ไอซ์แลนด์ แดนมหัศจรรย์ – on the beaten track, the famous Golden Circle

แม้จะเป็นวันแรกของโร้ดทริปที่รอคอย แต่ท้องฟ้าครึ้มๆ และอากาศหนาวๆ ก็ทำให้เราอยากจะขดตัวอยู่แต่ในผ้าห่มอุ่นๆ

เส้นทางท่องเที่ยวรอบประเทศ Iceland แบบวนตามเข็มนาฬิกาของพวกเรา เริ่มต้นด้วยทัวร์เส้นทางมหานิยม เรียกว่าใครมาไอซ์แลนด์แล้วไม่ได้มาเที่ยว Golden Circle นี่ เรียกว่ามาไม่ถึงกันเลยทีเดียว

สถานที่เที่ยวหลักๆ ที่นักท่องเที่ยวจะแวะชมใน Golden Circle ประกอบไปด้วย น้ำพุร้อน Geysir ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า geyser ที่ใช้เรียกน้ำพุร้อนประเภทนี้กันทั่วไป น้ำตก Gullfoss ที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง และอุทยานแห่งชาติ Þingvellir

นอกจาก 3 ที่นี่แล้ว ก็มีจุดแวะเที่ยวอื่นๆ ตามเส้นทาง เช่น ปากปล่องภูเขาไฟ Kerið ไร่มะเขือเทศ Friðheimar หรือบ่อน้ำร้อน Secret Lagoon ที่ Flúðir

คืนนี้เรามีแผนไปพักที่ Hótel Á ใกล้เมือง Reykholt เพื่อที่วันรุ่งขึ้นจะแวะไปเที่ยวน้ำตก Hraunfossar ใกล้ๆ โรงแรมนี้ได้สะดวก

ด้วยเส้นทางที่ยาวไกลกว่า 200 กม. ในวันนี้ เราจึงเลือกเที่ยว 3 จุดแวะสำคัญ โดยคิดว่าจะเริ่มที่ Gullfoss เป็นแห่งแรก

รถของเราค่อยๆ เคลื่อนห่างจากตึกรามบ้านช่องใน Reykjavík ออกไปทีละน้อย ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว แต่มองหาดวงอาทิตย์ไม่เจอ ทิวทัศน์เวิ้งว้างดูแปลกตา วันนี้เราได้อากาศขมุกขมัวเป็นเพื่อนเดินทาง ฉันคิดว่าจะยังไงก็ได้ ขอแค่ไม่มีฝนตกก็แล้วกัน

Day2_๑๘๑๑๒๒_0223

ขับไปเรื่อยๆ กว่า 1 ชั่วโมง ผ่านป้ายบอกสถานที่ท่องเที่ยว เอ๊ะ! นี่ปากปล่องภูเขาไฟ Kerið นี่ พอเห็นรถนักท่องเที่ยวจอดอยู่ประปรายก็เลยขับวกกลับมา (มาได้ไงเนี่ย ตามแผนที่เราควรจะไปถึง Gullfoss ก่อนสิ)

พูดว่าปากปล่องภูเขาไฟ ฟังดูน่าตื่นเต้น

พอเราลงจากรถก็ต้องจ่ายเงินค่าเข้าก่อนด้วยเนื่องจาก Kerið ตั้งอยู่ในที่ส่วนบุคคล (สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและน่าตื่นตาหลายๆ แห่งของ Iceland ไม่เก็บค่าเข้า) มาลองคิดดูก็เจ๋งดีนะ ถ้าที่ดินของเรามีปากปล่องภูเขาไฟอยู่ด้วย!

พอได้มาดูของจริงที่ Kerið นี่แล้ว ฉันว่าปากปล่องภูเขาไฟก็ไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไหร่นะ อาจเป็นเพราะในวันฟ้าครึ้มแบบนี้ สีของนำ้ในทะเลสาบปากปล่องแม้จะดูสีฟ้าสดแต่บรรยากาศรอบๆ ดูขมุกขมัวเกินไป แถมอากาศหนาวจับใจที่โหมใส่พวกเราเพราะกำลังลม ประกอบกับฝนปรอยๆ ก็ทำให้ 3 นักท่องเที่ยวจากแถบเขตศูนย์สูตรอย่างเรารีบดูรีบไป ในขณะที่นักท่องเที่ยวบางคนก็เดินลงไปชมวิวที่ใกล้บริเวณทะเลสาบปากปล่อง (crater lake) ด้วย

น้ำสีฟ้าสวยนี้เกิดจากแร่ธาตุที่อยู่ในดิน และทะเลสาบนี้ลึกแค่ประมาณ 7 – 14 เมตรเท่านั้น (ความลึกขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและปัจจัยอื่นๆ) หินภูเขาไฟในบริเวณนี้จะมีสีออกแดงเหมือนในรูป

kerid

ออกจาก Kerið เราไปกันต่อที่น้ำพุร้อนชื่อดัง ที่ใครมาไอซ์แลนด์ก็ต่างต้องแวะมาดู

ที่ประเทศไอซ์แลนด์ เราจะได้พบกับ geothermal area หลายแห่งที่ซึ่งพลังความร้อนใต้พิภพยังคงคุกรุ่น และแสดงพลังแห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ให้มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราได้สัมผัส

ส่วนน้ำพุร้อน Geysir นี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Haukadalur Valley ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไอซ์แลนด์

geothermal
ร้อนระอุ ท่ามกลางความหนาว … พลังความร้อนใต้พิภพ

แม้ว่าตัว Geysir (ที่มาของคำว่า geyser และในอดีตเคยพุ่งสูงถึง 170 เมตร)เองจะอยู่ในช่วงที่ inactive ไปแล้ว แต่เราก็ยังติดชื่อเรียกนี้อยู่ น้ำพุที่พุ่งสูงสุดได้ถึงราว 40 เมตรและเป็นพระเอกในตอนนี้ มีชื่อว่า Strokkur ซึ่งจะพุ่งโชว์พลังทุก 5 – 10 นาที (ใครอยากถ่ายรูปก็ต้องตั้งกล้องเตรียมตัวเล็งกันให้ดี) และความสูงที่พุ่งขึ้นมาแต่ละครั้งก็ไม่เท่ากัน พื้นที่โดยรอบชุ่มไปด้วยน้ำร้อนๆ อุณหภูมิคงจะอุ่นพอให้มีมอสเขียวๆ ให้เห็นอยู่ประปราย บางจุดก็มีพุน้ำร้อนเล็กๆ ขึ้นมา อย่าง Litli-Geysir

Litli
ร้อนเล็กๆ กับ Litli-Geysir

บริเวณนี้มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาตา เพราะถือเป็นสถานที่แบบ must-see มีจุดบริการนักท่องเที่ยวให้แวะเข้าไปหลบลมหนาว เข้าห้องน้ำ มีร้านคาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึกสารพัดที่น่าเดินเล่นมากๆ โดยเฉพาะแบรนด์ Geysir ที่ดีไซน์สวยเก๋และ 66°North เครื่องแต่งกาย outdoor แบรนด์ดังของไอซ์แลนด์

จากจุดจอดรถ เราแค่เดินข้ามถนนมา ก็ถึงบริเวณน้ำพุร้อน ซึ่งหลายๆ จุดจะมีเชือกกั้นไว้ เพื่อความปลอดภัยเราควรเดินในทางเดินที่เค้ากำหนดไว้ ซึ่งถ้าใครที่ได้มาเที่ยวที่ไอซ์แลนด์ (หรือสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอื่นๆ) ก็ควรจะปฏิบัติตามกฎ ทั้งเป็นการเคารพธรรมชาติที่สวยงามและเปราะบางเหล่านี้ และเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองด้วย

before
รอคอยด้วยใจจดจ่อ – before the burst

เราเดินไปจับจองที่ยืนใกล้ๆ กับ Strokkur เพื่อรอดูปรากฎการณ์แห่งธรรมชาติอันน่าตื่นตาที่กำลังจะเกิดขึ้น มองลงไปที่กลางแอ่งจะเห็นน้ำสีฟ้าใสที่หมุนวน รอเวลาที่จะปะทุขึ้นมา เป็นภาพที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ดูทั้งแปลกและน่าทึ่งจริงๆ

รอสักพักใหญ่ๆ มวลน้ำจากกลางแอ่งก็ปะทุ ดันตัวพุ่งสูงขึ้นมา เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมโดยรอบ พร้อมทิ้งละอองน้ำอุ่นๆ ให้กระจายไปทั่วบริเวณ ก่อนไหลกลับลงไปอย่างสงบเสงี่ยม รอเวลาอวดโฉมรอบต่อไป

strokkur
ready, steady, burst!

แม้จะอยู่ในพื้นที่ geothermal ที่คุกรุ่นไปด้วยพลังความร้อน แต่อากาศหนาวระดับเลขตัวเดียวกับลมที่พัดมาเรื่อยๆ และฝนปรอย ทำให้เราต้องขอพักดื่มกาแฟร้อนๆ และช้อปปิ้งเครื่องกันหนาวเพิ่มอีกเล็กน้อยก่อนออกเดินทางกันต่อ ฉันเลือกหมวกไหมพรมของ 66°North มา 1 ใบ ไว้ใส่ทับหมวกที่เตรียมมาจากเมืองไทย

จุดหมายต่อไปของเราคือน้ำตก Gullfoss อันทรงพลัง ชื่อน้ำตกแห่งนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Golden fall (ช่างคล้องกับ Golden Circle จริงๆ ^_^) มีจุดกำเนิดจากธารน้ำแข็ง Langjökull ที่ไหลลงมาเป็นแม่น้ำ Hvítá และตกลงสู่แคนยอนขนาดใหญ่ใน 2 ระดับ ที่ความสูงประมาณ 11 เมตร และ 20 เมตร

ฉันขอเรียกที่นี่ว่าเป็นมหกรรมน้ำตก เพราะเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมาในชีวิต มวลน้ำมหาศาลที่ไหลตกลงมานี้ดูน่าเกรงขาม และส่งเสียงดังกระหึ่ม ทำให้มนุษย์อย่างเราดูตัวเล็กจิ๋วไปในทันใด

about gullfoss
2 น้ำตก – ป้ายอธิบายเกี่ยวกับ Gullfoss

นอกจากความน่าทึ่งของพลังธรรมชาติแล้ว เรื่องราวของชาวไอซ์แลนด์ผู้ปกป้องน้ำตกแห่งนี้จากนายทุนผู้ต้องการกอบโกยผลประโยชน์จากพลังแห่งธรรมชาตินี้ก็น่าประทับใจไม่น้อย Tómas Tómasson ชาวนาเจ้าของที่ดินที่น้ำตก Gullfoss ตั้งอยู่ ปฏิเสธการขายที่ดินให้กับนายทุนชาวอังกฤษ ด้วยประโยคกินใจที่ว่า “I will not sell my friend!” และ Sigríður Tómasdóttir ลูกสาวของเขาก็เป็นผู้ต่อต้านการใช้น้ำตกแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ด้วยความทุ่มเทและเสียสละเป็นเวลายาวนาน จนเธอได้ชื่อว่าเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคนแรกของไอซ์แลนด์

i will not sell my friend
I will not sell my friend!
the lady of the waterfall
ประวัติโดยย่อของ Sigríður Tómasdóttir
the lady of the waterfall2
ประติมากรรมรูป Sigríður Tómasdóttir ผลงานของ Ríkarður Jónsson

ผู้มาเยือนน้ำตกแห่งนี้สามารถเดินชมวิวจากมุมต่างๆ ได้หลายจุด แต่สายฝน ฟ้าครึ้ม และอากาศหนาวเหน็บ(สังเกตุจากน้ำแข็งและหิมะบนพื้น) ไม่เป็นใจ ทำให้เราใช้เวลาไม่นานนักที่น้ำตกแห่งนี้

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอย่างนี้ เวลากลางวันเริ่มจะสั้นกว่ากลางคืน พระอาทิตย์ขึ้นช้าและตกเร็ว การเที่ยวสถานที่ต่างๆ ก็ต้องถูกจำกัดเวลาไปโดยปริยาย

เรายังมีจุดแวะเที่ยวอีก 1 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติ Þingvellir ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี 2004 เป็นที่ซึ่งแผ่นเปลือกโลกของ 2 ทวีปมาพบกัน (หรือจะเรียกว่าแยกจากกันดี)

ระหว่างทางไป เราพบฟาร์มม้าแห่งหนึ่งที่พาม้ามา”จอด”ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปให้อาหารและถ่ายรูปได้ และไม่มีคนเฝ้าด้วย เรียกว่าใช้ระบบไว้วางใจในการซื้ออาหารม้า คือมีอาหารใส่กระทงวางไว้ และมีกล่องให้เราหยอดเงินเอง หยิบอาหารเอง แล้วก็เอาไปป้อนน้องม้าน่ารักๆ ที่ยืนรออยู่ ม้าไอซ์แลนด์ดิกถือว่ามีสายพันธุ์ที่บริสุทธิ์ มีชื่อเสียงในความอดทนและแข็งแรง และเป็นหนึ่งในสิ่งที่นักท่องเที่ยวอยากมาดูเมื่อมาเที่ยวที่นี่

Day2_๑๘๑๑๒๒_0148
ม้าไอซ์แลนดิกที่แสนน่ารัก

ขับต่อมาสักพัก แบบงงๆ เพราะ GPS พาไปลานจอดรถที่ค่อนข้างไกลและไม่มีรถอื่นอยู่เลย เราต้องลอง search ใหม่อีก จนในที่สุดก็มาถึงที่ Þingvellir จนได้

thingvellir7

Þingvellir ไม่ได้มีเพียงแค่ความสำคัญในแง่ธรณีวิทยาเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ตั้งของสภา Alþing “รัฐสภา”แห่งแรกของไอซ์แลนด์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 930 เราจะเห็นป้ายบอกจุดสำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ อาทิ Law Rock ซึ่งเป็นที่สำหรับประกาศกฎหมายและกล่าวสุนทรพจน์ต่างๆ ในสมัยนั้น ใกล้ๆ กันก็มี Drekkingarhylur (The Drowning Pool) ซึ่งเป็นสถานที่ประหารผู้หญิงโดยการจับถ่วงน้ำ นอกจากที่นี้แล้ว ยังมีอีกหลายจุดและหลายวิธีประหารที่เกิดขึ้น ณ สภาแห่งนี้…

thingvellir2

thingvellir3
The Law Rock

ภูมิประเทศที่กว้างใหญ่ ดูแปลกตา มีแนวหินตั้งตระหง่านเป็นสันยาว มีน้ำตก Öxarárfoss ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำ Öxará พื้นที่โล่งกว้างประกอบไปด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ทะเลสาบ แผ่นดินที่แยกเป็นร่องลึก และภูเขาหิมะที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดสายตา

จุดหนึ่งที่ฉันตั้งใจจะไปดูให้ได้ก็คือ Silfra จุดดำน้ำระหว่าง 2 แผ่นเปลือกโลก (The North American and Eurasian tectonic plates) น้ำที่เกิดจากน้ำพุใต้ดินผ่านชั้นกรองธรรมชาตินี้ใสและนิ่งมาก แน่นอนว่าอุณหภูมิของน้ำที่อยู่ที่ประมาณ 2 – 3 องศาเซลเซียส ทำให้นักดำน้ำจำเป็นต้องใส่ชุดแบบพิเศษและต้องได้รับอนุญาตก่อนเท่านั้น 

สำหรับฉันเองไม่ต้องดำ ขอแค่ดูก็พอแล้วล่ะ

silfrasilfra1

ออกจาก Þingvellir แล้วเรายังคงต้องเดินทางต่อไปอีกกว่า 100 ก.ม. กว่าจะถึงที่พักในคืนนี้ที่ Hótel Á ใกล้เมือง Reykholt

แม้จะเป็นเวลาบ่าย แต่ฟ้าก็ดูมืดลงทุกที และเส้นทางก็เริ่มเปลี่ยว จากที่มีรถผ่านมาเรื่อยๆ ในเส้นทางแถบ Golden Circle บัดนี้พวกเราเหมือนจะเป็นรถเพียงคนเดียวที่อยู่บนถนน

ถนนสาย 52 ซึ่งดูจากแผนที่แล้วจะสั้นกว่าเส้นทางสายหลักหมายเลข 1 พาเราไต่ระดับลึกเข้าไปในหุบเขา ที่รอบตัวเราปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ทุกสิ่งสงบนิ่ง ไร้เสียงใดๆ ถนนสีเทาเริ่มมีน้ำแข็งเกาะลื่นกลายเป็นสีขาว ยากแก่การขับ แต่เรายังไม่เห็นวี่แววของเมืองกันเลย เราขับช้าลงเพราะไม่ชินกับสภาพการขับรถบนน้ำแข็ง ความตื่นเต้นกับหิมะและวิวสวยๆ กลายเป็นความกังวล

Day2_๑๘๑๑๒๒_0225

สักพักใหญ่ๆ มีรถคันหนึ่งตามเรามา ท่าทางจะเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกัน (คน local คงไม่หลงมาทางนี้ในสภาพถนนแบบนี้กันหรอก) พวกเรารู้สึกใจชื้นขึ้นเล็กน้อย เราจอดรถลงไปถามไถ่เค้าดูว่าจะไปไหวไหม ฝรั่งคันนั้นบอกว่าน่าจะได้ เดี๋ยวไอจะนำยูไปเองละกัน (คงทนความเร็วระดับ 20-30 กม. ต่อ ชม. ของเราไม่ไหว) แล้วพี่เค้าก็ขับนำไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เราคลำทางตามไปอยู่ห่างๆ ซึ่งช่วงนี้พี่แพนคนขับของเราคงเครียดไม่น้อย ทั้งเหนื่อย ล้า ไม่ชินทาง และฟ้าที่มืดลงจนแสงอาทิตย์ลับไปก็ยิ่งทำให้การขับรถยากลำบากขึ้นอีก ทางคดเคี้ยวในตอนกลางคืนบนถนนที่ลื่นนี่น่าจะเรียกได้ว่าทางปราบเซียนกันเลยทีเดียว

เราไปถึง Hótel Á กันตอนทุ่มกว่าแล้ว และแถวนั้นก็ดูจะไม่มีร้านอาหารเสียด้วย โชคดีที่เราสั่งอาหารที่โรงแรมกินได้ มื้อนี้อร่อยมาก ไม่รู้ว่าเพราะหิวและเหนื่อยหรือว่าลุงแกทำอร่อยจริงๆ

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s