London Trip A to Z ตอนที่ 19

S for Smythson of Bond Street

Smythson of Bond Street เป็นร้านขายเครื่องเขียนชั้นดี มีชื่อเรื่องสมุดโน๊ตต่างๆ รวมไปถึงเครื่องหนังชั้นดีดีไซน์เรียบหรู

คนรักกระดาษและเครื่องเขียนอย่างฉันจึงใฝ่ฝันจะได้สมุดโน๊ตเล่มเล็กสวยเก๋มาเป็นสมบัติส่วนตัวสักชิ้น สมุดปกหนังหรือ pocket notebook มีขนาดกำลังพอเหมาะ สำหรับพกไว้ในกระเป๋ายามเกิดไอเดียอะไรก็พร้อมใช้จดได้ทันที

เคยเดินผ่านร้าน Smythson ที่ New Bond Street เมื่อหลายปีก่อน ก็รู้สึกประทับใจในความเรียบหรูดูดีของที่นี่ ความที่เป็นร้านเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1887 ทำให้ที่นี่ดูจะมีความขลังแบบโลกเก่าๆ คงอยู่ด้วย แม้ว่าสินค้าจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป มาลองคิดดูซองจดหมายซึ่งใส่จดหมายที่บรรจุเรื่องราวที่เราต้องการสื่อสาร ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาเป็นซองใส่ iphone ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสื่อสารของคนยุคนี้

กลับไปลอนดอนคราวนี้ได้สมุดโน๊ตเล่มขนาดพอเหมาะหน้าปกสีชมพูสดพร้อมข้อความ J’adore เป็นของที่ระลึกให้ตัวเองจากการไปเดินเที่ยวห้าง Harrods

ใครสนใจสินค้าของ Smythson of Bond Street ก็ลองเข้าไปดู website ของเค้าได้ที่นี่

ปล. แอบกระซิบนิดนึงว่าซื้อที่สนามบิน Heathrow จะถูกกว่าในเมือง เพราะเค้าเป็นร้าน tax free ค่ะ

Advertisements

London Trip A to Z ตอนที่ 18

R for Rain

เกาะอังกฤษกับฝนดูจะเป็นสิ่งคู่กัน

แม้ในช่วงฤดูร้อนที่เราไปเยือนลอนดอนครั้งนี้ เราจะยินดีปรีดากับแสงแดดอ่อนๆ ลมเย็นๆ ที่พาให้เรารู้สึกสดชื่น แต่ฝนเมืองผู้ดีก็ตามมาราวีเราจนได้ แถมยังเลือกมาในวันที่เราไปเที่ยวสวนคิว ทำให้ตัดโอกาสการเที่ยวเล่นชมต้นไม้กลางแจ้งไปโดยปริยาย

ฝนอังกฤษตามปกติจะตกหยิมๆ ทั้งวัน ท้องฟ้าก็อึมครึมครึ้มเทาอยู่อย่างนั้น ทำให้หลายคนรู้สึกจิตตกไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อฟ้าอึมครึมเป็นระยะเวลาหลายๆ วัน

ครั้งแรกที่ไปอังกฤษ ได้อ่านหนังสือพิมพ์ของเค้าซึ่งพูดถึงสภาพลมฟ้าอากาศที่ส่งผลไปถึงจิตใจของคน ในช่วงอากาศอึมครึม หลายคนเกิดภาวะ depress กันได้ง่ายๆ

แต่ถ้ามองในแง่ดี ฝนก็ทำให้เราสนุกกับแฟชั่นกันเปียก ไม่ว่าจะเป็นร่มสารพัดแบบ เสื้อกันฝน รวมไปถึงรองเท้ากันน้ำอย่าง wellies หรือ wellington boots (ได้ชื่อตามดยุค ออฟ เวลลิงตัน ผู้ชื่นชอบรองเท้าบู๊ธแบบนี้ และทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในแฟชั่นตลอดกาล)

การถือร่มกันฝนในอังกฤษอาจจะต้องใช้เทคนิคสักหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันลมแรง ฉันเองทำร่มหักไปหลายคันกว่าจะเริ่มเชี่ยวชาญในการเดินถือร่มฝ่าฝน

“The best thing one can do when it’s raining is to let it rain.” – Henry Wadsworth Longfellow (1807 – 1882)

London Trip A to Z ตอนที่ 17

Q for Queen Mary’s Doll House

 – ภาพ Queen Mary จาก vintagepostcards.org

เอนทรีนี้ขอแว่บออกมาจากลอนดอนนะคะ เพราะจะชวนมาดูบ้านตุ๊กตาแสนสวยกันที่พระราชวังวินด์เซอร์

พระราชวัง Windsor เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม นอกเหนือจากพระราชวัง Buckingham และพระราชวัง Hampton Court พระราชวังวินด์เซอร์นี้ตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆ ภายใต้ชื่อเดียวกัน ก็คือเมืองวินด์เซอร์นั่นเองค่ะ และหากข้ามสะพานจากเมืองวินด์เซอร์ไปก็จะถึงเมืองอีตั้นแห่งคอลเลจชื่อดังอย่าง Eton College

วินด์เซอร์เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ที่น่ารัก ซึ่งเราสามารถเลือกเดินชมเมืองหรือจะใช้บริการรถบัสนำเที่ยวก็ได้ ในช่วงเดือนกันยายนที่เราไปอากาศค่อนข้างดีทีเดียว แถมร้านค้าและผับเล็กๆ ที่น่ารัก ต่างพากันปลูกดอกไม้สีสดประดับไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกันเพลิน

แต่จุดหมายของเราวันนี้อยู่ที่พระราชวังวินด์เซอร์และอีตันคอลเลจค่ะ (ไม่อยากบอกเลยว่าไปอีตันคอลเลจไม่ทันเวลา เลยอดเข้าไปดูข้างใน ขนาดเราวางแผนมาอย่างดีแล้วเชียว ยังมัวเถลไถลและหลงทางจนไปไม่ทันจนได้ – -“)

ฉันมาเที่ยวพระราชวังวินด์เซอร์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว มาแต่ละครั้งก็ได้ความรู้สึกต่างกันไป อย่างครั้งนี้พอมีเวลาเลยไปยืม audio guide มาฟังไปเดินดูไปด้วย ถ้าจะเล่ารายละเอียดทั้งหมดของพระราชวังแห่งนี้คงใช้เวลาและหน้ากระดาษเยอะทีเดียว เอาเป็นว่าใครสนใจอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชวังแห่งนี้ลองเข้าไปดู official site ของเค้าได้ที่นี่ เลย

ไหนๆ topic ของเอนทรีนี้ก็เป็นเรื่องราวของบ้านตุ๊กตา ดังนั้นตามฉันมารู้จักบ้านตุ๊กตาแสนสวยหลังนี้กันเลย ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าบ้านตุ๊กตานี้ไม่ได้เป็นของเล่นสำหรับเด็กนะคะ แต่ถือเป็นของสะสมที่มีค่าและราคาแพงมากทีเดียว โดยเฉพาะบ้านตุ๊กตาหลังนี้ ซึ่งเป็นของขวัญสำหรับพระราชินีแมรี่ พระมเหสีของพระเจ้าจอร์จที่ 5 จึงรับรองได้ว่าเป็นบ้านตุ๊กตาที่เลิศจริงๆ

เรามาดูความพิเศษของที่นี่กันเลยค่ะ บ้านตุ๊กตานี้สร้างขึ้นตามความคิดของเจ้าหญิง Marie Louis เพื่อมอบเป็นของขวัญแก่พระราชินีแมรี โดยเป็นผลงานออกแบบของเซอร์ Edwin Lutyens บ้านตุ๊กตาหลังนี้สร้างแล้วเสร็จในปี 1924 โดยมีสเกล 1:12 (นิ้ว:ฟุต) ทั้งระบบท่อน้ำและไฟฟ้าภายในบ้านสามารถใช้งานได้ทั้งหมด! และยังรวบรวมเอาสิ่งต่างๆ ที่ถือว่าทันสมัยในสมัยนั้นมารวมกันไว้ในบ้านตุ๊กตาที่เปรียบเสมือนเป็นพระราชวังขนาดย่อมหลังนี้ ไม่ว่าจะเป็นโถชักโครก เครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ ส่วนหนังสือต่างๆ ที่อยู่ในห้องสมุดก็ทำขึ้นพิเศษสำหรับห้องสมุดขนาดจิ๋วนี้ โดยมีหนังสือที่ Sir Arthur Conan Dolye (ผู้เขียนเรื่อง Sherlock Holmes) เขียนขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับที่นี่ รวมไปถึงผลงานจากนักเขียนชื่อดังอีกหลายท่าน อาทิ JM Barrie (Peterpan) และ Thomas Hardy เป็นต้น ส่วนผลงานศิลปะเช่นภาพวาดต่างๆ ในบ้านก็สร้างขึ้นในขนาดจำลองด้วยศิลปินผู้มีชื่อเสียง ถ้าคิดเป็นราคาค่าสร้างจริงๆ บ้านตุ๊กตาหลังน้อยหลังนี้คงมีราคาแพงกว่าบ้านจริงๆ หลังหนึ่งเสียอีก น่าเสียดายที่เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปภายในห้องที่จัดแสดงบ้านตุ๊กตา ใครอยากเห็นล่ะก็มาดูที่ link นี้ได้เลย

London Trip A to Z ตอนที่ 16

P for Paddington

– หมีแพดดิงตันที่สถานี London Paddington ภาพจาก BBC

เมื่อพูดถึง Paddington ฉันจะนึกถึงหมีน้อยใส่หมวก หิ้วกระเป๋าเดินทาง มาจาก Darkest Peru

สถานี Paddington ในลอนดอนเป็นสถานีรถไฟใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมทางรถไฟที่เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในเขต West Country และ Midlands เช่น Bristol, Bath, Gloucester, Worcester และ Penzance รวมทั้งเมืองใน South Wales อย่าง Cardiff, Swansea และ Newport

แต่ถ้าใครไม่ได้เดินทางไปต่างเมือง ก็ยังมีโอกาสใช้บริการสถานี Paddington กันได้เพราะนอกจากจะเป็นสถานีรถไฟแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานี Heathrow Express และรถไฟใต้ดิน (tube) ด้วย

การเดินทางจากสนามบินเข้าใจกลางกรุงลอนดอนด้วย Heathrow Express นี้เป็นวิธีที่แสนสะดวกค่ะ ราคาตั๋วจะถูกกว่าการนั่งแท๊กซี่เข้าเมืองมากและใช้เวลาน้อยกว่า (แต่แพงกว่ารถไฟใต้ดิน) คือราว 15 นาที เท่านั้น เราสามารถซื้อตั๋วเดินทางล่วงหน้าทาง internet ที่ website ของเค้าได้ด้วย ซึ่งหากซื้อทางอินเตอร์เน็ตก็จะได้ส่วนลดนิดหน่อยด้วยค่ะ พอเราจ่ายเงินเสร็จก็แค่ปริ้นท์ตั๋ว e-ticket ออกมา ซึ่งบน e-ticket นี้ เค้าจะมีบาร์โค้ตให้เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วมาสแกนได้ เรียกว่าถ้ามีตั๋วแล้ว เราก็ขึ้นรถไฟได้ทันที ไม่ต้องต่อแถวรอซื้อกันที่สนามบินอีก อ่อ บางโรงแรมเค้าจะมี promotion ร่วมกับ Heathrow Express ด้วยนะคะ โดยปกติเค้าจะให้ promotional code มา แล้วเราก็สามารถระบุหมายเลขนั้นลงไปได้เวลาซื้อตั๋วทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็จะได้ส่วนลดเพิ่มนิดหน่อยค่ะ

อ๊ะ ออกนอกเรื่องไปไกลเชียว กลับมาที่สถานี Paddington กันค่ะ ใครที่เคยไปเที่ยวต่างประเทศ เช่น ยุโรปหรือญี่ปุ่น คงจะคุ้นเคยกับสถานีรถไฟขนาดใหญ่ ซึ่งภายในมีร้านค้าต่างๆ ให้ได้เดินช้อป และร้านอาหาร ร้านกาแฟต่างๆ ให้ได้เลือกชิม ระหว่างรอรถ สถานี Paddington ก็เช่นเดียวกันค่ะ เท่าที่มองดูรอบๆ จะเห็นร้านกาแฟและเบเกอรี่/แซนด์วิชสารพัดยี่ห้อให้เลือก พวกฝรั่งเค้านิยมซื้อกาแฟและแซนด์วิชกันค่ะ ไม่ว่าร้านไหนๆ คนก็ต่อแถวกันยาวเชียว ร้านกาแฟที่เราแวะซื้อไปดื่มบนรถไฟระหว่างไป Oxford คือร้าน Cafe Nero ค่ะ กาแฟไซส์ขายฝรั่งนี่จะถ้วยใหญ่ทีเดียว (ปกติซื้อสตาร์บัคที่เมืองไทยจะสั่งแบบ short = แก้วเล็กตลอด แต่ของที่นี่ถ้วยเล็กก็จะเป็นขนาด tall ของที่เมืองไทย) เรียกว่าถ้วยเดียวอิ่ม 

สำหรับแฟนๆ โดนัทเจ้าดังอย่าง Krispy Kreme ที่สถานี Paddington ก็มีร้านของเค้าเหมือนกัน แหม ร้านโน้นก็น่าเข้า ร้านนี้ก็น่าชิม ยังไงก็อย่าเผลอเดินช้อปและชิมจนลืมเวลารถไฟล่ะ เพราะรถไฟที่นี่เค้าเข้าออกตรงเวลามากๆ ค่ะ (ถ้ามีการดีเลย์ เค้าจะขึ้นป้ายบอกไว้ทันที)

ขอวกกลับมาที่ประวัติของสถานี Paddington ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า London Paddington กันซะหน่อยนะคะ

แรกเริ่มเดิมทีสถานีนี้เป็นสถานีแบบชั่วคราวของบริษัทรถไฟ Great Western Railway โดยสถานีตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของถนน Bishop’s Bridge ในปี ค.ศ.1854 จึงได้เปิดทำการสถานีรถไฟหลักแห่งนี้ โดยใช้เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า สถานีแห่งนี้ออกแบบโดยคุณ Isambard Kingdom Brunel (ชื่อแปลกดีเนอะ) โดยมีคุณ Matthew Digby Wyatt ร่วมออกแบบรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม ปัจจุบัน ที่นี่มีชานชาลารถไฟทั้งหมด 14 ชานชาลาและเป็นสถานีรถไฟใต้ดินด้วยใกล้ๆ กับสถานีก็เป็นที่ตั้งของโรงแรมรถไฟชื่อดังในอดีตอย่าง The Great Western Royal Hotel (ชวนให้นึกถึงโรงแรมใกล้สถานีรถไฟในสมัยก่อน ที่บ้านเราก็มีเหมือนกัน อย่างที่หัวหิน ก็มีโรงแรมรถไฟ ซึ่งปัจจุบันก็คือ Sofitel Central หัวหินนั่นเอง) ปัจจุบันโรงแรมนี้เป็นของกลุ่มโรงแรม Hilton ภายใต้ชื่อ Hilton London Paddington ค่ะ

ก่อนจบเอนทรี ขอเล่าเรื่องน้องหมี Paddington ปิดท้ายซักหน่อย ใครเป็นแฟนหมีน้อยหน้าซื่อตัวนี้ก็สามารถหามาจับจองได้จากร้านขายของที่ระลึกในสถานี Paddington นี้ด้วยนะ หมีน้อย Paddington เดินทางมาจาก ‘Darkest Peru’ เค้าได้รับการเลี้ยงดูจากคุณป้าลูซี่หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ทำให้เค้ากลายเป็นน้องหมีกำพร้า เมื่อป้าลูชี่ตัดสินใจไปอยู่บ้านพักหมีชราที่เมืองลิมา คุณป้าจึงส่งหมีน้อยมาที่ประเทศอังกฤษ หลังจากคุณป้าสอนภาษาอังกฤษให้หมีน้อยเสร็จสรรพ เธอก็ส่งเจ้าหมีมาทางเรือ และแล้วหมีน้อยก็เดินทางมาถึงสถานี Paddington ที่ที่เขาได้พบกับคุณและคุณนายบราวน์ซึ่งมารอรับลูกสาวที่สถานี เจ้าหมีน้อยนั่งจ๋องอยู่ใกล้กองถุงไปรษณีย์ โดยมีหมวกบุบๆบี้ๆ เป็นเครื่องแต่งกายเพียงชิ้นเดียว ที่คอของเค้ามีป้ายห้อยว่า ‘Please look after this bear, Thank you’ เห็นอย่างนี้สองสามีภรรยาก็อดสงสารไม่ได้สิคะ ทั้งคู่จึงตัดสินใจพาหมีน้อยกลับไปอยู่บ้านด้วยกันและตั้งชื่อเขาว่า Paddington ตามสถานที่ที่พวกเค้าพบกับเจ้าหมีน้อยเป็นครั้งแรก

สนใจเรื่องราวของหมีน้อยพร้อมกิจกรรมสนุกๆ สำหรับน้องๆ หนูๆ ไปดูได้ที่นี่เลยค่ะ

London Trip A to Z ตอนที่ 15

O for Oyster Card

oysterc

– ภาพจาก thelondondailynews.com ค่ะ

อยากไปไหนมาไหนในลอนดอนให้สะดวกต้องพกบัตรหอย (Oyster Card) ไปด้วยค่ะ

บัตร Oyster นี้ช่วยให้ทุกชีวิตที่เดินทางในลอนดอนสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะวิธีการใช้ก็แค่แตะบัตรที่เครื่องอ่านเวลาเข้าไปยังสถานีและแตะอีกทีตอนออก

เท่านี้ก็สามารถใช้บริการได้ทั้งรถไฟใต้ดิน รถเมล์ (ไม่ต้องแตะตอนลงนะจ๊ะ) รถราง ฯลฯ สารพัดวิธีเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนของลอนดอนได้อย่างสบายโลด

เจ้าบัตรหอยนี้มีให้เลือก 2 แบบ คือแบบเติมสตางค์ และแบบเหมาที่เรียกว่า Travelcard ซึ่งถ้าใครไปลอนดอนในระยะเวลาสั้นๆ อาจจะเลือกแบบเติมสตางค์ ที่เราสามารถโหลดจำนวนเงินตามที่ต้องการลงในบัตร แล้วเวลาใช้งาน เครื่องอ่านก็จะหักเงินไปตามค่าโดยสารแต่ละครั้ง (วิธีนี้ ค่าตั๋วโดยสารจะถูกกว่าการซื้อตั๋วแยกเดี่ยวๆ สำหรับเดินทางเที่ยวเดียว)

ส่วนเราสองคนพี่น้อง อยู่ในลอนดอนเป็นเวลา 7 วัน จึงเลือกซื้อบัตร Oyster และโหลด 7-day Travelcard แบบโซน 1 – 2 และเพิ่มเงินแบบ pay as you go เข้าไปอีก 10 ปอนด์ เราเลือกแค่โซน 1 – 2 เพราะสถานที่ท่องเที่ยวหลักส่วนใหญ่จะอยู่ในโซนนี้ค่ะ ส่วนเงินที่เติมเพิ่มเข้าไป ก็สำหรับกรณีที่ไปเที่ยวนอกโซน 2 (อย่างตอนที่ไปสวนคิวเป็นต้น)

ยังไง ทางที่ดีที่สุด (และประหยัดที่สุด) คือวางแผนการเดินทางไว้ก่อน ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง และสถานที่นั้นอยู่ในโซนไหน จะได้เลือกบัตร Oyster แบบที่เหมาะกับงบของเราที่สุดได้ค่ะ

ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ

ไปลอนดอนครั้งหน้า มีเจ้าบัตร Oyster ไว้ทั้งอุ่นใจและสบายกว่าค่ะ

London Trip A to Z ตอนที่ 14

N for Nandos

nandos

ร้านอาหารหนึ่งที่ถูกบรรจุเข้าไปในการโปรแกรมการกิน-เที่ยวของเราคราวนี้คือ Nandos ร้านอาหารกึ่งฟาสต์ฟู๊ดสไตล์โปรตุกีส ที่โดดเด่นด้วยไก่ย่างและน้ำจิ้มรสเด็ด ที่มีระดับความเผ็ดให้เลือกตามความชอบ

Nandos เคยเป็นร้านที่เราไปฝากท้องอยู่หลายครั้งเมื่อสมัยไปเรียน ด้วยรสชาติไก่ย่างพร้อมน้ำจิ้มรสชาติจัดจ้าน ทั้งเปรี้ยวและเผ็ด ที่ช่วยให้หายคิดถึงรสชาติเด็ดๆ แซ่บๆ แบบน้ำจิ้มแจ่วไปได้บ้าง

พอกลับมาเมืองไทย เคยไปลองชิมไก่ย่างแบบ peri peri ที่พารากอน แต่รู้สึกว่ารสชาติไม่อร่อยเหมือนที่ Nandos มาลอนดอนคราวนี้เลยขอย้อนอดีตไปชิม Nandos ซะหน่อย

ร้านนี้หาได้ง่ายๆ ทั่วกรุงค่ะ เพราะมีหลายสาขา สาขาที่เราสองพี่น้องไปชิมอยู่ที่เมืองวินด์เซอร์ค่ะ

ใครที่ติดใจรสชาติน้ำจิ้มเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ ของเค้าก็สามารถหาซื้อกลับมาบ้านได้ค่ะ จากทั้งที่ร้าน Nandos และซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป

ลองเข้าไปดู website ของ Nandos ได้ที่นี่นะคะ

London Trip A to Z ตอนที่ 13

M for Metropolitan London

met london

welcome note, fruit plate & Met candle

พูดถึงที่เที่ยวกันมาหลาย entry แล้ว ขอข้ามกลับมาถึงหมวดที่พักค่ะ

Metropolitan London เป็นหนึ่งในโรงแรมที่เราได้มาพักในทริปลอนดอนครั้งนี้ เราอยู่ที่นี่กันเป็นเวลา 2 คืนค่ะ และเป็นสองคืนแสนพิเศษ เพราะถ้าเทียบกับหอพักของ LSE ที่เราพักใน 4 คืนก่อนหน้านี้แล้ว ต้องเรียกว่าต่างกันมากๆ แต่ก็ดีไปคนละแบบนะคะ

สาเหตุที่ฉันเลือก Metropolitan London ก็ง่ายๆ ค่ะ เพราะจองห้องพักได้ในราคาพนักงานนั่นเอง

ทำงานกับ Metropolitan ที่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่ pre-opening แล้วก็กลับมาทำงานที่นี่อีกครั้งเมื่อปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ฉันรู้สึกว่าน่าจะมีโอกาสไปเยือน property อื่นๆ ในเครือโรงแรมของเราบ้าง เลยถือโอกาสนี้ไป Met London เสียเลย (ต้องขอขอบคุณเจ้านายผู้ใจดี ซึ่งช่วยให้ฉันได้ห้องพักที่นี่ แม้จะเป็นช่วงที่โรงแรมค่อนข้างยุ่งมาก)

เกริ่นถึงโรงแรม Metropolitan สักนิดค่ะ โรงแรมเราอยู่ในเครือ COMO Hotels & Resorts เครือโรงแรมและรีสอร์ตเล็กๆ แต่เต็มไปด้วย property สวยๆ ในโลเคชั่นอย่าง ลอนดอน (Metropolitan London และ The Halkin) มัลดีฟ (Cocoa Island) ภูฏาน (Uma Paro) ฯลฯ

met london1

ห้องพักแสนสบายในสไตล์คอนเทมโพรารี

met london 2

วิวสวยๆ สีเขียวชอุ่มของ Hyde Park

มาพูดถึงห้องพักที่ Met London กันบ้างค่ะ ห้องพักของเราอยู่บนชั้น 8 เป็นห้อง Metropolitan Room ซึ่งเทียบได้ประมาณห้อง Deluxe ที่กว้างขวาง สะดวกสบายมาก แถมยังมีวิวสวยๆ สีเขียวๆ ของ Hyde Park แบบ panorama จากหน้าต่างห้องอีกต่างหาก สิ่งอำนวยความสะดวกก็มีครบครัน ไม่ว่าจะเป็น wifi internet, LCD TV, mini bar ฯลฯ

นอกจากส่วนของห้องพัก แล้วเราอาจเคยได้ยินชื่อร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง Nobu กันมาบ้างนะคะ (ถ้าใครเคยดูเรื่อง Notting Hill ร้าน Nobu ก็เป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่องนั้นด้วย) ตอนนี้มีสองสาขาที่ในลอนดอนค่ะ แต่สาขา original ก็คือที่โรงแรม Metropolitan นี่เอง

อีกร้านหนึ่งของ Met London ที่เค้าว่าเป็นบาร์ซึ่งเหล่า celeb และคนรวยนิยมก็คือ Met Bar ค่ะ ที่นี่จะใช้ระบบ member only คือเปิดให้เข้าเฉพาะสมาชิกและแขกของโรงแรมเท่านั้น

ในช่วงที่เราไปพัก ใกล้กับเทศกาล London Fashion Week พอดี ทางโรงแรมจึงมีตู้จัดแสดงกระเป๋า clutch รูปปากผลงานดีไซน์เนอร์เปรี้ยวเก๋อย่าง Lulu Guinness อยู่ด้วย แถมยังเก๋ด้วยเมนู Lulu Guinnes high tea ที่ Met Bar ด้วย

อ่อ แล้วใครที่เป็นนักช้อปตัวยงคงจะถูกใจที่นี่ไม่น้อย เพราะอยู่ใกล้แหล่งช้อปอย่าง Knightsbridge มากๆ หรือจะไป Oxford Street ก็ขึ้นรถเมล์ไปได้ไม่ไกลเลย

เขียนมาซะยาว ใครมีโอกาสไปลอนดอนก็ลองแวะไปดูกันได้นะคะ ส่วน website ของโรงแรมอยู่ตรงนี้เลย