Archive for กุมภาพันธ์, 2016

ด.เด็ก (ไม่)สำเร็จรูป – อ่านลูกให้ออก ฟังลูกให้ได้ยิน

  

หากลองคิดดูว่ามนุษย์เริ่มต้นการสื่อสารจากทักษะไหน เราคงตอบได้ไม่ยากว่ามาจากการฟัง (ฟัง > พูด > อ่าน > เขียน) แต่ทำไมทั้งๆ ที่เป็นทักษะทางภาษาทักษะแรกที่เราเริ่มฝึกมาตั้งแต่แบเบาะ พวกเรากลับ”อ่อน”การเป็นผู้ฟังที่ดี

สำหรับเด็กๆ การเริ่มต้นจากการฟัง จนวันหนึ่งสามารถสื่อสารภาษาที่สั่งสมจากการฟังมาเป็นคำพูดนับเป็นพัฒนาการก้าวใหญ่ก้าวหนึ่ง ความเข้าใจภาษาของเด็กอยู่ในช่วงการพัฒนา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกว่าคำพูดของผู้ใหญ่ที่พูดกับเด็กนั้น หากยาว ยาก และซับซ้อนเกินไป เด็กก็คงจะไม่เข้าใจ 

แต่ถึงแม้จะรู้แก่ใจ พ่อแม่หลายคน รวมทั้งตัวฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะพูด พูด และพูด บางครั้งพูดมาก พูดหลายครั้ง ย้ำแล้วย้ำอีก ลูกก็ไม่ทำตามซะที เกิดเป็นความโกรธ โมโห บ้างก็ว่าไปถึงว่าเด็กกวนประสาท อยากยั่วให้โมโห เด็กดื้อ อยากท้าทาย ฯลฯ

เมื่อคลื่นวิทยุสื่อสารของผู้ใหญ่กับเด็กจูนไม่ตรงกัน มันก็เหมือนกับ walkie-talkie ที่มีคลื่นแทรก ฟังได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง

กลับมาที่เรื่องของการฟัง จากการไปอบรมกับครูพบ ครูชี้ให้เห็นว่าการฟังมันมีหลายระดับ

แรกเริ่ม คือ ได้ยินหรือเปล่า 

ถ้าได้ยินแล้ว เข้าใจความหมายหรือเปล่า

ถ้าเข้าใจความหมายแล้ว เห็นด้วยหรือเปล่า

ถ้าเห็นด้วยแล้ว จะทำตามหรือเปล่า

สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราๆ หลายครั้งเราก็ไม่ได้ก้าวเข้าสู่การกระทำ แม้เราจะฟังได้ยิน ฟังเข้าใจ และฟังแล้วคล้อยตามก็ตาม

ด้วยพัฒนาการทางภาษาของเด็กที่ยังมีข้อจำกัด หลายครั้ง เด็กก็แค่ได้ยิน แต่ยังไม่เข้าใจความหมาย ยิ่งแม่บ่น/สอน/ใส่เยอะๆ ยิ่งงง ทำตัวไม่ถูก ก็ไม่ทำตาม พอไม่ทำตามก็ถูกตีตราว่า “ดื้อ” ไปๆมาๆ ลูกก็มองตัวเองว่าเป็นคนดื้อไปโดยปริยาย

ในทางกลับกัน พ่อแม่อย่างเราเคยพยายามอ่านความต้องการของลูกหรือไม่ เราฟังเสียงลูกจริงๆ หรือเปล่า หรือฟังแต่เสียงของตัวเอง ว่าแม่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แล้ว ต้องทำแบบนี้สิ ต้องกินแบบนี้สิ ต้องเล่นแบบนี้สิ ฯลฯ

เวลาพูดกับลูก ลองมองไปที่แววตาของลูก อ่านความรู้สึกของลูก ฟังคำของลูก แล้วคุณจะเข้าใจ หลายครั้งลูกรู้ และมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว โดยไม่ต้องให้พ่อแม่มา”สอน”

ขอบคุณครูพบที่นำทางให้ฉันได้ลองปรับจูนคลื่นเข้าหาลูกทีละน้อย 

ความสุขที่ได้จากการเห็นแววตาเป็นประกาย และใบหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงตื่นเต้นที่ลูกเล่าเรื่องที่ รร. ให้ฟัง(โดยปราศจากเสียงขัดจังหวะ สอน สั่ง วิพากษ์วิจารณ์ ของผู้ใหญ่)นั้น นับเป็นของขวัญที่มีค่าอย่างแท้จริง

กุมภาพันธ์ 9, 2016 at 3:04 pm ใส่ความเห็น

ด.เด็ก (ไม่)สำเร็จรูป – เอาใจเขามาใส่ใจเรา 

ใครๆ ก็บอกว่าให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา

แต่จะมีกี่ครั้งที่เราเอาใจลูกมาใส่ใจเรา?

การเลี้ยงลูกเป็นงานที่โคตรเหนื่อย (จะใช้คำประเภท “เหนื่อยมาก” มันไม่สื่อความหมายพอ) ดังนั้นในวันที่ความเหนื่อยล้ามันสะสมมามากๆ ความอดทนของมนุษย์แม่ย่อมลดระดับลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

ยิ่งถ้ากลับจากทำงานมาเหนื่อยๆ แล้วรี่เข้าครัวไปทำอาหารสุดฝีมือ ขนวัตถุดิบออแกนิกอย่างดี คิดเมนูสุดเลิศ ตกแต่งจานอย่างงามราวกับอาหารระดับมิชลินสตาร์ มาเสิร์ฟลูก แล้วลูกไม่ยอมกินซักคำ กว่าจะหลอกล่อให้อ้าปากได้ ผ่านไปคำละ 5 นาที กินไปได้ 3 คำ แล้วเลิกไม่ยอมกินต่อ วิญญาณแม่คนสวยใจดีจะหลุดจากร่างทันที เหลือแต่เงาดำมืดทะมึนที่เริ่มก่อตัวเป็นแม่ปีศาจ พร้อมกับความพยายามเอาอาหารยัดเข้าไปในปากลูกให้จงได้

แล้วเป็นไง สงครามย่อมๆ ระหว่างแม่ยักษ์ กับคนแคระจอมดื้อย่อมเกิดขึ้น และศึกครั้งนี้ย่อมจบลงด้วยความเครียด ความโมโหคราบน้ำตา และอาหารที่เหลืออีกค่อนจาน

ความต้องการให้ลูกกิน ความหวังดี ความทุ่มเท อยากให้ลูกแข็งแรง ทำให้เรานึกว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ลูกต้องรับรู้สิ ต้องเข้าใจแม่สิ ไม่เห็นใจแม่รึไง เหนื่อยแทบตาย อุตส่าห์เสียสละเวลาทำอาหารดีๆ ให้ บลา บลา บลา

แต่ “ถามลูกยังว่าอยากกินรึเปล่า?”

ลองนึกในทางกลับกัน ถ้าตัวเรากลับมาถึงบ้าน สามีทำกับข้าวรออยู่ จัดจานอย่างงาม แต่วันนั้นหัวหน้าเพิ่งด่ามาหยกๆ แถมยังมีงานที่ต้องเอากลับมาทำให้เสร็จอีกกองพะเนิน ขากลับก็รถติด ฯลฯ สามีมาคะยั้นคะยอให้กินเยอะๆ เอ้าอีกคำสิ อุตส่าห์ทำตั้งนาน อะไรกันกินแค่นิดเดียว วันหลังไม่ทำให้กินละนะ เอ้าอ้าปากไวๆ เลย ชักจะเบื่อแล้วนะ เออไม่กินอย่ากิน … ถามจริงๆ ว่าจะรู้สึกยังไง

ลูกก็เป็นคนธรรมดาๆ ที่มีวันที่อยากกิน วันที่ไม่มีอารมณ์กิน วันที่หงุดหงิด วันที่ฟันจะขึ้น วันที่อึไม่ออก วันที่คิดถึงแม่มาทั้งวันอยากให้แม่เล่นด้วย และวันที่มีอะไรอีกหลายอย่าง … 

ลองเอาใจลูกมาใส่ใจเราดูซักวัน ปล่อยบ้าง ผ่อนบ้าง มื้อเครียดๆ ที่ต้องรบกันทุกวัน ก็คงจะลดลงได้บ้าง 

ใครล่ะจะมีความสุขถ้าถูกบังคับให้กิน จริงรึเปล่า

กุมภาพันธ์ 4, 2016 at 3:09 pm ใส่ความเห็น

ด.เด็ก (ไม่)สำเร็จรูป ปฐมบท

สำหรับคนที่ไม่ชอบเด็ก (ถึงขนาดเคยทะเลาะกับเด็ก) ไม่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็ก แม้จะมีน้องถึง 3 คน (แล้วฉันไปทำอะไรอยู่หว่า) การเลี้ยงเด็ก(ในที่นี้ก็คือเลี้ยงลูกตัวเอง)ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

แล้วยิ่งมีลูก 2 ก็ยิ่งมีความท้าทายมากขึ้นหลายขุม

ทำไมล่ะ?

ก็เด็กไม่ได้เกิดมาพร้อมคู่มือนี่นา ไม่ได้มีใครบอกขั้นตอน”การจัดการ” เมื่อเด็กมีอาการ”error” แบบร้องไห้เสียงดังนอนสต๊อป หรือลงไปดิ้นถูพื้น (จำได้ว่าพี่โน้ส อุดมก็เคยพูดถึงประเด็นที่”แฟน”ไม่ได้มาพร้อมคู่มือ แล้วใครจะไปเอาใจมันถูกอยู่ … อารมณ์เดียวกันน่ะแหละ)

แถมประสบการณ์เลี้ยงเด็ก 1 คนก็ไม่การันตีว่านำมาใช้กับเด็กนัมเบอร์ 2 (ลูกคนที่ 2, ลูกเพื่อน, ลูกญาติ ฯลฯ)ได้ 100%

ถ้าเรายึดติดกับคู่มือการใช้เดิมๆ (ที่แม่มันจินตนาการขึ้นเอง บ้างก็เรียกสั้นๆ ได้ใจความว่า “มโน”) ความเชื่อมั่นในตัวเองแบบไม่ฟังเสียง(ลูก) เราก็ตกหลุมพรางเข้าเต็มๆ แล้วอยู่กับคำถามว่าทั้งที่แม่ทำดีที่สุดแล้ว เกิดมาไม่เคยทำให้ใครอย่างนี้ กรูจะหมดความอดทนแล้วนะ ลูกจะเอาไงแน่(วะ) (ไม่กล้าพูด”วะ” ดังๆ เดี๋ยวลูกพูดตาม เอาไปพูดกับเพื่อนหรือครูที่โรงเรียน คุณครูและผู้ปกครองคนอื่นจะหาว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน กลายเป็นเด็กไม่มีสัมมาคารวะ ไม่มีมารยาท เป็นปัญหาสังคม บลา บลา บลา)

วันนึงมีเพื่อนผู้ปกครองชวนเรียนคอร์สชื่อ “สกัดจุดลูกจอมเฮี้ยว” ก็รู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่างส่องผ่านเมฆหมอกลงมาที่ตรงหน้า (ลองนึกภาพเวลาพระเจ้าปรากฎตัว … อารมณ์ประมาณนั้น) และคิดว่าเราคงได้คำตอบล่ะว่าจะเอาคู่มือไหนไปจัดการเจ้าลูกรัก(แต่บางครั้งก็อยากเตะ เวลามันดื้อ) มามะ มาให้แม่สกัดจุดซะดีๆ (ในหัวก็จินตนาการไปถึงหนังจีนกำลังภายในที่แม่นางจอยกำลังจะจี้จุดให้องค์ชายน้อยพีท)

ผลปรากฏว่าหลังจากไปเข้าคอร์สมา 6 ครั้ง (มาได้ครึ่งทาง) ก็พบว่าคนที่ถูกจี้จุดและต้องถูกสกัดจุดก่อนใครก็คืออิแม่มันนี่แหละ

อะไร ยังไง ทำไม โปรดติดตามตอนต่อไป

กุมภาพันธ์ 3, 2016 at 1:26 am ใส่ความเห็น


กุมภาพันธ์ 2016
อา พฤ
« ก.ย.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
2829  

หน้า

Blog Stats

  • 160,408 hits