ไอซ์แลนด์ แดนมหัศจรรย์ – วันเดินทาง

“Not all those who wander are lost.” 
― J.R.R. Tolkien, The Fellowship of the Ring

เคยนึกถึงวันที่แสนยาวนานกันบ้างไหม วันที่รู้สึกว่ามันช่างยาวนาน เชื่องช้า เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด (และ time zone ที่แตกต่างก็ทำให้วันที่ 22 ตุลาคมของเรายาวกว่า 24 ชั่วโมงจริงๆ ซะด้วยแฮะ)

วันแรกของการเดินทางข้ามทวีปของเราครั้งนี้เริ่มต้นบนเครื่องบินสายการบินแห่งชาติ

ที่นั่งปรับเอนนอนได้ของชั้น premium economy ช่วยให้ใจชื้นขึ้นว่าเราคงได้นอนสบายๆ กันบ้างสำหรับการนั่งเครื่องแบบ long haul ในครั้งนี้ และเตรียมพร้อมกับการผจญภัยย่อมๆ ที่รอเราอยู่ในอีกกว่า 10 วันข้างหน้า

เราไปถึง Copenhagen ในช่วงเช้าของวันที่ 22 และมีเวลามากพอที่จะออกมาสูดอากาศนอกสนามบินกันก่อนที่จะต่อเครื่อง Icelandair ไปยังจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้

ลมเย็นยามเช้าฤดูใบไม้ร่วงแถบย่านท่าเรือ Nyhavn ปะทะผิวของเรา ช่วยพัดพาความเหนื่อยล้าอุดอู้จากการเดินทางให้ค่อยๆ จางหายไป แสงอาทิตย์แรกสาดลงบนตึกรามสีสันสวยงามริมคลอง เป็นเหมือนแสงแห่งการเริ่มต้นที่สดใสของทริปนี้

Day One BKK-CPH-KEF_๑๘๑๑๒๒_0061
ยามเช้าอันเงียบสงบ ณ Nyhavn

เวลาเช้าแบบนี้ร้านรวงต่างๆ ยังไม่เริ่มเปิดบริการ มีเพียงคาเฟ่ Vaffelbageren เล็กๆ ที่มีไอศครีมโคนใหญ่สีสันสะดุดตาประดับอยู่ด้านหน้า ที่พอจะให้เราได้เข้าไปนั่งพักหลบลมหนาวรอเวลา canal tour ชมทัศนียภาพของเมืองเก๋ โคเปนเฮเกนแห่งนี้

ทัวร์ชมเมืองบนเรือใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง จากท่าเรือที่ Nyhavn ล่องไปตามแม่น้ำและคลองในเมือง เผยโฉมโคเปนเฮเกนในมุมกว้าง ทั้งพิพิทธภัณฑ์ พระราชวัง เงือกน้อย (ที่เราเห็นอยู่ไกลๆ) สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ และสถาปัตยกรรมสวยเก๋ของเมืองที่ทุกอย่างดูสบาย สมกับไลฟ์สไตล์แบบ hygge ที่โด่งดังไปทั่วโลก

เราแวะชิมลางเมืองโคเปนฯ กันแค่นิดหน่อย พอให้ได้ยืดเส้นยืดสาย และค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับอากาศหนาว (ประมาณ 10 องศา) ก่อนเตรียมเดินทางต่อไป Reykjavík

พอขึ้นจากเรือ เราก็นั่งรถไฟกลับไปที่สนามบิน Kastrup เพื่อทานอาหารกลางวัน เดินสำรวจร้านรวงในสนามบินเล็กน้อย ซึ่งหลายๆ ร้านก็หน้าตาดี มีสินค้าดีไซน์สวยๆ น่าช้อป ที่ฉันเล็งไว้สำหรับขากลับ หนึ่งในนั้นก็มีร้านมาร์ชเมลโลเคี้ยวหนึบ The Mallows ที่คนขายใจดียินดีให้ลองชิมหลายๆ รส

Day One BKK-CPH-KEF_๑๘๑๑๒๒_0021
พิซซ่าบางกรอบที่สนามบิน Kastrup

และแล้วเวลาเดินทางต่อก็มาถึง จากโคเปนเฮเกน เราเปลี่ยนเครื่องเป็นสายการบินประจำชาติของ Iceland จากที่นั่งสบายๆ พร้อมจอส่วนตัว ก็กลายมาเป็นชั้นประหยัดดังเดิม (แถมไม่มีอาหารเสิร์ฟและไม่มีหูฟังให้อีกต่างหาก) ใช้เวลาบินราวๆ 3 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบิน Keflavik Airport ประตูสู่ road trip รอบประเทศของเรา

สนามบินนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของ Iceland แห่งนี้สร้างโดยกองทัพสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แลดูเล็กๆ เหงาๆ เมื่อเทียบกับสนามบิน Kastrup ที่เราเพิ่งผ่านมา

นี่เรากำลังจะเดินทางสู่ middle of nowhere จริงๆ แล้วสินะ

แม้จะเหนื่อยล้ากับการเดินทางมากว่า 10 ชั่วโมง แต่วันนี้ของเรายังไม่จบ เราลากกระเป๋าใบยักษ์ 4 ใบออกมาจากความอบอุ่นของอาคารผู้โดยสาร ไอซ์แลนด์ต้อนรับเราด้วยฟ้าครึ้มๆ ฝนพรำๆ และอากาศก็หนาวจับจิต

ภารกิจแรกคือการไปรับรถเช่าซึ่งเราก็รอ shuttle bus กันอยู่พักใหญ่ๆ เรียกว่าเริ่มจะใจเสียว่าจะมีรถผ่านมาบ้างไหม เพราะมันช่างเงียบเหลือเกิน ครั้นจะลากกระเป๋าฝ่าลมและฝนไปหาบริษัทเช่ารถก็ไม่น่าจะไหว

ในที่สุดฟ้าก็ประทานรถ shuttle bus มาให้ชาวไทยตัวน้อยๆ ทั้ง 3 ไปถึงโซนบริษัทรถเช่า

คราวนี้เราให้พี่แพนซึ่งจะเป็นคนขับรถหลักตลอดเส้นทางเป็นคนเลือกรถที่มั่นใจและอยากขับมากที่สุด (ซึ่งในขั้นตอนการวางแผน เราเลือกตัดรถบ้าน/รถ camper van ออกไป เพราะคิดว่าพักตามโรงแรมหรือบ้านพักน่าจะสะดวกและสบายที่สุด)

รถ BMW X1 ของเราจะเป็นเพื่อนร่วมทางที่สำคัญ และพาพวกเราไปในเส้นทางกว่า 2,000 กม. ในอีก 10 วันข้างหน้า

แน่นอนว่าการขับรถในประเทศที่ไม่คุ้นเคย + สภาพถนนที่คาดเดาไม่ได้ + พวงมาลัยซ้าย + ขับชิดขวา นำความลำบากใจมาให้แก่คนขับไม่น้อย แต่มาถึงนี่แล้ว ยังไงก็ต้องไปให้ได้!

ถนนจากสนามบินเข้าเมือง Reykjavík ผ่านภูมิประเทศอันเวิ้งว้างว่างเปล่า ราวกับอยู่บนดาวอื่น แทบไม่มีสิ่งก่อสร้างให้เราเห็น มีเพียงทุ่งโล่งสีน้ำตาลสุดลูกหูลูกตา ฟ้าในยามเย็นก็มืดลงเรื่อยๆ พร้อมกับอุณหภูมิที่ลดลง แสงแดดยามเช้าที่โคเปนเฮเกนดูห่างไกลจากเรามากเหลือเกิน

เมื่อเข้าเขตเมือง เราต้องวนหาที่พักในคืนแรกกันพักใหญ่ เพราะเราเลือกพักในบ้านที่เปิดให้เช่า ซึ่งถึงแม้ว่าจะมี location แล้ว แต่การที่จะหาบ้านในซอยสักหลังโดยไม่มีป้ายบอกทางในเวลาค่ำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะคลำทางจนถึงบ้านก็ทั้งหิวและเพลีย

Old Charm Reykjavík ตกแต่งเรียบง่าย น่ารัก แต่บันไดขึ้นชั้น 2 นั้นชันมากกกก เมื่อต้องแบกกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ขึ้นไปนั้น มันช่างเสี่ยงกับการตกลงมาและถูกกระเป๋าทับอย่างอนาถเสียจริง เจ้าของบ้านส่งข้อความมาขอโทษที่ไม่ได้มาต้อนรับ+เปิดบ้านให้เพราะลูกของเธอป่วย

ถึงแม้จะเหนื่อยล้ากับการเดินทาง แต่กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง และเราจำเป็นต้องตุนเสบียงสำหรับ road trip เราจึงจำต้องออกจากห้องพักไปหาซื้อของที่ supermarket กัน โดยเลือกไปที่ Krónan ซึ่งดูจะอยู่ใกล้ที่สุดและยังไม่ปิด (ร้านค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ไอซ์แลนด์ปิดเร็ว แต่ละสาขาในแต่ละเมือง ก็เปิด-ปิดไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องวางแผนและจัดเวลาให้ดี)

ซุปเปอร์ฯ ที่นี่มีของไม่มากนัก ไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจ และราคาค่อนข้างแพง เหตุเพราะสินค้าหลายๆ อย่างต้องนำเข้าจากต่างประเทศ นักท่องเที่ยวอย่างเราจึงต้องเตรียมเสบียงมาจากเมืองไทยค่อนข้างเยอะ ถ้ามาทริปยาวๆ แบบเรา ควรนำข้าวและหม้อหุงข้าวมาด้วยอย่างยิ่ง

กลับจาก Krónan ก็เตรียมพักผ่อนนอนเอาแรง ก่อนออกเดินทางไกลในวันรุ่งขึ้น

จบวันแรกที่แสนยาวนาน … Góða nótt.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s