หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 1

หลังจากได้ไปเยือนญี่ปุ่นมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ละครั้งก็ใช้เวลาอยู่บนเกาะฮอนชูเป็นหลัก คราวนี้เลยได้โอกาสชะแว้บไปแถบฮอกไกโดดูบ้าง ที่ว่าแค่ชะแว้บ เพราะเราแวะไปเที่ยวแค่ที่ซัปโปโรกับโอตารุเท่านั้น

การเดินทางอันแสนยาวนานเริ่มต้นในคืนวันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ค่ะ ไปถึงที่นาริตะก็เช้าพอดี จากนาริตะเราซื้อตั๋ว Airport Limousine ไปสนามบิน Haneda ราคาคนละ 3,000 เยน ข้อดีของ Airport Limo คือความสะดวกค่ะ แค่ซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ แล้วมาต่อแถวที่ตรงป้ายตามหมายเลขที่เค้ากำหนด รถบัสจะมาค่อนข้างตรงตามเวลาที่กำหนดในตั๋ว ส่วนเรื่องกระเป๋าก็ไม่ต้องแบกเอง เจ้าหน้าที่ของเค้าจะจัดแจงติด tag และเก็บเข้าใต้รถให้เรียบร้อย เป็นอันว่าเราแค่ขึ้นไปนั่งชมวิว (หรือหลับ) บนรถได้สบาย

จากนาริตะไปฮาเนดะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ดีที่ว่าตอนเช้าๆ รถยังไม่ทันติด เราก็เลยเดินทางแบบสบายๆ ไม่ต้องลุ้นตัวโก่งว่าจะไปต่อเครื่องที่ฮาเนดะทันรึเปล่า

ถึงฮาเนดะปุ๊บ เราก็เกิดอาการงงเล็กน้อยค่ะ ว่าจะไปเช็คอินกันตรงไหนดี เดินวนไปเวียนมาสักพัก ก็ตัดสินใจไปถามเจ้าหน้าที่ดีกว่า ขืนมัวแต่อายอาจตกเครื่องบินได้ ก็ได้ความว่าเราจะต้องเอาใบ Itinerary ที่ได้จากเมืองไทย ไปขึ้นเป็นตั๋วก่อน ได้ตั๋วเสร็จก็ไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอ load กระเป๋า พร้อมทั้งรับ boarding pass เป็นอันเสร็จสรรพ

จัดการธุระเสร็จ ก็เริ่มหิวพอดี ไปหาอะไรรองท้องกันก่อนดีกว่า ในสนามบินมีร้านค้า ร้านขนมให้เลือกเยอะทีเดียวค่ะ คนญี่ปุ่นนี้เค้าช่างขาย และสร้างสรรสินค้าที่ดึงดูดเงินในกระเป๋าได้เก่งจริงๆ

ด้วยความที่เพิ่งมาถึงก็เกิดอาการงกเล็กน้อย เลยขอเริ่มต้นมื้อแรกด้วยข้าวปั้น โดยเลือกกล่องที่ราคาถูกที่สุดในร้าน :-) เป็นข้าวปั้นใส้ปลาแซลมอน 1 ชิ้น และใส้เห็ดต้มซีอิ๊วอีก 1 ชิ้น รวมราคา 300 เยน (120 บาท) ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะประหยัด แต่พอเดินผ่านร้านขนม ที่มีบรรดาแม่ค้าสาว ส่งเสียงเรียกลูกค้ากันอย่างคึกคัก เราก็แวะไปซื้อบิสกิตของโตเกียวบานาน่ามา 1 กล่อง เป็นบิสกิตรสช็อกโกแล็ตสอดไส้ครีมกลิ่นกล้วยหอม ความอร่อยพอประมาณ แต่แพคเกจสวยงามตามแบบขนมญี่ปุ่น

ก่อนที่เราจะตระเวนกินกันมากกว่านี้ เราก็ตัดสินใจเดินเข้าไปรอที่ gate กันเลยดีกว่า ปรากฎว่าตลอดทางยังมีร้านค้า ร้านกาแฟ และร้านขนมยั่วใจไปตลอดทาง คนใจไม่แข็งพอเรื่องขนมกรุณาหลับตาเดิน!

รอไม่นานก็ถึงเวลาขึ้นเครื่องไป Sapporo กันแล้วค่ะ สนามบินที่เรากำลังจะไปนั้นชื่อว่า New Chitose Airport (Shin Chitose) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเมือง Sapporo นัก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 36 นาที โดยรถไฟ (ค่าตั๋วคนละ 1,040 เยน) อ่อ บนเครื่องบินไม่มีอาหารหรือ snack เสริฟให้ (ผิดหวังเล็กน้อย) แต่จะบริการเครื่องดื่ม 1 รอบค่ะ ฉันลองชิมน้ำส้มยูสุกลิ่นหอมชื่นใจ ให้อารมณ์ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น

พอไปถึงที่ Chitose ก็ต้องรอกระเป๋ากันสักพักใหญ่ๆ ใครนะที่ว่ามีแต่ที่สุวรรณภูมิบ้านเราที่ได้กระเป๋าช้า สงสัยยังไม่เคยไปลงที่สนามบิน Chitose :-P

พอได้กระเป๋า เราก็ลากไปขึ้นรถไฟ JR เข้า Sapporo กันค่ะ โดยซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วที่มีภาษาอังกฤษประกอบ (ทำตามฝรั่งคนที่มาก่อนเรา) ยังไงซื้อตั๋วแล้วก็คอยดูป้ายประกาศว่าให้ไปขึ้นที่ชานชาลาไหน ง่ายกว่าที่คิดค่ะ

อ่อ ตอนที่เครื่องใกล้จะลง เราได้เห็นทิวทัศน์ที่มองไปทางไหน ก็มีแต่สีขาว ขาว และขาว ก็เพราะเกาะฮอกไกโดในเวลานี้ยังปกคลุมไปด้วยหิมะค่ะ เป็นภาพที่สวยดีทีเดียว แถมระหว่างนั่งรถไฟ เรายังแอบกรี๊ดกับวิวข้างทางที่เต็มไปด้วยหิมะ ขาว สวย … สีของกิ่งไม้สีดำตัดกับสีขาวของหิมะสวยจริงๆ หิมะตกใหม่ๆ ดูนุ่มๆ ฟูๆ ดีจัง

พอมาถึงสถานี Sapporo เราก็จัดแจงดูแผนที่ที่เตรียมมา หาทางลากกระเป๋าไปโรงแรมกัน โชคดีที่โรงแรม Cross Hotel ที่จองมาอยู่ไม่ไกลจากสถานีนัก เราก็เลยใช้เวลาหาทางและเดินลากกระเป๋าไม่นานนัก อากาศหนาวขนาดนี้ ถ้าเดินหลงทางนานๆ ก็แย่เหมือนกันนะคะ เราลากกระเป๋าไปตามทางเท้าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะที่กำลังละลาย ต้องคอยเล่นทรงตัวระวังลื่นกันยกใหญ่

โรงแรม Cross เป็นโรงแรมหน้าตาโมเดิร์น เข้าทำนองบูทีคโฮเท็ล ราคาค่าห้องขึ้นกับช่วงเวลา อย่างช่วงที่เราไปตรงกับเทศกาล Yuki Matsuri (วันสุดท้าย) ค่าห้องแบบธรรมดา ที่นี่เรียกว่า Urban Style สำหรับ 2 คน อยู่ที่ห้องละ 17,000 เยนต่อคืน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 คน (คืนถัดมาหลังจากจบเทศกาลหิมะไปแล้ว ค่าห้องลดลงเหลือ 15,000 เยน) การตกแต่งของที่นี่เน้นสีโทนขรึมอย่างสีดำ

ข้อดีมากๆ สำหรับโรงแรม Cross คือห้องพักใหม่และสะอาด เพราะเพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่นานมาก แถมยังมีห้องอาบน้ำรวม (แยกชายหญิงนะคะ) บนชั้น 18 ของโรงแรม ให้เราได้ไปแช่น้ำผ่อนคลายหลังจากตรากตรำกับการเดินเที่ยวมาทั้งวัน ผนังห้องอาบน้ำด้านหนึ่งทำเป็นหน้าต่างกระจกใส มองเห็นวิวข้างนอกได้ด้วย ได้ยินว่าห้องอาบน้ำชายจะเห็นวิวของ Sapporo TV Tower ได้ชัดดีทีเดียว ข้อเสียคือพนักงานบางคนพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ อาจมีปัญหาในการสื่อสารอยู่บ้าง และช่อง TV ของโรงแรมมีแต่รายการภาษาญี่ปุ่น!

เอาหล่ะ ก่อนที่จะติดใจกับเตียงนุ่มๆ ของโรงแรม เราก็รีบเก็บกระเป๋า และแต่งองค์ทรงเครื่องเตรียมพร้อมตะลุยลมหนาวและหิมะค่ะ ยังไงๆ วันนี้ก็ต้องไปดูงาน Yuki Matsuri ให้ได้ เพราะจัดเป็นวันสุดท้ายแล้ว แต่เอ ท้องหิวๆ แบบนี้ ต้องหาอะไรรองเสียก่อน ก็กองทัพต้องเดินด้วยท้องนี่นา

ตั้งใจไว้ว่ามา Sapporo ต้องกินราเมง เราจึงมุ่งหน้าหาร้านราเมงกันค่ะ ตั้งใจจะไปถึงตรอกราเมง แต่ออกจากโรงแรมได้ไม่นานเราก็ตัดสินใจแวะที่ร้านใกล้ๆ เลยดีกว่า เมืองราเมง ร้านไหนๆ ก็ต้องอร่อยเหมือนกันสิ (logic แปลกๆ) ร้านที่เราแวะชื่อ Aji no Tokeidai เอาสัญลักษณ์ของ Sapporo คือหอนาฬิกา มาตั้งเป็นชื่อร้านเสียเลย ว่าแต่จะสั่งยังไงดีล่ะ คิดไปคิดมาชี้ที่รูปนี่ง่ายที่สุดค่ะ เรานั่งตรงเคาน์เตอร์ดูเหล่าเชฟทำราเมงไปด้วยเพลินๆ ดี

ไม่นานราเมงชามใหญ่สองชามก็มาวางอยู่ตรงหน้า ทั้งสองชามหน้าตาน่ากิน ต่างกันตรงเครื่องที่เพิ่มมาได้แก่ข้าวโพดและเนยค่ะ เรียกว่าราคาต่างกันตรง topping นี่แหละ ใส่เครื่องเยอะ ราคาก็แพงขึ้นตามลำดับ ถ่ายรูปราเมงเสร็จก็ถึงเวลาลองชิม … อร่อยมากค่ะ น้ำซุปรสกลมกล่อม เส้นเหนียวนุ่ม หมูชาชูนุ่มอร่อยกำลังดี สรุปว่าอร่อยสุดๆ เล่นเอาคนไม่นิยมราเมงอย่างฉันเกิดอาการเปลี่ยนใจไปรักราเมง มิน่าล่ะ เค้าว่าซัปโปโรเป็นต้นตำรับมิโซราเมงอย่างนี้นี่เอง (ต้องอ่านออกเสียงแบบเสียงพากย์ในรายการทีวีแชมเปี้ยนประกอบ)

อิ่มแล้วก็ถึงเวลาเดินทางเที่ยวต่อ พร้อมไปผจญความหนาวกันหรือยังคะ เอ้าใส่ผ้าพันคอ ที่ปิดหู เสื้อโค้ท หมวกไหมพรมกันให้พร้อม แล้วเตรียมลุยสวนโอโดริและงานเทศกาลหิมะใน post ต่อไป

つづく (ขอลงท้ายแบบการ์ตูนญี่ปุ่นซะหน่อย)

Advertisements

One thought on “หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 1

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s