ไอซ์แลนด์ แดนมหัศจรรย์ – on the beaten track, the famous Golden Circle

แม้จะเป็นวันแรกของโร้ดทริปที่รอคอย แต่ท้องฟ้าครึ้มๆ และอากาศหนาวๆ ก็ทำให้เราอยากจะขดตัวอยู่แต่ในผ้าห่มอุ่นๆ

เส้นทางท่องเที่ยวรอบประเทศ Iceland แบบวนตามเข็มนาฬิกาของพวกเรา เริ่มต้นด้วยทัวร์เส้นทางมหานิยม เรียกว่าใครมาไอซ์แลนด์แล้วไม่ได้มาเที่ยว Golden Circle นี่ เรียกว่ามาไม่ถึงกันเลยทีเดียว

สถานที่เที่ยวหลักๆ ที่นักท่องเที่ยวจะแวะชมใน Golden Circle ประกอบไปด้วย น้ำพุร้อน Geysir ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า geyser ที่ใช้เรียกน้ำพุร้อนประเภทนี้กันทั่วไป น้ำตก Gullfoss ที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง และอุทยานแห่งชาติ Þingvellir

นอกจาก 3 ที่นี่แล้ว ก็มีจุดแวะเที่ยวอื่นๆ ตามเส้นทาง เช่น ปากปล่องภูเขาไฟ Kerið ไร่มะเขือเทศ Friðheimar หรือบ่อน้ำร้อน Secret Lagoon ที่ Flúðir

คืนนี้เรามีแผนไปพักที่ Hótel Á ใกล้เมือง Reykholt เพื่อที่วันรุ่งขึ้นจะแวะไปเที่ยวน้ำตก Hraunfossar ใกล้ๆ โรงแรมนี้ได้สะดวก

ด้วยเส้นทางที่ยาวไกลกว่า 200 กม. ในวันนี้ เราจึงเลือกเที่ยว 3 จุดแวะสำคัญ โดยคิดว่าจะเริ่มที่ Gullfoss เป็นแห่งแรก

รถของเราค่อยๆ เคลื่อนห่างจากตึกรามบ้านช่องใน Reykjavík ออกไปทีละน้อย ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว แต่มองหาดวงอาทิตย์ไม่เจอ ทิวทัศน์เวิ้งว้างดูแปลกตา วันนี้เราได้อากาศขมุกขมัวเป็นเพื่อนเดินทาง ฉันคิดว่าจะยังไงก็ได้ ขอแค่ไม่มีฝนตกก็แล้วกัน

Day2_๑๘๑๑๒๒_0223

ขับไปเรื่อยๆ กว่า 1 ชั่วโมง ผ่านป้ายบอกสถานที่ท่องเที่ยว เอ๊ะ! นี่ปากปล่องภูเขาไฟ Kerið นี่ พอเห็นรถนักท่องเที่ยวจอดอยู่ประปรายก็เลยขับวกกลับมา (มาได้ไงเนี่ย ตามแผนที่เราควรจะไปถึง Gullfoss ก่อนสิ)

พูดว่าปากปล่องภูเขาไฟ ฟังดูน่าตื่นเต้น

พอเราลงจากรถก็ต้องจ่ายเงินค่าเข้าก่อนด้วยเนื่องจาก Kerið ตั้งอยู่ในที่ส่วนบุคคล (สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและน่าตื่นตาหลายๆ แห่งของ Iceland ไม่เก็บค่าเข้า) มาลองคิดดูก็เจ๋งดีนะ ถ้าที่ดินของเรามีปากปล่องภูเขาไฟอยู่ด้วย!

พอได้มาดูของจริงที่ Kerið นี่แล้ว ฉันว่าปากปล่องภูเขาไฟก็ไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไหร่นะ อาจเป็นเพราะในวันฟ้าครึ้มแบบนี้ สีของนำ้ในทะเลสาบปากปล่องแม้จะดูสีฟ้าสดแต่บรรยากาศรอบๆ ดูขมุกขมัวเกินไป แถมอากาศหนาวจับใจที่โหมใส่พวกเราเพราะกำลังลม ประกอบกับฝนปรอยๆ ก็ทำให้ 3 นักท่องเที่ยวจากแถบเขตศูนย์สูตรอย่างเรารีบดูรีบไป ในขณะที่นักท่องเที่ยวบางคนก็เดินลงไปชมวิวที่ใกล้บริเวณทะเลสาบปากปล่อง (crater lake) ด้วย

น้ำสีฟ้าสวยนี้เกิดจากแร่ธาตุที่อยู่ในดิน และทะเลสาบนี้ลึกแค่ประมาณ 7 – 14 เมตรเท่านั้น (ความลึกขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและปัจจัยอื่นๆ) หินภูเขาไฟในบริเวณนี้จะมีสีออกแดงเหมือนในรูป

kerid

ออกจาก Kerið เราไปกันต่อที่น้ำพุร้อนชื่อดัง ที่ใครมาไอซ์แลนด์ก็ต่างต้องแวะมาดู

ที่ประเทศไอซ์แลนด์ เราจะได้พบกับ geothermal area หลายแห่งที่ซึ่งพลังความร้อนใต้พิภพยังคงคุกรุ่น และแสดงพลังแห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ให้มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราได้สัมผัส

ส่วนน้ำพุร้อน Geysir นี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Haukadalur Valley ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไอซ์แลนด์

geothermal
ร้อนระอุ ท่ามกลางความหนาว … พลังความร้อนใต้พิภพ

แม้ว่าตัว Geysir (ที่มาของคำว่า geyser และในอดีตเคยพุ่งสูงถึง 170 เมตร)เองจะอยู่ในช่วงที่ inactive ไปแล้ว แต่เราก็ยังติดชื่อเรียกนี้อยู่ น้ำพุที่พุ่งสูงสุดได้ถึงราว 40 เมตรและเป็นพระเอกในตอนนี้ มีชื่อว่า Strokkur ซึ่งจะพุ่งโชว์พลังทุก 5 – 10 นาที (ใครอยากถ่ายรูปก็ต้องตั้งกล้องเตรียมตัวเล็งกันให้ดี) และความสูงที่พุ่งขึ้นมาแต่ละครั้งก็ไม่เท่ากัน พื้นที่โดยรอบชุ่มไปด้วยน้ำร้อนๆ อุณหภูมิคงจะอุ่นพอให้มีมอสเขียวๆ ให้เห็นอยู่ประปราย บางจุดก็มีพุน้ำร้อนเล็กๆ ขึ้นมา อย่าง Litli-Geysir

Litli
ร้อนเล็กๆ กับ Litli-Geysir

บริเวณนี้มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาตา เพราะถือเป็นสถานที่แบบ must-see มีจุดบริการนักท่องเที่ยวให้แวะเข้าไปหลบลมหนาว เข้าห้องน้ำ มีร้านคาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึกสารพัดที่น่าเดินเล่นมากๆ โดยเฉพาะแบรนด์ Geysir ที่ดีไซน์สวยเก๋และ 66°North เครื่องแต่งกาย outdoor แบรนด์ดังของไอซ์แลนด์

จากจุดจอดรถ เราแค่เดินข้ามถนนมา ก็ถึงบริเวณน้ำพุร้อน ซึ่งหลายๆ จุดจะมีเชือกกั้นไว้ เพื่อความปลอดภัยเราควรเดินในทางเดินที่เค้ากำหนดไว้ ซึ่งถ้าใครที่ได้มาเที่ยวที่ไอซ์แลนด์ (หรือสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอื่นๆ) ก็ควรจะปฏิบัติตามกฎ ทั้งเป็นการเคารพธรรมชาติที่สวยงามและเปราะบางเหล่านี้ และเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองด้วย

before
รอคอยด้วยใจจดจ่อ – before the burst

เราเดินไปจับจองที่ยืนใกล้ๆ กับ Strokkur เพื่อรอดูปรากฎการณ์แห่งธรรมชาติอันน่าตื่นตาที่กำลังจะเกิดขึ้น มองลงไปที่กลางแอ่งจะเห็นน้ำสีฟ้าใสที่หมุนวน รอเวลาที่จะปะทุขึ้นมา เป็นภาพที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ดูทั้งแปลกและน่าทึ่งจริงๆ

รอสักพักใหญ่ๆ มวลน้ำจากกลางแอ่งก็ปะทุ ดันตัวพุ่งสูงขึ้นมา เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมโดยรอบ พร้อมทิ้งละอองน้ำอุ่นๆ ให้กระจายไปทั่วบริเวณ ก่อนไหลกลับลงไปอย่างสงบเสงี่ยม รอเวลาอวดโฉมรอบต่อไป

strokkur
ready, steady, burst!

แม้จะอยู่ในพื้นที่ geothermal ที่คุกรุ่นไปด้วยพลังความร้อน แต่อากาศหนาวระดับเลขตัวเดียวกับลมที่พัดมาเรื่อยๆ และฝนปรอย ทำให้เราต้องขอพักดื่มกาแฟร้อนๆ และช้อปปิ้งเครื่องกันหนาวเพิ่มอีกเล็กน้อยก่อนออกเดินทางกันต่อ ฉันเลือกหมวกไหมพรมของ 66°North มา 1 ใบ ไว้ใส่ทับหมวกที่เตรียมมาจากเมืองไทย

จุดหมายต่อไปของเราคือน้ำตก Gullfoss อันทรงพลัง ชื่อน้ำตกแห่งนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Golden fall (ช่างคล้องกับ Golden Circle จริงๆ ^_^) มีจุดกำเนิดจากธารน้ำแข็ง Langjökull ที่ไหลลงมาเป็นแม่น้ำ Hvítá และตกลงสู่แคนยอนขนาดใหญ่ใน 2 ระดับ ที่ความสูงประมาณ 11 เมตร และ 20 เมตร

ฉันขอเรียกที่นี่ว่าเป็นมหกรรมน้ำตก เพราะเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมาในชีวิต มวลน้ำมหาศาลที่ไหลตกลงมานี้ดูน่าเกรงขาม และส่งเสียงดังกระหึ่ม ทำให้มนุษย์อย่างเราดูตัวเล็กจิ๋วไปในทันใด

about gullfoss
2 น้ำตก – ป้ายอธิบายเกี่ยวกับ Gullfoss

นอกจากความน่าทึ่งของพลังธรรมชาติแล้ว เรื่องราวของชาวไอซ์แลนด์ผู้ปกป้องน้ำตกแห่งนี้จากนายทุนผู้ต้องการกอบโกยผลประโยชน์จากพลังแห่งธรรมชาตินี้ก็น่าประทับใจไม่น้อย Tómas Tómasson ชาวนาเจ้าของที่ดินที่น้ำตก Gullfoss ตั้งอยู่ ปฏิเสธการขายที่ดินให้กับนายทุนชาวอังกฤษ ด้วยประโยคกินใจที่ว่า “I will not sell my friend!” และ Sigríður Tómasdóttir ลูกสาวของเขาก็เป็นผู้ต่อต้านการใช้น้ำตกแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ด้วยความทุ่มเทและเสียสละเป็นเวลายาวนาน จนเธอได้ชื่อว่าเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคนแรกของไอซ์แลนด์

i will not sell my friend
I will not sell my friend!
the lady of the waterfall
ประวัติโดยย่อของ Sigríður Tómasdóttir
the lady of the waterfall2
ประติมากรรมรูป Sigríður Tómasdóttir ผลงานของ Ríkarður Jónsson

ผู้มาเยือนน้ำตกแห่งนี้สามารถเดินชมวิวจากมุมต่างๆ ได้หลายจุด แต่สายฝน ฟ้าครึ้ม และอากาศหนาวเหน็บ(สังเกตุจากน้ำแข็งและหิมะบนพื้น) ไม่เป็นใจ ทำให้เราใช้เวลาไม่นานนักที่น้ำตกแห่งนี้

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอย่างนี้ เวลากลางวันเริ่มจะสั้นกว่ากลางคืน พระอาทิตย์ขึ้นช้าและตกเร็ว การเที่ยวสถานที่ต่างๆ ก็ต้องถูกจำกัดเวลาไปโดยปริยาย

เรายังมีจุดแวะเที่ยวอีก 1 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติ Þingvellir ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี 2004 เป็นที่ซึ่งแผ่นเปลือกโลกของ 2 ทวีปมาพบกัน (หรือจะเรียกว่าแยกจากกันดี)

ระหว่างทางไป เราพบฟาร์มม้าแห่งหนึ่งที่พาม้ามา”จอด”ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปให้อาหารและถ่ายรูปได้ และไม่มีคนเฝ้าด้วย เรียกว่าใช้ระบบไว้วางใจในการซื้ออาหารม้า คือมีอาหารใส่กระทงวางไว้ และมีกล่องให้เราหยอดเงินเอง หยิบอาหารเอง แล้วก็เอาไปป้อนน้องม้าน่ารักๆ ที่ยืนรออยู่ ม้าไอซ์แลนด์ดิกถือว่ามีสายพันธุ์ที่บริสุทธิ์ มีชื่อเสียงในความอดทนและแข็งแรง และเป็นหนึ่งในสิ่งที่นักท่องเที่ยวอยากมาดูเมื่อมาเที่ยวที่นี่

Day2_๑๘๑๑๒๒_0148
ม้าไอซ์แลนดิกที่แสนน่ารัก

ขับต่อมาสักพัก แบบงงๆ เพราะ GPS พาไปลานจอดรถที่ค่อนข้างไกลและไม่มีรถอื่นอยู่เลย เราต้องลอง search ใหม่อีก จนในที่สุดก็มาถึงที่ Þingvellir จนได้

thingvellir7

Þingvellir ไม่ได้มีเพียงแค่ความสำคัญในแง่ธรณีวิทยาเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ตั้งของสภา Alþing “รัฐสภา”แห่งแรกของไอซ์แลนด์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 930 เราจะเห็นป้ายบอกจุดสำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ อาทิ Law Rock ซึ่งเป็นที่สำหรับประกาศกฎหมายและกล่าวสุนทรพจน์ต่างๆ ในสมัยนั้น ใกล้ๆ กันก็มี Drekkingarhylur (The Drowning Pool) ซึ่งเป็นสถานที่ประหารผู้หญิงโดยการจับถ่วงน้ำ นอกจากที่นี้แล้ว ยังมีอีกหลายจุดและหลายวิธีประหารที่เกิดขึ้น ณ สภาแห่งนี้…

thingvellir2

thingvellir3
The Law Rock

ภูมิประเทศที่กว้างใหญ่ ดูแปลกตา มีแนวหินตั้งตระหง่านเป็นสันยาว มีน้ำตก Öxarárfoss ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำ Öxará พื้นที่โล่งกว้างประกอบไปด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ทะเลสาบ แผ่นดินที่แยกเป็นร่องลึก และภูเขาหิมะที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดสายตา

จุดหนึ่งที่ฉันตั้งใจจะไปดูให้ได้ก็คือ Silfra จุดดำน้ำระหว่าง 2 แผ่นเปลือกโลก (The North American and Eurasian tectonic plates) น้ำที่เกิดจากน้ำพุใต้ดินผ่านชั้นกรองธรรมชาตินี้ใสและนิ่งมาก แน่นอนว่าอุณหภูมิของน้ำที่อยู่ที่ประมาณ 2 – 3 องศาเซลเซียส ทำให้นักดำน้ำจำเป็นต้องใส่ชุดแบบพิเศษและต้องได้รับอนุญาตก่อนเท่านั้น 

สำหรับฉันเองไม่ต้องดำ ขอแค่ดูก็พอแล้วล่ะ

silfrasilfra1

ออกจาก Þingvellir แล้วเรายังคงต้องเดินทางต่อไปอีกกว่า 100 ก.ม. กว่าจะถึงที่พักในคืนนี้ที่ Hótel Á ใกล้เมือง Reykholt

แม้จะเป็นเวลาบ่าย แต่ฟ้าก็ดูมืดลงทุกที และเส้นทางก็เริ่มเปลี่ยว จากที่มีรถผ่านมาเรื่อยๆ ในเส้นทางแถบ Golden Circle บัดนี้พวกเราเหมือนจะเป็นรถเพียงคนเดียวที่อยู่บนถนน

ถนนสาย 52 ซึ่งดูจากแผนที่แล้วจะสั้นกว่าเส้นทางสายหลักหมายเลข 1 พาเราไต่ระดับลึกเข้าไปในหุบเขา ที่รอบตัวเราปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ทุกสิ่งสงบนิ่ง ไร้เสียงใดๆ ถนนสีเทาเริ่มมีน้ำแข็งเกาะลื่นกลายเป็นสีขาว ยากแก่การขับ แต่เรายังไม่เห็นวี่แววของเมืองกันเลย เราขับช้าลงเพราะไม่ชินกับสภาพการขับรถบนน้ำแข็ง ความตื่นเต้นกับหิมะและวิวสวยๆ กลายเป็นความกังวล

Day2_๑๘๑๑๒๒_0225

สักพักใหญ่ๆ มีรถคันหนึ่งตามเรามา ท่าทางจะเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกัน (คน local คงไม่หลงมาทางนี้ในสภาพถนนแบบนี้กันหรอก) พวกเรารู้สึกใจชื้นขึ้นเล็กน้อย เราจอดรถลงไปถามไถ่เค้าดูว่าจะไปไหวไหม ฝรั่งคันนั้นบอกว่าน่าจะได้ เดี๋ยวไอจะนำยูไปเองละกัน (คงทนความเร็วระดับ 20-30 กม. ต่อ ชม. ของเราไม่ไหว) แล้วพี่เค้าก็ขับนำไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เราคลำทางตามไปอยู่ห่างๆ ซึ่งช่วงนี้พี่แพนคนขับของเราคงเครียดไม่น้อย ทั้งเหนื่อย ล้า ไม่ชินทาง และฟ้าที่มืดลงจนแสงอาทิตย์ลับไปก็ยิ่งทำให้การขับรถยากลำบากขึ้นอีก ทางคดเคี้ยวในตอนกลางคืนบนถนนที่ลื่นนี่น่าจะเรียกได้ว่าทางปราบเซียนกันเลยทีเดียว

เราไปถึง Hótel Á กันตอนทุ่มกว่าแล้ว และแถวนั้นก็ดูจะไม่มีร้านอาหารเสียด้วย โชคดีที่เราสั่งอาหารที่โรงแรมกินได้ มื้อนี้อร่อยมาก ไม่รู้ว่าเพราะหิวและเหนื่อยหรือว่าลุงแกทำอร่อยจริงๆ

 

โฆษณา

ไอซ์แลนด์ แดนมหัศจรรย์ – วันเดินทาง

“Not all those who wander are lost.” 
― J.R.R. Tolkien, The Fellowship of the Ring

เคยนึกถึงวันที่แสนยาวนานกันบ้างไหม วันที่รู้สึกว่ามันช่างยาวนาน เชื่องช้า เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด (และ time zone ที่แตกต่างก็ทำให้วันที่ 22 ตุลาคมของเรายาวกว่า 24 ชั่วโมงจริงๆ ซะด้วยแฮะ)

วันแรกของการเดินทางข้ามทวีปของเราครั้งนี้เริ่มต้นบนเครื่องบินสายการบินแห่งชาติ

ที่นั่งปรับเอนนอนได้ของชั้น premium economy ช่วยให้ใจชื้นขึ้นว่าเราคงได้นอนสบายๆ กันบ้างสำหรับการนั่งเครื่องแบบ long haul ในครั้งนี้ และเตรียมพร้อมกับการผจญภัยย่อมๆ ที่รอเราอยู่ในอีกกว่า 10 วันข้างหน้า

เราไปถึง Copenhagen ในช่วงเช้าของวันที่ 22 และมีเวลามากพอที่จะออกมาสูดอากาศนอกสนามบินกันก่อนที่จะต่อเครื่อง Icelandair ไปยังจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้

ลมเย็นยามเช้าฤดูใบไม้ร่วงแถบย่านท่าเรือ Nyhavn ปะทะผิวของเรา ช่วยพัดพาความเหนื่อยล้าอุดอู้จากการเดินทางให้ค่อยๆ จางหายไป แสงอาทิตย์แรกสาดลงบนตึกรามสีสันสวยงามริมคลอง เป็นเหมือนแสงแห่งการเริ่มต้นที่สดใสของทริปนี้

Day One BKK-CPH-KEF_๑๘๑๑๒๒_0061
ยามเช้าอันเงียบสงบ ณ Nyhavn

เวลาเช้าแบบนี้ร้านรวงต่างๆ ยังไม่เริ่มเปิดบริการ มีเพียงคาเฟ่ Vaffelbageren เล็กๆ ที่มีไอศครีมโคนใหญ่สีสันสะดุดตาประดับอยู่ด้านหน้า ที่พอจะให้เราได้เข้าไปนั่งพักหลบลมหนาวรอเวลา canal tour ชมทัศนียภาพของเมืองเก๋ โคเปนเฮเกนแห่งนี้

ทัวร์ชมเมืองบนเรือใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง จากท่าเรือที่ Nyhavn ล่องไปตามแม่น้ำและคลองในเมือง เผยโฉมโคเปนเฮเกนในมุมกว้าง ทั้งพิพิทธภัณฑ์ พระราชวัง เงือกน้อย (ที่เราเห็นอยู่ไกลๆ) สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ และสถาปัตยกรรมสวยเก๋ของเมืองที่ทุกอย่างดูสบาย สมกับไลฟ์สไตล์แบบ hygge ที่โด่งดังไปทั่วโลก

เราแวะชิมลางเมืองโคเปนฯ กันแค่นิดหน่อย พอให้ได้ยืดเส้นยืดสาย และค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับอากาศหนาว (ประมาณ 10 องศา) ก่อนเตรียมเดินทางต่อไป Reykjavík

พอขึ้นจากเรือ เราก็นั่งรถไฟกลับไปที่สนามบิน Kastrup เพื่อทานอาหารกลางวัน เดินสำรวจร้านรวงในสนามบินเล็กน้อย ซึ่งหลายๆ ร้านก็หน้าตาดี มีสินค้าดีไซน์สวยๆ น่าช้อป ที่ฉันเล็งไว้สำหรับขากลับ หนึ่งในนั้นก็มีร้านมาร์ชเมลโลเคี้ยวหนึบ The Mallows ที่คนขายใจดียินดีให้ลองชิมหลายๆ รส

Day One BKK-CPH-KEF_๑๘๑๑๒๒_0021
พิซซ่าบางกรอบที่สนามบิน Kastrup

และแล้วเวลาเดินทางต่อก็มาถึง จากโคเปนเฮเกน เราเปลี่ยนเครื่องเป็นสายการบินประจำชาติของ Iceland จากที่นั่งสบายๆ พร้อมจอส่วนตัว ก็กลายมาเป็นชั้นประหยัดดังเดิม (แถมไม่มีอาหารเสิร์ฟและไม่มีหูฟังให้อีกต่างหาก) ใช้เวลาบินราวๆ 3 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบิน Keflavik Airport ประตูสู่ road trip รอบประเทศของเรา

สนามบินนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของ Iceland แห่งนี้สร้างโดยกองทัพสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แลดูเล็กๆ เหงาๆ เมื่อเทียบกับสนามบิน Kastrup ที่เราเพิ่งผ่านมา

นี่เรากำลังจะเดินทางสู่ middle of nowhere จริงๆ แล้วสินะ

แม้จะเหนื่อยล้ากับการเดินทางมากว่า 10 ชั่วโมง แต่วันนี้ของเรายังไม่จบ เราลากกระเป๋าใบยักษ์ 4 ใบออกมาจากความอบอุ่นของอาคารผู้โดยสาร ไอซ์แลนด์ต้อนรับเราด้วยฟ้าครึ้มๆ ฝนพรำๆ และอากาศก็หนาวจับจิต

ภารกิจแรกคือการไปรับรถเช่าซึ่งเราก็รอ shuttle bus กันอยู่พักใหญ่ๆ เรียกว่าเริ่มจะใจเสียว่าจะมีรถผ่านมาบ้างไหม เพราะมันช่างเงียบเหลือเกิน ครั้นจะลากกระเป๋าฝ่าลมและฝนไปหาบริษัทเช่ารถก็ไม่น่าจะไหว

ในที่สุดฟ้าก็ประทานรถ shuttle bus มาให้ชาวไทยตัวน้อยๆ ทั้ง 3 ไปถึงโซนบริษัทรถเช่า

คราวนี้เราให้พี่แพนซึ่งจะเป็นคนขับรถหลักตลอดเส้นทางเป็นคนเลือกรถที่มั่นใจและอยากขับมากที่สุด (ซึ่งในขั้นตอนการวางแผน เราเลือกตัดรถบ้าน/รถ camper van ออกไป เพราะคิดว่าพักตามโรงแรมหรือบ้านพักน่าจะสะดวกและสบายที่สุด)

รถ BMW X1 ของเราจะเป็นเพื่อนร่วมทางที่สำคัญ และพาพวกเราไปในเส้นทางกว่า 2,000 กม. ในอีก 10 วันข้างหน้า

แน่นอนว่าการขับรถในประเทศที่ไม่คุ้นเคย + สภาพถนนที่คาดเดาไม่ได้ + พวงมาลัยซ้าย + ขับชิดขวา นำความลำบากใจมาให้แก่คนขับไม่น้อย แต่มาถึงนี่แล้ว ยังไงก็ต้องไปให้ได้!

ถนนจากสนามบินเข้าเมือง Reykjavík ผ่านภูมิประเทศอันเวิ้งว้างว่างเปล่า ราวกับอยู่บนดาวอื่น แทบไม่มีสิ่งก่อสร้างให้เราเห็น มีเพียงทุ่งโล่งสีน้ำตาลสุดลูกหูลูกตา ฟ้าในยามเย็นก็มืดลงเรื่อยๆ พร้อมกับอุณหภูมิที่ลดลง แสงแดดยามเช้าที่โคเปนเฮเกนดูห่างไกลจากเรามากเหลือเกิน

เมื่อเข้าเขตเมือง เราต้องวนหาที่พักในคืนแรกกันพักใหญ่ เพราะเราเลือกพักในบ้านที่เปิดให้เช่า ซึ่งถึงแม้ว่าจะมี location แล้ว แต่การที่จะหาบ้านในซอยสักหลังโดยไม่มีป้ายบอกทางในเวลาค่ำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะคลำทางจนถึงบ้านก็ทั้งหิวและเพลีย

Old Charm Reykjavík ตกแต่งเรียบง่าย น่ารัก แต่บันไดขึ้นชั้น 2 นั้นชันมากกกก เมื่อต้องแบกกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ขึ้นไปนั้น มันช่างเสี่ยงกับการตกลงมาและถูกกระเป๋าทับอย่างอนาถเสียจริง เจ้าของบ้านส่งข้อความมาขอโทษที่ไม่ได้มาต้อนรับ+เปิดบ้านให้เพราะลูกของเธอป่วย

ถึงแม้จะเหนื่อยล้ากับการเดินทาง แต่กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง และเราจำเป็นต้องตุนเสบียงสำหรับ road trip เราจึงจำต้องออกจากห้องพักไปหาซื้อของที่ supermarket กัน โดยเลือกไปที่ Krónan ซึ่งดูจะอยู่ใกล้ที่สุดและยังไม่ปิด (ร้านค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ไอซ์แลนด์ปิดเร็ว แต่ละสาขาในแต่ละเมือง ก็เปิด-ปิดไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องวางแผนและจัดเวลาให้ดี)

ซุปเปอร์ฯ ที่นี่มีของไม่มากนัก ไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจ และราคาค่อนข้างแพง เหตุเพราะสินค้าหลายๆ อย่างต้องนำเข้าจากต่างประเทศ นักท่องเที่ยวอย่างเราจึงต้องเตรียมเสบียงมาจากเมืองไทยค่อนข้างเยอะ ถ้ามาทริปยาวๆ แบบเรา ควรนำข้าวและหม้อหุงข้าวมาด้วยอย่างยิ่ง

กลับจาก Krónan ก็เตรียมพักผ่อนนอนเอาแรง ก่อนออกเดินทางไกลในวันรุ่งขึ้น

จบวันแรกที่แสนยาวนาน … Góða nótt.

ไอซ์แลนด์ แดนมหัศจรรย์ – แผนเที่ยว

ความสนุกของการท่องเที่ยว เริ่มตั้งแต่การจินตนาการถึงสถานที่ที่อยากไป หาข้อมูลเพิ่มเติม และรวบรวมสิ่งละอันพันละน้อยที่สะสมมาผสมรวมกัน จนได้แผนที่(เราคิดว่า)กลมกล่อม และได้ดั่งใจ

แน่นอนว่าแผนสำเร็จของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปตามจริต ความชอบ ความสนใจ

แต่ถ้าชอบหลายสิ่ง อยากเห็นหลายอย่าง อยากลองทำไปซะหมด ก็จะจบลงด้วยแผนเนื้อแน่น อย่างแผนของฉันในครั้งนี้ (ซึ่งก็บอกตัวเองว่า ถ้าไม่ได้ตามแผนก็ต้องทำใจ) แต่ก็ขอใส่ไปก่อน ตามสำนวนที่ว่า “เหลือดีกว่าขาด”

ในตอนที่ตัดสินใจว่าจะไปสัก 13 วัน ก็คิดว่านานกว่าทริปไหนๆ ที่เคยไปมาแล้ว น่าจะ “เก็บได้ครบ” แต่พอลงมือวางแผนจริงๆ 13 วันที่จะมีแวะโคเปนเฮเกนด้วยก็ออกจะแน่นอยู่เหมือนกัน ครั้นมีความจำเป็นต้องเลื่อนทริปเลยกะว่าจะขยับขยายเวลาเที่ยวให้ยาวออกไปอีกสักนิด แต่ฉันก็ฝันสลายด้วยระยะเวลาของวีซ่าที่ช่างจำกัดจำเขี่ยให้เสียเหลือเกิน เรียกว่าวางแผนแรกตอนขอวีซ่าไป 13 วัน ก็ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศ Schengen แค่ 13 วันด้วย คิดจะขอวีซ่าใหม่ ก็คงได้วีซ่าไม่ทันอีก ฉันก็เลยต้องปล่อยตามเลย

แผนเที่ยวของเราเริ่มที่ไฟลทจากกรุงเทพไปที่ Copenhagen รอต่อเครื่อง Icelandair ไปยัง Reykjavík แล้วค่อย road trip บนถนน Ring Road วนรอบประเทศ 1 รอบแล้วกลับมาแวะ Copenhagen ขากลับอีก 1 คืน

ได้แผนคร่าวๆ ตามนี้

วันที่ 1 – กรุงเทพ > Copenhagen > Reykjavík (sightseeing เล็กน้อยถ้ามีเวลา และบุกซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเตรียมเสบียง)

วันที่ 2 – เที่ยวแถบ Golden Circle (วนจาก Kerið > Geysir > Gullfoss > Þingvellir แล้วไปพักที่ใกล้ๆ น้ำตก Hraunfossar)

วันที่ 3 – เที่ยวน้ำตกลาวา Hraunfossar / Barnafossar ก่อนมุ่งหน้าไปที่เมือง Borgarnes เพื่อแวะชมพิพิทธภัณฑ์ The Settlement Centre และต่อไปยัง Snæfellsnes peninsula ตามหาทางเข้าสู่ใจกลางโลกตามหนังสือของ Jules Verne เที่ยวชายฝั่งแถบ Hellnar แล้วพักที่เมือง Arnarstapi

วันที่ 4 – ไปดูภูเขา+น้ำตก Kirkjufell แล้วเดินทางยาวๆ ต่อไปพักที่เมือง Hvammstangi

วันที่ 5 – แวะดูหินไดโนเสาร์ Hvítserkur แล้วตรงไปสำรวจ Akureyri เมืองใหญ่แห่งภาคเหนือ (ที่เราหวังจะเห็นแสงสีบ้างหลังจากเดินทางแบบสงบเงียบมาหลายวัน)

วันที่ 6 – ไปน้ำตก Goðafoss แล้วมุ่งหน้าต่อไปเที่ยวที่แถบ Mývatn ลองแช่น้ำร้อนที่ Mývatn Nature Bath สำรวจ Námafjall Geothermal Area (Hverir) ก่อนไปพักที่ Fosshotel Mývatn

วันที่ 7 – ไปน้ำตก Dettifoss ก่อนวิ่งยาวไปที่ Seyðisfjörður เมืองอาร์ตที่หมายตาไว้

วันที่ 8 – วิ่งยาวๆ อีกครั้งไปยังเมือง Höfn เพื่อกินกุ้ง! (แต่ไม่ลืมแวะดูภูเขา Vestrahorn mountain และหาด Stokksnes จุดเที่ยวขวัญใจช่างภาพที่อยากเก็บภาพภูเขาสะท้อนน้ำที่สวยสะท้านใจ และเนินทรายสีดำดูแปลกตา)

วันที่ 9 – ไปดูก้อนน้ำแข็งยักษ์สีฟ้าสวยที่ลอยอยู่ในลากูน Jökulsárlón ก่อนแวะดูก้อนน้ำแข็งใสๆ ตัดกับชายหาดสีดำสนิทที่ Diamond Beach ล่องเรือเข้าใกล้ธารน้ำแข็งที่ Fjallsárlón และเที่ยวอุทยานแห่งชาติ Skaftafell (หมายตาไว้ว่าจะต้องไปถึงน้ำตก Svartifoss ให้จงได้)

วันที่ 10 – เที่ยวแคนยอนชื่อยาก Fjaðrárgljúfur แวะทุ่งลาวาที่ปกคลุมไปด้วยมอส ก่อนมุ่งตรงไปเที่ยวแถวเมือง Vík í Mýrdal ชมผา Dyrhólaey นำ้ตกสายรุ้ง Skógafoss และดูบ้าน turf house ที่พิพิทธภัณฑ์ Skogar

วันที่ 11 – เดินอ้อมหลังน้ำตก Seljalandsfoss ก่อนกลับเข้าเก็บตกสถานที่เที่ยวใน Reykjavík และแช่น้ำร้อน Blue Lagoon (คืนรถเช่าคืนนี้)

วันที่ 12 – บอกลา Iceland เพื่อเดินทางกลับไปยัง Copenhagen แวะช้อปของดีไซน์เก๋และเลโก้ที่ย่าน Strøget ก่อนไปเที่ยวสวนสนุกวินเทจ Tivoli Gardens

วันที่ 13 – ออกจาก Copenhagen แล้วบินยาวๆ กลับบ้าน

วันที่ 14 – ถึงสุวรรณภูมิบ้านเราแต่เช้าตรู่

 

 

สงกรานต์ สิงคโปร์ (เรือ)สำราญ – วันที่สี่/ห้า/หก/เจ็ด

ตามกำหนดการเรือจะออกจากท่าที่สิงคโปร์เวลา 23.59 น.

ฉันนอนอ่าน Kindle รอเวลาเรือออกในขณะที่ทุกคนนอนหลับกันหมดแล้ว ซึ่งกว่าเรือจะได้ออกจากท่าจริงๆ ก็เป็นเวลากว่าเที่ยงคืนไปแล้ว

ด้วยความที่เป็นเรือขนาดใหญ่และคลื่นลมที่สงบตลอดเส้นทาง ทำให้เราแทบไม่รู้สึกเลยว่ากำลังอยู่บนเรือ

เราเริ่มต้นเช้าวันที่ 4 ของทริปกันแบบสบายๆ มีเวลาให้สำรวจและทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย เพราะเราจะพักบนเรือกันตั้ง 4 คืนแน่ะ และระหว่างเส้นทางจากสิงคโปร์กลับไปที่แหลมฉบังก็ไม่ได้มีแวะ port ไหนให้ลงไปเที่ยว เรียกได้ว่าอยู่บนเรืออย่างเดียวเลย

อาหารเช้าบนเรือมีให้บริการที่ห้องอาหาร 2 แห่ง แล้วแต่ว่าอยากได้บรรยากาศแบบไหน ถ้าไม่อยากพลุกพล่านมากและสามารถสั่งอาหารแบบ a la carte ได้ก็จะเป็นห้องแบบ sit-down dinner (ห้องเดียวกับที่ทานอาหารเย็น) แต่ถ้าอยากได้แบบ buffet เต็มรูปแบบก็ต้องไปที่ Lido Marketplace ซึ่งเปิดบริการแบบบุฟเฟ่ต์ทุกมื้อ (รวมถึง afternoon snack ด้วย)

IMG_8223
จำลองบรรยากาศแบบเวนิสมาไว้ที่ห้องอาหาร Canal Grande

สิ่งอำนวยความสะดวกบนเรือลำนี้ มีทั้งสระว่ายน้ำ (ขนาดค่อนข้างเล็ก 2 สระ) สวนน้ำที่มีสไลเดอร์และมุมน้ำพุสำหรับเด็กเล็ก ห้อง Kid Club ที่มีกิจกรรมสำหรับเด็ก โต๊ะปิงปอง Rope Garden มินิกอล์ฟ สปา ร้านค้าสำหรับขาช้อป โรงละคร/โรงภาพยนตร์ ระเบียงอาบแดด ลู่วิ่ง ฟิตเนส ร้านกาแฟ ร้านไอศครีม บาร์ คาสิโน ฯลฯ เรียกได้ว่าเหมือนอยู่ในโรงแรมขนาดใหญ่ มีบริการถ่ายรูป (ซึ่งเราสามารถซื้อกลับไปเป็นที่ระลึกได้ถ้าต้องการ)

IMG_8224
พื้นที่กิจกรรมบนชั้น 11 ของเรือ

แต่ละวันก็จะมีกิจกรรมต่างๆ ให้เข้าร่วมแตกต่างกันไป เช่น กิจกรรมงานประดิษฐ์ง่ายๆ (ดูแล้วเน้นให้ผู้สูงอายุทำเพลินๆ) กิจกรรมสอนเต้นละติน เกมบิงโก ฯลฯ และทุกคืนก็จะมีการแสดงที่โรงละครสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป (คืนแรกของเรามีฉายภาพยนตร์ คืนที่สองเป็นการแสดงกายกรรม คืนที่สามแสดงมายากล และคืนสุดท้ายฉายภาพยนตร์)

IMG_8225
หมากรุกยักษ์

แน่นอนว่าสถานที่โปรดของเด็กๆ คือสระว่ายน้ำและสวนน้ำค่ะ ต่อให้แดดเปรี้ยงและคนเยอะเพียงใด เด็กๆ ก็สนุกได้ตลอด เรียกว่าชุดว่ายน้ำแทบจะไม่แห้งกันเลยทีเดียว เพราะลงเล่นน้ำกันวันละ 2-3 ครั้ง!

บนเรือมีการดูแลความปลอดภัยเวลาที่เด็กๆ เล่นน้ำในสระ (ซึ่งลึกประมาณ 1.20 เมตร) เด็กๆ จะต้องใส่เสื้อชูชีพด้วยเสมอและต้องมีผู้ใหญ่ลงไปด้วย ส่วนสไลเดอร์จะมีการกำหนดความสูงของผู้เล่นเอาไว้ และมีเวลาเปิด-ปิด

IMG_8226
สวนน้ำและ Rope Garden
IMG_8241
ว่ายได้ แม้ในเวลาแดดเปรี้ยง!

สังเกตุว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ มีเวลาว่างค่อนข้างมาก หลายๆ คนก็จะอยู่บนเรือกันร่วมเดือนเลยทีเดียว ใช้เวลาเพลินๆ และแวะลงไปเที่ยวตามเมืองต่างๆ ที่เรือแวะพัก ว่ากันว่าการใช้ชีวิตบนเรือสำราญอาจจะถูกกว่าการอยู่ใน Nursing Home ด้วยซ้ำ!

ด้วยความที่เรือสัญชาติอิตาเลียน Costa Venezia ลำนี้เดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรก ทำให้เรือยังใหม่เอี่ยมอยู่มาก และมีกลิ่นอายของอิตาลีอยู่พอสมควร (ขนมปังและพาสต้าบนเรืออร่อยมาก น่าจะเป็นเพราะได้เครื่องปรุงมาจากที่อิตาลี) นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินทางตามรอยมาร์โคโปโลตามคำโปรยของเรือ โดยออกจากอิตาลีที่เมือง  Trieste และมาสิ้นสุดเส้นทางที่ Yokohama ประเทศญี่ปุ่น

ว่าด้วยเรื่องอาหารบนเรือ แพคเกจห้องพักจะรวมค่าอาหารทุกมื้อไว้เรียบร้อยแล้ว โดยห้องอาหารที่รวมในแพคเกจคือ Canal Grande Restaurant, Marco Polo Restaurant และ Lido Marketplace แต่บนเรือก็จะมีร้านอาหารที่ไม่รวมอยู่ในแพจเกจอยู่ด้วย เช่น ร้าน Lu Hot Pot (สุกี้สไตล์จีน) ร้าน Yan Teppanyaki (เทปปันยากิ) ร้านอาหารทะเล Frutti Di Mare ร้านสเต๊ก La Fiorentina Steak House ฯลฯ เป็นต้น เผื่อทานวนๆ ไปแล้วเบื่อ ก็จะได้เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง

สำหรับเรือที่มีผู้โดยสารกว่า 3000 คน การจัดการเรื่องร้านอาหารนับว่ามีความสำคัญมาก ดังนั้น แขกแต่ละห้องจะได้รับบัตรที่กำหนดเรื่องสถานที่และรอบการรับประทานอาหารเอาไว้ โดยจะแบ่งเป็น First Seating ที่เริ่มตั้งแต่ 17.45 น. และ Second Seating ที่เริ่ม 20.15 น. โดยอาหารกลางวันและอาหารเย็นในห้องอาหารที่กำหนดจะเป็น set menu แบบ 3 และ 5 คอร์ส เพื่อให้ง่ายต่อการสั่งและเสิร์ฟ แต่ถ้าอยากทานแบบบุฟเฟ่ต์และบริการตนเองก็สามารถเลือกร้าน Lido Marketplace ได้ ซึ่งที่นั่นจะเป็นแบบ open sitting คือจะทานตอนไหนก็ได้ไม่ได้กำหนด (ตราบใดที่ร้านอยู่ในช่วงเปิดให้บริการ ซึ่งก็แทบจะทั้งวัน) แต่เมนูแต่ละวันและแต่ละมื้อก็จะคล้ายๆ กัน และไม่ได้หลากหลายเหมือนบุฟเฟ่ต์โรงแรมที่บ้านเรา

IMG_8214
appetizer

เครื่องดื่มในห้องอาหารแบบ sit down dinner จะไม่รวมอยู่ในแพคเกจ ดังนั้นจะต้องจ่ายเงินต่างหาก (แต่บนเรือก็มีแพคเกจเครื่องดื่มให้เลือกซื้ออยู่ด้วยเหมือนกันค่ะ มีหลายแพคเกจขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องดื่มและปริมาณด้วย) แต่ถ้าเป็นที่ห้องอาหาร Lido Marketplace จะมีตู้กดน้ำเปล่าให้ และมีชา-กาแฟบริการฟรี

IMG_8186
ลาเต้ร้อนๆ

แต่ถ้าอยากได้กาแฟลาเต้ หรืออื่นๆ เป็นพิเศษ สามารถสั่งได้จากที่ Cafe หรือบาร์ค่ะ ราคาถ้วยละราวๆ 100 บาท

IMG_8206
Juventus Museum

สำหรับใครที่เป็นแฟนฟุตบอลของ Juventus บนเรือ Costa Venezia ก็มีพิพิทธภัณฑ์ Juventus Museum เล็กๆ ให้ได้เดินชม ชั้นบนของเรือมีสนามฝึกซ้อมฟุตบอลและครูสอนตามรอบที่กำหนด และยังมีร้านขายของที่ระลึกของทีมให้แวะช้อปด้วย

แต่ละวันในเรือ ก็เป็นการใช้เวลาสบายๆ นั่งรับลม เดินเล่น และร่วมกิจกรรมตามที่เราสนใจ อย่างเช่น แข่งปาเครื่องบินกระดาษ (ซึ่งเค้าจัดให้เป็นกิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่) ฯลฯ

เรือมาถึงที่แหลมฉบังช่วงเช้าวันที่ 16 เมษายนค่ะ ซึ่งผู้โดยสารทุกคนต้องลงจากเรือเพื่อผ่านพิธีศุลกากรที่ประเทศไทย แล้วจึงจะกลับขึ้นเรือใหม่ หรือซื้อทัวร์แบบ day trip ไปเที่ยว (มีทั้งทัวร์กรุงเทพฯ พัทยา และอยุธยา ตามความสนใจ) ร้านค้าปลอดภาษีและคาสิโนก็ปิดให้บริการ ส่วนพวกเราก็ยังคงอยู่บนเรือกันอีก 1 คืน เพราะกำหนด check out คือเช้าวันที่ 17

เรือ Costa Venezia แวะจอดที่แหลมฉบัง 1 คืนและมีแผนจะเดินทางต่อไปเวียตนามในช่วงเย็นของวันที่ 17

ในคืนวันที่ 16 พวกเราต้องเตรียมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไว้หน้าห้องก่อนเที่ยงคืน เพื่อให้เจ้าหน้าที่มาทยอยขนกระเป๋าลงไปให้ ส่วนของใช้ส่วนตัวที่เหลือจะต้องใส่ในกระเป๋าถือใบเล็กที่สามารถถือลงเองได้ สำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ บนเรือ ก็จะมีใบสรุปมาให้ในคืนนี้ โดยเค้าจะหักค่าใช้จ่ายไปจากบัตรเครดิตที่เราได้ลงทะเบียนไว้ในวันแรกที่ขึ้นเรือนั่นเองค่ะ

IMG_8318

ได้เวลาบอกลาเรือ Costa Venezia บ้านลอยน้ำของเราตลอด 4 คืนที่ผ่านมากันแล้ว พร้อมกับความประทับใจของประสบการณ์ล่องเรือครั้งแรกของพวกเรา

จนกว่าจะพบกันใหม่ Arrivederci!