Archive for ธันวาคม, 2009

London Trip A to Z ตอนที่ 22

V for Victoria & Vivienne Westwood

Houses of Parliament, London

แม้สมัยวิคตอเรียนจะผ่านไปกว่าร้อยปีแล้ว (ควีนวิคตอเรียสวรรคตในปี 1901) แต่ชื่อนี้ยังมีความผูกพันธ์แนบแน่นกับชาวอังกฤษอยู่ เรียกว่าไปที่ไหนๆ ก็ยังจะเห็นชื่อวิคตอเรีย สไตล์วิคตอเรียน ฯลฯ กันอยู่เยอะแยะไปหมด เชื่อว่าถ้าคุณได้มาลอนดอนก็คงต้องมีโอกาสได้พบสักหนึ่ง “วิคตอเรีย” แน่นอน

ขอเรื่มจากย่านวิคตอเรีย ซึ่งมีสถานีวิคตอเรีย (Victoria Station) เป็นจุดศูนย์กลาง มีทั้งสถานีรถไฟ รถใต้ดิน รวมไปถึงรถโค้ชต่างๆ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังแคว้น Kent และแถบ Sussex นอกจากสถานีแล้วย่านวิคตอเรียยังมีโรงแรม ร้านอาหาร รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวอย่างพระราชวังบัคกิ้งแฮม และสวนเซนต์เจมส์พาร์ค

ส่วน V&A หรือชื่อเต็มๆ ว่า Victoria & Albert Museum ในย่าน South Kensington เป็นพิพิทธภัณฑ์ที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้และของประดับที่วิจิตรสวยงาม (decorative art) รวมถึงงานดีไซน์ต่างๆ ซึ่งมีทั้งของอังกฤษเอง และที่ไป “หยิบยืม” มาจากประเทศอื่นๆ ที่นี่เป็นอีกพิพิทธภัณฑ์ที่เดินเพลิน และมักมีนิทรรศการหมุนเวียนที่น่าสนในมาให้ได้ตื่นเต้นกันอยู่เรื่อยๆ แต่ถ้ายังไม่มีโอกาสไปลอนดอน ก็ลองเข้าไปดูคอลเลคชั่นของเค้ากันได้ที่นี่เลยค่ะ

สำหรับสไตล์วิคตอเรียน ก็จะเน้นที่ลวดลายดอกไม้ การตกแต่งที่หรูหรา รวมทั้งการผสมผสานอิทธิพลจากศิลปะยุคต่างๆ ทั้งโกธิค รอคโคโค จวบจบถึงสิ่งของสวยๆ งามๆ จากต่างถิ่น ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดจากญี่ปุ่น ของตกแต่งจากอินเดีย ตัวอย่างสถาปัตยกรรมสมัยวิคตอเรียที่สำคัญแห่งหนึ่งในลอนดอน ได้แก่ The Houses of Parliament ในรูปแบบวิคตอเรียนโกธิค หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อของวิลเลียม มอริส (William Morris) กันมาบ้างแล้ว ผลงานลวดลายพรรณพฤกษาของศิลปินท่านนี้ก็เป็นงานในช่วงยุควิคตอเรียนเช่นกัน คุณวิลเลียมเป็นศิษย์เก่าของ Exeter College ที่ University of Oxford ค่ะ

เค้กวิคตอเรียน สปอนจ์ สูตรประยุกต์ รสมอคคา กับชาอังกฤษร้อนๆ ที่ Kew Garden

สุดท้ายมาที่ขนมเค้กหวานเจี๊ยบจับใจอย่าง Victorian Sponge Cake ที่หาชิมได้ทั่วไป เหมาะสำหรับทานกับชาที่สุดเพราะเค้กนี้หวานมากกกก ใครอยากได้สูตร เข้าไปที่นี่ได้เลย

ข้ามมาที่ V ที่สองคือคุณป้าสุดเปรี้ยว Vivienne Westwood ที่แม้ทุกวันนี้คุณป้าแกจะอายุเกือบ 70 ปีแล้ว ความเปรี้ยวแบบสาวพังก์ของเธอก็ยังคงมีอยู่ในงานออกแบบ จากร้าน Let It Rock ที่ทำร่วมกับ Malcome McLaren ในช่วงปี 70’s  ในแนว Rock ‘n’ Roll มาเป็น Too Fast To Live, Too Young To Die ในปี 1972 และ Sex ในปี 1974 ต่อมาปี 1976 ก็เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความนิยมพังก์และวง Sex Pistols รวมถึงเสื้อผ้าจากร้าน Seditonaries ของ Westwood จนถึงปี 1981 ผลงานชุด Pirate ซึ่งเป็นงานแฟชั่นโชว์บนแคทวอร์คงานแรกของเธอก็แสดงให้เห็นถึงความสนใจในเทคนิคการออกแบบของวิเวียนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์อันผสมผสานเอา street culture และ tradition เอาไว้ด้วยกัน ร้านของเธอเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น World’s End ซึ่งร้านเลขที่ 430 ถนน King’s นี้ยังมีอยู่จนปัจจุบัน บางคนอาจเคยไปดูนิทรรศการผลงานของ Vivienne Westwood ที่เคยจัดที่ TCDC กันมาแล้ว แต่ถ้ายังไม่เคยดู และสนใจล่ะก็ลองคลิกได้ที่นี่เลยค่ะ

แม้คำว่า Victoria และ Vivienne Westwood จะนำเสนอ concept ที่แตกต่างกันสุดขั้ว แต่ก็ต่างเป็นตัวแทนของความเป็นอังกฤษแบบ Very British ได้เป็นอย่างดี

ธันวาคม 22, 2009 at 5:06 am 2 ของความคิดเห็น

London Trip A to Z ตอนที่ 21

U for Underground

for the art-lover

ใครว่ามาลอนดอนแล้วไม่ได้ไปดู Big Ben เหมือนมาไม่ถึงลอนดอน

แต่ฉันว่าการใช้บริการรถไฟใต้ดินของที่นี่ต่างหากที่ทำให้คุณได้สัมผัสถึงความเป็นลอนดอนจริงๆ

การเดินทางในเมืองใหญ่อย่างลอนดอน หากขาดระบบรถไฟใต้ดินที่มีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็ คงจะวุ่นวายและลำบากไม่น้อย

สำหรับฉันรถไฟใต้ดินแห่งลอนดอน (ชื่อเป็นทางการว่า Underground หรือชื่อเล่นว่า tube) นี้มีดีกว่าการเป็นแค่ระบบขนส่ง เพราะมีอะไรๆ ให้ดูตั้งเยอะแยะทั้งในสถานีและบนรถไฟใต้ดินเอง เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักกับ tube กันดีกว่าค่ะ

เริ่มจากแผนที่รถไฟใต้ดินสุดคลาสสิกฝีมือออกแบบของคุณแฮรี เบค (Harry Beck) ที่เรียกว่าเป็นต้นแบบของแผนที่รถไฟใต้ดินที่เรียกว่าเวิร์คสุดๆ เพราะดูง่าย ด้วยการใช้โค้ดสีที่ต่างกันสำหรับรถไฟสายต่างๆ แม้ว่าตอนดูครั้งแรกอาจจะตกใจกับความสลับซับซ้อนของสายรถไฟที่มีมากมายอยู่บ้าง แต่พอรู้ทริคแล้วล่ะก็ เดินทางไปไหนๆ ในลอนดอนได้ไม่มีหลงค่ะ ล่าสุดเพิ่งซื้อแสตมป์ชุด British Design Classics มา ซึ่งชุดนี้รวมเอาแผนที่ของคุณ Beck ว่าเป็นหนึ่งในดีไซน์แสนจะคลาสสิกของชาวบริติชเค้าด้วย

ส่วนสัญลักษณ์วงกลมสีแดงคาดด้วยแถบสีน้ำเงินหรือที่เรียกว่า roundel นั้น ก็เป็นสัญลักษณ์ที่เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นตราของรถไฟใต้ดินของลอนดอน roundel นี้เป็นผลงานของคุณ Edward Johnston (typographer) โดยปรับปรุงจากดีไซน์ในช่วงแรกให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น และสัญลักษณ์นี้ก็ใช้เป็นทั้งโลโก้ของลอนดอนอันเดอร์กราวน์และป้าย (signage) ต่างๆ ของรถไฟใต้ดินมาจนปัจจุบัน

ภายในรถไฟ ก็คล้ายรถไฟใต้ดินบ้านเรา (แต่ของเค้าจะเก่ากว่า) ใครขึ้นรถไฟ จะได้ยินเสียงเตือนว่า Mind the Gap กันอยู่บ่อยๆ เค้าหมายถึงให้ระวังช่องว่างระหว่างรถไฟและชานชาลาค่ะ ใครเผลอเดินไปดู อาจจะขาเข้าไปติดอยู่ระหว่างร่องนั้นได้

มาว่ากันที่บรรยากาศของสถานีบ้าง ต่างสถานีก็จะมีบรรยากาศที่ต่างกันออกไป บางสถานีอยู่บนดินค่ะ (จริงๆ แล้ว tube เนี่ย อยู่บนดินมากกว่าใต้ดินเสียอีก) สถานีไหนใกล้สถานที่ท่องเที่ยวอะไรก็มักจะมีการตกแต่งไปตามธีมนั้น สถานีใกล้พิพิทธภัณฑ์ก็จะมีโปสเตอร์งานนิทรรศการต่างๆ สลับสับเปลี่ยนกันมาประกาศให้ชาวลอนดอนเนอร์ได้รู้ เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีศิลปะโปสเตอร์ของ London Transport ที่แสนจะเก๋ให้ได้ดูกันเรื่อยๆ ส่วนใครอยากได้ของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้าน ก็แนะให้หยิบแผนที่รถไฟใต้ดินที่เค้าแจกฟรีตามสถานีต่างๆ ไปได้ เค้าจะเปลี่ยนรูปไปตามเทศกาลหรือช่วงเวลาต่างๆ เช่น วันตรุษจีน หรือเป็นรูปผลงานออกแบบอื่นๆ เป็นต้น เรียกได้ว่าใครอยากสะสมก็หาหยิบกันได้ค่ะ

แต่ถ้าติดใจ อยากได้โปสเตอร์หรือของที่ระลึกของ London Transport หรืออยากรู้เรื่องของระบบขนส่งของลอนดอนให้มากขึ้น ต้องตรงไปที่ Covent Garden เลยค่ะ เพราะที่นั่นเค้ามี London Tranport Museum (ตั๋วผู้ใหญ่ 10 ปอนด์ ตั๋วนักเรียน 6 ปอนด์) ให้ได้หาความรู้และความบันเทิงไปพร้อมๆ กัน เรียกว่าเหมาะกับการไปเที่ยวเป็นครอบครัวที่สุด

แหม แค่แวะขึ้นรถไฟใต้ดิน ชมสถานี ดูเหล่าลอนดอนเนอร์และนักท่องเที่ยวผ่านไปผ่านมาก็สนุกแล้วนะคะ ไม่รู้ว่าหนุ่มสาวชาวลอนดอน เค้าจะมีเรื่องรักกุ๊กกิ๊กแบบ “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” เหมือนบ้านเราบ้างรึเปล่า ^ ^

ธันวาคม 14, 2009 at 12:07 pm 2 ของความคิดเห็น

London Trip A to Z ตอนที่ 20

T for Tate Modern

ต้อนรับสู่ Tate Modern

ตั้งแต่เริ่มวางแผนเที่ยวลอนดอน ฉันก็บรรจุ Tate Modern เป็นโปรแกรมเที่ยวอันดับแรกๆ ที่ต้องไม่พลาด เพราะที่นี่นับเป็นหนึ่งสุดยอดพิพิทธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยและสมัยใหม่ที่น่าตื่นตาทั้งตัวอาคาร ที่ตั้ง รวมไปถึงคอลเลคชั่นงานที่น่าสนใจ และที่สำคัญคือไม่เก็บค่าเข้าชมค่ะ (แต่เค้ารับบริจาคนะคะ โดยแนะว่าควรบริจาคอย่างน้อยคนละ 2 ปอนด์ เพื่อเป็นค่าดูแลรักษาสถานที่)

เริ่มต้นกันที่ที่ตั้งของที่นี่กันก่อนเลย ทำเลเค้าดีเพราะติดแม่น้ำเทมส์ และอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่สำคัญของเมือง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารเซนต์พอล โรงละครเชคสเปียร์โกลบ ตลาดโบโรห์ ฯลฯ อาคารพิพิทธภัณฑ์เดิมเป็นโรงงานไฟฟ้า Bankside ผลงานออกแบบของ Sir Giles Gilbert และปรับปรุงพื้นที่ภายในโดยสองสถาปนิกชื่อก้องโลกอย่าง Herzog & de Meuron เจ้าของรางวัล Pritzker Prize ผู้ออกแบบ Allianz Arena ในเยอรมันนีและสนามกีฬารังนก Beijing National Stadium ในปักกิ่ง จากโรงไฟฟ้าร้างกลายมาเป็นพื้นที่โล่งกว้างที่เหมาะสำหรับงานศิลปะสมัยใหม่อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานแบบ installation สเกลใหญ่ๆ ที่สามารถแสดงในบริเวณ Turbine Hall ซึ่งเป็นอดีต “ห้องเครื่อง” ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว

เทตโมเดิร์นเน้นงานศิลปะสมัยใหม่จากศิลปินชื่อดังทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Picasso, Mondrian, Jackson Pollock, Jeff Koon หรือศิลปินชาวอังกฤษเองอย่าง Damien Hirst ผู้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เสมอเมื่อใดก็ตามที่มีผลงานปรากฏออกมา หลายคนอาจจะจำได้ถึงแม่วัวลูกวัวผ่าครึ่งในตู้กระจกใสใส่น้ำยาฟอร์มาลีนที่เรียกทั้งเสียงฮือฮา (ปนเสียงด่า)ไปเมื่อหลายปีก่อน

ด้วยงานศิลปะมีมากกว่าพื้นที่จัดแสดง ผลงานจึงมีการหมุนเวียนกันไป อย่างครั้งล่าสุดที่ไป การจัดแสดงก็ต่างจากเมื่อหลายปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง ห้องยาของ Damien Hirst หายไปแล้ว แต่ก็มีงานใหม่ๆ (ที่เค้าจัดแบ่งตามแนวคิดของศิลปิน มาให้ดู)

มาคราวนี้รู้สึกว่าหลายงานที่จัดแสดงออกจะมีความ “แรง” อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานในแนวที่เรียกว่า Viennese Actionism ที่เล่นเอาฉันแทบหัวใจวาย ด้วยความรุนแรงของการสร้างผลงานประเภทที่เรียกว่าเอาเลือดมาแทนสี และภาพที่ไม่ค่อยเหมาะสำหรับเด็กๆ สักเท่าไหร่

แต่หากข้ามมาที่ส่วนของ States of Flux ก็จะมีงานที่ค่อนข้างสดใสในสไตล์ pop art ให้ได้ดู ซึ่งจะเจริญตากว่าบางห้อง มาคราวนี้มีห้องแสดงงานของศิลปินอเมริกันอย่าง Jeff Koon เพิ่มขึ้นมา ส่วนห้องของ Andy Warhol ก็สีสันจัดจ้านด้วยวอลเปเปอร์ pop art สีสดสะดุดตา

ข้อหนึ่งที่น่าชื่นชมของพิพิทธภัณฑ์นี้ คือผู้คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้ามาชมงานศิลปะได้ โดยไม่มีข้อกำหนด ฉันเห็นคุณพ่อมาดเนี้ยบพาลูกสาววัยซนมาเดินดูงานศิลปะ บ้างก็เป็นคุณย่าคุณยายที่ชี้ชวนกันดูงานศิลป์สมัยใหม่ด้วยใจที่เปิดกว้าง เด็กนักเรียนมากันเป็นกลุ่ม บ้างก็นั่งลงสเก็ตช์ภาพตามแบบผลงานชิ้นที่ตัวเองชอบกลับไป

หากใครอยากได้ความรู้เพิ่มเติม เค้าก็มีไกด์พาชมส่วนนิทรรศการต่างๆ ได้ฟรี โดยเราต้องดูตารางเวลา และไปรวมกลุ่มยังจุดนัดพบ ซึ่งไกด์จะพาชมงานศิลปะพร้อมเล่าเรื่องของศิลปิน รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ทำให้เราเข้าใจงานศิลปะเพิ่มขึ้นได้และรู้สึก “อิน” มากขึ้น

ที่ดีๆ อย่างนี้อยากแนะนำให้ไปกันนะคะ ลองเจียดเวลาช้อปปิ้งมาเที่ยวแกลเลอรี่ดีๆ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะหลงรัก “เทต” เหมือนฉันก็ได้

อยากรู้จัก Tate Modern มากขึ้น คลิกที่นี่ได้เลยค่ะ ถ้าคออาร์ตคนไหนยังไม่หมดแรงล่ะก็ แนะนำให้ลองใช้บริการเรือ Tate-to-Tate ซึ่งวิ่งระหว่าง Tate Britain และ Tate Modern ก็จะได้ชื่นชมกับผลงานศิลปะของทั้งสองแกลเลอรีกันอย่างหนำใจ แถมเรือ Tate-to-Tate ยังเป็นผลงานออกแบบของ Damien Hirst อีกด้วย เก๋ไม่ใช่เล่นเลยใช่ไหมล่ะคะ

ธันวาคม 9, 2009 at 10:11 am 4 ของความคิดเห็น


ธันวาคม 2009
อา พฤ
« พ.ย.   ม.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

หน้า

Blog Stats

  • 159,531 hits