Archive for ตุลาคม, 2009

London Trip A to Z ตอนที่ 9

I for Imperial State Crown

Engewels 

แขกไปใครมาก็ต้องมาแวะดูเพชรกันที่หอคอยลอนดอน ด้วยว่าเพชรของที่นี่นั้นวิบวับระยับจับตากว่าที่ไหนๆ เพราะรวบรวมเอาสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์อังกฤษเอาไว้ด้วยกัน จึงรับประกันความอลังการงานสร้าง

ความอลังการของ Imperial State Crown ซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่น Crown Jewels นี้ประกอบไปด้วยเพชรและอัญมณีมีค่าดังต่อไปนี้ เพชร 2,868 เม็ด ไข่มุก 273 เม็ด แซฟไฟร์ 17 เม็ด มรกต 11 เม็ด และทับทิมอีก 5 เม็ด มงกุฎสำคัญชิ้นนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย เมื่อปี 1838 อัญมนีที่เก่าแก่ที่สุดบนมงกุฎนี้คือเซนต์เอ็ดเวิร์ดแซฟไฟร์ (St Edward’s Sapphire) ซึ่งว่ากันว่าเคยเป็นอัญมณีบนแหวนของพระเจ้า Edward ในสมัยศตวรรษที่ 12

นอกจาก Imperial State Crown แล้ว เพชรชื่อดังของโลก อย่าง Koh-i-noor และ Cullinan ก็เป็นส่วนหนึ่งของคลังสมบัติแห่งนี้

บางคนอาจเคยได้ยินชื่อเสียงของ Koh-i-noor กันมาบ้างแล้วในฐานะเพชรอาถรรพ์ ว่ากันว่าถ้าชายใดครอบครองเพชรนี้จะพบกับความโชคร้าย แต่โชคดีที่เพชรเม็ดยักษ์ใหญ่นี้ ไม่ส่งผลร้ายต่อผู้ครอบครองที่เป็นผู้หญิง ปัจจุบันเพชรเม็ดนี้อยู่บนมงกุฎของ Queen Elizabeth, the Queen Mother

ส่วนเพชร Cullinan หรือ The Great Star of Africa เป็นส่วนหนึ่งของคฑา the Sceptre with the Cross

ตุลาคม 27, 2009 at 7:48 am ใส่ความเห็น

London Trip A to Z ตอนที่ 8

H for Heal’s & Habitat

healsLogo

ไปลอนดอนคราวนี้ตั้งใจจะไปซื้อของแต่งบ้านเล็กๆ น้อย โดยมี Habitat เป็นจุดหมายหลัก ด้วยว่าเป็นแฟนร้านฮาบิแทตมานาน แต่น่าเสียดายที่ร้านที่เมืองไทยปิดตัวลงไปแล้ว

แต่ไหนๆ จะไป Habitat สาขา Tottenham Court Road แล้วเลยถือโอกาสพ่วงร้าน Heal’s เข้าไปด้วยเลยค่ะ เชื่อว่าใครที่ชอบเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านสวยๆ คงจะชอบทั้งสองร้านนี้มากๆ อันที่จริงลอนดอนมีแหล่งขายเฟอร์นิเจอร์สวยเก๋อยู่หลายที่ รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์วินเทจต่างๆ ที่เป็นสวรรค์ของคนชอบของเก่าแห่งหนึ่งทีเดียว

Habitat และ Heal’s มีดีตรงที่รวบรวมเอาเฟอร์นิเจอร์สไตล์ร่วมสมัย รวมทั้งของแต่งบ้านสวยเก๋ไว้ด้วยกัน ระหว่างทั้งสองร้านนี้ (ซึ่งจริงๆ แล้วอยู่ในอาคารเดียวกัน) มีร้านคาเฟ่เก๋ Peyton and Byrne คั่นอยู่ เสียดายที่ร้านนี้ไม่มีที่นั่งค่ะ

อ๊ะ ก่อนที่จะนอกเรื่องไป กลับมาที่ร้าน Heal’s กันก่อน ชั้นล่างของที่นี่เน้นที่ของแต่งบ้าน โดยแบ่งเป็นโซนสำหรับห้องต่างๆ มีสารพัดสารพันของดีไซน์สวย (ในราคาค่อนข้างแพง) ให้ได้เลือกชมเพลินๆ รวมทั้งยังมีบรรดาของใช้ส่วนตัวประเภทสบู่ แชมพู และเครื่องหอมต่างๆ ในแพคเกจเก๋ไก๋ให้คุณสาวๆ ได้เลือกกันจนเพลิน มองไปทางไหนก็มีแต่ของน่าซื้อไปทั้งหมด โดยเฉพาะโซนเครื่องใช้ในครัว ที่มีถ้วยกาแฟสารพัดแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของ Pantone ที่เน้นสีสวยในดีไซน์เรียบเท่ เห็นแล้วอยากซื้อกลับมาใช้สักใบ ถ้าไม่ติดว่าราคาออกจะแพงอยู่สักหน่อย

ระหว่างเดินขึ้นบันไดไปชั้นหนึ่ง จะเห็นรูปปั้นแมวเหมียว ซึ่งว่ากันว่าไม่ว่าใครจะเสนอขอซื้อเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ คุณ Ambrose Heal เจ้าของร้านก็ไม่ยอมขายให้ ชั้นบนจะจัดเป็นส่วนของห้องต่างๆ ให้เราได้ไอเดียการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ที่สวยเก๋ในสไตล์ต่างๆ โดยห้องที่ฉันติดใจมากที่สุดเป็นห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ วอลเปเปอร์ และผ้าลายเก๋ของ Orla Kiely ที่สุดแสนจะน่ารัก แนะนำว่าแม้จะไม่ได้ตั้งใจมาซื้อเฟอร์นิเจอร์แต่ลองมาเดินเล่นเก็บไอเดียก็ดีอยู่ไม่น้อยค่ะ

ข้ามมาที่ Habitat กันบ้างค่ะ ร้านนี้มีทั้งเฟอร์นิเจอร์น่าใช้ในสไตล์คอนเทมโพรารีให้เลือกเยอะทีเดียว รวมไปถึงเครื่องใช้ในครัว และของตกแต่งต่างๆ ค่อนข้างครบถ้วน ฉันได้ชุดที่รองแก้วลายน่ารักมา ซึ่งสามารถกลับใช้ได้สองด้าน

ถ้าอยากได้ของแต่งบ้านหรือไอเดียดีๆ อย่าลืมแวะสองร้านนี้นะคะ

ตุลาคม 21, 2009 at 9:08 am 2 ของความคิดเห็น

London Trip A to Z ตอนที่ 7

G for (Shakespeare’s) Globe Theatre

shake3

ด้านหน้าโรงละคร

แฟนๆ ของเชกสเปียร์ทั้งหลาย ถ้าได้เดินทางมาประเทศอังกฤษแล้ว ไม่ควรพลาดเยี่ยมชมบ้านเกิดของท่านที่เมือง Stratford-upon-Avon

แต่สำหรับใครที่ยังไม่มีโอกาสไป ก็สามารถซึมซับบรรยากาศโรงละครย้อนยุคสมัยอลิซาบีธันกันได้ที่ Shakespeare’s Globe ริมแม่น้ำเทมส์ ที่นี่นอกจากจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมสถานที่ พร้อมไกด์ที่คอยอธิบายส่วนประกอบต่างๆ ของโรงละครแล้ว ยังมีการจัดแสดงละครในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย ละครส่วนใหญ่ที่ขาดไม่ได้ในแต่ละซีซั่นก็จะมาจากบทประพันธ์ของเช็คสเปียร์ แต่ก็มีละครเรื่องอื่นๆ จากคณะละครที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจัดการแสดงอยู่ทุกปี

คุณไกด์เล่าว่าการที่โรงละครในสมัยก่อนนั้นตั้งอยู่ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำเทมส์ก็เนื่องมาจากการที่ละครถูกมองว่าเป็นความบันเทิงที่บางครั้งก็ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อจริยธรรมอันดีงาม แถมยังเป็นความบันเทิงที่ชนทุกชั้นรวมถึงชาวบ้านร้านตลาดมาดูกัน การที่จะให้โรงละครไปตั้งอยู่ที่ในเขตเมืองลอนดอนจึงอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไหร่ นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่โรงละครอยู่ที่ฝั่งใต้ของแม่น้ำเทมส์ รวมทั้งเชกสเปียร์โกลบแห่งนี้ซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ด้วย ไม่ไกลจากโกลบ ก็ยังมีการขุดค้นพบโรงละคร The Rose สถานที่ที่เคยเป็นโรงละครสมัยอลิซาบีธันที่ทั้งเชกสเปียร์และคริสโตเฟอร์ มาโลว์เคยจัดแสดง

หากจะถามว่า Shakespeare’s Globe นี้ สร้างถูกต้องตรงตามแบบของโรงละครในสมัยโบราณเลยหรือไม่ คงจะไม่มีใครบอกได้ แต่ในขั้นตอนการก่อสร้างทั้งหมด ทางทีมงานได้ศึกษารายละเอียดจากเอกสารต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่เป็นอย่างดี จนได้แบบออกมาเป็นเช่นปัจจุบัน ถ้าใครมีโอกาสได้ดู Shakespeare in Love คงจะคุ้นตากับภาพโรงละครลักษณะนี้กันมาแล้ว

shakespeare 2

คุณไกด์และภายของในเชกสเปียร์โกลบ

ส่วนโครงสร้างอาคารที่เป็นไม้ ใช้ไม้อิงลิชโอ๊คทั้งหมดด้วยเป็นไม้ที่มีความคงทนต่อสถาพอากาศและการใช้งาน รวมทั้งรับน้ำหนักได้ดี และใช้การเข้าลิ่มไม้ในการประสานโครงสร้างเข้าด้วยกันตามการก่อสร้างในสมัยก่อน ด้วยความที่เป็นโรงละครแบบเปิด คือไม่มีหลังคาบริเวณส่วนตรงกลาง และมีที่นั่งจำนวน 3 ชั้น ทำให้การไปดูละครแต่ละครั้งอาจต้องเสี่ยงดวงในเรื่องลมฟ้าอากาศกันสักหน่อย ละครส่วนใหญ่จึงนิยมแสดงกันในช่วงฤดูร้อน ที่ปริมาณฝนไม่มากนัก ราคาค่าตั๋ว (ตั้งแต่สมัยก่อนจนปัจจุบัน) ก็แตกต่างกันไปค่ะ ถ้าถูกที่สุดก็คือการยืนในส่วนหน้าเวที (กลางแจ้ง) ซึ่งจะเดินเข้าเดินออกได้ตามใจชอบ ส่วนใครที่มีเงินมากหน่อยก็จะซื้อบัตรที่นั่งด้านบนซึ่งมีหลังคาแฝกคลุมอยู่

shakespeare

นักแสดงกำลังซ้อมบทบนเวที

การก่อสร้างโรงละครขึ้นมาใหม่นี้เป็นความตั้งใจของนักแสดงชาวอเมริกัน คุณ Sam Wanamaker ที่ต้องการฟื้นคืนชีวิตให้กับโรงละครในสมัยของเชกสเปียร์อีกครั้ง น่าเสียดายที่คุณแซมแกเสียชีวิตไปเมื่อปี 1993 ก่อนที่โรงละครโกลบจะแล้วเสร็จในปี 1997 แต่ถึงอย่างไรผลงานชิ้นนี้ก็จะเป็นที่จดจำของคนทั่วโลก รวมถึงชื่อของเขาด้วย

ตุลาคม 21, 2009 at 3:48 am 1 ความเห็น

London Trip A to Z ตอนที่ 6

F for Fireworks

fire garden

ไม่ได้ถ่ายรูปพลุเอาไว้ เลยต้องเอารูป fire garden มาลงแทน

รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ดูพลุหรือดอกไม้ไฟสวยๆ มาลอนดอนคราวนี้โชคดีที่ตรงกับช่วง Thame Festival แถมที่พักอยู่ที่ฝั่งเซาต์แบงก์ เลยได้อานิสงค์จากทั้งสองปัจจัย ช่วยให้เราสองพี่น้องได้มายืนสู้ลมหนาวกันริมแม่น้ำเทมส์ เพื่อรอดูพลุ

ด้านหน้าของ Tate Modern ถูกเนรมิตเป็นสวนแห่งไฟ Fire Garden โดยคณะศิลปินชาวฝรั่งเศส Compagnie Carabosse ที่ได้ชื่อว่าเป็น fire alchemists (นักเล่นแร่แปรธาตุไฟ) รวมทั้งการแสดงคอนเสิร์ตเล็กๆ ของบรรดานักร้องนักดนตรีทั้งหลายที่เรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมได้อย่างไม่ขาดสาย จนต้องออกมา encore กันอีก

บรรยากาศเทศกาลเต็มไปด้วยความสนุกสนานมีชีวิตชีวา หนุ่มสาวชาวลอนดอนเนอร์หลายคนจับกลุ่มนั่งผิงไฟกันเพลินๆ บ้างก้ไปซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากบู๊ธนานาชาติริมแม่น้ำเทมส์มาปิคนิคกัน อาหารไทยก็มาขายกับเค้าด้วยค่ะ รู้สึกว่าจะมาจากร้านไทยสแควร ร้านดังของลอนดอน รสชาติก็จะเป็นไทยประยุกต์นิดๆ เพื่อให้เข้ากับความชอบของลูกค้าฝรั่ง เราสองพี่น้องสั่งไก่ผัดเม็ดมะม่วงราดข้าวสวยร้อนๆ มาแบ่งกันกิน

พอใกล้เวลาแสดงพลุ บรรดาผู้ที่รอชมทั้งหลายก็พร้อมใจกันประจำที่ ทั้งบนสะพานมิลเลเนียมบริดจ์และตลอดริมฝั่งแม่น้ำ เราสองคนได้ที่เหมาะๆ ที่ใต้สะพาน (ไม่อาจหาญไปแย่งที่ยืนกับพวกฝรั่ง ด้วยไซต์มินิของสองเรา หากไปยืนหลังฝรั่ง คงจะมองไม่เห็นอะไรเลย) ได้เวลา 9.45 pm พลุหลายต่อหลายดอกผุดขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับเสียงฮือฮาของผู้ชมที่ดังเป็นระยะ พลุหลากสีส่องฟ้าเมืองลอนดอนให้สว่างไสว บ้างก็มีประกายระยิบระยับสะท้อนกับพื้นน้ำ พลุถูกจุดขึ้นจากเรือสองลำที่ระหว่างสะพาน Blackfriars และ Waterloo

แม้จะเคยเห็นพลุสวยๆ มาหลายครั้ง แต่ได้มาเห็นพลุเหนือแม่น้ำเทมส์เป็นครั้งแรก ก็ประทับใจในบรรยากาศของที่นี่จริงๆ ถ้าอากาศเมืองไทยเย็นๆ แบบนี้บ้างก็คงดี หลายคนคงสนุกกับการออกมาเที่ยวนอกบ้านและนั่งชมพลุกันเพลินๆ มากขึ้น

ตุลาคม 20, 2009 at 8:58 am 2 ของความคิดเห็น

London Trip A to Z ตอนที่ 5

E for Egg & cress sandwich

เคยได้ยินคำว่า “อาหารสิ้นคิด” กันบ้างไหม ประเภทที่ว่าคิดอะไรไม่ออกก็กินอันนี้แหละ (วะ) นั่นอาจเป็นเหตุหนึ่งที่พาฉันกับแซนด์วิชไข่และเครสมาพบกันในครั้งแรกเมื่อ 8 ปีก่อน

ความคิดแรกที่มองไปบนแผงแซนด์วิชของร้าน Pret a Manger คือหาแซนด์วิชที่กินง่าย ราคาไม่แพง มองไปเจอ BLT อันประกอบไปด้วยเบคอน (bacon) ผักกาด (lettuce) และมะเขือเทศ (tomato) ก็คิดว่า เราไม่กินมะเขือเทศน่ะ แถมมันยังราคาแพงอีกต่างหาก หลังจากพินิจพิเคราะห์อยู่สักพัก ก็คว้ามือไปหยิบเอา Egg & Cress Sandwich ขึ้นมา ด้วยราคาเธอถูกกว่าเพื่อน แถมไม่มีส่วนผสมที่ฉันไม่กินอยู่ด้วย จากนั้นเป็นต้นมาฉันก็หลงรักกับความธรรมดาของแซนด์วิชชนิดนี้

กลับมาเมืองไทย ไม่มี Egg & Cress Sandwich ขาย ก็ใครจะอยากกินแซนด์วิชแสนธรรมดา ในเมื่อบ้านเรา ร้านไหนๆ ก็เน้นไส้เลิศๆ กันทั้งนั้น มีชิกเก้นเทอริยากิบ้างล่ะ ทูนาชีสบ้างล่ะ สารพัดสารพัน จากที่สังเกตุดูประเทศเราเน้นใส่ใส่เยอะ ละลานตามากๆ อยากเห็นตัวอย่างชัดๆ ต้องดูที่พิซซา ที่ทั้งกระหน่ำใส่ท้อปปิ้งต่างๆ แถมยังมีขอบชีส ห่อไส้กรอกกันจ้าละหวั่น เคยนึกเล่นๆ ว่าถ้าคนอิตาเลียนมาเห็น จะรู้ไหมหนอว่าเนี่ยน่ะมันคือพิซซา

มีโอกาสกลับไปอังกฤษคราวนี้เลยได้ไปย้อนอดีตกับการกินแซนด์วิชไข่ใส่วอเตอร์เครส ที่ร้าน EAT. ร้านแซนด์วิชชื่อตรงๆ ว่า “กิน” ที่มีหลายสาขาทั่วลอนดอน และ Pret a Manger ร้านแซนด์วิชเจ้าเก่า รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยกับแซนด์วิชที่ EAT. เพราะขนมปังออกจะแฉะๆ ไปนิด อาจเป็นเพราะว่าวางบนชั้นขายมาทั้งวัน

ตุลาคม 16, 2009 at 7:53 am 2 ของความคิดเห็น

London Trip A to Z ตอนที่ 4

st paul

D for Dome at St Paul Cathedral

ประทับใจทุกครั้งที่ได้เห็นโดมของมหาวิหารเซนต์พอล (St Paul Cathedral) และยิ่งประทับใจเข้าไปใหญ่เมื่อได้มีโอกาสเข้าไปชมภายใน

ตั้งแต่ย้ายมานอนที่ Bankside House เราสองพี่น้องก็มีอันได้พบกับคุณโดมเค้าทุกวัน

เช้าวันแรกเดินไปทาน breakfast กันที่ Tate Cafe ของ Tate Modern พร้อมส่งสายตาปิ๊งๆ ข้ามแม่น้ำเทมส์ไปบอกคุณโดมว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกัน

หลังจากไปรับบัตร London Pass มาแล้ว สองพี่น้องก็ต้องใช้ให้คุ้มที่สุด ฉันจึงบรรจงบรรจุโปรแกรมเยี่ยมชมคุณโดมเข้าไปในทริปนี้ด้วย พอเสร็จจากการเที่ยวโรงละครเช็คสเปียร์โกลบปุ๊ป ก็ข้ามสะพานไปหาคุณโดมตามที่ได้นัดแนะกันไว้

เมื่อราว 7 ปีที่แล้ว เคยมาเยี่ยมคุณโดมอยู่ครั้งหนึ่ง แต่คราวนั้นทั้งคุณโดมและมหาวิหารเซนต์พอลใส่เสื้อคลุมเอาไว้ แถมด้วยนั่งร้านระโยงระยาง เพราะกำลังอยู่ในช่วงซ่อมแซมปรับปรุงโฉม มาคราวนี้ ไม่มีมารสายตามากั้นกลางระหว่างเรา คุณโดมก็เลยอวดโฉมให้ได้ดูกันเต็มๆ ตา

พอเข้าไปในมหาวิหารปุ๊บ ฉันก็จัดแจงไปเช่าออดิโอไกด์มาฟังประกอบการเดินชม จริงๆ เค้ามีบริการไกด์ด้วย (แบบเสียสตางค์) แต่ท่าทางคุณน้องสาวของฉันจะเหนื่อยกับการเดินเที่ยวแล้ว ฉันเลยเลือกฟังออดิโอไกด์ และให้คุณน้องไปนั่งรอที่ร้านกาแฟแทน

มหาวิหารเซนต์พอลนี้ถือว่ามีความสำคัญสำหรับราชวงศ์อังกฤษมาก หลายคนอาจจำได้จากภาพงานแต่งงานสุดอลังค์การของเจ้าหญิงไดอานาและเจ้าฟ้าชายชาร์ลสเมื่อหลายปีก่อน

มหาวิหารแห่งนี้มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี และผ่านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาก็หลายครั้ง ฉันเองก็เพิ่งจะรู้ว่าคุณโดมเนี่ยเพิ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารแห่งนี้ในภายหลัง ในสมัยที่คุณคริสโตเฟอร์ เร็น (Christopher Wren) สถาปนิกคนดัง ได้รับมอบหมายให้ออกแบบปรับปรุงมหาวิหารแห่งนี้

ใครที่สนใจในงานสถาปัตยกรรมต่างๆ คงเคยได้ยินชื่อของเซอร์คริสโตเฟอร์ เร็นกันมาบ้าง เพราะสถาปนิกท่านนี้ฝากผลงานไว้บนแผ่นดินอังกฤษมากมาย หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ลอนดอนครั้งใหญ่

แบบแปลนของมหาวิหารมีรูปทรงไม้กางเขน โดยมีโดมขนาดใหญ่เป็นจุดศูนย์กลาง จริงๆ แล้วโดมที่เราเห็นภายนอกอาคารกับภายในอาคารเป็นโดมซ้อนกันสองชั้น สาเหตุที่สร้างเป็นโดมซ้อนกันก็เพราะต้องการให้เมื่อมองจากภายนอกแล้วจะเห็นความสูงและยิ่งใหญ่ของโดม แต่เมื่อมองจากภายในก็ยังจะสามารถเห็นลวดลายอันวิจิตรของโดมได้

หลังจากที่ได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับโดมมาบ้างว่า ถ้าขึ้นไปที่ชั้นของ Whisper Gallery เราจะสามารถกระซิบที่กำแพงฝังหนึ่ง แล้วเสียงดังไปถึงผู้ฟังที่อยู่ที่กำแพงอีกฝั่งหนึ่งได้ ฉันจึงอยากไปทดลองด้วยตัวเอง แต่อนิจจา เดินขึ้นไปคนเดียว เลยไม่รู้จะไปกระซิบกับใคร เลยได้แต่เดินชมความสวยงามของโดม กว่าจะปีนบันได 259 ขั้นขึ้นมาได้ก็แทบแย่ (แหม ก็คนไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็แบบนี้แหละนะ) เลยตัดสินใจ ไม่ขึ้นไปต่อที่ Stone Gallery (อีก 119 ขั้น) ส่วนใครอยากชมวิวมุมสูงของลอนดอนกันให้เต็มตา ก็ต้องไต่ไปอีก 152 ขั้น ก็จะถึง The Golden Gallery

อีกส่วนหนึ่งที่น่าไปชมคือชั้นใต้ดินที่เรียกว่า Crypt ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพของบุคคลสำคัญมากมาย รวมทั้งตัวของคริสโตเฟอร์ เร็น ที่มีแผ่นหินสีดำเรียบสลักข้อความที่แปลจากภาษาละตินได้ว่า 

“Underneath lies buried Christopher Wren, the builder of this church and city; who lived beyond the age of ninety years, not for himself, but for the public good. If you seek his memorial, look about you.”

กินใจที่สุด ^_^

อยากรู้เรื่องของ St Paul Cathedral เพิ่มเติม ไปดูที่ Link นี้ได้เลยค่ะ

ตุลาคม 8, 2009 at 12:03 pm 2 ของความคิดเห็น

ช่วยกัน

ขอพักจาก London A to Z สักนิด เพื่อประชาสัมพันธ์ โครงการเล็กๆ ที่พวกเราทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือเพื่อนของเราที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งโพรงจมูกค่ะ

เพื่อนๆ พี่ๆ ได้คิดทำเสื้อยืดและกระเป๋าผ้าขึ้นมาขายเพื่อนำรายได้ไปช่วยเป็นค่ารักษาพยาบาลของน้อง X เพราะการรักษามะเร็งจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนค่อนข้างมาก ค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งก็ได้จากประกันสังคม แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็นอีก

หากใครสนใจช่วยเหลือ ทางทีมก็มีเสื้อยืดและกระเป๋าผ้าให้ช่วยสั่งซื้อกันได้ โดยเงินที่ได้ทั้งหมด (ไม่หักค่าใช้จ่าย) จะใช้เป็นทุนในการรักษาน้อง X หากเรามีเงินเหลือจากการรักษาน้อง X ให้หายแล้ว เราจะบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิโรคมะเร็งโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ค่ะ

เสื้อยืด มีให้สั่งจองตาม size ที่ต้องการ ในราคาตัวละ 180 บาท (ยกเว้น size XXL ราคา 230 บาท) มีให้เลือก 2 แบบ (เป็นแบบกราฟฟิกที่ทางทีมได้เลือกมาค่ะ)

t shirt

ส่วนใครที่สนใจถุงผ้า จะมีเป็นถุงผ้ามีข้อความว่า “once you choose hope, anything’s possible” ราคาใบละ 200 บาท

untitled2

อ่านข้อมูล update เพิ่มเติมได้จาก blog ของวิชัย ผู้เขียน สิ่งมีชีวิตในโรงแรม :) (โฆษณาแฝง ฮ่า ฮ่า)

รายละเอียดสั่งซื้อโดยสังเขป:

– ส่ง e-mail ไปที่ mailfortshirt@gmail.com แจ้งสินค้าที่ต้องการ

– โอนเงินชำระค่าสินค้าที่ธนาคาร UOB ชื่อบัญชีนายวิทยา ภู่พิพัฒน์ เลขที่บัญชี 094-2-25110-9 แล้ว e-mail แจ้งการโอนเงิน โดยระบุวันที่โอน เวลาที่โอน สาขาตู้ที่โอน เบอร์บัญชีที่โอน และจำนวนเงินที่โอนค่ะ

เพียงแค่นี้ เราก็ได้ช่วยเหลือเพื่อนคนหนึ่งด้วยกัน แม้คุณอาจจะไม่ได้รู้จัก X เป็นการส่วนตัว แต่เชื่อว่าการได้ช่วยเหลือคนอื่นนั้นเป็นความสุขอย่างหนึ่งนะคะ แถมได้เสื้อ และกระเป๋าเก๋ๆ ไปเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณด้วย ^ ^

ps ชื่อ X นี่เป็นชื่อเล่นของน้องเค้าจริงๆ ไม่ได้เป็นชื่อสมมติ ประเภท Mr. X แต่อย่างใด

ตุลาคม 1, 2009 at 4:04 am 4 ของความคิดเห็น


ตุลาคม 2009
อา พฤ
« ก.ย.   พ.ย. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

หน้า

Blog Stats

  • 160,408 hits