หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 3

เช้าวันนี้ตื่นมาปุ๊บมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นหิมะกำลังตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย เล่นเอาเกิดอาการตกใจเล็กน้อย ขืนหิมะตกหนักๆ โปรแกรมเที่ยวต้องมีอันเปลี่ยนแปลงแน่ๆ

หิมะขาวๆ นี่ก็สวยดีอยู่หรอก แต่ตกแค่พองามก็พอ จากห้องพักมองออกไปเห็นหอทีวีซัปโปโร นับว่ามีวิวดีใช้ได้

room with view

จากหน้าต่างห้อง

โชคดีที่ค่าห้องพักของเรารวมอาหารเช้าให้แล้ว อาหารที่นี่ก็ดูดีใช้ได้ค่ะ ผักสลัดสดกรอบเป็นผักออร์แกนิค ไส้กรอกก็อร่อยดี ส่วนใครที่ชอบอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นประเภทปลาย่าง มิโซซุป ข้าวสวยก็มีให้ด้วยเหมือนกัน เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ค่ะ

อิ่มแล้วก็รีบออกเดินทางกันดีกว่า โปรแกรมเที่ยวแน่นเอี๊ยดของเราในวันนี้กำลังรออยู่ ว่าแล้วก็บรรจงประโคมเครื่องกันหนาวก่อนออกเดินทาง

เวลาออกจากอาคารของที่นี่จะรู้สึกตรงกันข้ามกับเมืองไทย อยู่เมืองไทยเวลาอากาศร้อนๆ ต้องเข้าไปตากแอร์ในห้าง แต่ที่ซัปโปโร ออกจากตึกปุ๊บก็หนาวปั๊บ ตึกที่นี่ส่วนใหญ่จะเปิดฮีตเตอร์กัน บางทีจะทำให้รู้สึกอึดอัดบ้าง

cross hotel sapporo

โฉมหน้าโรงแรม Cross

เอาหล่ะ เช้านี้เราเริ่มจากการเดินย่อยอาหารแถวหอนาฬิกา Tokeidai ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่คุ้นตากันดีสำหรับเมืองซัปโปโร เรียกว่าแขกไปใครมาต้องแวะมาถ่ายรูปที่หอนาฬิกาสีขาวคลาสสิคแห่งนี้ ฉันว่าเวลามีหิมะปกคลุมอยู่รอบๆ แบบนี้ หอนาฬิกาดูสวยดีจริงๆ

tokeidai

หอนาฬิกา

อ่อ เวลาเดินบนฟุตบาทที่นี่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะหิมะที่ตกลงมาเมื่อโดนคนเดินย่ำไปมาก็กลายเป็นน้ำแข็ง ถ้าไม่อยากเล่นไอซ์สเก็ตหัวคะมำจงเดินอย่างใช้สติและระมัดระวัง อันที่จริงเค้ามีอุปกรณ์ช่วยกันลื่นเวลาเดินบนน้ำแข็งขาย เรียกว่า Suberidome เอาไว้แปะติดกับรองเท้าเพื่อกันลื่น ราคาประมาณ 1,000 เยน (400 บาท) แต่ด้วยความงก ฉันก็เลยใช้วิธีเดินแบบระวังเอาดีกว่า (เก็บเงินไปกินของอร่อยๆ แทน) -_-“

ไหนๆ ก็เดินดูแลนด์มาร์กแล้ว ก็เลยขอเดินไปดูตึกแดง Red Brick หรือ Former Hokkaido Government Office สักหน่อย ด้วยความที่ซัปโปโร เป็นเมืองสร้างใหม่ สถานที่ต่างๆ จึงดูสมัยใหม่ และยังมีอิทธิพลจากตะวันตกเข้ามาผสมอยู่มาก แตกต่างจากเมืองเก่าอย่างเกียวโตอย่างสิ้นเชิง

red brick

ตึกแดง หิมะขาว

ตึกแดงนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1888 ในสไตล์นีโอบาโร้ค ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในสมัยของจักรพรรดิเมจิ ภายในเป็นพิพิทธภัณฑ์แสดงความเป็นมาของเมือง รวมถึงสภาพภูมิประเทศ การทำมาหากินของคนในสมัยก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่ก่อนแถบฮอกไกโดเป็นที่อยู่ของชนเผ่าไอนุ (เทียบแล้วคงเป็นประมาณชาวอินเดียแดงในอเมริกา) ด้วยภูมิอากาศที่หนาวเหน็บทำให้ไม่ค่อยจะมีคนอาศัยอยู่สักเท่าไหร่ ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาเมืองขึ้นในสมัยเมจิโดยความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐในขณะนั้นและการก่อตั้งวิทยาลัยเกษตรแห่งซัปโปโรขึ้น โดยศาสตราจารย์ William S Clark (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยแห่งฮอกไกโด) ก็ทำให้มีการพัฒนาปรับปรุงดินแดนอันเวิ้งว้างว่างเปล่าให้เป็นเมืองที่มีการเกษตรกรรมอันอุดมสมบูรณ์ขึ้นมา จนปัจจุบันซัปโปโรนับเป็นเมืองใหญ่อันดับ 5 ของญี่ปุ่น

น่าเสียดายที่คำอธิบายนิทรรศการแทบทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น เราก็เลยได้แต่เดินดูรอบๆ พร้อมกับอ่านแผ่นพับที่มีคำอธิบายสั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษ ส่วนหนึ่งของนิทรรศการเป็นเรื่องของความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซีย ประมาณว่าให้มีการเดินทางเข้าออกเกาะแห่งหนึ่งได้โดยคนทั้ง 2 ประเทศไม่ต้องใช้วีซ่า และมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน

อ่อ อยากชวนให้ลองมาเที่ยวที่ตึกแดงนี้กันค่ะ ได้เดินดูตึกสวยๆ แถมไม่เสียสตางค์อีกด้วย เน้นว่าตึกแดงที่มีหิมะคลุมนี่สวยมากๆ

จริงๆ แล้ววันนี้ตั้งใจจะไปเที่ยวเมืองโอตารุในช่วงบ่ายๆ เย็นๆ เลยต้องทำเวลากันหน่อย

ได้ยินมาว่าเค้ามีบัตรที่เรียกว่า Sapporo Otaru Welcome Pass ขาย ก็เลยแวะไปซื้อกันที่สถานีซัปโปโร และได้โอกาสแวะ Tourist Information ไปในตัว

เจ้าบัตร Sapporo Otaru Welcome Pass นี้เป็นบัตรสำหรับนักท่องเที่ยวเพราะต้องแสดง Passport เวลาซื้อค่ะ บัตรนี้มาพร้อมกับบัตรรถไฟ JR ไปกลับระหว่างซัปโปโรและโอตารุ พร้อมกับบัตร 1 Day Pass สำหรับรถไฟใต้ดินซัปโปโร และแผนที่เมืองโอตารุแบบคร่าวๆ ราคาบัตรคือ 1,500 เยน

พอซื้อบัตรเสร็จปุ๊บ เลยถือโอกาสถามพนักงานถึงโรงงานช็อกโกแล็ต Ishiya ผู้ผลิตขนมชื่อดังอย่าง Shiroi Koibito และโรงงานเบียร์ซัปโปโรเสียเลย เจ้าหน้าที่ก็ให้ข้อมูลเป็นอย่างดี รวมทั้งวิธีเดินทางไปทั้งสองที่ด้วย

สำหรับวันนี้เราเลือกที่จะไปโรงงานของ Ishiya กันก่อนค่ะ เพราะใช้ตั๋วรถไฟดินที่มาพร้อมกับบัตร Welcome Pass ได้เลย จากสถานีซัปโปโร ก็ให้นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai Line ไปลงที่ Miyanosawa Station แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 7 นาที (ขนาดดูแผนที่แล้วเราสองคนก็ยังหลงกันจนได้สิเนี่ย -_-“) ก่อนไปถึงโรงงาน เราแวะซื้อขนมนิดหน่อย ฉันหยิบพุดดิ้งหน้าตาหน้ากินมา 1 กระปุก (อร่อยมากๆ) กะว่าจะเอาไปนั่งกินที่โรงงานช็อกโกแล็ต เป็นการปิคนิคกลายๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง อากาศหนาวขนาดนี้นั่งข้างนอกอาคารได้แป๊บเดียวก็ต้องรีบเข้าไปในตัวอาคารแล้ว

ishiya

Ishiya or Willy Wonka’s?

มาถึงก็ต้องซื้อบัตรกันก่อนค่ะ บัตรเข้าชมนี่ราคา 600 เยน แต่ถ้าแค่เดินเล่นรอบๆ ในสวนก็ไม่ต้องซื้อบัตรก็ได้ ภายในจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเมล็ดโกโก้ แล้วขั้นตอนกระบวนการการทำช็อกโกแล็ต แต่คำบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น (อีกแล้ว) ก็เลยดูๆ เดาๆ กันไป นอกจากนี้ก็มีจัดแสดงถ้วยชาแบบต่างๆ ที่สวยงามจากทั่วทุกมุมโลก ส่วนใหญ่จะเน้นแบบของยุโรปค่ะ ตึกเค้าทำเลียนแบบตึกแบบยุโรปได้สวยดีทีเดียว ได้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในอาคารยุโรปเก่าๆ

european style

เดินต่อมาสักพัก จมูกของเราก็ไปสัมผัสเข้ากับกลิ่นหอมยวนใจอย่างยิ่งของเจ้าขนมคนรักสีขาว Shiroi Koibito เรามาถูกที่แล้ว ในส่วนนี้เองเป็นห้องแสดงไลน์การผลิตขนม ซึ่งเริ่มจากคุ๊กกี้อบใหม่ๆ ปิดทับด้วยไวท์ช็อกโกแลต และทับด้วยคุ๊กกี้อีกชั้นหนึ่ง เจ้าหน้าที่ทำงานกันขมักเขม้น มีคนทำหน้าที่เลือกชิ้นที่ไม่สวยทิ้งไปด้วย น่าเสียดายจัง จากสายพานส่วนของการทำขนมก็ต่อมายังอีกห้องซึ่งเป็นห้องบรรจุหีบห่อ ทำเป็นแพ็คแยก แพ็คละ 1 ชิ้น แล้วจึงมัดรวม 4 – 5 ชิ้น ก่อนบรรจุลงกล่อง ดูเพลินๆ ดี กลิ่นขนมก็หอมยั่วใจจริงๆ

production line

ไลน์ผลิต ห้องนี้เองที่ส่งกลิ่นห๊อม หอมของคุ๊กกี้อบใหม่ๆ :-)

 select

คัดเลือก ชิ้นไหนไม่ดีคัดออก

sugar snowmen

น้ำตาลปั้นสุดน่ารัก

DIY

D-I-Y ใครอยากลองทำคุ๊กกี้หรือช็อกโกแลตเป็นที่ระลึกเชิญที่ห้องนี้ค่ะ

ออกจากส่วนของไลน์การผลิตก็มาสู่ชั้นของร้านอาหารและร้านของที่ระลึก ที่ชั้นนี้ยังมีห้อง workshop ให้ผู้ที่อยากลงมือทำคุ๊กกี้หรือช็อกโกแลตเป็นของตัวเองได้ลองฝีมือด้วยค่ะ ส่วนของห้องอาหารต้องบอกว่าเป็นห้องที่วิวสวยมากๆ มองออกไปเห็นวิวสนามกีฬาพร้อมฉากหลังเป็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุม แต่เราขอไปเดินช้อปกันดีกว่า

choco heart

ใกล้ช่วงวาเลนไทน์อย่างนี้ ทาง Ishiya ก็ทำช็อกโกแลตแบบสวยๆ ออกมาขายด้วย อย่างข้างบนนี้เป็นกล่องช็อกโกแลตรูปหัวใจ (ทำด้วยช็อกโกแลต) ภายในบรรจุช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆ ^_^ นอกจากนี้ก็มีน้ำตาลปั้นรูปต่างๆ ทั้งน่ารักและสวยประณีตค่ะ รวมไปถึงเค้กแต่งงานแบบสวยๆ ดูแล้วนึกถึงรายการทีวีแชมเปี้ยน

ที่ชั้นล่างของ Ishiya ก็มีร้านขายของที่ระลึกและขนมเหมือนกันค่ะ ทุกคนต่างพากันซื้อ Shiroi Koibito รวมถึงฉันด้วย แหม มาถึงที่แล้วขอซื้อซักหน่อย ของเค้าก็อร่อยอยู่นะคะ

shiroi koibito

โฉมหน้าของ “คนรักสีขาว”

อ่อ ก่อนออกจากโรงงานฉันเหลือบไปเห็นตู้อะควาเรี่ยมเล็กๆ พร้อมป้ายรูปคลิโอเน่ ก็เกิดอาการดีใจสุดๆ ในที่สุดก็ได้มาพบกับเจ้าเทวดาน้อย Clione (Sea Angel) ตัวจริงเสียที Clione เป็นหอยชนิดไม่มีเปลือก อาศัยอยู่ในทะเลที่มีอุณหภูมิเย็นเฉียบ เคยเห็นแต่ในรูป ไม่นึกว่าของจริงจะตัวเล็กขนาดนี้ เจ้าพวกนี้ใช้ปีกเล็กๆ ของมันว่ายน้ำไปมาดูแล้วเพลินจริงๆ ค่ะ เสียดายที่รูปที่ถ่ายมาไม่ค่อยชัดสักเท่าไหร่

clione

เจ้า Clione ว่ายน้ำเคียงกัน

ออกจากโรงงานก็เลยเวลาอาหารกลางวันกันแล้ว เราวางแผนไปที่ตรอกราเมงของเมืองซัปโปโรค่ะ แต่ตอนนี้ขอบอกลาโรงงาน Ishiya กันก่อน

nice view 

อีกมุมสวยๆ ของ Ishiya

โปรดติดตามตอนต่อไป つづく

โฆษณา