Archive for พฤษภาคม, 2009

Time to Turner

Seizure

Seizure

– Seizure โดย Roger Hiorns

เวียนมาอีกครั้งสำหรับการเสนอชื่อศิลปินสำหรับรางวัล Turner (Turner Prize) รางวัลอันทรงเกียรติสำหรับศิลปินร่วมสมัยผู้สร้างผลงานอันโดดเด่นในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา

นับแต่เริ่มมีขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1984 รางวัล Turner ก็เป็นที่รู้จักกันดี รวมถึงเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ของคนสนใจงานศิลปะร่วมสมัยมาโดยตลอด กฏ กติกา มารยาทของการพิจารณาให้รางวัล รวมทั้งสปอนเซอร์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดจนถึงปัจจุบัน

รางวัล Turner ได้ชื่อมาจาก ท่าน Joseph Mallord William Turner ศิลปินชาวอังกฤษ ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่แม้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารย์อย่างมากในยุคนั้น (ถ้ามีโอกาสไปลอนดอน สามารถแวะไปดูงานของท่านที่ Tate Gallery) แต่ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ John Ruskin นักวิจารณ์ศิลปะชื่อดังซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบงานของ Turner เรียกเขาว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ (The father of modern art)

ดังนั้น เมื่อมีการคิดตั้งรางวัลขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างงานศิลปะของศิลปินร่วมสมัยที่สร้างความแปลกใหม่ เป็นที่น่าสนใจของในแต่ละปี ชื่อของ Turner จึงได้รับเลือกมาตั้งเป็นชื่อรางวัล

สำหรับปีนี้ ผู้ได้รับเลือกเข้าชิงรางวัลมีทั้งหมด 4 คนได้แก่

Enrico David

Roger Hiorns

Lucy Skaer

Richard Wright

ผลงานของศิลปินทั้ง 4 คนจะจัดแสดงที่ Tate Britain ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2009 ถึง 16 มกราคม 2010 (งานประกาศรางวัลจะมีขึ้นในวันที่ 7 ธันวาคม 2009 และถ่ายทอดสดทาง Channel 4)

คงต้องมารอลุ้นกันว่าใครจะเป็นผู้ชนะรางวัล Turner ประจำปี 2009

ศิลปินชื่อดังที่เคยได้รับรางวัล Turner อาทิ Damien Hirst และ Anish Kapoor เป็นต้น

พฤษภาคม 28, 2009 at 8:12 am ใส่ความเห็น

my ブラックバードフライ

black bird fly1

ในยุคสมัยที่ใครต่อใครหลงใหลในเทคโนโลยี ต้องมีมือถือรุ่นล่าสุด กล้องถ่ายรูปความละเอียดพันล้านพิกเซล ฯลฯ ก็ยังมีกลุ่มคนที่หลงใหลเสน่ห์แบบเก่าๆ และความ low-tech อยู่

ความเรียบง่ายแบบดั้งเดิม เมื่ออยู่ท่ามกลางสิ่งทันสมัยซับซ้อน ก็กลายเป็นความเก๋ไปได้ มาลองนึกๆ ดู ก็นึกถึงคำว่า exotic ที่พวกฝรั่งชอบใช้กันเวลาพูดถึงประเทศแถบตะวันออกอย่างประเทศเรา ความ exotic แปลก และแตกต่างจึงเป็นสิ่งที่น่าค้นหา น่าสนใจ และเก๋ไก๋ไปได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ สบู่หอมนกแก้วที่สมัยก่อนคนไทยใช้กันเยอะ เป็นที่นิยม มาถึงสมัยหนึ่งก็กลายเป็นของโบราณ เชย แต่พอหนังสือแฟชั่นอย่าง ELLE ที่ฝรั่งเศสบอกว่านกแก้วของเรานี้เป็นสบู่สุดเก๋ของชาวปาริเซียง ความเชยก็กลายเป็นความเก๋ไปโดยปริยาย

มาเข้าเรื่องของกล้องถ่ายรูปกันบ้าง ฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าถ่ายรูปไม่เก่งอย่างแรง ภาพไหวบ้างล่ะ องค์ประกอบไม่สวยบ้างล่ะ แถมยังไม่ชอบอ่านคู่มือ กล้องถ่ายรูปดิจิตอลที่ถ่ายปุ๊บเช็ครูปได้ปั๊บจึงเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตได้อย่างดี ยิ่งที่มีฟังก์ชั่นประเภทกันภาพไหว โฟกัสอัตโนมัติ ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ นอกจากจะสะดวกแล้วยังไม่เปลืองค่าฟิล์มอีกต่างหาก

แต่ก็อีกนั่นแหละ อะไรที่สะดวก ง่าย หรือสบายเกินไป บางครั้งก็ไม่มีสเน่ห์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายคนหลงใหลกล้องแบบแมนวล (manual) และโลโมก็กลายเป็นของเล่นสุดเก๋อย่างหนึ่งของคนที่ชอบความแตกต่าง โพลารอยด์ก็กลับมาฮิตกับเค้าด้วย มาลองคิดดูสเน่ห์ของการถ่ายภาพแบบนี้คือการคาดเดาไม่ได้ เหมือนเวลาที่เราได้ของขวัญมาชิ้นนึง ก็จะมีช่วงระยะ”เวลาลุ้น”ก่อนที่แกะของขวัญฉันใดการใช้กล้องแบบใส่ฟิล์มก็เป็นความรู้สึกลุ้นเช่นกันฉันนั้น เวลาถ่ายก็เป็นการเสี่ยงดวงอย่างหนึ่งว่าภาพจะออกมาเป็นอย่างไร เวลาเอารูปไปล้างและอัดมา จังหวะที่กำลังเปิดอัลบั้มขึ้นมาเช็ครูปก็กลายเป็น moment of truth ประเภทที่ว่ารูปสวยแล้วก็สวยเลย และเสียแล้วก็เสียเลย

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ฉันมีโอกาสได้เป็นนางแบบจำเป็น (จำเป็นจริงๆ เพราะไม่มีใครรับทำ เค้าก็เลยจำเป็นต้องเลือก) ครั้งนั้น มีช่างภาพอิสระ เป็นสาวออสซี่ท่าทางทะมัดทะแมงเป็นคนถ่าย ในยามที่กล้องดิจิตอลเป็นที่นิยมของคนทั่วโลกนั้น เธอคนนี้ใช้กล้องหน้าตาประหลาด รูปทรงวินเทจเป็นกล้องคู่ใจ พร้อมกับใช้ฟิล์มในการถ่ายภาพ ฉันแอบสงสัยว่าถ้ารูปเสียไป (เพราะเช็ครูปไม่ได้) ฉันมิต้องมาเป็นนางแบบจำเป็นอีกหรือ

กล้องตัวนั้นเป็นกล้องแนวตั้ง หน้าตาโบราณ ซึ่งฉันมารู้ภายหลังว่ามันคือกล้องยี่ห้อ Rollei ของเยอรมัน ซึ่งเป็นกล้องที่เรียกว่า twin lens  หลายเดือนต่อมาฉันได้เห็นรูปตัวเองในนิตยสารฉบับหนึ่ง ภาพของฉันบนเก้าอี้โยคะนั้นมีสีและแสงสวยๆ เรียบง่าย ดูสงบนิ่ง เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้าใจความแตกต่างที่ได้จากกล้อง twin lens ตัวนั้น

เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสไปเจอกล้องหน้าตาคล้ายๆ กับ Rollei อีกครั้ง ตัวกล้องพลาสติกให้ความรู้สึกเหมือนกล้องของเล่นแบบโลโม่ แต่เป็นรูปแบบกล้อง twin lens กล้องตัวนี้มีชื่อว่า Black Bird Fly มีบ้านเกิดอยู่ที่ญี่ปุ่น เห็นแล้วเกิดอาการปิ๊งทั้งรูปร่างของมันและชื่อเก๋ๆ เลยตัดสินใจพากลับบ้านมาด้วย 1 ตัว ด้วยความคิดที่ว่าคงใช้ไม่ยากนัก

แต่เอาเข้าจริงๆ คนขี้เกียจอ่านคู่มือการใช้งานอย่างฉัน ก็ต้องจำใจเปิดอ่านจนได้ กว่าจะโหลดฟิล์มสำเร็จเล่นเอาลุ้นแทบแย่ แถมเวลาถ่ายก็ยังไม่คุ้ยเคยกับการที่จะต้องปรับระยะโฟกัสเอง ปรับค่า setting ตามความสว่างของแสง ฯลฯ ทำเอาเหนื่อยแต่ก็สนุกดี ถ่ายโน่นถ่ายนี่จนฟิล์มหมดม้วนจึงได้ฤกษ์เอาฟิล์มไปล้าง และรอด้วยใจจดจ่อว่าจะมีรูปที่ใช้ได้บ้างไหม…

ผลปรากฎว่าภาพข้างบน เป็นภาพที่ชัดและดีที่สุดในเซ็ตนี้ :-) และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ Black Bird Fly กับฉันพบกันตัวต่อตัว

พฤษภาคม 21, 2009 at 7:45 am 2 ของความคิดเห็น

In a bite size

street f

เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์ จึงไม่น่าแปลกที่เรื่องอาหารการกินจะจัดเป็นหนึ่งใน “เรื่องสำคัญ” ของการดำเนินชีวิต

อาหารแสดงถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม สะท้อนความคิดความเชื่อ เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นยารักษาโรค และเป็นหลายต่อหลายอย่าง ดังนั้นสำหรับบางคนคำว่าอยู่เพื่อกินจึงสำคัญกว่ากินเพื่ออยู่ แต่ไม่ว่าจะอยู่เพื่อกินหรือกินเพื่ออยู่ เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่าใครๆ ก็อยาก “อยู่ดีกินดี” กันทั้งนั้น

เมื่ออาหารมีบทบาทสำคัญถึงเพียงนี้ อาหารจึงถูกหยิบยกมาเป็นหัวข้อสำหรับนิทรรศการล่าสุดของ TCDC ในชื่อว่า “กินไปเรื่อย เจาะวิถีอร่อยริมทาง” นิทรรศการเล็กๆ ขนาดพอคำ ซึ่งจะพาเราเข้าไปสู่โลกของการกินทั้งแบบไทยๆ จนไปถึงแบบสากล เน้นอาหารบนบาทวิถี ง่ายๆ ไม่แพง แถมชี้โอกาสทำมาหากินในยุคเศรษฐกิจอัตคัต เพื่อผู้ดูผู้ชมจะนำไปต่อยอดทางความคิดและลงมือทำกันต่อไป

Quick Bites: Design for Better Eating หรือ กินไปเรื่อย เจาะวิถีอร่อยริมทางจัดแสดงที่ TCDC ถึงวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน นี้

พฤษภาคม 19, 2009 at 5:30 am ใส่ความเห็น

Välkommen Ikea

logo92x33logo92x33logo92x33

จากที่หลายคนรอคอยมานาน ล่าสุดมีข่าวว่าเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ราคาเยาว์จากสวีเดนกำลังจะมาเปิดตัวในบ้านเรา หลังจากที่ Siam Future Development (SF) ตกลงเซ็นต์สัญญากับ Ikano (เจ้าของแฟรนไชส์ของ Ikea ในสิงคโปร์และมาเลเซีย)

การก่อสร้างจะเริ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้และคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2554 โดยร้าน Ikea เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Mega Bangna Complex

รอกันอีกสักนิดนะคะ ไม่นานเราก็จะมีร้านเฟอร์นิเจอร์ไอเดียดี ราคาไม่แพงเป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่ของการแต่งบ้านกันแล้ว

พฤษภาคม 13, 2009 at 5:05 am ใส่ความเห็น

ฮ่องกง (ออน) ฟุต – ตอนที่ 1 เตรียมตัวเดินเท้า

flag_of_hong_kong

เที่ยวญี่ปุ่นไปยังไม่ทันไร ก็ให้มีอันคันเท้าอยากออกเดินทางอีกแล้ว คราวนี้เป็นการเที่ยวแบบแฟมิลี่ทัวร์ ไปกันครบทีม ส่วนจุดหมายปลายทางไม่ใกล้ไม่ไกล ก็ที่ฮ่องกงนี่เองค่ะ

ฉันเชื่อว่าฮ่องกงเป็นหนึ่งในเมืองที่คนไทยไปเยี่ยมไปเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าการไปเที่ยวฮ่องกงสำหรับคนไทยนั้นไปกันได้ง่ายๆ ราคาไม่แพงนัก การเดินทางก็สะดวกสบายแถมใช้เวลาไม่นาน ไม่ต้องมีวีซ่าให้ยุ่งยาก ได้ยินว่าคนรวยจัดบางคนถึงกับบินไปกินอาหารต้นตำหรับที่ฮ่องกง

ในแง่ของการไปเที่ยวกับครอบครัว ฮ่องกงก็เป็นที่ใฝ่ฝันของเด็กๆ (และผู้ใหญ่ใจเด็ก) หลายคน ตั้งแต่สมัยก่อนที่โอเชี่ยนปาร์คโด่งดัง มาจนถึงดิสนีย์แลนด์ แถมการไปดิสนีย์แลนด์ที่ฮ่องกงก็ใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าที่จะไปถึงโตเกียว 

สำหรับนักท่องเที่ยวแบบ beginner ฮ่องกงนับเป็นจุดหมายที่เดินทางได้ง่าย ถึงง่ายมาก แค่ซื้อแพคเกจโรงแรม + ตั๋วเครื่องบิน (เลือกราคาได้ตามกำลังทรัพย์) ก็ไปได้แล้ว

ไหนๆ พูดถึงแพคเกจแล้วขอแนะนำนิดหน่อยค่ะว่า ราคาแพคเกจที่โฆษณานั้นบางครั้งจะยังไม่รวมค่าภาษีน้ำมัน ก่อนตัดสินใจจึงควรตรวจสอบราคาที่แน่นอนก่อนค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นบางสายการบินที่มีแพคเกจถูกๆ อาจจะมี flight เดินทางในเวลาที่ไม่ค่อยเวิร์ค

ประเภทออกจากกรุงเทพบ่ายไปถึงฮ่องกงค่ำ (อันนี้จะทำให้เสียเวลาเที่ยวได้) การเลือกโรงแรมที่พักก็สำคัญ บางครั้งโรงแรมถูกๆ ก็ตั้งอยู่ไกลจากแหล่งเที่ยวแหล่งช้อป กลายเป็นว่าต้องเสียค่ารถค่าเดินทาง คิดสะระตะแล้วอาจจะแพงกว่าโรงแรมในเมือง

นอกจากนี้แพคเกจที่ว่ามักจะไม่รวมอาหารเช้าค่ะ ถ้าคุณเป็นคนกินง่ายและไม่อยากเปลืองสตางค์ ก็หาของกินง่ายๆ จากร้าน Seven Eleven หรือจะลองโจ๊กฮ่องกงดูก็ยังได้ เพราะเท่าที่ดูราคาอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ในโรงแรมก็ตกประมาณ 500 บาทขึ้นไปต่อคน

เพิ่มเติมสำหรับการเลือกย่านที่พักสักนิด สำหรับนักช้อปตัวยง แนะนำให้เลือกที่พักย่าน Tsim Sha Tsui ซึ่งมีให้เลือกหลายโรงแรม หลายราคา ที่คนไทยนิยมไปพักกันก็เป็นโรงแรมในเครือ Marco Polo ซึ่งทั้ง 3 โรงแรมนี้ เปิดประตูออกมาปุ๊บก็เป็นห้างสรรพสินค้าปั๊บ ในความเห็นฉันโรงแรม Marco Polo ที่เคยไปพักจะห้องเล็ก และไม่ค่อยใหม่เท่าไหร่ ส่วนฝั่งฮ่องกง แหล่งช้อปใหญ่ๆ จะอยู่แถบ Causeway Bay เข้าใจว่าห้องพักทางฝั่งนั้นอาจจะราคาสูงกว่านิดหน่อย ยังไงลอง search กันดูก่อนนะคะ

อ่อ สำหรับผู้ที่อยากไปเที่ยวดิสนีย์ให้เต็มที่ประเภทอยู่ตั้งแต่เค้าเปิดจนปิดล่ะก็ แนะนำให้ไปพักที่โรงแรมของดิสนีย์เลยค่ะ เค้ามีให้เลือก 2 โรงแรม ตามกำลังทรัพย์ ได้แก่ Disney’s Hollywood Hotel และ Hong Kong Disneyland Hotel

Disney’s Hollywood จะราคาย่อมเยาว์กว่า ตกแต่งสไตล์ Hollywood มีสระว่ายน้ำ ร้านอาหาร และสวนให้เดินเล่นหย่อนใจ (ไปพักมาแล้ว 2 ครั้ง)

Hong Kong Disneyland Hotel จะเน้นความคลาสสิก สวยหรู ดูดีมีระดับ (อันนี้ไม่เคยไปพัก)

ไม่ว่าจะพักที่ไหนก็เดินทางไป Disneyland ได้สะดวก เพราะเค้ามีบริการรถรับส่ง shuttle bus ตลอดวันค่ะ เล่นใน park เหนื่อยๆ กลับเข้ามาพักที่โรงแรมก็ได้ แล้วบ่ายๆ เย็นๆ ค่อยออกไปเตรียมดูดอกไม้ไฟ

ส่วนเรื่องการเดินทางในฮ่องกง ส่วนใหญ่ถ้าเราซื้อเป็นแพคเกจมักจะรวมค่ารถรับส่งระหว่างสนามบินและโรงแรมอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่รวม ก็ยังสามารถนั่ง airport express เข้าเมืองได้

ถ้าคิดว่าจะเดินทางไปโน่นมานี่ด้วยรถ MTR หรือรถไฟใต้ดิน แนะนำให้ซื้อบัตร Octopus ค่ะ ราคาสำหรับบัตรผู้ใหญ่อยู่ที่ 150 เหรียญฮ่องกง (มีมูลค่าในบัตร 100 เหรียญ ส่วนอีก 50 เหรียญเป็นค่ามัดจำบัตร) บัตรเด็กราคา 70 เหรียญ (มีมูลค่าในบัตร 20 เหรียญ ส่วนอีก 50 เหรียญเป็นค่ามัดจำบัตร)

นอกจากเจ้าปลาหมึกยักษ์นี้จะใช้จ่ายค่าตั๋วรถ MTR ได้ ยังสามารถใช้จ่ายเงินในร้านค้าต่างๆ เช่น Seven Eleven ได้อีกด้วย สะดวกดีค่ะ แต่ข้อแม้ของบัตรนี้คือถ้าคืนบัตรภายใน 3 เดือนของวันออกบัตร คุณจะถูกหักค่าธรรมเนียม 7 เหรียญ (ประมาณ 35 บาท) ต่อบัตร 1 ใบ

คราวนี้มาถึงเรื่องการเตรียมจัดกระเป๋ากันบ้างดีกว่า ข้อแนะนำแรกคือ จงเอารองเท้าที่ใส่สบายไปฮ่องกง ข้อนี้สำคัญมาก อย่าห่วงสวย เอาที่สบายดีกว่าค่ะ เพราะร้อยทั้งร้อย ไปเที่ยวฮ่องกงแล้วจะได้เดินกันเยอะมาก ทั้งเดินเที่ยว เดินช้อป เดินลงรถ MTR ฯลฯ ส่วนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เลือกให้ตรงตามฤดูกาล แต่งตัวสบายๆ ได้ไม่มีปัญหา แต่ก็เตรียมเสื้อแจ็กเกตบางๆ ไปไว้ก็ดีค่ะ ฮ่องกงจะอากาศเย็นกว่าเมืองไทย

เมื่อข้อมูลเบื้องต้นพร้อมแล้ว ตั๋วเครื่องบินพร้อม โรงแรมพร้อม ใจก็พร้อม ก็ออกเดินทางกันเลยค่ะ

โปรดติดตามตอนต่อไป :-)

พฤษภาคม 11, 2009 at 8:56 am ใส่ความเห็น


พฤษภาคม 2009
อา พฤ
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

หน้า

Blog Stats

  • 160,408 hits