Archive for มีนาคม, 2009

ขัดจังหวะ

ขอขัดจังหวะเรื่อง “หนาวนี้ที่ซัปโปโร” สักหน่อยค่ะ หลังจากที่มีผู้อ่านผู้หวังดีบอกมาว่าไม่สามารถเขียน comment ได้ ฉันก็ไปสรรหาทางแก้ไข ถามกูรูมา แก้อยู่สักพัก ก็กลับมาให้คุณๆ ท่านๆ comment ได้เหมือนเดิมค่ะ

ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ

มีนาคม 26, 2009 at 7:26 am ใส่ความเห็น

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 7

แม้จะหลงทางไปแล้วรอบหนึ่งเมื่อช่วงเช้า เราก็ยังคงแก้อาการหลงทิศกันไม่ได้ จนแล้วจนรอดเลยต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปที่ Omotesandou แม้ว่าจริงๆ แล้วห่างกันแค่ 1 สถานี ถ้าเดินเอาคงใกล้กว่าเดินไปขึ้นรถไฟเป็นไหนๆ
อาหารกลางวันมื้อนี้ เราไปกันที่ศูนย์อาหารสไตล์บิสโทร ที่รวมร้านอาหารเก๋ๆ เอาไว้หลายร้าน สั่งอาหารเสร็จปุ๊บ เค้าก็ยื่นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งให้ ขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือเล็กน้อย ไม่ต้องตกใจไป จงรับอุปกรณ์นั้นมาแล้วกลับไปนั่งรอที่โต๊ะตามสบาย เมื่ออาหารที่สั่งพร้อมเครื่องนี้จะสั่นค่ะ แล้วเราค่อยเดินกลับไปรับอาหารที่ร้านนั้นๆ ไม่ต้องไปยืนคอยให้เมื่อย

ดูคร่าวๆ ศูนย์นี้น่าจะมีร้านรวมๆ ประมาณ 8 ร้านได้ มีทั้งร้านเบเกอรี่ ร้านพาสต้า ร้านอาหารเวียดนาม ร้านโดนัท ฯลฯ ซึ่งน่ากินไปเสียทั้งหมด อ่านเจอเกี่ยวกับศูนย์อาหารนี้จากหนังสือ โตเกียว กิน กิน ของคุณจินนี่ สาระโกเศศ เลยขอลองสักหน่อย ได้ยินว่าที่นี่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ ค่ะ (มิน่าล่ะ ลูกค้าแทบทุกโต๊ะ เป็นพวกสาวๆ วัยทำงานทั้งนั้น)

pasta with crab meat

pasta lunch + peach tea

อาหารมื้อนี้ของฉันเป็นพาสต้าซอสปู อร่อยพอใช้ได้ กับชาพีชหอมชื่นใจ อิ่มเรียบร้อยก็บังเอิญเดินผ่านร้านโดนัท หน้าตาน่ากินมากๆ และราคาแพงใช้ได้ (ชิ้นละร้อยกว่าบาท) ด้วยความอยากชิมเลยต้องยอมควักกระเป๋าซื้อเอามาแบ่งกันชิมซะหนึ่งชิ้น เป็นโดนัทสตรอเบอรี่หวานหอม สอดไส้ครีมซะด้วย เสียที่ว่าออกจะหวานไปซะหน่อย ต้องทานแกล้มน้ำชาถึงจะดี

ก่อนที่จะกลายเป็นทัวร์กินไปเสีย เรารีบรุดไปยังจุดหมายในบ่ายวันนี้ นั่นก็คือย่าน Omotesandou และ Aoyama อันแสนเลิศวิไล เป็นแหล่งรวมร้านค้าแบรนด์เนมทั้งหลายแหล่ เรียกว่าเป็นย่านสุดฮิปย่านหนึ่งเลยทีเดียว จุดหมายหลักๆ ของเราคือร้าน Comme des Garçon ชมตึก Prada และไป Ometesandou Hills

tod's

some like it Tod’s

lv

LV trunks of treasure

แบรนด์ดังน้อยใหญ่พากันแห่แหนมาเปิดร้านกันในย่าน Omotesandou และ Aoyama ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Chanel, Prada, Tod’s, Issey Miyake ฯลฯ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของบรรดาสาวนักช้อปกระเป๋าหนัก ส่วนผู้ที่ชื่นชอบในงานสถาปัตยกรรมก็ยังมาเดินเล่นชมตึกกันได้ เพราะแต่ละแบรนด์ต่างจูงมือนักออกแบบชื่อดังมาสร้างสรรค์ตึกสวยๆ แข่งกัน ไม่แพ้สินค้าที่ขายอยู่ในร้าน 

b&b

black & blue

ถนน Omotesandou เองก็มีสเน่ห์ไม่แพ้บรรดาร้านรวงของเหล่าดีไซเนอร์ ในวันฟ้าแจ่มๆ อากาศดีๆ แบบนี้ กิ่งก้านสีเข้มไร้ใบของต้น Zelkova ในช่วงฤดูหนาวตัดกันฉับกับสีฟ้าสดของท้องฟ้า ผู้คนแต่งตัวทันสมัยไปเดินผ่านไปมาคึกคัก ส่วนเราก็มุ่งหน้าไปยัง Omotesandou Hills ซึ่งรวมร้านค้าแสนทันสมัยอยู่ในตัวอาคารที่มองด้านนอกก็ออกจะธรรมด๊า ธรรมดา แต่พอก้าวเข้าไปภายในแล้วอดไม่ได้ที่จะต้องตะลึงกับผลงานออกแบบของท่าน Tadao Ando ชิ้นนี้ ทางเดินที่ลาดเทราวกับเรากำลังเดินอยู่เป็นเนินเขา ประกอบกับแสง สี และเสียง special effect ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ นับเป็นอีกอาคารที่มีความน่าสนใจ

uphill

up hill

 

อ่อ โปรแกรมชิมของเรายังไม่จบค่ะ ที่ Omotesandou Hills นี้ ยังมีร้านขนมญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง Toraya ตั้งอยู่ด้วย แล้วอย่างนี้เราจะพลาดได้ยังไง ร้าน Toraya Café นี้ขายอาหารว่าง ขนม และน้ำชา บรรยากาศเรียบง่ายสบายๆ ตู้ขนมหน้าร้านโชว์ขนมขึ้นชื่ออย่าง Kudzu Jelly เป็นการนำส่วนผสมแบบญี่ปุ่นกับตะวันตกมาผสานเข้าด้วยกันเพื่อรสชาติที่แปลกใหม่ ฉันสั่ง Kudzu Jelly ประดับสตรอเบอรี่ คู่กับชาข้าวเกนไม (Genmai Cha) ขนมเสิร์ฟมาบนถาดไม้เรียบสวย ได้อารมณ์แบบญี่ปุ่นที่เรียบง่าย ส่วนชาเกนไมมาในกาน้ำชาแก้วใบเล็ก เผยให้เห็นใบชาอย่างดีสีเขียวและข้าวญี่ปุ่นคั่วกลิ่นหอม เป็นชาที่หอมอร่อยมากๆ เค้ามีกาน้ำมาให้ด้วยเผื่อน้ำในกาชาหมด ก็สามารถเติมได้ตามชอบใจ นอกจากนี้เค้ามีขนมชิ้นเล็กมาให้ได้ชิม ตอนแรกนึกว่าเป็นชอกโกแลต แต่พอลองชิมคิดว่าน่าจะทำมาจากถั่วแดงบดมีรสขิงประกอบ รสชาติแบบขนมญี่ปุ่นแท้ๆ เข้าใจว่าเป็นขนมแนะนำสำหรับวันวาเลนไทน์ เผื่อใครไม่อยากซื้อชอกโกแลตให้แฟน

 

 

genmai cha

 

玄米茶

 

 

custard

 

sweet

 

 

เดินเล่นในตึก Omotesandou Hills เห็นร้านค้าเก๋ๆ มากมาย ก็แอบรู้สึกดีใจที่แบรนด์ไทยอย่าง Thann ก็มีร้านอยู่ที่นี่ด้วย แรกว่าโกอินเตอร์ แถมยังได้อยู่ในห้างสุดฮิปอีกต่างหาก

 

prada 1

prada 1

 

prada 2

prada (corner)

 

prada 3

 

prada & the tree

 

แล้วก็ถึงเวลาเที่ยวชมตึกสวยๆ ตามที่ตั้งใจไว้ ตึกที่ต้องตาติดใจฉันมากๆ คือตึกของ Prada ในย่าน Aoyama ซึ่งดูเผินๆ เหมือนย่านที่อยู่อาศัย ชวนให้นึกถึงย่านที่อยู่อาศัยในซอยสุขุมวิท แต่ท่ามกลางอาคารหน้าตาธรรมดาๆ ก็มีตึกแก้วโผล่ขึ้นมาให้ได้ตะลึงกับความสวยงามและแตกต่าง ตึกนี้เป็นผลงานออกแบบของ Herzog & de Meuron สองสถาปนิกดูโอที่เจ้าของรางวัล Pritzker Prize แผ่นกระจกนูนรูปข้าวหลามตัดแผ่นแล้วแผ่นเล่าต่อประสานกันออกมาเป็นอาคารกระจกหลังงามที่เรียบหรูสมกับแบรนด์พราด้า

 

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในดีไซน์เนอร์ Avant-garde อย่างคุณป้า Rei Kawakubo ย่อมต้องไม่พลาด flagship ของ Comme des Garçon ดีไซน์ชาวญี่ปุ่นผู้สร้างชื่อเสียงโด่งดังในฝรั่งเศสด้วยแนวทางการออกแบบที่ล้ำสมัย เป็นตัวของตัวเอง หลายคนคงผ่านตามาบ้างกับเสื้อโปโลพร้อมโลโก้หัวใจมีตาของ Comme Play (หนึ่งในแบรนด์ย่อยของ Comme des Garçon) ร้าน flagship นี้แสดงออกถึงความเป็น CDG ได้เป็นอย่างดี ผนังสีขาวสลับซับซ้อนแบ่งร้านออกเป็นส่วนย่อยๆ ราวกับเขาวงกต ยิ่งเดินลึกเข้าไปเราก็พบ collection สุดพิศวง พนักงานแต่งกายราวกับหลุดออกมาจากแคตวอร์ค เรียกว่าถึงไม่ได้ตั้งใจมาซื้ออะไร ก็น่าจะแวะไปชมอยู่ไม่น้อย

 cdg

 

flagship of CDG

 

เดินไป Aoyama แล้วก็ย้อนกลับมาทาง Omotesandou เพื่อแวะร้าน Paul Smith Jeans ร้านย่อยของแบรนด์อังกฤษสุดเก๋ ที่รวบรวมเสื้อผ้าวัยรุ่นสไตล์ผู้ดีแต่แฝงอารมณ์กวนๆ เอาไว้ ผ่านร้าน Tod’s ฝีมือคุณ Toyo Ito และ Louis Vuitton ที่ได้แรงบันดาลใจจากกระเป๋าเดินทาง (trunk) ของ LV ที่วางเรียงซ้อนกัน ผลงานของ Jun Aoki ใครชอบเรื่องงานสถาปัตยกรรมขอแนะนำให้ไปหา เจแปน สเปคตีบของคุณลมบกมาอ่านกันได้ เป็นหนังสือเกียวกับญี่ปุ่นในมุมมองของสถาปนิกที่อ่านสนุกมากเล่มหนึ่ง ลองแวะไปดูที่ blog ได้ค่ะ (ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่ประการใด)

 

ก่อนที่เพื่อนร่วมทางจะงอแงว่าทำไมไปแต่ที่ที่ฉันชอบ เลยขอพาไปบุกเมืองของเล่นกุ๊กกิ๊กอย่าง Kiddy Land กันเลยดีกว่า เรียกว่าสนุกได้ทั้งคู่เพราะมีทั้งของน่ารักๆ สารพัน และของเล่น เดินยังไม่ทันเข้าไปถึงในร้านก็จะได้ยินเสียงสาวน้อยสาวใหญ่ ร้อง “Kawaii!” กันเป็นระยะ แหม…ก็ของเค้าน่ารักจริง ทั้งเจ้าหมี Relakkuma คุณเหมียว Kitty คุณมูมิน ฯลฯ ราวกับหลงเข้าไปในดินแดนแห่งความน่ารัก!

 

แม้จะยังไม่อยากจะไปจากร้าน Kiddyland แต่เราก็ต้องไปกันต่อ เพื่อให้ทันเวลาที่จองโต๊ะเอาไว้ที่ร้าน Fonda  De La Madugrada เราเลยถือโอกาสฉลองวาเลนไทน์ในสไตล์เม็กซิกันค่ะ

  

ร้านนี้ไม่ได้ออกแนวโรแมนติกสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นร้านที่มีบรรยากาศคึกคักสนุกสนาน เหมาะแก่การมากันเป็นหมู่คณะ เราลงบันไดไปยังชั้นใต้ดินแล้วพบอีกบรรยากาศที่ราวกับว่าเราได้ก้าวเข้าไปในเม็กซิโก ^_^ ด้วยการตกแต่งในแบบเม็กซิกันที่มีสีสันสดใส

นั่งได้สักพักก็มีนักดนตรีมาเล่นเพลงตามโต๊ะตามคำขอ เรียกว่าขอเพลงไหนเล่นให้ได้ทันที สร้างบรรยากาศครึกครึ้นสนุกสนาน หลายคนยังลุกขึ้นมาเต้นด้วย เสียดายที่เรามากันสองคนเลยไม่เฮฮาเท่าโต๊ะอื่น แถมตอนที่นักร้องมาถามว่าจะขอเพลงอะไรดี เราก็เกิดอาการอึ้ง เอ่อ หนูไม่รู้จักชื่อเพลงเม็กซิกันเลยนี่สิ ไปๆ มาๆ เค้าพูดถึงชื่อ Quizas Quizas Quizas ขึ้นมาฉันก็เลยร้องอ๋อ เพลงนี้หนูรู้จักค่ะ (เพิ่งดู In the Mood for Love มา) เลยได้ฟัง Quizas สมใจ แถมได้ซื้อ CD ของเหล่านักร้องมาเป็นที่ระลึกเสีย 1 แผ่น

 

 

เหนื่อยมาทั้งวัน ก็ถึงเวลาบอก Oyasuminasai สำหรับคืนที่สองในโตเกียวค่ะ

มีนาคม 25, 2009 at 5:51 am ใส่ความเห็น

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 6

วันนี้ตรงกับวันวาเลนไทน์พอดิบพอดีค่ะ ว่าแต่วันวาเลนไทน์ของเราจะมีแนวหวานแหววกุ๊กกิ๊กหรือเปล่า โปรดติดตามชม (อ่าน) ^_^

แรกเริ่มเดิมทีตั้งใจว่าวันนี้จะไปเที่ยวเมืองนิกโก้ให้จงได้ ก่อนมาก็วางแผนอย่างดิบดีว่าจะไปเที่ยวศาลเจ้าโทโชกุของท่านโตกุกาว่า อิเอยาสุ โชกุนคนสำคัญในสมัยเอโดะ ไปซึมซับบรรยากาศเมืองเก่าๆ บ้างหลังจากไปบุกเมืองใหม่อย่างซัปโปโรกันมาแล้ว

แต่แล้วแผนการเดินทางของวันนี้ก็มีอันเปลี่ยนแปลง เป็นโปรแกรมเที่ยวโตเกียว ด้วยว่าท่านผู้ร่วมเดินทางเกิดอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทาง นั่งเครื่องบิน ต่อรถไฟ ลงรถใต้ดิน ฯลฯ จากเมื่อวานนี้ ประกอบกับเราจองดินเนอร์เอาไว้ที่ร้านอาหารเม็กซิกันแถวฮาราจูกุตอนหนึ่งทุ่ม ถ้าออกไปเที่ยวนิกโก้อาจจะกลับมาไม่ทันได้

อย่ากระนั้นเลย เราจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนโปรแกรม เป็นการเที่ยวโตเกียวกัน

เนื่องจากครั้งนี้เป็นการมาเยี่ยมเยือนโตเกียว เป็นครั้งที่ 4 แล้ว เราเลยตกลงกันว่าจะไปเที่ยวที่ที่ยังไม่เคยไป (แหม ก็โตเกียวออกจะมีอะไรๆ มากมายให้ได้ดู มากี่ครั้งก็ยังเที่ยวไม่ครบทุกทีไป แถมยังมีสถานที่ใหม่ๆ ให้ได้ติดตามกันอยู่เรื่อยนี่นา)

ออกจะน่าอายสักนิดที่แม้เราจะมาโตเกียวหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสไปศาลเจ้าเมจิกันสักที มีแต่เฉียดไปเฉียดมาอยู่แถวฮาราจูกุ คราวนี้เราจึงบรรจุโปรแกรมนี้เข้าไปด้วยค่ะ เรียกว่าเข้าวัดสงบจิตสงบใจกันสักหน่อย (กะว่าจะไปไม่ไปแถว Asakusa เนื่องด้วยเวลาอันจำกัด)

โปรแกรมคร่าวๆ ของวันนี้คือ Meiji Jingu > Omotesando > Aoyama > Harajugu (ร้านอาหาร Mexican ของเรา)

เริ่มกันที่ศาลเจ้ากันเลยค่ะ ดูตามแผนที่แล้วออกจากสถานีรถใต้ดิน Meiji Jingu Mae แล้วเดินแค่นาทีเดียวก็จะถึงศาลเจ้าเมจิ แต่กรรมของเราทำให้ออกจากสถานีปุ๊บ ดันเลี๊ยวไปทางขวา (แทนที่จะเลี้ยวซ้าย) เดิน เดิน แล้วก็เดิน ทำไมไม่มีวี่แววศาลเจ้าเลยหว่า จนลึกเข้าไปในย่านที่อยู่อาศัย ก็คิดว่าไม่ได้การแล้ว เดินย้อนกลับดีกว่า หลงรับอรุณเลยค่ะท่านผู้ชม

แถมวันนี้อากาศที่โตเกียวก็ร้อนได้ใจจริงๆ ไหงต่างกับเมื่อวานอย่างนี้ล่ะ เราสองคนดันใส่เสื้อโอเวอร์โค้ทมาอีกตะหาก ตอนแรกก็ทนๆ ไปเพราะขี้เกียจถือ แต่ตอนหลังต้องถอดจนได้ ทั้งร้อนทั้งหลง เกิดอาการหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง แต่ต้องพยายามทำใจเย็นๆ ไปวัด ไปไหว้พระ ใจเย็นๆๆ ท่องคาถาไป

แล้วพระก็เห็นใจ เราเดินย้อนกลับมาจนเจอทางเข้าศาลเจ้าจนได้ เห็นเสาโทริอิปุ๊บก็รู้เลยว่ามาถูกทางแล้ว เราเดินเข้าสู่ศาลเจ้าอย่างสบายใจ ระหว่างทางก็เป็นสวนป่าแสนร่มรื่น แทบไม่น่าเชื่อว่าแค่ข้ามถนนไปก็จะเจอแหล่งวัยรุ่นสุดแสบอย่างฮาราจูกุ

เสาโทริอิ

เสาโทริอิขนาดยักษ์ (โปรดเทียบสเกลกับคนที่เดินผ่านไปมา)

ระหว่างเดินลึกเข้าไปในบริเวณศาลเจ้าเราก็ผ่านเสาโทริอิขนาดใหญ่อีก แล้วก็พบภาพคุ้นตาของศาลเจ้าแบบญี่ปุ่นคือถังสาเกที่วางเรียงซ้อนกันอยู่ ระหว่างมองซ้ายมองขวาอยู่นั้นก็เผอิญมีคุณไกด์อาสาตามโครงการ Yokoso Japan Week เดินเข้ามาทักเรา เห็นท่าหันรีหันขวางของเราก็คงจะรู้ทันทีว่าสองคนนี้เป็นกระเหรี่ยงนักท่องเที่ยวแน่นอน

คุณป้าเธอถามว่าต้องการไกด์ไหม ป้าให้บริการฟรี ไม่คิดสตางค์จ้ะ เราก็ดีใจสิคะ ได้ไกด์เสียด้วย จะได้ความรู้เพิ่มเติมอีกตะหาก อย่างนี้สิเลิศ (สงสัยพระเจ้าคงเห็นใจที่เมื่อกี้นี้ปล่อยให้เราหลงทางเสียอยู่นาน)

คุณไกด์เริ่มแนะนำตั้งแต่ตรงหน้าประตูเลยค่ะ พูดถึงถังสาเกที่วางอยู่ ทั้งๆ ที่เคยเห็นเจ้าถังแบบนี้ที่หลายศาลเจ้าแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่รู้ว่าเค้ามีเอาไว้ทำอะไร มาถึงบางอ้อ ก็ตอนที่คุณป้าเธอว่าถังเหล่านี้ มาจากบรรดาผู้ผลิตสาเกซึ่งมีจิตศรัทธานำมาบริจาคแก่ศาลเจ้า (บริจาคทั้งสาเกและถังนะจ๊ะ) โดยเหล้าสาเกนี้มีการนำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาของเค้าค่ะ

หลายคนคงพอทราบแล้วว่าศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต ต่างจากวัดซึ่งเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธ คุณไกด์เธอว่าส่วนใหญ่วัดก็อยู่ส่วนวัด ศาลเจ้าก็อยู่ส่วนศาลเจ้า แยกกัน มีเพียงที่ Asakusa ที่ทั้งวัด Senso-ji และศาลเจ้าอยู่ด้วยกัน

ศาลเจ้าเมจิแห่งนี้มีข้อแตกต่างจากศาลอื่นๆ ตั้งแต่ทางเข้าเลยนะคะ ที่อื่นจะตั้งแต่ถังสาเก แต่ที่นี่มีถังไวน์ตั้งเรียงกันอยู่ด้วย ได้ความว่าสมัยจักรพรรดิเมจิเป็นสมัยที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา แถมท่านจักรพรรดิก็โปรดปรานการดื่มไวน์ดีๆ จากฝรั่งเศส จึงมีผู้นำไวน์ชั้นดีมาถวายให้ด้วย ถังไม้เหล่านั้นจึงได้มาตั้งเรียงกันอยู่ที่หน้าศาลเจ้านี่เอง

คุณไกด์เล่าต่อไปว่าท่านจักรพรรดิและจักรพรรดินียังมีพระปรีชาสามารถทางด้านการแต่งบทกวีอีกด้วย เป็นบทกวีชนิดที่เรียกว่า Waka 和歌 หรือบ้างก็เรียก Gyosei โดยมีป้ายที่แสดงบทกวีผลงานของท่านให้ดูอยู่หลายจุด เสียดายที่เราอ่านไม่ออก -_-”

ส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับศาลเจ้าชินโต ก็คือเสา Torii ที่เกริ่นไปแล้ว เสา Torii ของศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นจากต้น Japanese Cypress (ไม้ Hinoki) ซึ่งนำเข้ามาจากไต้หวัน 1 เสาก็จาก 1 ต้น ต้นใหญ่ๆ ขนาดนี้คงมีอายุมากโขอยู่ สาเหตุที่ใช้ Japanese Cypress ก็เพราะถือเป็นไม้ที่มีค่ามาก ส่วนตัวศาลเจ้าจะใช้ไม้ Japanese Cypress ของญี่ปุ่นเอง

ก่อนเข้าศาลเจ้า ก็จะมีจุดให้ล้างมือและบ้วนปาก ซึ่งถือเป็นการชำระล้างร่างกายและจิตใจก่อนเข้าสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ คุณไกด์เธอสาธิตวิธีการให้เราดูก่อนด้วยค่ะ วิธีที่ถูกต้องคือต้องระวังไม่ให้กระบวยตักน้ำโดนริมฝีปากเราด้วย เพราะเป็นของที่เราต้องใช้ร่วมกันกับคนอื่น เสร็จแล้วเราก็มายืนสะบัดมือให้สายลมอ่อนๆ ช่วยพัดให้มือเราแห้ง ช่างเป็นวิธีคิดแบบธรรมชาติจริงๆ

เมื่อร่างกายบริสุทธิ์แล้ว เราก็เดินเข้าไปยังเขตของศาลเจ้ากันค่ะ ศาลเจ้าอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ดูเงียบสงบ แม้จะมีผู้คนมากมายเดินทางมาเยี่ยมชม แต่ก็ยังคงความขลังเอาไว้ได้เป็นอย่างดี คุณไกด์บอกว่าที่นี่เป็นที่ที่คนนิยมมาจัดงานแต่งงานแบบพิธีดั้งเดิมกันอยู่มาก เราก็มีโอกาสเห็นคู่บ่าวสาวกำลังเดินไปเข้าพิธีด้วย การจัดงานแต่งงานแบบนี้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่หลายต่อหลายคนก็ยังคงพิธีการเหล่านี้เอาไว้ เป็นวัฒนธรรมและรากเหง้าของคนญี่ปุ่น ที่แม้กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป หลายคนนิยมจัดงานในโบสถ์ (ให้ความรู้สึกแบบโรแมนติกมากกว่า) แต่ฉันว่าจัดพิธีที่ศาลเจ้านี้สุดยอดยิ่งกว่าเป็นไหนๆ

wedding ceremony

พิธีแต่งงาน

ด้านหน้าศาล มีต้นไม้สองต้นที่มีเชือกผูกโยงไว้ด้วยกัน คุณไกด์ว่าเป็นต้นไม้แห่งสามีภรรยาที่เจริญเติบโตและสวยงาม เข้าใจเลือกสองต้นนี้จริงๆ เพราะทั้งสองยืนต้นสวยแผ่ร่มเงาแก่กันและกัน

twin trees

ต้นไม้คู่ (มีเชือกที่โยงเชื่อมกันอยู่)

เอาหล่ะค่ะ เข้าไปตรงส่วนอาคารหลักกันเลยดีกว่า การสักการะของคนญี่ปุ่นนั้นทำโดยการโยนเหรียญทำบุญ ลองทำตาม step นี้ดูได้ค่ะ อย่าลืมอธิษฐานด้วยล่ะ

1 โยนเหรียญทำบุญลงในกล่อง

2 โค้ง 2 ครั้ง

3 ปรบมือ 2 ครั้ง

4 โค้งอีก 1 ครั้ง

explanation

me & my guide

อย่างที่บอกไปตอนแรก อาคารหลักของศาลเจ้านี้สร้างด้วยไม้ฮิโนกิหรือ Japanese Cypress ที่เป็นของญี่ปุ่นเองจริงๆ หลังคาทำจากแผ่นทองแดง (copper plate) ในรูปจะเห็นเป็นสีออกเขียวๆ ค่ะ อาคารดั้งเดิมเสียหายไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่มีการทิ้งระเบิดที่โตเกียว อาคารหลังปัจจุบันสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1958 แต่ก็ยังคงรูปแบบดั้งเดิมเอาไว้

ก่อนออกจากอาคารหลัก คุณไกด์เธอชี้ให้ดูร่องรอยบนประตูและเสาไม้ เป็นรอยขีดเล็กๆ จำนวนมาก แล้วให้เราทายว่านี่มันรอยอะไรเอ่ย เราก็จนปัญญา จนสุดท้ายเธอเฉลยว่ามันคือรอยที่เกิดจากการปาเหรียญค่ะ โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ของแต่ละปี ผู้คนนับล้านจะหลั่งไหลมายังศาลเจ้าเมจิ เพื่อทำบุญวันปีใหม่ แน่นอนว่าจำนวนคนมากมายขนาดนั้นทำให้มีหลายต่อหลายคนไม่สามารถเข้ามาในตัวศาลเจ้าได้ คนเหล่านั้นจึงโยนเหรียญเข้ามาแทน เพื่อเป็นการทำบุญ ปีแล้วปีเล่า เหรียญที่ถูกโยนเข้ามาด้วยความศรัทธาจึงเกิดเป็นรอยบนประตูของศาล ได้ยินแบบนี้เล่นเอาเราทึ่งเหมือนกันค่ะ

faith

รอยแห่งศรัทธา

กิจกรรมหนึ่งในการมาศาลเจ้าคือการเขียนคำอธิษฐานลงบนแผ่นไม้รูป 5 เหลี่ยม ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ema แปลตรงตัวได้ว่ารูปม้า แต่เอ ทำไมต้องเป็นรูปม้าล่ะ คุณไกด์เลยเฉลยให้ฟังว่าเดิมที เวลาขอพรจากเทพเจ้า ผู้คนที่ร่ำรวยก็จะนำสิ่งมีค่ามาถวายเพื่อเป็นการตอบแทน เข้าใจว่าสมัยก่อนม้านับเป็นสัตว์ที่มีค่าและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ จึงมีการนำม้ามาถวายแก่ศาลเจ้า ยุคสมัยหมุนเปลี่ยนเวียนไป การจะซื้อม้าจริงๆ มาถวายวัดคงจะแพงเอาการอยู่ แถมวัดจะเอาม้าจำนวนมากไปทำอะไรในยุคที่เรามีรถยนต์ใช้กัน จึงเปลี่ยนเป็นการใช้แผ่นป้ายในการเขียนขอพรแทน แต่ก็ยังคงชื่อเอมะไว้ดังเดิม เอมะสมัยนี้ก็มีการวาดรูปต่างๆ ลงไป อย่างที่ศาลเจ้าเมจิก็มีรูปวัว (ปีนี้เป็นปีวัว – year of ox) และรูปดอกเบญจมาสซึ่งเป็นตราประจำจักรพรรดิเมจิ เป็นต้น

ema

ป้าย “ema”

ใกล้ๆ กับบริเวณศาลหลัก คุณไกด์เธอพามาดูส่วนของการชำระล้างสำหรับรถ หรือ car purification (ไม่ใช่จุดล้างรถนะคะ) คงจำได้ว่าก่อนเข้าศาลเจ้า เราต้องมีการชำระล้างร่างกายโดยการล้างมือและบ้วนปากก่อน แต่สำหรับรถนั้น จะมีการทำบุญสำหรับรถค่ะ จุดนี้ไม่ต่างจากความเชื่อของคนไทยนัก เพราะคนไทยก็มีการนิมนต์พระมาทำบุญให้รถเหมือนกัน ส่วนของคนญี่ปุ่น เค้าจะเอารถไปที่ศาลเจ้าแล้วจะมีนักบวชมาทำพิธีรดน้ำมนต์ให้

ก่อนจะแยกจากคุณไกด์ใจดี เราก็มีโอกาสคุยกันนิดหน่อย คุณไกด์เธอว่าเธอเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ (มิน่าล่ะ พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากทีเดียว) แล้วก็มาเป็นไกด์อาสาสมัครในโครงการ Yokoso Japan Week แค่วันนี้เท่านั้น โชคดีของเราที่ได้เจอกับคุณไกด์ใจดี แถมได้ความรู้เพิ่มเติมอีกต่างหาก ซึ้งใจจริงๆ

บอกลากับคุณไกด์แล้ว เราก็เดินย้อนไปซื้อเครื่องรางกันสักหน่อยค่ะ ของฉันได้เครื่องรางสำหรับขับรถปลอดภัยมา 1 อัน ส่วนพี่แพนได้เครื่องรางโชคดีไปพกติดกระเป๋า เครื่องรางของญี่ปุ่นจะต่างจากเมืองไทย ตรงที่ของไทยมักจะไม่ได้แบ่งแยกเรื่องความโชคดี แต่ของญี่ปุ่นจะแบ่งแยก หากอยากโชคดีในหลายเรื่องอาจจะจ้องพกหลายชิ้น บางวัดจะมีรูปแบบน่ารักๆ ให้เลือกด้วยค่ะ จำได้ว่าที่เมืองนาระมีเครื่องรางเป็นรูปอิคคิวซังด้วย คิดว่าหลายคนก็คงเคยเห็นเครื่องรางรูปคิตตี้จังกันมาแล้ว

lucky charm

เครื่องรางของขลัง (ไม่เข้าใจว่าทำไมหลายคนนึกว่ารูปนี้เป็นรูปซูชิ -_-“)

จบการทัวร์ศาลเจ้า เราก็ค่อยๆ เดินย้อนกลับมายังทางออกทางเดิม แม้แดดจะร้อน แต่การเดินท่ามกลางสวนป่ากลางเมืองนี่ให้ความรู้สึกที่ดีจริงๆ นึกดีใจที่เราได้มีโอกาสมาศาลเจ้าเมจิในครั้งนี้

โปรแกรมช่วงบ่าย เป็นโปรแกรมช้อป ช้อป ช้อป

(ไหงเข้าวัดแล้วยังไม่ตัดกิเลศอีกหนอเรา -_-“)

โปรดติดตามตอนต่อไป つづく

มีนาคม 18, 2009 at 6:54 am ใส่ความเห็น

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 5

เที่ยวซัปโปโรยังไม่จุใจเท่าไหร่ ก็ถึงเวลาต้องบอกลาเสียแล้ว วันนี้ถือเป็นวันแห่งการเดินทางไกลค่ะ เพราะเราจะออกจากเกาะฮอกไกโด กลับไปสู่เกาะฮอนชูกัน ใช่แล้วล่ะ เราจะไปบุกโตเกียวกันค่ะ

แต่ก่อนจากเมืองซัปโปโร ขอแวะไปเที่ยวพิพิทธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโรซะก่อน เดี๋ยวจะว่ามาไม่ถึงซัปโปโร ว่าแล้วก็เดินไปที่สถานี Sapporo กะจะไปขึ้นรถบัสไปตามที่เจ้าหน้าที่บอกไว้เมื่อวาน แต่รถบัสมีรอบแรกตั้ง 10 โมงแน่ะ แถมเราต้องไปถึงสนามบินประมาณเที่ยงด้วย อย่ากระนั้นเลย เราเลยตัดสินใจไปรถไฟใต้ดิน (ซึ่งเป็นการตัดสินใจผิดอย่างยิ่ง) เพราะพอไปถึงปุ๊บก็เดินหลงปั๊บ หลงอยู่นานก็เริ่มเกิดอาการอารมณ์เสีย แบบว่าเห็นตึกพิพิทธภัณฑ์อยู่ตรงหน้าแต่ไม่รู้จะเดินเข้าไปยังไง หลงเข้าไปในย่านที่อยู่อาศัยอีกต่างหาก งงแล้วงงอีก

snow mobil

หลงเข้าไปในย่านที่พักอาศัย หิมะท่าจะตกหนักจนรถคันนี้ถูกฝังไปโดยปริยาย

จนในที่สุดก็แอบเดินออกทางประตูของชุมชนแถวนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วจะต้องมีกุญแจไขออกไป แต่ฉันก็รีบจ้ำตามคนแถวนั้นที่เปิดประตูอยู่ออกไปทันที ให้ไปเดินวนหาทางออกอีก ไม่เอาแล้ว

sapporo beer museum

แล้วเราก็มายืนอยู่ที่หน้าอาคารอิฐสีน้ำตาลของพิพิทธภัณฑ์เบียร์ค่ะ ที่นี่ไม่คิดค่าเข้าชมแต่อย่างใด โดยรวมก็จะแสดงวิธีการทำเบียร์ว่าทำจากอะไร มีขั้นตอนวิธีการทำอย่างไร Sapporo Beer Museum นีเปิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1987 และมีการปรับปรุงเมื่อปี ค.ศ. 2004 โดยอาคารอิฐแดงนี้เป็นอาคารในสมัยเมจิ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเช่นเดียวกับ The Red Brick ที่เราไปเที่ยวกันมาเมื่อวาน

beer vat

ถังเบียร์ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ในพิพิทธภัณฑ์ยังจัดแสดงบรรจุภัณฑ์ เรียกง่ายๆ ว่าขวดเบียร์และกระป๋องเบียร์ Sapporo และ Ebisu จากยุคต่างๆ ด้วย

bottles

 ขวดเบียร์สมัยก่อนและป้ายโฆษณาไม้

 ฉันชอบโปสเตอร์โฆษณาสมัยก่อนที่ดูคลาสสิคและมีสีสันสวยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบข้างล่างนี้ นางแบบสวยมากๆ

pretty model

สวยจัง

 มาถึงพิพิทธภัณฑ์เบียร์แล้วย่อมต้องลองชิมเบียร์สักหน่อย เค้ามีให้เลือกแบบ 3 แก้วในราคา 500 เยน ซึ่งจะมีเบียร์ 3 ชนิดให้ชิม พร้อมกับ snack 1 อย่าง ถ้ากลัวเมาก็เลือกแบบแก้วเดียวได้ ราคา 200 เยน พร้อม snack 1 อย่างเหมือนกัน ส่วนฉันเป็นพวกไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยขอเป็นน้ำอัดลม Ribbon Napolin ในขวดสีส้มแทน (เค้าว่ามีขายเฉพาะที่ซัปโปโรเท่านั้น) แค่นี้ก็ทำเอาคนชอบของลิมิเตดอย่างฉันหลงซื้อได้ :-) รสชาติเหมือนน้ำอัดลมสมัยก่อนที่เคยดื่มตอนเด็กๆ แต่นึกไม่ออกว่าเป็นยี่ห้ออะไร (แก่แล้วจริงๆ ด้วยเรา)

beer tasting

เชิญชิม

เสร็จการเดินเที่ยว เราก็มุ่งหน้าขึ้นรถบัสกลับไปที่สถานี Sapporo ทันที รถบัสนี้สะดวกมาก เพราะจอดตรงหน้าพิพิทธภัณฑ์เลยค่ะ ใครจะมาเที่ยวขอให้ใช้บริการรถบัสโลด จะได้ไม่ไปหลงเหมือนเราสองคน

กลับไปเอาของที่โรงแรมแล้วก็ออกเดินทางไปสนามบินค่ะ กระหืดกระหอบเล็กน้อย แต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี มื้อเที่ยงนี้เราซื้อแซนด์วิชที่สนามบินมาแบ่งกัน รสชาติโอเค แต่แพงไม่ใช่เล่น

แล้วเครื่องบินก็พาเราจากเกาะฮอกไกโดอันสวยงามและขาวโพลนไปด้วยหิมะสู่เมืองกรุง … โตเกียว

ถึงสนามบินฮาเนดะตอนบ่ายๆ เราเลือกนั่งรถ Airport Limo ไปลงที่โรงแรม Crown Plaza Metropolitan Ikebukuro อ่อ ไม่ได้พักที่นี่หรอกค่ะ เพราะราคาค่าห้องของเค้าออกจะระคายเคืองกระเป๋าของเราไปหน่อย ที่พักของเราในโตเกียวครั้งนี้เป็นโรงแรมประเภท Business Hotel ชื่อ Toyoko Inn Ikebukuro Kita-Guchi 2 ห้องพักก็จะเป็นแบบเบสิก แต่ก็สะอาดดีค่ะ แล้วก็ค่อนข้างสะดวก เพราะห่างจากสถานี Ikebukuro ประมาณ 5 นาที

เย็นนี้เรามีนัดกินข้าวที่ร้านอาหารเกาหลีกัน เสียดายที่ร้านนี้เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพข้างใน ไปกันสี่คนแต่สั่งอาหารซะเต็มที่ทีเดียว ขนาดว่าอิ่มแล้ว ยังเดินออกมาหากาแฟดื่มกันต่อ ของฉันขอเป็น soft cream รส soy milk อร่อยดีทีเดียว

korean restaurant

หน้าร้านอาหารเกาหลี ในย่านเกาหลีของโตเกียว

ตอนกลับโรงแรมก็เดินผ่านร้านค้า ร้านเกมส์ รวมไปถึงโฮสต์คลับ ที่ให้บริการทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งมีหนาแน่นมากบริเวณโรงแรมที่พัก แถวนี้ออกจะเป็น ‘dodgy area’ สักหน่อย แต่รวมๆ ก็ถือว่าโอเคค่ะ เสียดายที่ไม่มีบ่อน้ำร้อนให้แช่ตัวคลายเมื่อย

มีนาคม 10, 2009 at 5:46 am ใส่ความเห็น

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 4

raumen alley

โฉมหน้าของตรอกราเมง

 

บ่ายนี้เรามีโปรแกรมไปเดินดูของย่านทานุกิโคจิ เป็นถนนช้อปปิ้งแบบมีหลังคาคลุมตลอดทาง และไปเที่ยวโอตารุ ซึ่งกำลังมีการจัดเทศกาล Snow Light Path อยู่พอดี

 

เริ่มต้นที่ Ramen Alley กันก่อนค่ะ ออกจากสถานี Susukino เราก็เดินหาตรอกราเมงกัน ดูตามแผนที่มันก็ไม่น่าจะหายาก แต่เอาเข้าจริงๆ คนดูแผนที่ไม่ค่อยเป็นอย่างฉันก็เกิดอาการงงและเดินหลง จนเกือบโมโหหิว >_< แต่จนแล้วจนรอดเราก็มาถึงตรอกราเมงจนได้

 

เลือก

 เลือกอะไรดีนะ

 

ลวกเส้น

ลวกเส้น

 

ราเมง

สุดยอดราเมง อร่อยมากกกกก

 

หลายร้านยังไม่เปิดค่ะ แต่ก็พอมีร้านที่เปิดแล้วให้เดินเลือกได้บ้าง ดูไปดูมาก็เลือกร้านคุณหมี Higuma นี่แหละ (ดูจากโลโก้ร้านเค้า)

 

ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ มีคุณลุงราเมงมาสเตอร์เป็นทั้งกุ๊ก พนักงานเสิร์ฟ คนล้างจาน พนักงานต้อนรับ ฯลฯ ในรูปแบบวันแมนโชว์ เมนูก็จะคล้ายกับร้านราเมงทั่วๆ ไปคือ ยิ่งท้อปปิ้งมาก ราคาก็แพงขึ้น ตอนแรกตั้งใจว่าจะสั่งราเมงแค่ชามเดียว แล้วก็เกี๊ยวซ่ามาแบ่งกันกิน ไปๆ มาๆ ด้วยความหิว (หรือตะกละหว่า) สั่งกันคนละชาม แถมของฉันเป็นแบบพิเศษคือใส่ท้อปปิ้งทุกอย่าง (ราคาชามละ 1,300 เยน) \(^_^)/

 

ราเมงของลุงมีดีที่น้ำซุปรสกล่อมกล่อม หอมอร่อย แถมด้วยหอยเชลตัวโต กับก้ามปู อร่อยมากๆ ยกให้เป็นราเมงที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยชิมมา

 

กินเสร็จเลยบอกลุงว่าโออิชี่จ้ะ ชมซะหน่อย ลุงแกเลยยิ้มนิดนึง (ยังไม่เสียมาดขรึมของราเมงมาสเตอร์)

 

ออกจากร้านราเมง ก็ไปย่านทานุกิโคจิ เดินไปจาก Susukino ไม่ไกลนัก ก็ไปเจอร้าน Donki หรือ Don Quijote ซึ่งเคยได้ยินเพื่อนพูดถึงอยู่ว่าขายของสารพัน ซึ่งก็เป็นอย่างที่ว่า คือขายของจิปาถะเยอะแยะ ดูไม่ค่อยเป็นระเบียบหน่อย แต่ก็เดินดูสนุกดี พอไปเจอชั้นเครื่องสำอางค์ก็เดินเล่นดูของกระจุกกระจิกเพลินเลยค่ะ

 

อีกส่วนที่เดินเพลินก็คือส่วนขายขนม มีขนมญี่ปุ่นน่ากินๆ ให้เลือกมากมาย โดยเฉพาะพวกช๊อกโกแล็ตต่างๆ และขนมที่ผลิตและขายเฉพาะที่เกาะฮอกไกโด ประเภทที่เอาของดังของท้องถิ่นมาทำ อย่างเช่น ลูกอมเชลซี รสฮอกไกโดเมลอน ช็อกโกแลตอพอลโลรสถั่วแดง ฯลฯ น่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด

 

กว่าจะออกจาก Donki ได้ก็ปาไปเกือบ 4 โมงเย็น เราเลยเดินตรงทานุกิโคจิแค่แป๊บเดียว พอรีบไปสถานีรถไฟนั่งรถไปเที่ยวโอตารุ

 

อย่างที่เกริ่นไปแต่ต้น ช่วงนี้ที่เมืองโอตารุมีการจัดงานเทศกาลจุดเทียนท่ามกลางหิมะ หรือ Snow Light Path (Yukiakarinomichi) ระหว่างวันที่ 6 – 15 กุมภาพันธ์ โดยอาสาสมัครจะสร้างโคมไฟจากหิมะ แล้วมีการจุดเทียนไว้ข้างใน บ้างก็ทำตุ๊กตาหิมะตั้งโชว์ไว้ด้วย เป็นเทศกาลสุดโรแมนติกค่ะ

 

ขาไปเราได้นั่งรถไฟด่วน ซึ่งแวะจอดแค่ไม่กี่สถานี จึงใช้เวลาเดินทางแค่ประมาณ 30 นาทีจากซัปโปโร ระหว่างทางฟ้ามืดลงเรื่อยๆ หน้าหนาวแบบนี้แค่ 5 โมงเย็นฟ้าก็มืดแล้ว พอใกล้ๆ ถึงสถานีโอตารุ ก็เห็นมีการทำโคมน้ำแข็งเล็กๆ ประดับอยู่ที่สถานีด้วย ได้ยินเสียงหนุ่มสาวญี่ปุ่นข้างๆ ชี้ชวนกันให้มองออกไปนอกหน้าต่าง แถมพูดว่า umi (ทะเล) ฉันก็เลยขอมองด้วย รถไฟเล่นเลียบริมทะเล น่าเสียดายที่ว่าฟ้ามืดๆ แบบนี้มองเห็นทะเลไม่ชัด จะว่าไปฉันไม่เคยเห็นชายหาดของญี่ปุ่นจริงๆ แม้แต่ครั้งเดียว

 

ท้องฟ้ามืดลงอาการก็หนาวขึ้นจับใจ ถ้าไม่ห่วงเที่ยวล่ะก็ป่านนี้คงไปนอนแช่น้ำร้อนที่โรงแรมสบายใจไปแล้ว แต่มาโอตารุทั้งที ขอไปเห็นย่านริมคลองอันโด่งดังสักหน่อย น่าเสียดายที่เรามาถึงโอตารุในเวลาเย็น ก็เลยไม่มีโอกาสไปเดินเที่ยวที่ร้านขายกล่องดนตรี ไม่น่าไปเถลไถลที่ Donki เลยจริงๆ -_-“

 

บนรถไฟมีผู้โดยสารเยอะเลยค่ะ หลายคนคงจะมาเที่ยวเทศกาล Snow Light Path เหมือนกับเรา จากสถานีเราก็เดินตรงไปยังบริเวณคลอง ระหว่างทางก็มีการจุดเทียนในโคมหิมะบ้างไปตามทาง บางร้านที่ขายพวกเครื่องแก้วก็มีการนำตุ๊กตาแก้วมาประดับด้วย เป็นบรรยากาศน่ารักๆ ดีค่ะ

 

ไปถึงริมคลองสมใจ ก็ได้เห็นโตมหิมะสวยๆ และตุ๊กตาหิมะประดับอยู่ตลอดแนวริมคลอง โรแมนติกมาก สำหรับคู่รักหวานแหวว ^_^ แต่เวลาเดินต้องระวังอยู่เหมือนกันเพราะทางเดินลื่นมาก ฉันก็เกือบหัวคะมำไปหลายที สำหรับคนที่อยากจุดเทียนด้วย เค้าก็มีถ้วยกระดาษขายให้เราจุดเทียนแล้วนำไปวางตามริมทางได้ค่ะ ฉันเลยอุดหนุนซะ 1 ใบ เอาหล่ะ ไม่รู้จะบรรยายอะไรมาก ดูภาพที่เก็บมาก็แล้วกัน

 

img_6141

สไลเดอร์หิมะสำหรับหนูๆ

 

img_6145

จุดเทียนในโคมแก้ว

 

img_6148

snowman

 

img_6157

มุมยอดนิยมริมคลองโอตารุ

 

img_6170

ประติมากรรมหิมะและน้ำแข็ง

 

img_6179

love is all around

 

img_6188

12.2.09

 

img_6200

ถ้วยของฉัน

 

เดินเล่นจนหิว ก็พากันเดินหาร้านอาหาร ปรากฎว่าย่านร้านค้าที่ตอนแรกเดินผ่านพากันพร้อมใจปิดร้านไปเสียแล้ว แถมเราไม่ได้ศึกษาเส้นทางมาก่อนว่าจะไปกินอาหารเย็นกันได้ที่ไหน ไปๆ มาๆ เลยกลับไปกินทงคัตสึที่สถานีซัปโปโร แถมตอนกลับยังต้องนั่งรถไฟแบบ local train ที่จอดแทบทุกสถานี ใช้เวลาเดินทางเกือบ 1 ชั่วโมง

 

ถึงวันนี้จะเหนื่อยแต่ก็เป็นวันที่สนุกวันหนึ่งเลยค่ะ ว่าแล้วก็ต้องบอกโอยาสุมินาไซ ลาไปพักเอาแรงกันก่อน

 

วันรุ่งขึ้นเตรียมลุยโรงเบียร์ซัปโปโรและเดินทางเข้ากรุง

 

 

 

 

 

มีนาคม 9, 2009 at 9:51 am ใส่ความเห็น


มีนาคม 2009
อา พฤ
« ก.พ.   เม.ย. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

หน้า

Blog Stats

  • 159,530 hits