น้ำตาหนึ่งลิตร

ทำไมโรคร้ายนี่ต้องเลือกฉัน ทำไม… อายะถามคำถามที่แสนปวดร้าว น้ำตาไหลอาบแก้ม ไม่มีคำตอบจาก ฮิโรชิ เซนเซ (คุณหมอฮิโรชิ)

นี่เป็นฉากหนึ่งจากซีรีส์บีบหัวใจจากญี่ปุ่นเรื่อง 1 Litre of Tears ซึ่งกำลังแพร่ระบาดอยู่ในออฟฟิศของฉันในขณะนี้

คำถามที่ได้ยินจากเพื่อนร่วมออฟฟิศทุกเช้าที่มาทำงานคือ “ร้องไห้รึยัง” อืม เป็นปรากฏการณ์ใหม่ ทักทายกันว่าร้องไห้รึยัง อารมณ์คนถามน่าจะประมาณ “วันนี้คุณดื่มนมแล้วรึยัง”

1 Litre of Tears ว่าด้วยชะตากรรมของอายะ คิโตะ เด็กสาววัย 15 ซึ่งป่วยเป็นโรค Spinocerebellar Ataxia (ในเรื่องเรียกชื่อว่าโรค Spinocerebellar Degeneration) อันทำลายประสาทการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เริ่มจากอาการหกล้ม กะระยะต่างๆ คลาดเคลื่อน ไปจนพูดได้ลำบาก จนต้องนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ ในขณะที่สมองยังทำงานตามปกติ

จากเด็กสาวที่สดใสร่าเริงและชอบเล่นกีฬา อายะต้องทนทรมานกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่นับวันมีแต่จะทรุดโทรมลง แม้จะมีกำลังใจดีอย่างไร แต่การที่รู้ว่าตนเองเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษามันคงยากที่จะทำใจได้

ถึงแม้จะเป็นละครที่เศร้า แต่ 1 Litre of Tears ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ทำให้หัวใจอบอุ่น ความรักจากคนรอบข้าง และกำลังใจที่จะสู้ต่อไปของอายะ ทำให้เรื่องราวไม่ได้มุ่งเน้นแต่การเรียกน้ำตาคนดู เหมือนกับซีรีส์บางเรื่อง แต่แสดงถึงความอบอุ่น ความรัก ความห่วงใย ที่จะว่าไปแล้วอาจมีความหมายยิ่งกว่ายารักษาโรคใดๆ ก็ได้ จากความเศร้าใจ เรื่องนี้จึงกลายเป็นความซึ้งใจ

ซีรีส์เรื่อง 1 Litre of Tears นำเค้าโครงเรื่องมาจากไดอารี่ของอายะ เด็กสาวที่ป่วยเป็นโรค Spinocerebellar Ataxia ที่บอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตควบคู่ไปกับอาการป่วยของเธอ แม้วันนี้อายะจะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่เชื่อว่าเรื่องราวของเธอคงจะเป็นกำลังใจให้ใครอีกหลายคนที่รู้สึกท้อแท้หรือสิ้นหวังกับชีวิตของตนเอง ให้ก้าวต่อไป และสู้เหมือนกับที่เธอได้ทำ

ในโลกนี้ยังมีอีกหลายๆ คนที่เผชิญกับชะตากรรมที่ไม่ได้คาดคิด ชะตากรรมอาจเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ แต่การที่จะเผชิญกับชะตากรรมนั้นๆ ด้วยวิธีอย่างไรเป็นสิ่งที่แต่ละคนเลือกได้ หากวันนี้ต้องร้องไห้ ก็ขอให้น้ำตานั้นไม่ได้เสียไปกับความเศร้าโศกเสียใจแต่เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจ และปลาบปลื้มใจที่ชีวิตได้มอบโอกาสให้เราเป็นคนเลือกทางเดินเอง

In remembrance of Aya Kito … ผู้ที่เลือกทางเดินของเธอด้วยความกล้าหาญและสง่างาม

ข้ามจักรวาล ผ่านทุ่งสตรอเบอรี่

emsemble

How far would you go for love? คุณจะไปไกลแค่ไหนเพื่อความรัก

บางคนยอมที่จะเดินทางข้ามจักรวาล…เพื่อรัก
ฉันได้ยินชื่อ Across The Universe จากเพื่อนรักเป็นครั้งแรก ข้อดีมากๆ ข้อหนึ่งของการมีเพื่อนที่แชร์รสนิยมเดียวกันคือการได้แชร์ข้อมูลที่ชนกลุ่มน้อยอย่างเราสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนัง เพลง ศิลปะ หรือเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ ที่หากไปเพ้อใส่คนอื่นเอามากๆ อาจถูกมองว่าน่ารำคาญได้

Across The Universe สะดุดความสนใจของฉันด้วยความที่เป็นหนังเพลง (musical) และมีการนำเพลงของ The Beatles วงดนตรีอมตะในดวงใจของฉันมาเป็นเพลงประกอบ (ซึ่งจะว่าไปแล้วเรื่องราวต่างๆ ในหนังถูกทำขึ้นมาเพื่อประกอบเพลงของ The Beatles มากกว่า)

จากท่าเรือแห่งเมืองลิเวอร์พูล ชนชั้นกรรมาชีพอย่างจู๊ด (Jude) เดินทางข้ามมหาสมุทรมายังอเมริกาเพื่อตามหาพ่อที่ไม่เคยได้พบหน้าของตนเอง แต่สิ่งที่ Jude ค้นพบนั้นมากกว่าความคาดหวังแรกเริ่มอยู่มาก เขาค้นพบมิตรภาพ และความรัก

หนังนำเสนอทั้งแง่มุมที่สมจริงและเหนือจริงคู่ขนานกันไป จึงไม่น่าแปลกที่จะมีฉากพิศดารปะปนไปกับฉากชีวิตธรรมดาๆ ตั้งแต่ลิเวอร์พูลกับภาพของเมืองท่าเรือสีทึมทึบ ถนนหนทางกับบ้านเรือนโทรมๆ ภาพหลากสีสันรูปแบบโบฮีเมียนของเมืองนิวยอร์ค ไปจนถึงฉากหลุดโลกอื่นๆ

การเดินทางเพื่อความรักมักไม่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ แน่นอนว่ารักของ Jude ต่อลูซี่ สาวสวยฐานะดีชาวอเมริกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อุปสรรคของรักนี้ไม่ได้อยู่ที่ฐานะ หากแต่เป็นเหตุการณ์อื่นๆ รวมทั้งความเชื่อและความคิดอ่านที่แยกทั้งสองออกห่างจากกัน

หลายฉากหลายตอนในเรื่องติดตรึงตาแม้หนังจะจบลงแล้ว ภาพสตรอเบอรี่ที่ถูกหมุดตรึงกับผืนผ้าใบ น้ำสีแดงจากผลสตรอเบอรี่ไหลอาบผ้าใบดูราวกับเลือดที่หลั่งไหลออกมา… ฤาความขมขื่นจะแฝงอยู่ในความหอมหวาน อุดมคติมีจริงหรือเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในจินตนาการความคิดของคนเท่านั้น เสียงเพลง Strawberry Field Forever ตอกย้ำความรู้สึกเหนือจริง (surreal) เข้าไปอีกด้วยประโยคที่ว่า Living is easy with eyes closed, misunderstanding all you see หากเราเลือกมีชีวิตได้โดยที่จะหลับตา อะไรๆ มันคงจะง่ายกว่าที่เป็นอยู่

strawberry

ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่แน่นอนสิ่งหนึ่ง (ตามที่หนังสื่อออกมา) ก็คือความรัก เพราะไม่ว่าจะต้องข้ามผ่านสิ่งใดๆ ข้ามจักรวาล ผ่านทุ่งสตรอเบอรี่ ความรักก็ transcend ทุกสิ่ง ดังเสียงเพลงของ The Beatles ที่ว่า All you need is love…love is all you need

ปล. อ่านบทวิจารณ์ Across the Universe เพิ่มเติมจาก New York Times ได้ที่ http://movies.nytimes.com/2007/09/14/movies/14univ.html

Watashi wa Noda Megumi desu!

ล่าสุดได้มีโอกาสดูซีรีส์จากญี่ปุ่นเรื่อง Nodame Cantabile หลังจากที่ห่างหายไปจากการดูซีรีส์ (ไม่ว่าจากชาติไหนๆ) มานาน

การที่จะดูซีรีส์สักเรื่องจนจบ เรื่องนั้นนั้นต้องมีความน่าสนใจและดึงดูดใจพอสมควร ที่จะทำให้คนดู “สละ” เวลามาดู แทนที่จะไปทำอย่างอื่น เพราะซีรีส์ไม่เหมือนภาพยนตร์ที่จบในตอนเดียว หากหนังเรื่องนั้นไม่ดี ไม่น่าดู เราก็แค่เสียเวลาสัก 2 ชั่วโมงกับมัน แต่ซีรีส์มักมีความยาวมากกว่านั้น

คนที่ไม่ใช่แฟน J-Pop หรือแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่นอย่างฉัน มีความรู้เรื่องละคร หนัง เพลง และวรรณกรรมญี่ปุ่นแค่ผิวเผิน แต่เมื่อมีโอกาส ฉันก็ไม่พลาดที่จะรับชมศิลปะจากเมืองจ้าวแห่งศิลปะนี้ หลายครั้งหลายหนที่ภาพยนตร์จากญี่ปุ่นติดประทับอยู่ในใจแม้เวลาจะผ่านไปนาน ผิดกับภาพยนตร์จากเกาหลีที่สำหรับฉันแล้วรู้สึกว่าจะออกแนวซึ้ง Sentimental อย่างจงใจไปหน่อย (ความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ได้มีอคติต่อภาพยนตร์เมืองโสมแต่อย่างใด) เกาหลีเน้นภาพสวยเพลงเพราะ นางเอกเป๋อ พระเอกรวย เป็นสูตรสำเร็จ ในความคิดฉันภาพยนตร์จากเกาหลีส่วนใหญ่จึงมาในแนวเดียวกัน ขอหยุดการเปรียบเทียบไว้ ณ ตรงนี้จะดีกว่า

มาว่าถึงละครซีรีส์ Nodame Cantabile กันดีกว่า จะว่าไป การเขียนถึง Nodame ตอนนี้ออกจะดูความรู้สึกช้าไปหน่อย เพราะเค้าฮิตกันไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ถึงจะช้าไปนิด แต่ก็เชื่อว่ายังมีคนที่ความรู้สึกช้าอย่างฉันอยู่บ้าง

Nodame Cantabile มีต้นกำเนิดจากหนังสือมังหงะของโทโมโกะ นิโนะมิยะ (Tomoko Ninomiya) ว่าด้วยชีวิตนักเรียนในโรงเรียนดนตรี มีการหยิบนำมาทำเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นและเป็นซีรีส์ที่ใช้คนแสดง
ดนตรีคลาสสิกเป็นฉากหลังให้กับเรื่องราวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ความสนุกสนาน และมุขตลกแบบการ์ตูนผู้หญิง
แน่นอนว่าพระเอกของเรา ท่านจิอากิ (Chiaki-sama) ต้องเป็นหนุ่มหล่อ ขรึม ตัวสูงกับมาดเท่ห์ที่สาวๆ ต้องพากันกรี๊ด ส่วนนางสาวโนดะ เมงูมิก็ชนะใจพระเอกด้วยความสามารถทางเปียโนและเหนืออื่นใดคือความจริงใจของเธอ

แม้ว่าจะเป็นเรื่องราวจากมังหงะ Nodame ในสายตาของฉัน ก็มีความดีความชอบอยู่หลายประการ ซีรีส์เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการได้มาซึ่งสิ่งที่มุ่งหวังนั้นต้องอาศัยความพยายาม พรสวรรค์ไม่ใช่ทุกสิ่ง หากแต่พรแสวงต่างหากที่ผลักดันเราให้ก้าวไปข้างหน้าและประสงความสำเร็จ ความเป็นเพื่อนเป็นสิ่งสวยงาม การทำอะไรให้ได้ดีต้องทำด้วยความรัก เมื่อเรารักสิ่งที่ทำเราก็จะมีความสุขไปกับมัน ฯลฯ ข้อคิดดีๆ หลายอย่างส่งผ่านสู่ผู้ชม โดยที่เราไม่ได้รู้สึกว่าถูกสั่งสอนหรืออบรมโดยละคร หากแต่เป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้ และเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับตัวละคร

หรือถ้าแม้จะอยากปล่อยเสียงหัวเราะออกมาโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก Nodame Cantabile ก็ตอบโจทย์ข้อนี้ได้ด้วยเหมือนกัน ส่วนคอเพลงคลาสสิกก็คงได้เพลิดเพลินไปกับ OST ที่มาจากผลงานเพลงดีๆ ทั้ง Symphony No. 7 ของ Beethoven Oboe Concerto ของ Mozart Piano Concerto ของ Rachmaninov เป็นต้น

ในวันสุดสัปดาห์ หากยังไม่มีโปรแกรมทำอะไร ลองหา Nodame Cantabile มาดู แล้วอาจนึกอยากจรดปลายนิ้วลงบนคีย์เปียโน และฝันว่าตัวเองเป็นนางสาวโนดะเมะที่ได้เล่นเปียโนคู่กับท่านจิอากิก็ได้

Either that wallpaper goes or I do

“ไม่วอลเปเปอร์นั่น ก็ฉันนี่แหละที่ต้องไป” บนเตียงนอนในโรงแรมโทรมๆ แห่งหนึ่ง ณ กรุงปารีส Oscar Wilde พูดประโยคสุดท้ายก่อนสิ้นลม
เป็นการจบฉากชีวิตของนักเขียนเจ้าสำราญชาวอังกฤษในปารีส นครแห่งความรัก

ได้ยินเพื่อนหลายต่อหลายคนแนะนำให้ไปหาหนังเรื่อง Paris Je t’aime มาดู ฉันหยิบเอาหนังเรื่องนี้มาดูด้วยเหตุผลง่ายๆ 2 ข้อ

1 ฉันชอบเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรัก
2 ฉันชอบปารีส
หนังหยิบยกเอาเศษเสี้ยวของชีวิตในมหานครที่ใครๆ ต่างพากันเรียกว่านครแห่งความรักมารวบรวมเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ บ้างก็เป็นเรื่องราวชีวิตประจำวันที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า บ้างก็เป็นช่วงเวลาสำคัญของชีวิต บางตอนเป็นเรื่องสุดแสนธรรมดา แต่อีกตอนเป็นเรื่องพิลึกพิลั่น ชีวิตก็เต็มไปด้วยเรื่องเหล่านี้ … c’est la vie

สายตาที่มองมาที่ปารีสของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน เฉกเช่นมุมมองของผู้กำกับต่างชาติต่างภาษาที่เลือกนำเสนอปารีสในแบบของตน ใครบางคนอาจมองว่าหอไอเฟิลเป็นเพียงขยะน่าเกลียดที่ทำลายความงามอันเป็นศิลปะของปารีส แต่สำหรับอีกหลายคนมันอาจเป็นสถานที่แห่งความทรงจำและความรักก็เป็นได้
ตอนหนึ่งของหนังพาเราไปเยี่ยมสุสานอันเป็นที่ตั้งของหลุมศพ Oscar Wilde หนึ่งในชาวต่างชาติที่เลือกปารีสเป็นที่พักพิงสุดท้าย แม้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต Oscar Wilde ยังไม่หยุดที่จะมองและให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัวของเขา แล้วถึงกับวิจารณ์เจ้าวอล์เปเปอร์หน้าตาไม่น่าพิศมัยนั่นออกมา
ฉันได้อ่านบทความของคุณปราบดา หยุ่นที่ว่าด้วยเรื่องของบ้านในหนังสือ เขียนถึงญี่ปุ่น ซึ่งเขียนไว้ได้อย่างน่าสนใจ มีคนกล่าวว่า “Home is where the heart is” บ้านเป็นที่อยู่ของหัวใจ แต่สำหรับเขาหัวใจเป็นสิ่งที่อยู่ในร่างกายและติดตามเขาไปทุกที่ ทุกที่จึงกลายเป็นบ้านได้เมื่อหัวใจบอกอย่างนั้น

เชื่อว่าปารีส คงนับเป็นบ้านหลังหนึ่งได้ในใจของฉัน หากใช้คำนิยามตามแบบของคุณปราบดา แม้ในเวลาสั้นๆ ที่ฉันได้เหยียบย่างไปในกรุงปารีส เดินไปตามถนน ผ่านผู้คน นักท่องเที่ยว ชาวปารีเซียง เป็นคนแปลกหน้าในเมืองใหญ่ แต่ลึกๆ ในใจฉันก็รู้ว่ามีเสี้ยวหนึ่งที่ฉันมอบความรักให้กับนครแห่งรักแห่งนี้ Paris, Je t’aime.