หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 9

เดินเที่ยวซึมซับประวัติศาสตร์ของยุคเอโดะมาทั้งช่วงเช้าแล้ว บ่ายนี้เลยขอไปพักผ่อนหย่อนใจบนเกาะสร้างใหม่อย่างโอไดบะกันบ้างค่ะ

โอไดบะเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นค่ะ แล้วก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหย่อนใหญ่สำหรับหนุ่มสาวและครอบครัวชาวโตเกียว ด้วยโอไดบะมีทั้งห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะริมทะเล สถานีโทรทัศน์ Fuji ออนเซ็นต์ธีมปาร์ค พิพิทธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ Miraikan ไปจนถึง Joypolis (สวนสนุกของ SEGA) ฯลฯ

fujiball

フジテレビ

เริ่มต้นจากหาอาหารกลางวันกันก่อน หลังจากชิมอาหารญี่ปุ่นมาหลายมื้อ มื้อนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศเป็นอาหารจีนกันบ้าง ก็ได้ยินว่าที่ Decks Tokyo Beach นี่เค้ามีโซน Little Hong Kong ที่จำลองบรรยากาศและแสงสีแบบฮ่องกงมาให้เห็นกัน ผนวกกับความอยากกินเกี๊ยวซ่า

ไปถึงยังไม่ทันเดินสำรวจร้าน เพื่อนร่วมทางของฉันก็ไปนั่งที่ร้านแล้ว เอานะ ร้านนี้ก็ได้ ร้านไหนก็เหมือนกันเวลาหิว เราสั่งเกี๊ยวซ่า บะหมี่น้ำ และโจ๊ก แต่กว่าจะสั่งอาหารได้ก็เล่นเอาเมื่อยมือ เพราะน้องเค้าฟังภาษาอังกฤษไม่ออก เอาแต่จะพูดภาษาจีนกับเราอย่างเดียว พอเราว่าเราไม่เข้าใจภาษาจีน เธอก็พูดญี่ปุ่นแทน แต่เอาเถอะ ยังไงก็ได้อาหารกลางวันมากินสมใจ ไม่ได้ประทับใจเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าได้มาลองแล้วกัน

พออิ่มแล้วก็ขอเดินสำรวจห้าง Decks เสียหน่อย ที่นี่จะมีเกมส์ต่างๆ ให้เล่นค่อนข้างเยอะค่ะ อย่างโซนหนึ่งชื่อว่า Muscle Park ก็จะมีเกมส์ที่ต้องใช้แรงสักหน่อยในการเล่น รูปแบบอย่างกับเกมส์โชว์ยังไงยังงั้น คือมีพิธีกรใส่ headphone คอยบรรยายไปด้วย แถมยังมีบรรดาญี่ปุ่นมุงมาดูอีกตะหาก ฉันเดินผ่านโซนเกมสไตล์ศึกวัดใจสไตล์บูชิโดที่เคยโด่งดังทางช่อง UBC หลายเกมดูน่าสนุก แต่เห็นว่าถ้าเข้าไปเล่นอาจจะสื่อสารกับพนักงานเค้าไม่รู้เรื่อง คราวนี้เลยขอเป็น “ผู้ชม” ไปก่อน

ไหนๆ มาถึงโอไดบะทั้งที ก็ขอเดินเล่นสบายๆ ชมวิวสะพานเรนโบว์ อ่าวโตเกียว และเทพีเสรีภาพค่ะ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ที่โอไดบะเค้าก็รูปปั้นเทพีเสรีภาพเหมือนกัน เพียงแต่เป็นขนาดย่อมลงมากว่าที่เกาะลิเบอร์ตี้ รูปปั้นเทพีนี้ทางฝรั่งเศสนำมาให้กับญี่ปุ่นในระหว่างปี 1998 ถึง 1999 ประมาณว่าให้ยืม ในช่วงปีที่เป็นการฉลอง The French Year in Japan พอเค้าจะเอาคืน ญี่ปุ่นเลยสร้างขึ้นมาเป็นของตัวเอง กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของโอไดบะ

liberty

french lady in tokyo

มานึกดูเล่นๆ ฉันเจอกับคุณเทพีเสรีภาพมาสองครั้งสองคราแล้ว แต่ทั้งสองครั้งเธอไม่ได้อยู่ที่แมนฮัตตันค่ะ ครั้งแรกเราพบกันขณะล่องเรือไปตามแม่น้ำแซนกลางกรุงปารีส เธอยืนตระหง่านอยู่บนเกาะ ile de Cygnes ใกล้กับ ile de la cite อันเป็นที่ตั้งของมหาวิหาโนเตรอดาม มาคราวนี้คุณเทพีเธอยังมาปรากฏตัวที่โตเกียวอีก ชีพจรลงเท้าไม่ใช่เล่น ฉันได้แต่หวังว่าคงมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเธอที่บ้านในนิวยอร์คสักครั้ง

หากการเดินเล่นชมวิวและซึมซับบรรยากาศริมเม่น้ำยังไม่หนำใจพอล่ะก็ ตามฉันมาที่สถานีโทรทัศน์ฟุจิเลยค่ะ ขอเรียกว่าฟุจิเทเลบิ ตามที่คนญี่ปุ่นเค้าเรียกก็แล้วกัน ลองนึกๆ ดู ตอนอยู่เมืองไทยเราก็ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวสถานีโทรทัศน์อย่างช่อง 3 ช่อง 5 กันสักครั้ง เฉียดที่สุดก็แค่ตอนนั่งรถผ่าน คราวนี้เราบุกเข้าไปในสถานีกันเลยค่ะ

escalator

ทางขึ้น

ที่ญี่ปุ่นนี่ สถานที่ต่างๆ มักมีตัวมัสคอทเป็นของตัวเอง ฟุจิเทเลบิก็เช่นกัน เราจะเห็นน้องหมาสีฟ้าหน้าตากวนๆ คอยต้อนรับอยู่ใกล้บันไดเลื่อนขึ้นสู่อาคารสถานี ที่นี่จริงๆ แล้วจะมีนำชมภายในสถานีด้วย แต่เราไปถึงตอนเค้าใกล้จะปิดแล้ว เลยอดไปโดยปริยาย ดีที่ว่ายังพอมีเวลาขึ้นไปบนหอชมวิวลูกโลก (ส่วนนี้ต้องซื้อบัตรเข้าชมนะจ๊ะ) เคยอ่านในไกด์บุ๊คบางเล่มบอกไว้ว่าถ้าไม่อยากเสียสตางค์ให้ขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 24 แทน แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ ขึ้นไปตามนั้นได้หรือเปล่านะคะ

Observation Deck หรือจุดชมวิวนี้ ต้องขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 25 ส่วนของจุดชมวิวก็คือเจ้าลูกบอลยักษ์สัญลักษณ์ของตึกฟุจิเทเลบินี่แหละค่ะ ลูกบอลนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 32 เมตร น้ำหนัก 1200 ตัน และสามารถใช้ชมวิวได้ 270 องศา จากจุดนี้จะมองเห็นวิวของอ่าวโตเกียวและสะพานเรนโบว์ได้เป็นอย่างดีค่ะ

viewfromtop

view from the top สะพานเรนโบว์และหอคอยโตเกียว

ดูวิวเพลินๆ สักพัก แวะร้านของที่ระลึกของสถานีโทรทัศน์ที่ช่างสร้างสรรของที่ระลึกเก๋ๆ จากรายการทีวีและละครมาดูดเงินนักท่องเที่ยว  แล้วเราก็บอกลาสถานีโทรทัศน์ฟุจิ และโอไดบะ แผนจะไปขึ้นชิงช้าสวรรค์ใกล้ๆ วีนัสฟอร์ตมีอันพับเก็บไป เพราะตอนนี้เราเริ่มหิว (อีก) แล้ว แถมยังต้องเตรียมซื้อของฝากคนที่บ้านอีกด้วย เราตกลงใจไปชินจุกุกันค่ะ

มาญี่ปุ่นทุกครั้งต้องมีอันมาแวะชินจุกุ มาทีไรหลงทุกที ไม่รู้เป็นยังไง แต่จนแล้วจนรอดก็หาทางมาร้านเทมปุระชื่อดัง Tsunahachi จนได้ ความพยายามเรื่องกินของเราไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว สาขาที่เราไปคือสาขาบนห้าง Shinjuku Keio ร้านตั้งอยู่บริเวณชั้น 8 ซึ่งเป็นโซนที่รวมร้านอาหารต่างๆ มาไว้ด้วยกัน ได้ยินชื่อ Tsunahachi มาจากหนังสือไกด์บุ๊ค เค้าว่าสาขาดั้งเดิมคนจะแน่น เราเลยเลือกมาสาขาที่ไม่ต้องแย่งที่นั่งกับคนอื่นดีกว่า ไหนๆ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ขอนั่งสบายๆ บ้างก็ดี

เราเลือกนั่งกันตรงเคาน์เตอร์ (จากประสบการณ์เยือนญี่ปุ่นครั้งก่อน ยาบุจิซังพาเราไปกินเทมปุระแสนอร่อย ที่พ่อครัวบรรจงทอดเทมปุระทีละอย่างแล้วทยอยวางลงบนจานตรงหน้าเรา) คิดว่ายังไงๆ ก็ต้องได้ชิมเทมปุระร้อนๆ ที่พ่อครัวคีบจากกระทะมาไว้บนจานเรา หลังจากลังเลสักครู่ เราก็เลือกสั่งชุดเล็ก กะว่าถ้าไม่อิ่มเดี๋ยวสั่ง a la carte เพิ่มเอาดีกว่า ในชุดเล็ก (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่เล็กสักเท่าไหร่) ประกอบไปด้วยกุ้งเทมปุระ ปลาไหลทอด กุ้งเล็กชุบแป้ง ผักทอด ข้าว และซุป

ส่วนซอสเทมปุระก็ไม่ต่างจากบ้านเราค่ะ เค้ามีไชเท้าบดใหม่ๆ ให้เติมลงในซอส และมีเกลือชนิดต่างๆ ให้เลือกด้วย รู้แต่ว่าเกลือสีเขียวคือเกลือผสมผงมัชฉะ (ชาเขียว) ส่วนสีอื่นไม่แน่ใจว่าคืออะไร นั่งตรงเคาน์เตอร์ดีตรงที่ได้ดูพอครัวลงมือทำอาหารตรงหน้า เพลินๆ หลังพ่อครัวเป็นตู้ปลา มีกุ้งเป็นๆ ว่ายน้ำอยู่ ระหว่างที่เพลินๆ กันอยู่นั้น เราก็เหลือบไปเห็นคุณพ่อครัวจับปลาไหลขึ้นมา เอานิ้วโป้งกดหัวมันลงกับเขียง เจ้าปลาไหลยังดิ้นไปมาอยู่เลย เราสองคนหน้าตาเลิ่กลั่กทันที หันหาเข้าหากัน เพราะไม่อยากดูภาพตรงหน้าต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น… นั่นไงล่ะ อยากนั่งตรงเคาน์เตอร์ดีนัก

tembpura

ebi tempura

แล้วเทมปุระหน้าตาหน้ากินก็ถูกลำเลียงลงในจานด้านหน้าเราค่ะ ที่นี่เค้าจะทอดไปเสิร์ฟไป ไม่ได้มาพร้อมกันทั้งเซ็ทอย่างบ้านเรา อาหารจึงยังร้อนและกรอบอร่อยเป็นอย่างยิ่ง ใครชอบเทมปุระขอบอกว่าอย่าพลาดเด็ดขาดค่ะ เสียที่ว่ามื้อนี้เรากินอย่างไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ เพราะเจ้าปลาไหลตัวนั้น…

ก่อนกลับโรงแรมที่พัก ตั้งใจว่าวันนี้จะกินเค้กญี่ปุ่นให้ได้ ก็แหมเค้กของญี่ปุ่นเนี่ยเค้าอร่อยเหนือใครจริงๆ ยิ่งสมัยก่อนตอนติดตามดูรายการทีวีแชมเปี้ยนด้วยแล้ว ได้เห็นเค้กเลิศๆ ก็เกิดอาการฝังใจ มาญี่ปุ่นทุกครั้งต้องแวะเดปาจิกะ (ร้านขายอาหารบริเวณชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่รวบรวมเอาร้านเด็ดมาไว้ด้วยกัน) แต่ครั้งนี้เราแวะร้านกาแฟแทนเพราะอยากหาที่นั่งอ้อยอิ่งอีกสักหน่อย ก็คืนนี้มันคืนสุดท้ายที่โตเกียวแล้วนี่นา

ทั้งๆ ที่ยังอิ่มอยู่เราก็ยังอุตส่าห์สั่งมงบลองค์มาแบ่งกันชิมกับชาร้อนอีกหนึ่งถ้วย มงบลองค์หน้าตาดี แต่รสชาติปานกลาง แม้จะดึกประมาณ 4 ทุ่มแล้ว คนยังเต็มร้านอยู่เลย ฉันแอบนึกเล่นๆ ว่าดึกป่านนี้ยังมาดื่มกาแฟกันอีก แล้วเค้าจะนอนกันตอนไหนนะ

montblanc

 mont blanc & my cup of tea

ดึกแล้ว ทั้งเหนื่อย ทั้งเพลีย อยากยืดเวลาคืนสุดท้ายในโตเกียวออกไปอีกสักหน่อย แต่ที่สุดแล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เวลาสนุกๆ (ผสมเหนื่อยๆ เพลียๆ) ของเรากำลังจะจบลง เรานั่งรถไฟใต้ดินกลับไปยังที่พักใกล้สถานี Ikebukuro

ikebukuro

 i-ke-bu-ku-ro

หมดวัน หมดแรง แต่ก็ต้องเตรียมเก็บของ เตรียมกลับบ้าน ฉับพับเสื้อผ้าเก็บลงกระเป๋า ทำใจพลัดพรากจากโบรชัวร์ที่เก็บมาบางส่วน เพราะไม่อยากให้กระเป๋าหนักจนเกินไป แน่นอนว่าประสบการณ์หลายวันที่ผ่านมาก็เข้าไปเก็บอยู่ในความทรงจำของฉันไปด้วยโดยปริยาย