมริกา) ด้วยภูมิอากาศที่หนาวเหน็บทำให้ไม่ค่อยจะมีคนอาศัยอยู่สักเท่าไหร่ ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาเมืองขึ้นในสมัยเมจิโดยความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐในขณะนั้นและการก่อตั้งวิทยาลัยเกษตรแห่งซัปโปโรขึ้น โดยศาสตราจารย์ William S Clark (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยแห่งฮอกไกโด) ก็ทำให้มีการพัฒนาปรับปรุงดินแดนอันเวิ้งว้างว่างเปล่าให้เป็นเมืองที่มีการเกษตรกรรมอันอุดมสมบูรณ์ขึ้นมา จนปัจจุบันซัปโปโรนับเป็นเมืองใหญ่อันดับ 5 ของญี่ปุ่น

น่าเสียดายที่คำอธิบายนิทรรศการแทบทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น เราก็เลยได้แต่เดินดูรอบๆ พร้อมกับอ่านแผ่นพับที่มีคำอธิบายสั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษ ส่วนหนึ่งของนิทรรศการเป็นเรื่องของความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซีย ประมาณว่าให้มีการเดินทางเข้าออกเกาะแห่งหนึ่งได้โดยคนทั้ง 2 ประเทศไม่ต้องใช้วีซ่า และมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน

อ่อ อยากชวนให้ลองมาเที่ยวที่ตึกแดงนี้กันค่ะ ได้เดินดูตึกสวยๆ แถมไม่เสียสตางค์อีกด้วย เน้นว่าตึกแดงที่มีหิมะคลุมนี่สวยมากๆ

จริงๆ แล้ววันนี้ตั้งใจจะไปเที่ยวเมืองโอตารุในช่วงบ่ายๆ เย็นๆ เลยต้องทำเวลากันหน่อย

ได้ยินมาว่าเค้ามีบัตรที่เรียกว่า Sapporo Otaru Welcome Pass ขาย ก็เลยแวะไปซื้อกันที่สถานีซัปโปโร และได้โอกาสแวะ Tourist Information ไปในตัว

เจ้าบัตร Sapporo Otaru Welcome Pass นี้เป็นบัตรสำหรับนักท่องเที่ยวเพราะต้องแสดง Passport เวลาซื้อค่ะ บัตรนี้มาพร้อมกับบัตรรถไฟ JR ไปกลับระหว่างซัปโปโรและโอตารุ พร้อมกับบัตร 1 Day Pass สำหรับรถไฟใต้ดินซัปโปโร และแผนที่เมืองโอตารุแบบคร่าวๆ ราคาบัตรคือ 1,500 เยน

พอซื้อบัตรเสร็จปุ๊บ เลยถือโอกาสถามพนักงานถึงโรงงานช็อกโกแล็ต Ishiya ผู้ผลิตขนมชื่อดังอย่าง Shiroi Koibito และโรงงานเบียร์ซัปโปโรเสียเลย เจ้าหน้าที่ก็ให้ข้อมูลเป็นอย่างดี รวมทั้งวิธีเดินทางไปทั้งสองที่ด้วย

สำหรับวันนี้เราเลือกที่จะไปโรงงานของ Ishiya กันก่อนค่ะ เพราะใช้ตั๋วรถไฟดินที่มาพร้อมกับบัตร Welcome Pass ได้เลย จากสถานีซัปโปโร ก็ให้นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai Line ไปลงที่ Miyanosawa Station แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 7 นาที (ขนาดดูแผนที่แล้วเราสองคนก็ยังหลงกันจนได้สิเนี่ย -_-“) ก่อนไปถึงโรงงาน เราแวะซื้อขนมนิดหน่อย ฉันหยิบพุดดิ้งหน้าตาหน้ากินมา 1 กระปุก (อร่อยมากๆ) กะว่าจะเอาไปนั่งกินที่โรงงานช็อกโกแล็ต เป็นการปิคนิคกลายๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง อากาศหนาวขนาดนี้นั่งข้างนอกอาคารได้แป๊บเดียวก็ต้องรีบเข้าไปในตัวอาคารแล้ว

ishiya

Ishiya or Willy Wonka’s?

มาถึงก็ต้องซื้อบัตรกันก่อนค่ะ บัตรเข้าชมนี่ราคา 600 เยน แต่ถ้าแค่เดินเล่นรอบๆ ในสวนก็ไม่ต้องซื้อบัตรก็ได้ ภายในจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเมล็ดโกโก้ แล้วขั้นตอนกระบวนการการทำช็อกโกแล็ต แต่คำบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น (อีกแล้ว) ก็เลยดูๆ เดาๆ กันไป นอกจากนี้ก็มีจัดแสดงถ้วยชาแบบต่างๆ ที่สวยงามจากทั่วทุกมุมโลก ส่วนใหญ่จะเน้นแบบของยุโรปค่ะ ตึกเค้าทำเลียนแบบตึกแบบยุโรปได้สวยดีทีเดียว ได้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในอาคารยุโรปเก่าๆ

european style

เดินต่อมาสักพัก จมูกของเราก็ไปสัมผัสเข้ากับกลิ่นหอมยวนใจอย่างยิ่งของเจ้าขนมคนรักสีขาว Shiroi Koibito เรามาถูกที่แล้ว ในส่วนนี้เองเป็นห้องแสดงไลน์การผลิตขนม ซึ่งเริ่มจากคุ๊กกี้อบใหม่ๆ ปิดทับด้วยไวท์ช็อกโกแลต และทับด้วยคุ๊กกี้อีกชั้นหนึ่ง เจ้าหน้าที่ทำงานกันขมักเขม้น มีคนทำหน้าที่เลือกชิ้นที่ไม่สวยทิ้งไปด้วย น่าเสียดายจัง จากสายพานส่วนของการทำขนมก็ต่อมายังอีกห้องซึ่งเป็นห้องบรรจุหีบห่อ ทำเป็นแพ็คแยก แพ็คละ 1 ชิ้น แล้วจึงมัดรวม 4 – 5 ชิ้น ก่อนบรรจุลงกล่อง ดูเพลินๆ ดี กลิ่นขนมก็หอมยั่วใจจริงๆ

production line

ไลน์ผลิต ห้องนี้เองที่ส่งกลิ่นห๊อม หอมของคุ๊กกี้อบใหม่ๆ :-)

 select

คัดเลือก ชิ้นไหนไม่ดีคัดออก

sugar snowmen

น้ำตาลปั้นสุดน่ารัก

DIY

D-I-Y ใครอยากลองทำคุ๊กกี้หรือช็อกโกแลตเป็นที่ระลึกเชิญที่ห้องนี้ค่ะ

ออกจากส่วนของไลน์การผลิตก็มาสู่ชั้นของร้านอาหารและร้านของที่ระลึก ที่ชั้นนี้ยังมีห้อง workshop ให้ผู้ที่อยากลงมือทำคุ๊กกี้หรือช็อกโกแลตเป็นของตัวเองได้ลองฝีมือด้วยค่ะ ส่วนของห้องอาหารต้องบอกว่าเป็นห้องที่วิวสวยมากๆ มองออกไปเห็นวิวสนามกีฬาพร้อมฉากหลังเป็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุม แต่เราขอไปเดินช้อปกันดีกว่า

choco heart

ใกล้ช่วงวาเลนไทน์อย่างนี้ ทาง Ishiya ก็ทำช็อกโกแลตแบบสวยๆ ออกมาขายด้วย อย่างข้างบนนี้เป็นกล่องช็อกโกแลตรูปหัวใจ (ทำด้วยช็อกโกแลต) ภายในบรรจุช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆ ^_^ นอกจากนี้ก็มีน้ำตาลปั้นรูปต่างๆ ทั้งน่ารักและสวยประณีตค่ะ รวมไปถึงเค้กแต่งงานแบบสวยๆ ดูแล้วนึกถึงรายการทีวีแชมเปี้ยน

ที่ชั้นล่างของ Ishiya ก็มีร้านขายของที่ระลึกและขนมเหมือนกันค่ะ ทุกคนต่างพากันซื้อ Shiroi Koibito รวมถึงฉันด้วย แหม มาถึงที่แล้วขอซื้อซักหน่อย ของเค้าก็อร่อยอยู่นะคะ

shiroi koibito

โฉมหน้าของ “คนรักสีขาว”

อ่อ ก่อนออกจากโรงงานฉันเหลือบไปเห็นตู้อะควาเรี่ยมเล็กๆ พร้อมป้ายรูปคลิโอเน่ ก็เกิดอาการดีใจสุดๆ ในที่สุดก็ได้มาพบกับเจ้าเทวดาน้อย Clione (Sea Angel) ตัวจริงเสียที Clione เป็นหอยชนิดไม่มีเปลือก อาศัยอยู่ในทะเลที่มีอุณหภูมิเย็นเฉียบ เคยเห็นแต่ในรูป ไม่นึกว่าของจริงจะตัวเล็กขนาดนี้ เจ้าพวกนี้ใช้ปีกเล็กๆ ของมันว่ายน้ำไปมาดูแล้วเพลินจริงๆ ค่ะ เสียดายที่รูปที่ถ่ายมาไม่ค่อยชัดสักเท่าไหร่

clione

เจ้า Clione ว่ายน้ำเคียงกัน

ออกจากโรงงานก็เลยเวลาอาหารกลางวันกันแล้ว เราวางแผนไปที่ตรอกราเมงของเมืองซัปโปโรค่ะ แต่ตอนนี้ขอบอกลาโรงงาน Ishiya กันก่อน

nice view 

อีกมุมสวยๆ ของ Ishiya

โปรดติดตามตอนต่อไป つづく

กุมภาพันธ์ 27, 2009 at 9:03 am ใส่ความเห็น

ลาก่อน Habitat

habitat_logo

คิดว่าวันนี้จะเขียนเรื่องทริปญี่ปุ่นต่อ แต่พอดีได้รับจดหมายจากร้าน Habitat แจ้งว่าร้านกำลังจะปิดตัวลงในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ เลยถือโอกาสเขียนถึงร้านแสนรักร้านนี้สักหน่อย

Habitat ประเทศไทย เปิดตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2540 ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ นับเป็นหนึ่งในร้านเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังจากต่างประเทศที่เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย และเป็นที่รู้จักในหมู่คนชอบงานดีไซน์ แน่นอนว่าเฟอร์นิเจอร์นำเข้ามาพร้อมกับป้ายราคาที่ค่อนข้างแพงพอสมควร แต่ Habitat ก็มีสินค้าที่ราคาไม่สูงนักรวมอยู่ด้วย

ขอพูดถึง Habitat สักหน่อย บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นโดยท่าน Sir Terence Conran ในลอนดอนเมื่อปี ค.ศ. 1964 โดยประสบความสำเร็จในช่วงแรกเป็นอย่างมากจากการขายขวดโหลใส่พาสต้า! สินค้าของ Habitat เน้นที่ดีไซน์เรียบเก๋ มีทั้งเฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องครัว เครื่องนอน ของประดับตกแต่งบ้านต่างๆ ไปถึงของตกแต่งต้นคริสต์มาส

ความผูกพันธ์กับร้าน Habitat ของฉันมีตั้งแต่สมัยไปเรียนที่เมืองเบอร์มิ่งแฮม ซึ่ง Habitat เป็นร้านที่อยู่ใกล้กับ Victoria Square เวลาเดินเข้าเมืองไปช้อปปิ้งก็จะผ่าน Habitat ทุกครั้ง ว่างๆ ไม่ได้อยากได้อะไร ก็ยังเดินแวะเข้าไปดู “ของสวยๆ” ที่มีเข้ามาเรื่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ได้ของกระจุกกระจิกมาตกแต่งบ้านบ้างเป็นบางครั้ง

ฉันชอบช่วงคริสต์มาสเป็นที่สุด เพราะมีของกระจุกกระจิกอย่างเทียนหอม ไฟประดับต้นคริสต์มาส ตุ๊กตา ของเล่น ฯลฯ เข้ามาขาย แถมหลังคริสต์มาสยังมีช่วง SALE อีกด้วย

Habitat เป็นร้านที่พบได้ในหลายๆ High Street (ถนนช้อปปิ้ง) ของอังกฤษ ดังนั้นไม่ว่าจะไปเมืองไหนก็จะพบเห็น Habitat ได้ไม่ยาก

พอกลับมาเมืองไทย เมื่อไหร่เกิดอาการคิดถึงร้านที่ High Street ก็จะแวะเวียนไปเดินเล่นที่ Habitat สยามดิสคัฟเวอร์รี่ หลายครั้งที่ไปเดิน ก็ไปเจอกับเพื่อนนักเรียนที่อังกฤษ! สงสัยเข้ามาเก็บบรรยากาศเหมือนกัน

พอรู้ว่า Habitat เมืองไทยกำลังจะปิดตัวลง ก็รู้สึกเหงาๆ อยู่เหมือนกัน เฮ้อ … เสียดายจัง

กุมภาพันธ์ 26, 2009 at 3:20 am 3 ของความคิดเห็น

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 2

จุดที่จัดงานเทศกาลหิมะหลักๆ ของเมืองซัปโปโร ครั้งที่ 60 นี้ ได้แก่สวนโอโดริ (สวนสาธารณะกลางเมืองซัปโปโร) ย่านซุซุกิโนะ (แหล่งท่องเที่ยวยามราตรี) และซัปโปโรโดม

เรามีโอกาสไปดูแค่สองที่คือสวนโอโดริ Odori Park และซุซุกิโนะ Susukino โดยที่สวนโอโดริจะเน้นประติมากรรมจากหิมะ เป็นหลัก แต่ละชิ้นมีตั้งแต่ขนาดย่อม ไปจนถึงขนาดมหึมาประมาณตึก 3 ชั้นนั่นเลยทีเดียว เห็นแล้วก็คิดชื่นชมในความสามารถและความพยายามในอันที่จะสร้างงานศิลปะจากสิ่งที่ไม่ยั่งยืน อย่าง น้ำแข็งและหิมะขึ้นมาเป็นงานศิลปะที่สวยงาม ของที่อยู่รอบตัวเราหากปล่อยให้อยู่อย่างนั้น วันหนึ่งมันก็จะสูญสลายไปหากคนเราไม่เห็นคุณค่า หากแต่เราใส่ความคิดสร้างสรรเข้าไปแล้วล่ะก็ จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่สิ่งนั้นได้ ไม่ต่างไปจากหิมะที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาเป็นที่ชื่นตาประทับใจสำหรับผู้มาเยือนทุกๆ คน

สวนโอโดริทอดตัวยาว อยู่ระหว่างถนนสองเส้น ผังเมืองซัปโปโรเป็นช่อง grid มีถนนเส้นตรงตัดผ่าน ไปไหนมาไหนค่อนข้างสะดวก ปลายสวนโอโดริฝั่งตะวันออกเป็นที่ตั้งของหอทีวีประจำเมือง Sapporo TV Tower ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาไม่ต่างจากหอคอยโตเกียวนัก เค้าว่าสวนโอโดรินี้เป็นเหมือนกับหัวใจของเมืองเลยก็ว่าได้ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง และเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลต่างๆ อย่างเช่น Yuki Matsuri ที่เรามาเที่ยวชมครั้งนี้ งาน White illumination ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ฯลฯ

งานเทศกาลหิมะ เป็นงานที่สนุกสนานมีชีวิตชีวา ผู้คนออกมาเที่ยวเล็ก พาลูกจูงหลานมาเล่นสไลด์เดอร์น้ำแข็ง โพสต์ท่าถ่ายรูปกัน แถมยังชิมอาหารร้อนๆ อร่อยๆ กันแก้หนาวอีกด้วย เรียกว่ามีความสุขและสนุกกันได้ทุกเพศทุกวัย

Disney by snow

รวมมิตรตัวการ์ตูนดิสนีย์

ประติมากรรมหิมะชิ้นแรกที่สวยสะดุดตาคือตัวการ์ตูนจากดิสนีย์ที่พากันมาอวดโฉม แต่ละตัวถูกสร้างขึ้นมาอย่างละเอียดสมจริง เรียกได้ว่าเป็นจุดหนึ่งที่มีผู้คนมาต่อคิวถ่ายภาพกันเยอะมากๆ แม้วันที่เรามาเที่ยวนี้เป็นวันสุดท้ายของเทศกาลซึ่งผลงานหลายชิ้นก็เริ่มละลายกันไปแล้ว แต่ประติมากรรมรวมตัวการ์ตูนชิ้นนี้ยังอยู่ในสภาพที่ดีมากๆ

Kinikuman

คินิกุแมน แฟนข้าวหน้าเนื้อ ^_^

TOTORO

คุณโตโตโร่

ผลงานหลายๆ ชิ้นเป็นรูปตัวการ์ตูนที่เป็นที่รู้จักอย่าง อังปังแมน คินิกุแมน โตโตโร่ ฯลฯ (อาจจะเป็นตัวการ์ตูนร่วมสมัยของคนเขียนอยู่สักหน่อย) น่าเสียดายที่บางชิ้นเริ่มละลายจนดูไม่ค่อยออกแล้วว่าเป็นตัวอะไร -_-“

monkey chan

น้องหนูกับคุณลิง

sanook

สนุกจัง

เค้าว่าปีนี้อากาศไม่หนาวเท่าที่ควร ซึ่งเข้าใจว่าเป็นผลจากภาวะโลกร้อน ที่ทำให้อากาศเปลี่ยนแปลง ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป เทศกาลหิมะอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาก็เป็นได้

แต่สำหรับคนไทยอย่างฉัน อากาศที่เค้าว่าไม่หนาวเท่าที่ควร ก็เรียกได้ว่าหนาวเอาการ นึกขอบใจคุณผ้าพันคอ คุณที่ปิดหู คุณลองจอห์น คุณถุงเท้า คุณ Kairo (ถุงร้อน) คุณถุงมือ คุณหมวก ฯลฯ ที่พากันมาให้ความอบอุ่น ^_^

korea & japan

ร่วมด้วยช่วยกัน เกาหลีกับญี่ปุ่น

สำหรับคนที่เดินดูเทศกาลหิมะแล้วรู้สึกหนาว ทางเทศบาลเมืองเค้าก็จัดห้องพักชั่วคราวที่ด้านในมีเตาผิงให้เข้าไปนั่งพัก เพื่อออกมาตะลุยความหนาวกันต่อได้ หรือใครหิวก็มีอาหารต่างๆ ขายเป็นระยะๆ ตลอดแนวของสวน ทั้งอาหารญี่ปุ่นประเภทปิ้งย่าง ทาโกะยากิ ราเมง ขนมต่างๆ รวมไปถึงซุ้มอาหารนานาชาติที่มีทั้งเยอรมัน ตุรกี อินเดีย ฯลฯ สารพัด เรียกว่างานเดียวทั้งเที่ยวทั้งกินได้ครบ

พอฟ้าเริ่มมืด (ซักประมาณ 5 โมงกว่าๆ ก็มืดแล้วค่ะ) บนเวทีก็ยังมีการจัดกิจกรรมการแสดง เช่นการร้องเพลงโดยนักร้องวัยรุ่น (ไม่รู้ว่าเค้าและเธอเป็นใคร) สร้างความคึกคึกสนุกสนาน สาวนักร้องมาในชุดกิโมโนประยุกต์แบบ sexy กับพี่นักร้องนักเต้นหนุ่มสองคนที่แต่งหน้าแต่งตาและแต่งตัวสไตล์ญี่ปุ่น แบบใส่เสื้อกั๊กตัวเดียว แอบงงว่าทนหนาวขนาดติดลบได้อย่างไร ฉันเองขนาดประโคมใส่เสื้อผ้าจนอ้วนกลมเป็นหมีไปแล้วยังไม่วายหนาว

img_57961

การแสดงของหนุ่มสาวชาวร็อคบนเวทีน้ำแข็ง

ไหนๆ ก็เดินวนมาถึงหอทีวีซัปโปโรอีกครั้ง เราสองคนเลยซื้อบัตรขึ้นไปชมวิวกันซะหน่อย แถวซื้อบัตรไม่ยาวนัก แต่หอถึงเวลารอคิวขึ้นลิฟท์นี่สิ แถวยาวมากๆ แบบเวียนวนคดเคี้ยวเลี้ยวลดผ่านร้านของที่ระลึก สรุปว่าใช้เวลารอคิวขึ้นลิฟท์ประมาณครึ่งชั่วโมง

Sapporo Tower

 ตั๋วขึ้น Sapporo TV Tower

さっぽろテレビ塔 ที่มีสัญลักษณ์เป็นคุณลุงหอคอยสีแดงนี้ ดูไม่สูงเท่าไหร่นัก ตามความรู้สึกของฉัน แต่วิวที่มองจากบนหอก็สวยดีค่ะ โดยเฉพาะมุมที่มองลงไปเป็นสวนโอโดริที่จัดงานเทศกาลหิมะ มีการประดับประดาไฟสวยงามมาก โดยเค้ามีกล้องส่องทางไกลหยอดเหรียญแบบเป็นจอโทรทัศน์ให้ดูด้วย ซึ่งเราสามารถเลือก zoom เข้าออกได้ตามต้องการ กล้องแบบนี้ให้ภาพที่ชัดเจนดีค่ะ

view from the top

วิวสวยๆ ของสวนโอโดริจาก Sapporo TV Tower

ตื่นตาตื่นใจกับวิวสวยๆ คละบรรยากาศหนาวๆ กันไปแล้ว ก็ถึงเวลาทำตามแผนของเรา คือหาของกินอร่อยๆ ร้อนๆ ให้คลายหนาว มาเกาะฮอกไกโดทั้งที เรามุ่งหน้าไปหาปูกันค่ะ ปูที่ว่านี่ก็คือปูทะระบะ ที่มีขาอวบๆ น่ากินนั่นเอง

ด้วยความที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลมาก่อนว่าร้านไหนดี เราจึงมุ่งหน้าไปหาร้านกันแถบ Susukino และตรงไปที่ร้านน้องปู โดยมีน้องปูตัวอวบแปะอยู่หน้าร้าน

kani

อาหารที่เราสั่งเป็นอาหารชุดราคาประมาณ 6,000 เยน ประกอบด้วยขาปูนึ่ง เครื่องเคียงต่างๆ หม้อไฟปู ข้าวต้มซุปปู และตบท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียว เราสั่งขาปูย่างเพิ่ม 1 ที่ แม้ว่าคุณพนักงานเสิร์ฟจะสื่อสารกับเราไม่ค่อยรู้เรื่อง เราก็ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น เค้าก็พูดอังกฤษไม่ได้ แต่อาหารที่ได้มาก็อร่อยสมใจ ขอบคุณคุณพนักงานที่ช่วยปรุงอาหารอร่อยๆ ให้ จานสุดท้ายเป็นข้าวต้มน้ำซุปปู ที่เหลือจากหม้อไฟ ฉันชอบจานนี้สุดๆ กินแล้วนึกถึงอาหารที่บ้าน เป็นข้าวต้มง่ายๆ ใส่ข้าวลงในหม้อน้ำแกง ที่เหลือน้ำซุปอยู่ไม่มากนัก คนให้เข้ากันแล้วเติมไข่ไก่ลงไปคนจนเดือด ตักใส่ถ้วยโรบหน้าด้วยสาหร่ายแห้ง แค่นี้ก็อุ่นและอร่อยแล้วค่ะ

ขาปู

ปู … อร่อย

อิ่มแล้วก็เดินเล่นย่านซุซุกิโนะ ย่านบันเทิงยามราตรีนิดหน่อย จุดประสงค์ของเราไม่ได้อยู่ที่บรรดาสถานบันเทิง แต่เป็นบรรดาน้ำแข็งแกะสลักต่างๆ ค่ะ โดยส่วนใหญ่จะมีร้านค้าหรือแบรนด์สินค้าต่างๆ เป็น sponsor ให้ โดยส่วนตัวชอบประติมากรรมหิมะที่สวนโอโดริมากกว่า

sakana

ปลาน้ำแข็ง

เราจบวันแรกด้วยการแช่น้ำร้อนสบายๆ ที่ Daiyokujyou บริเวณชั้น 18 ของโรงแรม แถมวิวสวยๆ ของหอทีวีซัปโปโรด้วย

おやすみなさい

กุมภาพันธ์ 25, 2009 at 7:07 am ใส่ความเห็น

โตเกียว บานาน่า 東京ばなな

tkyo-banana

หากนับของฝากจากญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี คงต้องบอกว่าขนมโตเกียว บานาน่าติดอันดับ TOP 10 อย่างไม่ต้องสงสัย

โตเกียวบานาน่าแบบคลาสสิก ก็ต้องนี่เลย เป็นสปอนจ์เค้กสีเหลืองสอดไส้ครีมรสกล้วยหอม เป็นที่นิยมในหมู่คนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นขนมสุดฮิต สังเกตุได้จากที่ทุกครั้งที่ไปโตเกียว แล้วแวะซื้อขนมที่สนามบินนาริตะก่อนกลับบ้าน จะมีเพื่อนร่วมชาติคนไทย มุงกันอยู่แถวเคาน์เตอร์ขายขนมโตเกียวบานาน่า นัยว่าขนมนี้แลเด็ดสุดๆ

ล่าสุดได้ลองชิมแบบบิสกิตสีน้ำตาลเข้ม พิมพ์รูปกล้วยหอมสีเหลือง สอดใส้ครีมกล้วยหอม ชื่อ Tokyo Banana Kurobe เข้าใจว่าเป็นโปรดักท์ล่าสุดของเค้า อันนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบสปอนจ์เค้กนิ่มๆ เริ่มต้นที่กล่องละ 8 ชิ้น ราคา 580 เยน (ประมาณ 230 บาท) คิดเป็นเงินไทยชิ้นละเกือบ 30 บาท!

มาคิดๆ ดูแล้วขนมไทยบ้านเราน่าจะหาทางสร้างรายได้ได้มากกว่านี้ ขนมไทยอร่อยๆ มีเยอะแยะมากมาย หากได้นำมาทำแพคเกจสวยๆ และส่งเสริมให้เป็นของที่ระลึกยอดนิยม สร้างมูลค่าเพิ่มได้คงจะดีไม่น้อย ไม่แน่ว่าต่อไปนักท่องเที่ยวอาจจะแห่กันมาซื้อทองม้วนแบงค็อก หรือกลีบลำดวนแบงค็อกกันบ้างก็เป็นได้

กุมภาพันธ์ 20, 2009 at 10:51 am 4 ของความคิดเห็น

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 1

หลังจากได้ไปเยือนญี่ปุ่นมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ละครั้งก็ใช้เวลาอยู่บนเกาะฮอนชูเป็นหลัก คราวนี้เลยได้โอกาสชะแว้บไปแถบฮอกไกโดดูบ้าง ที่ว่าแค่ชะแว้บ เพราะเราแวะไปเที่ยวแค่ที่ซัปโปโรกับโอตารุเท่านั้น

การเดินทางอันแสนยาวนานเริ่มต้นในคืนวันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ค่ะ ไปถึงที่นาริตะก็เช้าพอดี จากนาริตะเราซื้อตั๋ว Airport Limousine ไปสนามบิน Haneda ราคาคนละ 3,000 เยน ข้อดีของ Airport Limo คือความสะดวกค่ะ แค่ซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ แล้วมาต่อแถวที่ตรงป้ายตามหมายเลขที่เค้ากำหนด รถบัสจะมาค่อนข้างตรงตามเวลาที่กำหนดในตั๋ว ส่วนเรื่องกระเป๋าก็ไม่ต้องแบกเอง เจ้าหน้าที่ของเค้าจะจัดแจงติด tag และเก็บเข้าใต้รถให้เรียบร้อย เป็นอันว่าเราแค่ขึ้นไปนั่งชมวิว (หรือหลับ) บนรถได้สบาย

จากนาริตะไปฮาเนดะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ดีที่ว่าตอนเช้าๆ รถยังไม่ทันติด เราก็เลยเดินทางแบบสบายๆ ไม่ต้องลุ้นตัวโก่งว่าจะไปต่อเครื่องที่ฮาเนดะทันรึเปล่า

ถึงฮาเนดะปุ๊บ เราก็เกิดอาการงงเล็กน้อยค่ะ ว่าจะไปเช็คอินกันตรงไหนดี เดินวนไปเวียนมาสักพัก ก็ตัดสินใจไปถามเจ้าหน้าที่ดีกว่า ขืนมัวแต่อายอาจตกเครื่องบินได้ ก็ได้ความว่าเราจะต้องเอาใบ Itinerary ที่ได้จากเมืองไทย ไปขึ้นเป็นตั๋วก่อน ได้ตั๋วเสร็จก็ไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอ load กระเป๋า พร้อมทั้งรับ boarding pass เป็นอันเสร็จสรรพ

จัดการธุระเสร็จ ก็เริ่มหิวพอดี ไปหาอะไรรองท้องกันก่อนดีกว่า ในสนามบินมีร้านค้า ร้านขนมให้เลือกเยอะทีเดียวค่ะ คนญี่ปุ่นนี้เค้าช่างขาย และสร้างสรรสินค้าที่ดึงดูดเงินในกระเป๋าได้เก่งจริงๆ

ด้วยความที่เพิ่งมาถึงก็เกิดอาการงกเล็กน้อย เลยขอเริ่มต้นมื้อแรกด้วยข้าวปั้น โดยเลือกกล่องที่ราคาถูกที่สุดในร้าน :-) เป็นข้าวปั้นใส้ปลาแซลมอน 1 ชิ้น และใส้เห็ดต้มซีอิ๊วอีก 1 ชิ้น รวมราคา 300 เยน (120 บาท) ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะประหยัด แต่พอเดินผ่านร้านขนม ที่มีบรรดาแม่ค้าสาว ส่งเสียงเรียกลูกค้ากันอย่างคึกคัก เราก็แวะไปซื้อบิสกิตของโตเกียวบานาน่ามา 1 กล่อง เป็นบิสกิตรสช็อกโกแล็ตสอดไส้ครีมกลิ่นกล้วยหอม ความอร่อยพอประมาณ แต่แพคเกจสวยงามตามแบบขนมญี่ปุ่น

ก่อนที่เราจะตระเวนกินกันมากกว่านี้ เราก็ตัดสินใจเดินเข้าไปรอที่ gate กันเลยดีกว่า ปรากฎว่าตลอดทางยังมีร้านค้า ร้านกาแฟ และร้านขนมยั่วใจไปตลอดทาง คนใจไม่แข็งพอเรื่องขนมกรุณาหลับตาเดิน!

รอไม่นานก็ถึงเวลาขึ้นเครื่องไป Sapporo กันแล้วค่ะ สนามบินที่เรากำลังจะไปนั้นชื่อว่า New Chitose Airport (Shin Chitose) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเมือง Sapporo นัก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 36 นาที โดยรถไฟ (ค่าตั๋วคนละ 1,040 เยน) อ่อ บนเครื่องบินไม่มีอาหารหรือ snack เสริฟให้ (ผิดหวังเล็กน้อย) แต่จะบริการเครื่องดื่ม 1 รอบค่ะ ฉันลองชิมน้ำส้มยูสุกลิ่นหอมชื่นใจ ให้อารมณ์ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น

พอไปถึงที่ Chitose ก็ต้องรอกระเป๋ากันสักพักใหญ่ๆ ใครนะที่ว่ามีแต่ที่สุวรรณภูมิบ้านเราที่ได้กระเป๋าช้า สงสัยยังไม่เคยไปลงที่สนามบิน Chitose :-P

พอได้กระเป๋า เราก็ลากไปขึ้นรถไฟ JR เข้า Sapporo กันค่ะ โดยซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วที่มีภาษาอังกฤษประกอบ (ทำตามฝรั่งคนที่มาก่อนเรา) ยังไงซื้อตั๋วแล้วก็คอยดูป้ายประกาศว่าให้ไปขึ้นที่ชานชาลาไหน ง่ายกว่าที่คิดค่ะ

อ่อ ตอนที่เครื่องใกล้จะลง เราได้เห็นทิวทัศน์ที่มองไปทางไหน ก็มีแต่สีขาว ขาว และขาว ก็เพราะเกาะฮอกไกโดในเวลานี้ยังปกคลุมไปด้วยหิมะค่ะ เป็นภาพที่สวยดีทีเดียว แถมระหว่างนั่งรถไฟ เรายังแอบกรี๊ดกับวิวข้างทางที่เต็มไปด้วยหิมะ ขาว สวย … สีของกิ่งไม้สีดำตัดกับสีขาวของหิมะสวยจริงๆ หิมะตกใหม่ๆ ดูนุ่มๆ ฟูๆ ดีจัง

พอมาถึงสถานี Sapporo เราก็จัดแจงดูแผนที่ที่เตรียมมา หาทางลากกระเป๋าไปโรงแรมกัน โชคดีที่โรงแรม Cross Hotel ที่จองมาอยู่ไม่ไกลจากสถานีนัก เราก็เลยใช้เวลาหาทางและเดินลากกระเป๋าไม่นานนัก อากาศหนาวขนาดนี้ ถ้าเดินหลงทางนานๆ ก็แย่เหมือนกันนะคะ เราลากกระเป๋าไปตามทางเท้าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะที่กำลังละลาย ต้องคอยเล่นทรงตัวระวังลื่นกันยกใหญ่

โรงแรม Cross เป็นโรงแรมหน้าตาโมเดิร์น เข้าทำนองบูทีคโฮเท็ล ราคาค่าห้องขึ้นกับช่วงเวลา อย่างช่วงที่เราไปตรงกับเทศกาล Yuki Matsuri (วันสุดท้าย) ค่าห้องแบบธรรมดา ที่นี่เรียกว่า Urban Style สำหรับ 2 คน อยู่ที่ห้องละ 17,000 เยนต่อคืน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 คน (คืนถัดมาหลังจากจบเทศกาลหิมะไปแล้ว ค่าห้องลดลงเหลือ 15,000 เยน) การตกแต่งของที่นี่เน้นสีโทนขรึมอย่างสีดำ

ข้อดีมากๆ สำหรับโรงแรม Cross คือห้องพักใหม่และสะอาด เพราะเพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่นานมาก แถมยังมีห้องอาบน้ำรวม (แยกชายหญิงนะคะ) บนชั้น 18 ของโรงแรม ให้เราได้ไปแช่น้ำผ่อนคลายหลังจากตรากตรำกับการเดินเที่ยวมาทั้งวัน ผนังห้องอาบน้ำด้านหนึ่งทำเป็นหน้าต่างกระจกใส มองเห็นวิวข้างนอกได้ด้วย ได้ยินว่าห้องอาบน้ำชายจะเห็นวิวของ Sapporo TV Tower ได้ชัดดีทีเดียว ข้อเสียคือพนักงานบางคนพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ อาจมีปัญหาในการสื่อสารอยู่บ้าง และช่อง TV ของโรงแรมมีแต่รายการภาษาญี่ปุ่น!

เอาหล่ะ ก่อนที่จะติดใจกับเตียงนุ่มๆ ของโรงแรม เราก็รีบเก็บกระเป๋า และแต่งองค์ทรงเครื่องเตรียมพร้อมตะลุยลมหนาวและหิมะค่ะ ยังไงๆ วันนี้ก็ต้องไปดูงาน Yuki Matsuri ให้ได้ เพราะจัดเป็นวันสุดท้ายแล้ว แต่เอ ท้องหิวๆ แบบนี้ ต้องหาอะไรรองเสียก่อน ก็กองทัพต้องเดินด้วยท้องนี่นา

ตั้งใจไว้ว่ามา Sapporo ต้องกินราเมง เราจึงมุ่งหน้าหาร้านราเมงกันค่ะ ตั้งใจจะไปถึงตรอกราเมง แต่ออกจากโรงแรมได้ไม่นานเราก็ตัดสินใจแวะที่ร้านใกล้ๆ เลยดีกว่า เมืองราเมง ร้านไหนๆ ก็ต้องอร่อยเหมือนกันสิ (logic แปลกๆ) ร้านที่เราแวะชื่อ Aji no Tokeidai เอาสัญลักษณ์ของ Sapporo คือหอนาฬิกา มาตั้งเป็นชื่อร้านเสียเลย ว่าแต่จะสั่งยังไงดีล่ะ คิดไปคิดมาชี้ที่รูปนี่ง่ายที่สุดค่ะ เรานั่งตรงเคาน์เตอร์ดูเหล่าเชฟทำราเมงไปด้วยเพลินๆ ดี

ไม่นานราเมงชามใหญ่สองชามก็มาวางอยู่ตรงหน้า ทั้งสองชามหน้าตาน่ากิน ต่างกันตรงเครื่องที่เพิ่มมาได้แก่ข้าวโพดและเนยค่ะ เรียกว่าราคาต่างกันตรง topping นี่แหละ ใส่เครื่องเยอะ ราคาก็แพงขึ้นตามลำดับ ถ่ายรูปราเมงเสร็จก็ถึงเวลาลองชิม … อร่อยมากค่ะ น้ำซุปรสกลมกล่อม เส้นเหนียวนุ่ม หมูชาชูนุ่มอร่อยกำลังดี สรุปว่าอร่อยสุดๆ เล่นเอาคนไม่นิยมราเมงอย่างฉันเกิดอาการเปลี่ยนใจไปรักราเมง มิน่าล่ะ เค้าว่าซัปโปโรเป็นต้นตำรับมิโซราเมงอย่างนี้นี่เอง (ต้องอ่านออกเสียงแบบเสียงพากย์ในรายการทีวีแชมเปี้ยนประกอบ)

อิ่มแล้วก็ถึงเวลาเดินทางเที่ยวต่อ พร้อมไปผจญความหนาวกันหรือยังคะ เอ้าใส่ผ้าพันคอ ที่ปิดหู เสื้อโค้ท หมวกไหมพรมกันให้พร้อม แล้วเตรียมลุยสวนโอโดริและงานเทศกาลหิมะใน post ต่อไป

つづく (ขอลงท้ายแบบการ์ตูนญี่ปุ่นซะหน่อย)

กุมภาพันธ์ 20, 2009 at 7:12 am 1 ความเห็น


กุมภาพันธ์ 2009
อา พฤ
« ม.ค.   มี.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728

หน้า

Blog Stats

  • 160,408 hits