The Duchess

 

เริ่มบิวท์อารมณ์อังกฤษ ด้วยการหยิบเอาดีวีดีหนังพีเรียดที่ไปขนซื้อมาจากสนามบินฮีทโทรว์ (ในราคาลดพิเศษ) เมื่อสองปีก่อนขึ้นมาดูอีกครั้ง

พอจัดแจงชงชาเสร็จ ฉันก็โหลดแผ่นดีวีดีเรื่อง เดอะ ดัชเชส เข้าเครื่องเล่น พร้อมนำตัวเองซุกลงไปใต้ผ้าห่ม จัดท่าให้สบาย เตรียมย้อนยุคไปสู่ช่วงเวลาในอดีต และเรื่องราวของดัชเชสผู้ทรงเสน่ห์นางหนึ่งของอังกฤษ … The Duchess of Devonshire

หนังบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของ Georgiana Cavendish สาวสวยรวยเสน่ห์ (แสดงโดย Kiera Knighley) ที่ได้มาเป็นภรรยาของ Duke of Devonshire สามีผู้มีจุดประสงค์สำคัญ จุดเดียวในการแต่งงานครั้งนี้ คือการได้ทายาทชาย เพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล

ชีวิตของ G ชวนให้ย้อนนึกถึงเจ้าหญิงไดอาน่า เพราะ G เป็นคนสวย มีรสนิยมดี เป็นที่ชื่นชอบ และไม่ต่างอะไรกับ celeb ที่ใครๆ ก็อยากพบเห็น (คุ้นๆ ไหม ว่าเหมือนเลดี้ได มาก) แต่ชีวิตหรูหรา หรือจะเติมเต็มความรู้สึก และความรักที่ขาดหายไปจากสามี (ผู้มุ่งหวังเพียงแต่จะมีลูกชาย)

แม้ในตอนท้าย Georgiana จะไม่พบจุดจบแสนเศร้าแบบเลดี้ได แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตที่เหลือจนวันสุดท้ายของ G นี้ เธอมีความสุขหรือเปล่า

แม้เนื้อเรื่องแนวชีวประวัติจะฟังดูเคร่งเครียด แต่ฉากต่างๆ ก็ทำออกมาได้สวยงาม และมีการถ่ายทำหลายต่อหลายตอนในสถานที่จริงซึ่งให้ความรู้สึกโอ่อ่า สมจริง ดูได้เพลินๆ ไม่รู้เบื่อ

Fun fact:

  • ดัชเชสแห่งเดวอนเชอร์ (Duchess of Devonshire) มีนามสกุลเดิมว่า Spencer ซึ่งก็คือสกุลเดียวกับเจ้าหญิงไดอาน่า (เพราะเธอเป็นคนในสกุลเดียวกันนั่นเอง)
  • Duke of Devonshire สามีของเธอ เรียกดัชเชส ว่า G
  • ชู้รักของดัชเชส คือ Charles Grey ซึ่งต่อมาเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ระหว่างปี 1830 – 1834)
  • Charles Grey (2nd Earl Grey) เป็นที่มาของชื่อชาเอิร์ลเกรย์ ชาดำผสมมะกรูด ที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลก
โฆษณา

おくりびと หยาดน้ำตากับคำบอกลาก่อนออกเดินทาง

ความตายคือการเดินทางจากโลกหนึ่งไปยังอีกโลกหนึ่ง การออกเดินทางที่ตีตั๋วเที่ยวเดียว ทิ้งไว้แต่เพียงความทรงจำและคราบน้ำตาบนใบหน้าของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

อีกครั้ง ที่ได้ชมหนังอารมณ์ละเมียดละไมแบบญี่ปุ่น อย่าง Departures ผลงานของผู้กำกับโยจิโร่ ทาคิตะ

Departures ส่งมอบข้อความง่ายๆ ที่ว่าความตายเป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่พ้น แต่หลายคนกลับมองเป็นเรื่องต้องห้าม อย่างตัวเอกของเรื่องอดีตนักดนตรีที่ชะตาชีวิตผกผันให้มาเป็นโนคัง (คนนำศพลงโลง) ที่ถูกมองจากคนภายนอก หรือแม้แต่ภรรยาตัวเองว่าทำงานสกปรกและน่ารังเกียจ หากแต่ว่างานของเขาและท่านประธานแห่ง NK Agency (โนคัง เอเจนซี่) นั้นที่บรรจงแต่งหน้าแต่งตัวให้แก่ผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย กลับเป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความประณีตงดงามและกระทำด้วยความเคารพ เป็นการส่งมอบของขวัญชิ้นสุดท้าย ความอาลัย และความรักของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อผู้ที่จากไป แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้เห็นหน้าผู้ตายดูสวยงามและกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ก็เป็นเครื่องปลอบประโลมใจแก่คนที่ยังอยู่ 

หนังถ่ายทอดเรื่องราวเรียบง่ายออกมาได้อย่างสวยงาม ลึกซึ้ง และสะเทือนใจ พร้อมกับดนตรีประกอบที่ลงตัว ทำให้ Departures เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่น่าหาโอกาสไปชม

La Fin des Terres สุดแผ่นดิน

— Monsieur Genty has his head in the clouds

La Fin des Terres หรือ อวสารแห่งปฐพี โดยคณะนักแสดง Phillipe Genty ใช้เป็นการแสดงเปิดเทศกาล La Fête เทศกาลศิลปะวัฒนธรรมฝรั่งเศสสำหรับปีนี้

แม้เทศกาล La Fête จะจัดขึ้นในปีนี้เป็นปีที่ 8 แล้ว แต่ฉันก็เพิ่งมีโอกาสได้เข้าไปชมกับเค้าก็คราวนี้แหละ ด้วยได้อานิสงค์จากเพื่อนสาว (สวย) ที่อุตส่าห์เป็นธุระจัดหาบัตรมาให้ ด้วยความที่เธออยากให้ฉันไปดูการแสดงนี้จริงๆ พร้อมกับโฆษณาให้ว่า การแสดงนี้เนี่ยดีสุดๆ เลยนะเธอ โปรดักชั่นดีมากกกกก เอ้า เชื่อเพื่อนค่ะ เชื่อในรสนิยมสาวเอกละคร แถมเพื่อนอุตส่าห์หาตั๋วมาให้ ฉันก็เลยจัดแจงเลื่อนนัดเย็นนั้น เพื่อไปดู Lands End แทน

กว่าจะได้รับตั๋วก็เกือบถึงเวลาเริ่มแสดง เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคเล็กน้อย (เจ้าหน้าที่หาชื่อใน list ไม่เจอ) แต่ในที่สุดก็รับตั๋วเรียบร้อย

การแสดงนี้กินเวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง (ใน web ของ Thaiticket Master และสูจิบัตรของงาน เขียนเอาไว้ว่า “ความยาว 1.30 ชั่วโมง ในห้วงแห่งความฝัน”)

การแสดงเริ่มขึ้นด้วยฉากที่ชายใส่เสื้อโอเวอร์โค้ตคนหนึ่งจัดแจงกับหุ่นคนตรงโต๊ะทำงานตัวหนึ่ง เพียงพริบตาเดียวหุ่นตรงโต๊ะทำงานกลายเป็นนักแสดงขึ้นมา ด้วยทริกมายากลที่นำมาใช้นำเสนอตลอดเรื่อง เรื่องราวที่ไม่ปะติดปะต่อ ทำให้บางครั้งดูแล้วไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไหร่ สุดท้ายเลยใช้วิธีที่จะไม่พยายามทำความเข้าใจ แต่ปล่อยใจไปกับภาพที่ปรากฏขึ้นบนเวที

แม้ฉากและพร็อพต่างๆ ที่นำมาใช้จะอยู่ในสักษณะที่น้อยชิ้น เมื่อเทียบกับการแสดงละคร แต่แต่ละชิ้นที่เลือกมา ประกอบกับการจัดแสงกลับสร้างเอฟเฟคที่โดดเด่น เกิดเป็นภาพสวยงามขึ้นบนเวที ฉากที่ชอบเป็นพิเศษเห็นจะเป็นฉากบนรถไฟ ที่ให้อารมณ์อยู่บนรถแล้วมีลมพัดเอากระดาษไปปะทะกับหน้านักแสดงจริงๆ นอกจากนี้ก็ยังมีฉากบอลลูนขนาดยักษ์ที่พองลมอัดแน่นบนเวทีที่สวยและแปลกตาจากโชว์อื่นๆ ที่เคยดูมา

แน่นอนว่ามีบางฉากที่ค่อนข้างยาวและอาจจะน่าเบื่อไปบ้าง (ด้วยพยายามหาความหมายจากภาพที่เห็น) แต่โชว์ก็จบลงด้วยความประทับใจ น่าเสียดายที่ว่าในคืนนั้นการแสดงชุด Lands End จัดแสดงเป็นครั้งสุดท้าย เป็นคืนสุดท้าย ใครอยากลองชมส่วนหนึ่งของการแสดงคงต้องคลิกไปดูที่ Youtube (แต่ขอบอกว่าบนเวทีจริง น่าตื่นตากว่ามาก ^_^)

สำหรับ official website ของเทศกาล La Fête ดูได้ที่นี่

สำหรับนักชิมทั้งหลาย กิจกรรมน่าสนใจอีกอย่างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลคือ Dîner Dans Le Noir ดินเนอร์ไร้แสงเทียน (และแสงอื่นๆ) ที่จะจัดขึ้นที่ร้าน Déjà Vu โรงแรม Pullman กรุงเทพฯ จากคอนเซปของร้านอาหาร Dans le Noir? ที่ฝรั่งเศส

山おんな壁おんな สาวต่างไซส์

ไม่นานมานี้ มีโอกาสได้ดู series ญี่ปุ่นอีกเรื่องหนึ่งชื่อว่า Yama Onna Kabe Onna แปลตรงตัวว่า สาวภูเขา สาวกำแพง คงจะเดาได้ไม่ยากว่า ภูเขากับกำแพงที่ว่าคืออะไร

Yama Onna Kabe Onna ได้สาวสวยเก๋ อย่าง Ito Masaki นางแบบและนักแสดงสาวสวยที่คุ้นหน้ากันดีจากการเป็นนางแบบของ Shiseido มาประชันบทบาทกับ Fukada Kyoko ด้วยความชอบ Ito Masaki เป็นการส่วนตัว ทำให้ดูละครเรื่องนี้ได้เพลินยิ่งขึ้น

เรื่องราวของสาว (อก) ต่างไซส์นี้แม้จะละครตลก ดูขำๆ แต่ก็แฝงแง่มุมบางอย่างของสังคมญี่ปุ่นไว้ให้ได้เห็นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของอาชีพการงาน แม้ปัจจุบันผู้หญิงญี่ปุ่นจะมีบทบาทในโลกของมนุษย์ทำงานมากขึ้น หลายต่อหลายคนก็ยังคงมีแผนที่จะเลิกทำงานเมื่อแต่งงานแล้ว วัฒนธรรมการแต่งงานแล้วเป็นแม่บ้านยังคงมีให้เห็นอยู่ แม้แต่ในละครเรื่องนี้ที่ตัว Megumi (สาวพนักงานขายผู้มีความสามารถ) เองมีความสับสนในใจ ที่จะเลือกระหว่างการมีครอบครัวหรืออาชีพการงาน นอกจากนี้ ยังเห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘glass ceiling’ การแบ่งแยกทางเพศ (sexism) ที่ว่าแม้จะมีความสามารถสูงและทำงานได้ดีกว่าผู้ชายบางคน ผู้หญิงญี่ปุ่นก็มีโอกาสที่จะก้าวขึ้นไปในตำแหน่งผู้บริหารได้ยาก

เขียนออกแนวซีเรียสแบบนี้ แต่จริงๆ แล้ว Yama Onna Kabe Onna เป็นละครดูเล่นๆ เบาสมอง (ถ้าไม่คิดอะไรมาก) เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่อยากแนะนำให้ไปลองหากันมาดู

แล้วคุณล่ะ คิดว่า size does matter รึเปล่า

Juno

หลังจากที่ห่างหายจากการไปดูหนังที่โรงมานาน วันนี้ฤกษ์งามยามว่างจึงแวะเวียนไปที่ House RCA โรงหนังที่ฉันชอบมากโรงหนึ่ง (ด้วยความที่มีหนังนอกกระแสให้ได้ดู แถมคนไม่เยอะ และตั๋วหนังไม่แพง ฯลฯ)

แรกสุดก็ต้องคิดก่อนว่าจะดูเรื่องอะไรดี ความอยากดูของฉันตอนนี้มีหนัง 2 เรื่องที่คู่คี่สูสีกันมา ระหว่าง Juno และ Tokyo Tower แต่ในที่สุดก็เลือกดู Juno เพราะเวลาใกล้เคียงกับเวลาที่ฉันว่างพอดี แถมหนังเรื่องนี้ยังได้รับคำวิจารณ์ในแง่ดีจากหลายแหล่ง

หลายคนมองว่าช่วงเวลาวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต วัยรุ่นเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง เป็นช่วงต่อระหว่างวัยเด็กและผู้ใหญ่ ลำพังชีวิตวัยรุ่นทั่วไปก็ยุ่งเหยิงพออยู่แล้ว แต่สำหรับสาววัย 16 ที่บังเอิญตั้งท้องอย่าง Juno ล่ะ การที่จะผ่านพ้นช่วงเวลาอย่างนี้ไปไม่ง่ายเลย

แม้ความคิดแรกของ Juno หลังจากรู้เรื่องการตั้งท้องของเธอคือการไปทำแท้งตามที่วัยรุ่นหลายคนคิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนใจไปสู่ทางออกที่ดีกว่า ส่วนสำคัญที่คอยประคับประคองให้ช่วงเวลาแบบนี้ผ่านไปได้ก็คือครอบครัว หนังแสดงให้เห็นถึงความรักและเข้าใจจากคนในครอบครัว

ฉันประทับใจกับคำพูดของพ่อ Juno ที่ว่า “In my opinion, the best thing you can do is find a person who loves you for exactly what you are. Good mood, bad mood, ugly, pretty, handsome, what have you, the right person will still think the sun shines out your ass. That’s the kind of person that’s worth sticking with. ”

Juno ตอบว่า “I sort of already have.”

พ่อว่า “Well, of course! You’re old D-A-D! You know I’ll always be there to love and support you no matter what kind of pickle you’re in… Obviously”

แม้ว่าเราจะเป็นอย่างไร ดี ร้าย สุข ทุกข์ ครอบครัวก็คือคนที่เดินเคียงข้างเรา และรักเราในแบบที่เราเป็น

สุดท้ายแล้ว แม้จะมีอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป แม้มีบางทีที่ชีวิตไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่หากเรามีความกล้าที่จะก้าวต่อไป อย่างน้อยก็มีหนทางให้เดิน

Juno Official Site: http://www.foxsearchlight.com/juno/

 

ความประทับใจ บนถนนสายที่ 3 กับ

 always 1

 三丁目の夕日

ภาพหอคอยโตเกียวในยามดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า อาจดูเป็นภาพธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาไปอาจมีความหมายสำหรับใครอีกคนหนึ่งที่เฝ้าดูแสงสุดท้ายแห่งวันอยู่ ณ มุมหนึ่ง

แล้ววันนี้ภาพใบปิดหนังที่คุ้นตาก็พาฉันกลับมาพบกับความประทับใจเมื่อครั้งแรกที่ได้เห็นอีกครั้ง พื้นหลังโปสเตอร์สีส้มกับใบหน้าหลากหลายอารมณ์เรียงร้อยเรื่องราวของผู้คนบนถนนสายที่ 3 เข้าไว้ด้วยกัน

เรื่องราวของพวกเขายังดำเนินต่อไป ก่อกำเนิดเป็นภาคต่อของภาพยนตร์ในใจฉันเรื่องนี้

Always – Sunset on 3rd Street พาเราย้อนเวลากลับไปเมื่อสมัยที่ญี่ปุ่นสิ้นสุดสงคราม ภาพโตเกียวที่เต็มไปด้วยความเจริญ แสงไฟนีออน และความพลุกพล่านในวันนี้ดูแตกต่างไปจากในวันวาน

ในภาคแรก ความอดทน ความพยายาม เพื่อความหวังและความฝันหลังสงครามที่จะสร้างประเทศขึ้นมาอีกครั้ง คู่ขนานไปกับภาพหอคอยโตเกียวซึ่งก่อร่างขึ้นทีละเล็กละน้อยจนสำเร็จ ญี่ปุ่นประกาศตัวเองว่าฉันก็กลับมายิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน ว่าแล้วก็ทำให้หอคอยโตเกียวมีความสูง 333 เมตร นำหอไอเฟลไปเสียเลย 

Always ชวนให้เราหวนนึกถึงวันเวลาในอดีต ความสุข ความเศร้า มิตรภาพ ความรัก ความประทับใจ ได้อย่างละเมียดละไม ตามแบบฉบับญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ลืมที่จะซ่อนอารมณ์ขันให้ได้ยิ้มกันตลอดเรื่อง

ในภาค 2 นี้ หอคอยโตเกียวสำเร็จเป็นรูปร่างขึ้นมาแล้ว แต่ชีวิตไม่ได้มีจุดสิ้นสุดเหมือนกับหอคอยที่สร้างเสร็จ หากแต่ยังคงเดินต่อไป ผู้คนบนถนนสายที่ 3 สอนให้รู้ว่าความสุขไม่จำเป็นต้องซื้อหามาด้วยเงินเสมอไป ความสุขเกิดขึ้นได้แม้ในยามยาก แค่เพียงเรารู้วิธีที่จะมองหามัน

สำหรับฉันแล้ว Always เป็นความประทับใจที่เปี่ยมไปด้วยความละมุนละไม ฉันหลงรักตัวละครทุกตัวที่ต่างมีมุมที่น่ารัก แม้บุคลิกและเรื่องราวของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ชวนให้นึกถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มีน้ำใจ และสามัคคีที่ทุกวันนี้หายากขึ้นทุกที

แวะไปชม Always – 2 กันได้ที่ House Rama RCA และโรงภาพยนตร์เครือ Apex

アンフェア ใครกันแน่ที่อยุติธรรม?

Ukihira 

จากที่ติดตามดู series ญี่ปุ่นหลายรสจากเพื่อนร่วมออฟฟิศ เรื่องล่าสุดที่ดูแล้ววางไม่ลงคือ Unfair ซีรีส์แนว thriller จากแดนปลาดิบที่ชวนติดตามอีกเรื่องหนึ่ง

Unfair พูดถึงเรื่องราวของตำรวจสาวผู้ซึ่งเกลียดการฆาตกรรมเป็นที่สุด แต่ชีวิตของเธอต้องมาพัวพันกับการฆาตกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์ที่นำไปสู่เรื่องราวทั้งหมดมาจากเหตุการณ์ในวันหนึ่งที่พ่อของเธอซึ่งเป็นตำรวจถูกยิงเสียชีวิต หลังจากนั้นยูกิฮิระก็เข้ามาเป็นตำรวจสอบสวนเพื่อสืบหาผู้ที่ฆ่าพ่อของเธอ แต่เรื่องราวไม่ได้จบอยู่เพียงแค่นั้น เหตุการณ์ที่พลิกผันชะตากรรมของยูกิฮิระคือการที่เธอวิสามัญฆาตกรรมคนร้ายซึ่งเป็นเยาวชน จากตำรวจผู้มีความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อความถูกต้องและผดุงความยุติธรรม กลับกลายเป็นคนฆ่าเสียเอง ชีวิตที่มีอยู่จึงไม่มีความสงบอีกต่อไป

ละครตั้งคำถามกับผู้ชมว่าแท้จริงแล้วความยุติธรรมคืออะไร อะไรที่เรียกว่าอยุติธรรม การฆ่าคนร้ายเป็นการกระทำที่ถูกต้องจริงหรือ ใครที่เป็นคนร้ายกันแน่ ละครไม่ได้ตอบทุกคำถามที่เกิดขึ้น หากแต่ให้ผู้ชมได้คิดพิจารณาว่าบางครั้งสิ่งที่เราคิดหรือมองว่าถูกต้องเหมาะสมแล้วนั้น อาจจะไม่ได้ถูกต้องหรือเป็นทางออกที่ทุกคนจะเห็นด้วยเสมอไป การกระทำไม่ว่าอะไรก็ตามจะส่งผลกับตัวเราไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

เมื่อมองย้อนกลับมาที่สังคมปัจจุบัน ความอยุติธรรมดูจะมีอยู่ทั่วไปจนบางครั้งอาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่สังคมจะอยู่ได้หรือหากทุกคนเพิกเฉยและปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปแบบนั้น ไม่แน่ว่าบางครั้งเราอาจต้องยอมทำสิ่งที่อยุติธรรมเพื่อความอยู่รอด การกระทำของเราส่งผลกระทบต่อผู้อื่น แต่เราก็มองว่ามันจำเป็น แล้วอย่างนี้ ใครกันแน่ที่อยุติธรรม?