หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 6

วันนี้ตรงกับวันวาเลนไทน์พอดิบพอดีค่ะ ว่าแต่วันวาเลนไทน์ของเราจะมีแนวหวานแหววกุ๊กกิ๊กหรือเปล่า โปรดติดตามชม (อ่าน) ^_^

แรกเริ่มเดิมทีตั้งใจว่าวันนี้จะไปเที่ยวเมืองนิกโก้ให้จงได้ ก่อนมาก็วางแผนอย่างดิบดีว่าจะไปเที่ยวศาลเจ้าโทโชกุของท่านโตกุกาว่า อิเอยาสุ โชกุนคนสำคัญในสมัยเอโดะ ไปซึมซับบรรยากาศเมืองเก่าๆ บ้างหลังจากไปบุกเมืองใหม่อย่างซัปโปโรกันมาแล้ว

แต่แล้วแผนการเดินทางของวันนี้ก็มีอันเปลี่ยนแปลง เป็นโปรแกรมเที่ยวโตเกียว ด้วยว่าท่านผู้ร่วมเดินทางเกิดอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทาง นั่งเครื่องบิน ต่อรถไฟ ลงรถใต้ดิน ฯลฯ จากเมื่อวานนี้ ประกอบกับเราจองดินเนอร์เอาไว้ที่ร้านอาหารเม็กซิกันแถวฮาราจูกุตอนหนึ่งทุ่ม ถ้าออกไปเที่ยวนิกโก้อาจจะกลับมาไม่ทันได้

อย่ากระนั้นเลย เราจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนโปรแกรม เป็นการเที่ยวโตเกียวกัน

เนื่องจากครั้งนี้เป็นการมาเยี่ยมเยือนโตเกียว เป็นครั้งที่ 4 แล้ว เราเลยตกลงกันว่าจะไปเที่ยวที่ที่ยังไม่เคยไป (แหม ก็โตเกียวออกจะมีอะไรๆ มากมายให้ได้ดู มากี่ครั้งก็ยังเที่ยวไม่ครบทุกทีไป แถมยังมีสถานที่ใหม่ๆ ให้ได้ติดตามกันอยู่เรื่อยนี่นา)

ออกจะน่าอายสักนิดที่แม้เราจะมาโตเกียวหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสไปศาลเจ้าเมจิกันสักที มีแต่เฉียดไปเฉียดมาอยู่แถวฮาราจูกุ คราวนี้เราจึงบรรจุโปรแกรมนี้เข้าไปด้วยค่ะ เรียกว่าเข้าวัดสงบจิตสงบใจกันสักหน่อย (กะว่าจะไปไม่ไปแถว Asakusa เนื่องด้วยเวลาอันจำกัด)

โปรแกรมคร่าวๆ ของวันนี้คือ Meiji Jingu > Omotesando > Aoyama > Harajugu (ร้านอาหาร Mexican ของเรา)

เริ่มกันที่ศาลเจ้ากันเลยค่ะ ดูตามแผนที่แล้วออกจากสถานีรถใต้ดิน Meiji Jingu Mae แล้วเดินแค่นาทีเดียวก็จะถึงศาลเจ้าเมจิ แต่กรรมของเราทำให้ออกจากสถานีปุ๊บ ดันเลี๊ยวไปทางขวา (แทนที่จะเลี้ยวซ้าย) เดิน เดิน แล้วก็เดิน ทำไมไม่มีวี่แววศาลเจ้าเลยหว่า จนลึกเข้าไปในย่านที่อยู่อาศัย ก็คิดว่าไม่ได้การแล้ว เดินย้อนกลับดีกว่า หลงรับอรุณเลยค่ะท่านผู้ชม

แถมวันนี้อากาศที่โตเกียวก็ร้อนได้ใจจริงๆ ไหงต่างกับเมื่อวานอย่างนี้ล่ะ เราสองคนดันใส่เสื้อโอเวอร์โค้ทมาอีกตะหาก ตอนแรกก็ทนๆ ไปเพราะขี้เกียจถือ แต่ตอนหลังต้องถอดจนได้ ทั้งร้อนทั้งหลง เกิดอาการหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง แต่ต้องพยายามทำใจเย็นๆ ไปวัด ไปไหว้พระ ใจเย็นๆๆ ท่องคาถาไป

แล้วพระก็เห็นใจ เราเดินย้อนกลับมาจนเจอทางเข้าศาลเจ้าจนได้ เห็นเสาโทริอิปุ๊บก็รู้เลยว่ามาถูกทางแล้ว เราเดินเข้าสู่ศาลเจ้าอย่างสบายใจ ระหว่างทางก็เป็นสวนป่าแสนร่มรื่น แทบไม่น่าเชื่อว่าแค่ข้ามถนนไปก็จะเจอแหล่งวัยรุ่นสุดแสบอย่างฮาราจูกุ

เสาโทริอิ

เสาโทริอิขนาดยักษ์ (โปรดเทียบสเกลกับคนที่เดินผ่านไปมา)

ระหว่างเดินลึกเข้าไปในบริเวณศาลเจ้าเราก็ผ่านเสาโทริอิขนาดใหญ่อีก แล้วก็พบภาพคุ้นตาของศาลเจ้าแบบญี่ปุ่นคือถังสาเกที่วางเรียงซ้อนกันอยู่ ระหว่างมองซ้ายมองขวาอยู่นั้นก็เผอิญมีคุณไกด์อาสาตามโครงการ Yokoso Japan Week เดินเข้ามาทักเรา เห็นท่าหันรีหันขวางของเราก็คงจะรู้ทันทีว่าสองคนนี้เป็นกระเหรี่ยงนักท่องเที่ยวแน่นอน

คุณป้าเธอถามว่าต้องการไกด์ไหม ป้าให้บริการฟรี ไม่คิดสตางค์จ้ะ เราก็ดีใจสิคะ ได้ไกด์เสียด้วย จะได้ความรู้เพิ่มเติมอีกตะหาก อย่างนี้สิเลิศ (สงสัยพระเจ้าคงเห็นใจที่เมื่อกี้นี้ปล่อยให้เราหลงทางเสียอยู่นาน)

คุณไกด์เริ่มแนะนำตั้งแต่ตรงหน้าประตูเลยค่ะ พูดถึงถังสาเกที่วางอยู่ ทั้งๆ ที่เคยเห็นเจ้าถังแบบนี้ที่หลายศาลเจ้าแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่รู้ว่าเค้ามีเอาไว้ทำอะไร มาถึงบางอ้อ ก็ตอนที่คุณป้าเธอว่าถังเหล่านี้ มาจากบรรดาผู้ผลิตสาเกซึ่งมีจิตศรัทธานำมาบริจาคแก่ศาลเจ้า (บริจาคทั้งสาเกและถังนะจ๊ะ) โดยเหล้าสาเกนี้มีการนำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาของเค้าค่ะ

หลายคนคงพอทราบแล้วว่าศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต ต่างจากวัดซึ่งเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธ คุณไกด์เธอว่าส่วนใหญ่วัดก็อยู่ส่วนวัด ศาลเจ้าก็อยู่ส่วนศาลเจ้า แยกกัน มีเพียงที่ Asakusa ที่ทั้งวัด Senso-ji และศาลเจ้าอยู่ด้วยกัน

ศาลเจ้าเมจิแห่งนี้มีข้อแตกต่างจากศาลอื่นๆ ตั้งแต่ทางเข้าเลยนะคะ ที่อื่นจะตั้งแต่ถังสาเก แต่ที่นี่มีถังไวน์ตั้งเรียงกันอยู่ด้วย ได้ความว่าสมัยจักรพรรดิเมจิเป็นสมัยที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา แถมท่านจักรพรรดิก็โปรดปรานการดื่มไวน์ดีๆ จากฝรั่งเศส จึงมีผู้นำไวน์ชั้นดีมาถวายให้ด้วย ถังไม้เหล่านั้นจึงได้มาตั้งเรียงกันอยู่ที่หน้าศาลเจ้านี่เอง

คุณไกด์เล่าต่อไปว่าท่านจักรพรรดิและจักรพรรดินียังมีพระปรีชาสามารถทางด้านการแต่งบทกวีอีกด้วย เป็นบทกวีชนิดที่เรียกว่า Waka 和歌 หรือบ้างก็เรียก Gyosei โดยมีป้ายที่แสดงบทกวีผลงานของท่านให้ดูอยู่หลายจุด เสียดายที่เราอ่านไม่ออก -_-”

ส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับศาลเจ้าชินโต ก็คือเสา Torii ที่เกริ่นไปแล้ว เสา Torii ของศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นจากต้น Japanese Cypress (ไม้ Hinoki) ซึ่งนำเข้ามาจากไต้หวัน 1 เสาก็จาก 1 ต้น ต้นใหญ่ๆ ขนาดนี้คงมีอายุมากโขอยู่ สาเหตุที่ใช้ Japanese Cypress ก็เพราะถือเป็นไม้ที่มีค่ามาก ส่วนตัวศาลเจ้าจะใช้ไม้ Japanese Cypress ของญี่ปุ่นเอง

ก่อนเข้าศาลเจ้า ก็จะมีจุดให้ล้างมือและบ้วนปาก ซึ่งถือเป็นการชำระล้างร่างกายและจิตใจก่อนเข้าสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ คุณไกด์เธอสาธิตวิธีการให้เราดูก่อนด้วยค่ะ วิธีที่ถูกต้องคือต้องระวังไม่ให้กระบวยตักน้ำโดนริมฝีปากเราด้วย เพราะเป็นของที่เราต้องใช้ร่วมกันกับคนอื่น เสร็จแล้วเราก็มายืนสะบัดมือให้สายลมอ่อนๆ ช่วยพัดให้มือเราแห้ง ช่างเป็นวิธีคิดแบบธรรมชาติจริงๆ

เมื่อร่างกายบริสุทธิ์แล้ว เราก็เดินเข้าไปยังเขตของศาลเจ้ากันค่ะ ศาลเจ้าอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ดูเงียบสงบ แม้จะมีผู้คนมากมายเดินทางมาเยี่ยมชม แต่ก็ยังคงความขลังเอาไว้ได้เป็นอย่างดี คุณไกด์บอกว่าที่นี่เป็นที่ที่คนนิยมมาจัดงานแต่งงานแบบพิธีดั้งเดิมกันอยู่มาก เราก็มีโอกาสเห็นคู่บ่าวสาวกำลังเดินไปเข้าพิธีด้วย การจัดงานแต่งงานแบบนี้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่หลายต่อหลายคนก็ยังคงพิธีการเหล่านี้เอาไว้ เป็นวัฒนธรรมและรากเหง้าของคนญี่ปุ่น ที่แม้กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป หลายคนนิยมจัดงานในโบสถ์ (ให้ความรู้สึกแบบโรแมนติกมากกว่า) แต่ฉันว่าจัดพิธีที่ศาลเจ้านี้สุดยอดยิ่งกว่าเป็นไหนๆ

wedding ceremony

พิธีแต่งงาน

ด้านหน้าศาล มีต้นไม้สองต้นที่มีเชือกผูกโยงไว้ด้วยกัน คุณไกด์ว่าเป็นต้นไม้แห่งสามีภรรยาที่เจริญเติบโตและสวยงาม เข้าใจเลือกสองต้นนี้จริงๆ เพราะทั้งสองยืนต้นสวยแผ่ร่มเงาแก่กันและกัน

twin trees

ต้นไม้คู่ (มีเชือกที่โยงเชื่อมกันอยู่)

เอาหล่ะค่ะ เข้าไปตรงส่วนอาคารหลักกันเลยดีกว่า การสักการะของคนญี่ปุ่นนั้นทำโดยการโยนเหรียญทำบุญ ลองทำตาม step นี้ดูได้ค่ะ อย่าลืมอธิษฐานด้วยล่ะ

1 โยนเหรียญทำบุญลงในกล่อง

2 โค้ง 2 ครั้ง

3 ปรบมือ 2 ครั้ง

4 โค้งอีก 1 ครั้ง

explanation

me & my guide

อย่างที่บอกไปตอนแรก อาคารหลักของศาลเจ้านี้สร้างด้วยไม้ฮิโนกิหรือ Japanese Cypress ที่เป็นของญี่ปุ่นเองจริงๆ หลังคาทำจากแผ่นทองแดง (copper plate) ในรูปจะเห็นเป็นสีออกเขียวๆ ค่ะ อาคารดั้งเดิมเสียหายไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่มีการทิ้งระเบิดที่โตเกียว อาคารหลังปัจจุบันสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1958 แต่ก็ยังคงรูปแบบดั้งเดิมเอาไว้

ก่อนออกจากอาคารหลัก คุณไกด์เธอชี้ให้ดูร่องรอยบนประตูและเสาไม้ เป็นรอยขีดเล็กๆ จำนวนมาก แล้วให้เราทายว่านี่มันรอยอะไรเอ่ย เราก็จนปัญญา จนสุดท้ายเธอเฉลยว่ามันคือรอยที่เกิดจากการปาเหรียญค่ะ โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ของแต่ละปี ผู้คนนับล้านจะหลั่งไหลมายังศาลเจ้าเมจิ เพื่อทำบุญวันปีใหม่ แน่นอนว่าจำนวนคนมากมายขนาดนั้นทำให้มีหลายต่อหลายคนไม่สามารถเข้ามาในตัวศาลเจ้าได้ คนเหล่านั้นจึงโยนเหรียญเข้ามาแทน เพื่อเป็นการทำบุญ ปีแล้วปีเล่า เหรียญที่ถูกโยนเข้ามาด้วยความศรัทธาจึงเกิดเป็นรอยบนประตูของศาล ได้ยินแบบนี้เล่นเอาเราทึ่งเหมือนกันค่ะ

faith

รอยแห่งศรัทธา

กิจกรรมหนึ่งในการมาศาลเจ้าคือการเขียนคำอธิษฐานลงบนแผ่นไม้รูป 5 เหลี่ยม ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ema แปลตรงตัวได้ว่ารูปม้า แต่เอ ทำไมต้องเป็นรูปม้าล่ะ คุณไกด์เลยเฉลยให้ฟังว่าเดิมที เวลาขอพรจากเทพเจ้า ผู้คนที่ร่ำรวยก็จะนำสิ่งมีค่ามาถวายเพื่อเป็นการตอบแทน เข้าใจว่าสมัยก่อนม้านับเป็นสัตว์ที่มีค่าและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ จึงมีการนำม้ามาถวายแก่ศาลเจ้า ยุคสมัยหมุนเปลี่ยนเวียนไป การจะซื้อม้าจริงๆ มาถวายวัดคงจะแพงเอาการอยู่ แถมวัดจะเอาม้าจำนวนมากไปทำอะไรในยุคที่เรามีรถยนต์ใช้กัน จึงเปลี่ยนเป็นการใช้แผ่นป้ายในการเขียนขอพรแทน แต่ก็ยังคงชื่อเอมะไว้ดังเดิม เอมะสมัยนี้ก็มีการวาดรูปต่างๆ ลงไป อย่างที่ศาลเจ้าเมจิก็มีรูปวัว (ปีนี้เป็นปีวัว – year of ox) และรูปดอกเบญจมาสซึ่งเป็นตราประจำจักรพรรดิเมจิ เป็นต้น

ema

ป้าย “ema”

ใกล้ๆ กับบริเวณศาลหลัก คุณไกด์เธอพามาดูส่วนของการชำระล้างสำหรับรถ หรือ car purification (ไม่ใช่จุดล้างรถนะคะ) คงจำได้ว่าก่อนเข้าศาลเจ้า เราต้องมีการชำระล้างร่างกายโดยการล้างมือและบ้วนปากก่อน แต่สำหรับรถนั้น จะมีการทำบุญสำหรับรถค่ะ จุดนี้ไม่ต่างจากความเชื่อของคนไทยนัก เพราะคนไทยก็มีการนิมนต์พระมาทำบุญให้รถเหมือนกัน ส่วนของคนญี่ปุ่น เค้าจะเอารถไปที่ศาลเจ้าแล้วจะมีนักบวชมาทำพิธีรดน้ำมนต์ให้

ก่อนจะแยกจากคุณไกด์ใจดี เราก็มีโอกาสคุยกันนิดหน่อย คุณไกด์เธอว่าเธอเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ (มิน่าล่ะ พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากทีเดียว) แล้วก็มาเป็นไกด์อาสาสมัครในโครงการ Yokoso Japan Week แค่วันนี้เท่านั้น โชคดีของเราที่ได้เจอกับคุณไกด์ใจดี แถมได้ความรู้เพิ่มเติมอีกต่างหาก ซึ้งใจจริงๆ

บอกลากับคุณไกด์แล้ว เราก็เดินย้อนไปซื้อเครื่องรางกันสักหน่อยค่ะ ของฉันได้เครื่องรางสำหรับขับรถปลอดภัยมา 1 อัน ส่วนพี่แพนได้เครื่องรางโชคดีไปพกติดกระเป๋า เครื่องรางของญี่ปุ่นจะต่างจากเมืองไทย ตรงที่ของไทยมักจะไม่ได้แบ่งแยกเรื่องความโชคดี แต่ของญี่ปุ่นจะแบ่งแยก หากอยากโชคดีในหลายเรื่องอาจจะจ้องพกหลายชิ้น บางวัดจะมีรูปแบบน่ารักๆ ให้เลือกด้วยค่ะ จำได้ว่าที่เมืองนาระมีเครื่องรางเป็นรูปอิคคิวซังด้วย คิดว่าหลายคนก็คงเคยเห็นเครื่องรางรูปคิตตี้จังกันมาแล้ว

lucky charm

เครื่องรางของขลัง (ไม่เข้าใจว่าทำไมหลายคนนึกว่ารูปนี้เป็นรูปซูชิ -_-“)

จบการทัวร์ศาลเจ้า เราก็ค่อยๆ เดินย้อนกลับมายังทางออกทางเดิม แม้แดดจะร้อน แต่การเดินท่ามกลางสวนป่ากลางเมืองนี่ให้ความรู้สึกที่ดีจริงๆ นึกดีใจที่เราได้มีโอกาสมาศาลเจ้าเมจิในครั้งนี้

โปรแกรมช่วงบ่าย เป็นโปรแกรมช้อป ช้อป ช้อป

(ไหงเข้าวัดแล้วยังไม่ตัดกิเลศอีกหนอเรา -_-“)

โปรดติดตามตอนต่อไป つづく

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s