อารัมภบท – ไอซ์แลนด์ แดนมหัศจรรย์

IMG_5391

– Sólfar ผลงานประติมากรรมโดย Jón Gunnar Árnason ศิลปินชื่อดังชาวไอซ์แลนด์

เมื่อเหนื่อยล้ากับการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ เที่ยวแบบเดิมๆ กิจวัตรแบบเดิมๆ ของมนุษย์แม่+มนุษย์เงินเดือน วันแล้ววันเล่าที่หมุนวนมาเป็นแรมปี ราวกับติดอยู่ในวังเวียนเวลาของ Miss Peregrine ฉันจึงคิดอยากพักจากวงจรนั้น เพื่อออกมา”หายใจ”เอาอากาศและบรรยากาศแปลกใหม่ให้กับชีวิตบ้าง และประเทศหนึ่งที่มาตอบโจทย์การหลุดพ้นจากโลกจำเจนั้นก็คือไอซ์แลนด์

แรงบันดาลใจของการไปเที่ยวไอซ์แลนด์ในตอนแรกนั้น เริ่มมาจากแสงสีเขียวที่หลายคนหมายตาว่าจะต้องเห็นสักครั้งในชีวิต (ฉันเองก็อยากเห็นกับเค้าบ้างเหมือนกัน) จึงเริ่มหาข้อมูลโดยการไปร่วมฟัง brief เกี่ยวกับประเทศที่ไม่คุ้นชินประเทศนี้ (ก่อนหน้านั้น มีเพียง 3 สิ่งที่ฉันรู้เกี่ยวกับไอซ์แลนด์ คือ ประเทศนี้เป็นบ้านเกิดของนักร้องสาวหลุดโลกนามว่า Björk – ประเทศนี้มีแสงเหนือ – ประเทศนี้มีภูเขาไฟที่เคยทำให้การจราจรทางอากาศของยุโรปเป็นอัมพาตไปเมื่อปี 2010)

กิจกรรมในครั้งนั้นจุดประกายความฝันที่ฉันคิดว่าจะต้องทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ ภาพของก้อนน้ำแข็งสีฟ้าที่ลอยอยู่ในลากูนหนาวยะเยือก หาดทรายสีดำสนิท ภูเขาไฟปะทุคุกรุ่น มหกรรมน้ำตกนับร้อยแห่ง และคำโปรยที่ว่าประเทศนี้ไม่เหมือนที่ใดในโลก จนบางครั้งก็ทำให้ผู้มาเยือนนึกสงสัยว่าเราอยู่บนดาวดวงใดในจักรวาลแห่งนี้ สะกดใจให้คิดว่าที่นี่แหละคือคำตอบ

ความอยากนั้นง่าย แต่การทำให้ความอยากนั้นกลายมาเป็นความจริงนั้นต่างกัน

กว่า 2 ปี ที่ฉันฝันถึงการผจญภัยเล็กๆ และตั้งเป้าหมายให้ไอซ์แลนด์เป็น trip of a lifetime

การเดินทางจากความอยาก มาเป็นแผน จวบจนออกผลเป็นทริป 13 วันที่ผ่านมานั้น เป็นเส้นทางที่ยาวไกลและปะปนไปด้วยอุปสรรค ความหวัง ความผิดหวัง ความวิตก สารพัดสารพัน แต่ก็มีสีสันและทำให้รู้ว่าการเดินทางนั้นให้ประสบการณ์มากกว่าการไปถึงที่หมายเพียงอย่างเดียว

โฆษณา

พ.ล.ท. ตอนแรก

เนื่องจากช่วงที่พวกเราไปเที่ยวเป็นช่วงสงกรานต์พอดิบพอดี เราจึงไม่มีโอกาสเลือกไฟลทเดินทางสักเท่าไหร่ (ปกติเราเป็นพวกต้องเที่ยวให้คุ้ม จึงมักจะเลือกไฟลทที่ออกเดินทางกลางคืน แล้วไปถึงญี่ปุ่นยามเช้าตรู่)

สายการบิน JAPAN AIRLINES พาชาวคณะ ประกอบด้วย แม่ 1 คน พ่อ 1 คน ลูก 1 คน และน้าชาย 1 คน มาถึงสนามบินนาริตะในเวลาบ่าย 4 โมงกว่าๆ

กว่าจะผ่านด่านตม. (ซึ่งคุณเจ้าหน้าที่ใจดีเห็นเรามากับเด็ก เลยให้ไปช่อง priority ^^) รอสัมภาระ กางรถเข็น กระเตงลูกกันเรียบร้อยก็ปาไป 5 โมง เรานัดแนะกับน้องสาวที่เดินทางมาถึงก่อน ว่าจะนั่ง Skyliner ไปเจอที่ Nippori แล้วค่อยต่อแท็กซี่ไป รร APA ย่านอะกิฮะบะระ

ไปๆ มาๆ ก็มีอันต้องเปลี่ยนแผน เพราะดูเวลาแล้วไม่น่าจะทันเวลาอาหารเย็นที่ร้านเทมปุระที่จองเอาไว้…

การเดินทางด้วย Skyliner สะดวกดีค่ะ สำหรับคนที่พักแถวๆ Ueno เพราะรถไฟวิ่งตรงไปถึงสถานี Ueno และ Nippori เลย

ชมวิว

ตื่นตากับวิวข้างทาง – บน skyliner

เราเปลี่ยนไปลงที่สถานี Ueno แล้วเอาของไปเก็บใน locker แทน (กว่าจะเอากระเป๋าใบใหญ่ และของอื่นๆ ยัดตู้ได้ก็เล่นเอาเหงื่อออก แม้ลมเมืองโตเกียวที่พัดมายามนั้นจะยังหอบไอเย็นมาอยู่) ก่อนอื่นก็ไปพบน้องสาว แล้วพากันนั่งรถไฟใต้ดินต่อไปพบญาติที่นัดไปทานเทมปุระด้วยกัน

ร้าน Tensuzu เทมปุระร้านนี้ ฉันเคยมาทานแล้วเมื่อปีก่อนกับท่านประธานบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งตอนนั้นมานั่งเรียงกันหน้าเคาน์เตอร์เลยค่ะ แบบว่าคุณพ่อครัวทอดปุ๊ปก็หนีบอาหารลงมาวางในจานเราปั๊บ ซึ่งแน่นอนว่ามันอร่อยมาก! ถึงขนาดพ่อกับแม่บอกว่าคราวหน้าถ้ามีใครมาญี่ปุ่นจะแนะนำให้มาทานร้านนี้ ฉันจึงรับอาสาพาสามี ลูกชาย น้องสาว น้องชาย และญาติที่โตเกียวมาชิม โดยมิได้ค่านายหน้าแต่อย่างใด

พี่ก้องและจูดี้ ญาติใจดีของเราจองห้องส่วนตัวเอาไว้ ซึ่งพวกเราก็ไปถึงทันเวลาที่จองพอดี ร้านเทมปุระนี้ต้องเดินเข้าซอยไปหน่อย (ถ้าไม่มีใครเคยพามาคงไปไม่ถูก) เราสั่งชุดเทมปุระรวมชุดเล็กกันคนละชุด ส่วนของน้องพีทลูกชายได้เทมปุระผักฟรี 3 ชิ้น (ใจดีจัง) เวลาทานเทมปุระที่เมืองไทย เราจะจิ้มซอสที่ใส่ไช้เท้าบดกันใช่ไหมคะ แต่ที่ญี่ปุ่นมีทั้งจิ้มซอสและจิ้มเกลือ (บางร้านที่เคยไปทาน อย่าง Tsunahachi เค้าจะมีเกลือหลายแบบ เช่น เกลือผสมผงมัชฉะ เป็นต้น) คนญี่ปุ่นที่เคยไปทานด้วยกันบอกว่า อาหารบางอย่างถ้าจิ้มเกลือจะช่วยให้อาหารยังคงรสชาติได้ดีกว่า ประมาณว่าเข้ากันกว่าจิ้มซอส อันนี้แล้วแต่คนชอบ ส่วนฉันจิ้มมันทั้งสองอย่างเลย อร่อยหมดค่า น้องพีทเองก็เอนจอยมื้อแรกในญี่ปุ่นเหมือนกัน

คุณพี่พนักงานเสิร์ฟใจดียังเอาสติกเกอร์รูปซากุระมาให้น้องพีทด้วย (ใจดีจริงๆ) ^_^

Tensuzu เทมปุระรวมชุดเล็ก จากร้าน Tensuzu ดูเหมือนน้อย แต่ทานหมดแล้วอิ่มมากกกก

ถ้ามากับเด็กเล็ก นั่งทานในห้องจะสะดวกกว่า เพื่อลูกปีนป่ายวิ่งเล่นก็จะได้ไม่ไปรบกวนคนอื่นมากนัก แต่ถ้ามีเด็กโตมาด้วยหรือมาทานกันเอง แนะนำให้นั่งเคาน์เตอร์ค่ะ เพราะได้อารมณ์กว่ากันเยอะเลย แถมเด็กๆ คงตื่นเต้นกับการทายว่าเทมปุระชิ้นต่อไปจะเป็นอะไรน้า….

つづく

 

 

เบบี้มูน อิน เจแปน – โมโมฟุกุ อันโด และ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอวกาศ

logo of Cupnoodles Museum

ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่เรียกได้ว่ามีพิพิทธภัณฑ์แบบ “เฉพาะทาง” ให้ได้เลือกเที่ยวชมตามความสนใจที่หลากหลายกันไปในแต่ละคน พิพิทธภัณฑ์เฉพาะทางที่หนึ่งที่หลายคนคงไปเที่ยวกันมาแล้วคือราเมงมิวเซียมที่เมืองโยโกฮามา ใกล้ๆ กับโตเกียวนี่เอง

โยโกฮามามีชื่อเรื่องของกิน โดยเฉพาะอาหารจีน ใครที่เป็นแฟนรายการทีวีญี่ปุ่น คงจะคุ้นกับร้านอาหารหลากหลายที่แต่ละรายการต่างพาไปชม (ชิม – โดยผู้ดำเนินรายการ แล้วปล่อยให้เราน้ำลายสอ) เกี๊ยวซ่ายักษ์ควันฉุยบ้างล่ะ ซาลาเปาทีวีแชมเปี้ยนบ้างล่ะ โอ๊ย…พูดแล้วหิว

คราวที่แล้วที่ไปเยือนญี่ปุ่น ได้ไปแวะกินราเมงที่ราเมงมิวเซียมมาแล้ว คราวนี้เลยถือโอกาสสคิปโปรแกรมเดิมๆ ไปหาที่เที่ยวที่ใหม่อย่าง Cup Noodles Museum กันบ้างค่ะ

เราคงได้ยินชื่อนิชชินคัพนู้ดเดิ้ลกันมาแล้ว แม้ในบ้านเรานิชชินจะไม่โด่งดังเท่า มาม่า และไวไว แต่ก็หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป คุณรู้หรือไม่ว่านิชชินนี่แหละเป็น “เจ้าเก่า” ตัวจริงเสียงจริงในวงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป!

และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่แพร่หลายไปทั่วโลกก็คือคุณโมโมฟุกุ อันโด ผู้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาเป็นคนแรกนี่เอง

ของบางอย่างเราคุ้นชินในชีวิตประจำวัน จนอาจมองข้ามความสำคัญ หรือความยิ่งใหญ่ของการค้นพบครั้งแรกไป ฉันว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็เป็นหนึ่งในนั้น

ว่าแล้วเราก็มาควักกระเป๋า 500 เยนต่อคน แล้วเข้าไปเที่ยวพิพิทธภัณฑ์แห่งนี้กันเถอะ!

The museum cube

ฉันจัดแจงวางแผนไปเที่ยว Cup Noodles Museum ในวันจันทร์ ด้วยความเข้าใจ (ผิด) ว่าคนจะได้ไม่เยอะ และเราจะเที่ยวชม-ชิม-ช้อป ได้อย่างสบายอารมณ์ หารู้ไม่ว่าวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคมนั้น เป็นวันหยุดราชการของที่ญี่ปุ่นพอดิบพอดี! ซึ่งก็คือวัน Health and Sports Day (Taiiku no Hi – 体育の日) ซึ่งเป็นวันจันทร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม แถมที่โยโกฮาม่า ไชน่าทาวน์ยังมีงานประจำปีอีก

จากโตเกียว ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงเมืองท่าโยโกฮาม่า และเราก็ตรงไปย่านมินาโตะมิไร (Minato Mirai) อันเป็นที่ตั้งของ Cup Noodles Museum ซึ่งเราก็เดินหลงๆ งงๆ ตามฝูงชนไป ท่าทางไม่ค่อยดี เพราะคนเยอะเหลือเกิน

หลังจากเดินตามสองสาวญี่ปุ่นไปได้สักพัก เราก็มาพบกับตึกพิพิทธภัณฑ์รูปพรรณสัณฐานเดียวกับที่เห็นในเว็บไซต์ โอเค เรามาถูกทางแล้ว แต่ช้าก่อน … แม่เจ้า ทางเข้าพิพิทธภัณฑ์มีแถวยาวเหยียดสุดลูกตา อ้อมไปหลังตัวตึก ชวนระทึกยิ่งนักว่ามันจะยาวไปถึงที่ไหน

endless queueueueueueue

แต่ไหนๆ ก็ดั้นด้นและมุ่งมั่นมาแล้ว ก็ต้องไปต่อค่ะ เราเดินข้ามถนนและอ้อมตึกสีน้ำตาลแดงทรงสี่เหลี่ยมแลดูโมเดิร์นนั้นไป เพื่อเสาะหาหางแถวซึ่งยาวออกไปหลายร้อยเมตร… เจ้าหน้าที่สาวที่คอยแจกโบรชัวร์แจ้งว่าจากจุดที่เรารอ จะใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมงครึ่งจึงจะได้เข้า

ลังเล ลังเล ลังเล แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเข้าแถวต่อ แถวยาวเหยียดนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่เป็นระเบียบตามนิสัยของพี่ยุ่นที่ไม่มีมาแทรกแถวให้รำคาญหัวใจ พ่อแม่พาลูกๆ มาเที่ยวกันหลายครอบครัว ข้างหน้าเราเป็นคุณพ่อลูกสองที่ลูกสาวดูสงบเสงี่ยม แต่เจ้าลูกชายซนใช่ย่อย จนโดนคุณพ่อเบิร์ดกระโหลกไปหลายครั้ง

เวลาผ่านไปราว 45 นาที เราก็มาถึงปากทางเข้า เตรียมจ่ายสตางค์ค่าเข้าชม ที่นี่มี audio guide ให้ยืม และมีแบบภาษาอังกฤษด้วย โดยเสียค่ามัดจำเครื่องละ 2,000 เยน (เจ้าหน้าที่จะคืนเงินให้ตอนนำ audio guide มาคืน) โล่งใจที่ได้เข้าซะที เจ้าหน้าที่สาวถามเราว่าสนใจจะทำ My Cupnoodles ด้วยรึเปล่า (ซึ่งรายการนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่หมายใจจะมาทำ) มันคือบะหมี่ถ้วยแบบ customize ที่เราจะวาดลายลงบนถ้วย เลือกเครื่องปรุงต่างๆ มาเป็นบะหมี่ในแบบของตัวเอง

อนิจจา คนเยอะมาก และ My Cupnoodles Factory ก็กำหนดเวลาซะด้วย โดยทำเป็นรอบๆ รอบที่เร็วที่สุดที่ยังว่างคือ 5 โมงเย็น (ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 11 โมง) เราเลยต้องตัดใจจากโปรแกรมนี้ไปโดยปริยาย

the GRAND staircases

เอาหล่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เรามาเริ่มชมพิพิทธภัณฑ์กันเลยดีกว่า อ่อ ข้อดีของที่นี่คืออนุญาตให้ถ่ายรูปได้ไม่อั้นค่ะ แต่วันที่คนเยอะๆ อย่างนี้อาจจะหามุมยากนิดนึง

cup noodles (wonder)wall

เริ่มจากขึ้นบันไดกว้าง ดูโมเดิร์นมากๆ ไปที่ชั้น 2 ห้องแรก Instant Noodles History Cube จัดแสดงแพคเกจจิ้งของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของนิชชิน ตั้งแต่ Chicken Ramen ซองแรก จนถึงที่พัฒนาเป็นแบบต่างๆ หลากรส หลายสไตล์ เอาใจตั้งแต่คุณหนูๆ หนุ่มๆ นักกีฬา ไปจนถึงสาวๆ ที่ห่วงใยสุขภาพ รวมทั้งรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นต่างๆ ละลานตามาก

oh-so-red theatre

ถัดจากนั้นเป็น Momofuku Theatre ห้องสีแดงแจ๊ดที่ฉายเรื่องราวของคุณอันโด ว่าด้วยการคิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาจนกระทั่งประสบความสำเร็จ เป็นวิดิโอที่ดูไม่ยาก (แม้เราจะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น) ได้เห็นว่าคุณอันโดแกเป็นที่คนมีไอเดียน่าสนใจจริงๆ แถมที่สำคัญยังมีความมานะอดทนในการทำความคิดนั้นให้ออกมาเป็นรูปธรรมได้จริง เรียกว่าจุดประกายความคิดสร้างสรรค์กันได้ดีจริงๆ

ออกจากโรงหนังก็จะเจอกับกระท่อมจำลองที่แสดง “ห้องทำงาน” ของคุณอันโด ในการคิดค้นชิกเก้นราเมงขึ้นครั้งแรก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างสนุกกับการแทรกตัวเข้าไปดูเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ในห้องทดลองเล็กๆ แห่งนี้ กระท่อมธรรมดาๆ ที่เป็นจุดกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก

no-more-bowl – have a cuppa

ว่าแล้วก็มาถึงส่วนของประวัติชีวิตของ Momofuku Ando ที่แสดงเรื่องราวชีวิต และการคิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเขา ตั้งแต่แบบซอง จนได้ไอเดียจากการไปเยือนอเมริกา ที่มีคนเอาบะหมี่ของเขาบิใส่ลงไปในถ้วยกาแฟแล้วเติมน้ำร้อน ทำให้สะดวกในการกินยิ่งขึ้น เป็นจุดต้นกำเนิดของบะหมี่ถ้วย ตลอดจนการคิดค้นวิธีบรรจุบะหมี่ลงถ้วย และการทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสำหรับนักบินอวกาศ! ทุกสิ่งอย่างล้วนเกิดจากกระบวนการคิดที่สร้างสรรค์ของชายผู้นี้

คุณอันโดเสียชีวิตในวัย 96 ปี และตลอดชีวิตของเค้าก็ทุ่มเทกับการสร้างสรรค์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หนังสือพิมพ์ The New York Times ให้ฉายาเขาว่า Mr. Noodle ลองคลิกไปอ่านบทความนั้นกันได้ที่นี่ค่ะ

ส่วนถัดไป คือ Creative Thinking Box เป็นนิทรรศการแบบ interactive ให้เรามีส่วนร่วมในการเรียบรู้และสร้างสรร เด็กๆ สนุกกันใหญ่เชียว :)

มาถึงจุดนี้ ก็เริ่มหิวแล้ว ชั้นถัดไปเป็นส่วนของ Chicken Ramen Factory ซึ่งต้องจองล่วงหน้า โดยให้ลงมือทำชิกเก้นราเมงกันตั้งแต่เส้นบะหมี่เลยทีเดียว และ My Cupnoodles Factory ที่รอบเต็มจนถึง 5 โมง

more queue at Noodles Bazaar

เราข้ามไปที่ชั้น 4 ซึ่งเป็นส่วนของร้านอาหาร Noodles Bazaar ในบรรยากาศสตรีทฟู๊ดของเอเชีย แต่จะกินทั้งที ก็ยังต้องต่อแถวค่ะ คนเยอะมากเช่นเดิม ที่นี่จะมีให้เลือก 8 เมนู เป็นบะหมี่ตัวแทนจากชาติต่างๆ ของบ้านเราก็เป็นบะหมี่ต้มยำกุ้ง ส่วนของอินโดนีเซียเป็น Mie Goreng อิตาลีก็มีพาสต้า เป็นต้น ราคาถ้วยละ 300 เยน ปริมาณน้อยนิด ประมาณว่าให้ลองชิมมากกว่าจะกินเอาอิ่ม นอกจากนี้ชั้น 4 นี้ยังมีส่วนสนามเด็ก Cupnoodles Park เล่นให้น้องๆ หนูๆ มาเล่นอีกด้วย

และเช่นเดียวกับการเที่ยวสถานที่อื่นๆ เราจบทริปลงด้วยการแวะช้อปที่ museum shop ที่มีสินค้าเก๋ๆ ให้เลือกซื้อหลายรายการ แต่ผิดหวังนิดนึงตรงที่มีสินค้าประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่เยอะ ที่มีเป็น box set แบบรวมรสซึ่งกล่องใหญ่เกินกว่าจะแบกกลับบ้าน เลยไปได้ของกระจุกกระจิก พวกตุ๊กตา และเครื่องเขียนต่างๆ แทน

A ride back home?

ก่อนจาก ขอทิ้งท้ายนิดนึงว่า The sky is no limit. ท้องฟ้าไม่ได้เป็นขีดจำกัด ลองดูคุณอันโดเป็นตัวอย่างสิคะ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเค้าไปไกลถึงอวกาศเลยทีเดียว :)

เบบี้มูน อิน เจแปน – เยี่ยมโดราเอมอน

ใครๆ ก็พูดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไปแล้วก็อยากไปอีก และไปอีก และไปอีก อยู่ร่ำไป

ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น

และเมื่อพลาดจากทริปฮันนีมูนที่อิตาลี (เนื่องด้วยเวลาจำกัด และสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมนั่งเครื่องนานๆ) ญี่ปุ่นจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่เราเลือกสำหรับทริปเบบี้มูนครั้งนี้

ก่อนหน้า หลายคนยังกล้าๆ กลัวๆ กับการไปญี่ปุ่น เพราะเหตุสึนามิ + แผ่นดินไหว + โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ขนาดฉันเองยังถูกทักท้วงจากครอบครัวว่าแน่ใจเหรอว่าจะไปทั้งที่กำลังมีเบบี้ แต่หลังจากสอบถามคนโน้นคนนี้ ก็ได้คำตอบว่าที่นั่นโอเค ไปได้ ไม่ได้มีอะไรน่ากังวลขนาดนั้น

ฉันจึงเริ่มวางแผนอย่างจริงจัง ใจจริงอยากรอสักช่วงเดือนพฤศจิกายน เพื่อจะได้ดูใบไม้แดงกันอย่างเต็มอิ่ม แต่ด้วยเวลากระชั้น (เดี๋ยวท้องแก่ไป เค้าจะไม่อนุญาตให้ขึ้นเครื่องบินเปล่าๆ) เลยต้องไปโลดตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลา

เอาล่ะ ก่อนจะเกริ่นไปยาวกว่านี้ ขอเข้าเรื่องเลยดีกว่า

โปรแกรมอันดับต้นๆ ของทริปนี้คือไปเยี่ยมเยียนเพื่อนรักวัยเด็กอย่างเจ้าแมวโดราเอมอน ที่รู้จักมักจี่กันมาแต่สมัยอนุบาลแต่ไม่เคยแวะไปเยี่ยมกันเลยซักที

หลังจากเก็บข้อมูลจากเว็บต่างๆ ก็ได้ความว่าเค้าเพิ่งจะมีการเปิดพิพิทธภัณฑ์ Fujiko F Fujio กันไปเมื่อไม่นาน (ขอเรียกพิพิทธภัณฑ์โดราเอมอนก็แล้วกัน) แถมช่วงแรกๆ ยังมีบริการรถไฟสาย Odakyu ขบวนพิเศษ ที่ตกแต่งทั้งภายนอกภายในด้วยลวดลายโดราเอมอนอีกด้วย แฟนพันธุ์แท้ที่ไหนจะอดใจไหว (ใครที่เคยไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ที่ฮ่องกง ลองนึกภาพรถไฟขบวนที่ไปดิสนีย์แลนด์ก็ได้)

อนิจจา ก่อนไปไม่นานได้ยินข่าวว่าขบวนรถนี้หยุดให้บริการไปเสียแล้วด้วยว่ามีปัญหาทางด้านกฎหมายการโฆษณา น่าเสียดายจริงๆ

แต่ถึงรถไฟจะเลิกวิ่ง ความพยายามของฉันก็ยังไม่สิ้นสุด ขั้นตอนที่สำคัญอีกอย่างในการจะไปเยือนพิพิทธภัณฑ์ก็คือการซื้อตั๋วค่ะ

ใครเคยไปพิพิทธภัณฑ์ Ghibli คงรู้ดีว่า จะไปสุ่มสี่สุ่มห้าซื้อตํ๋วกันที่หน้าทางเข้าไม่ได้นะคะ เราต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าไปก่อน ด้วยพิพิทธภัณฑ์ต้องการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมในแต่ละวันและแต่ละรอบให้กำลังดี เพื่ออรรถรสในการเที่ยวชมที่ไม่ต้องไปเบียดเสียดกัน

วิธีการซื้อตั๋วของพิพิทธภัณฑ์โดเรเอมอนก็ทำได้โดยซื้อจากร้าน Lawson โดยใช้เครื่องขายตั๋ว ซึ่งเป็นอุปสรรคประการที่สองของผู้มาเยือนจากต่างประเทศ เพราะต้องซื้อที่ร้าน Lawson ในญี่ปุ่น – -”

โชคดีที่เราให้พี่ที่อยู่ญี่ปุ่นดั้นด้นไปช่วยซื้อตั๋วมาให้ได้สำเร็จ ตั๋วผู้ใหญ่ราคา 1,000 เยน ใช้ได้ตามวันและเวลาที่ระบุตอนซื้อเท่านั้นค่ะ

ได้ตั๋วแล้ว ก็เตรียมเดินทางกันได้เลย สำหรับเราซึ่งพักอยู่ที่ย่าน Shinjuku สามารถเดินมาขึ้นรถไฟสาย Odakyu ที่สถานี Shinjuku ได้เลย จาก Shinjuku ให้เลือกไปลงที่สถานี Noborito พอลงจากสถานีจะมีมนุษย์ป้ายยืนถือป้ายพิพิทธภัณฑ์อยู่ ฉันจึงรี่ไปถามด้วยภาษาญี่ปุ่นแบบกระท่อนกระแท่นที่สุด (ยังดีที่พอจำศัพท์ได้บ้าง) พี่เค้าก็ชี้ทางสว่าง เอ๊ย ทางไปป้ายรถ shuttle bus ให้ จริงๆ แล้วใน web ของพิพิทธภัณฑ์บอกไว้ว่าจากสถานีสามารถไปได้ด้วย shuttle bus หรือเดินไป แต่ครั้นเราเป็นพวกชอบหลง อ่านแผนที่ไม่ค่อยออก จึงเลือกนั่งรถดีกว่า อ่อ รถนี้ไม่ได้ขึ้นฟรีนะจ๊ะ เตรียมค่าโดยสารไว้ด้วย

อ่อ สำหรับใครที่ไปถึงก่อนเวลานานๆ อย่างเรา (แหม ก็กลัวไปไม่ทันเวลาเข้านี่นา) อาจจะเดินไปหาชาหรือกาแฟจิบกันก่อนก็ได้ ที่ใกล้ๆ สถานีมีร้าน Freshness Burger อยู่ แนะนำ Chai Latte Tea ที่มีกลิ่นเครื่องเทศนิดๆ ไม่ต้องรีบร้อนขึ้น shuttle bus เพราะแถวพิพิทธภัณฑ์ไม่มีร้านให้นั่ง

รถ shuttle bus ของเค้าน่ารักมาก ข้างในตกแต่งด้วยไม้ทั้งหมด ให้อารมณ์แบบย้อนยุค nostalgic ดี แหม ก็พี่โดราเอมอนเค้าอายุอานามเยอะแล้วนี่นา ฉันว่าคนมาเที่ยวที่นี่มีผู้ใหญ่ใจเด็ก (ที่หาข้ออ้างพาลูกหลานมาเที่ยวเยอะเลยทีเดียว)

นั่งรถไปสักพัก (ไกลกว่าที่คิดแฮะ) ก็มาถึงหน้าพิพิทธภัณฑ์หน้าตาโมเดิร์นขนาดไม่ใหญ่ มีคนมารอคิวก่อนหน้าเราเป็นแถวยาวพอสมควรแล้ว ทั้งๆ ที่เหลือเวลากว่า 30 นาที กว่าจะถึงรอบที่เราจองเอาไว้ มิน่าล่ะถึงให้จองคิว ที่นี่มีคนมาเที่ยวเยอะกว่าที่คิด ทั้งๆ ที่เป็นวันธรรมดาช่วงบ่าย

เท่าที่มองดูนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นคนญี่ปุ่น มีเรา 2  คนที่เป็นต่างชาติ แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ที่นี่เค้ามี audio guide  ภาษาอังกฤษให้ยืมด้วย

ส่วนจัดแสดงของเค้่าเน้นที่ผลงานของคุณ Fujiko F Fujio  ผู้มีชื่อจริงว่า Hiroshi Fujimoto ทั้งผลงานภาพ sketch ต้นฉบับของการ์ตูนหลายเรื่อง ที่เรารู้จักกันดีก็อย่าง ปาร์แมน โดราเอมอน ผีน้อยคิวทาโร่ แทรกด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการสร้างตัวการ์ตูนแต่ละตัวขึ้นมา

หลายรูปแสดงให้เห็นถึงลายเส้นที่เรียบง่ายแต่เฉียบคม แสดงความมั่นใจ พร้อมด้วยสีสันสดใสที่แต่งแต้มขึ้นตามจินตนาการ เป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆ หันมาสนใจการวาดภาพได้ดีทีเดียว และในบางตู้ก็มีการแสดงภาพอนิเมชั่นแสดงขั้นตอนการวาดให้เราได้ดูด้วย ผลงานบางชิ้นที่ติดโชว์ไว้เป็นรูปจริง แต่ก็มีบางส่วนเป็นรูปจำลอง ซึ่งชิ้นที่เป็นรูปจำลองจะมีสติกเกอร์รูป “ตัวสำรอง” แบบในการ์ตูนปาร์แมนติดไว้ที่มุมล่าง โดยเค้าจะหมุนเวียนงานออกมาโชว์ เพื่อไม่ให้ชิ้นงานเสียหายมากเกินไป อ่อ ในส่วนจัดแสดงนี้ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาดค่ะ

ห้องหนึ่งจัดแสดงโต๊ะทำงานของ Fujiko F Fujio ที่รายล้อมไปด้วยชั้นหนังสือสูงลิบ แสดงให้เห็นว่าอาจารย์แกเป็นคนที่ชอบค้นคว้ามากๆ และนอกจากหนังสือแล้วยังมีชิ้นฟอสซิล โมเดลไดโรเสาร์ และสิ่งของจากการเดินทางต่างๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นแบบในการวาดการ์ตูน หลายคนคงเคยดูโดราเอมอนตอนยาวที่เกี่ยวกับดินแดนไดโนเสาร์กันใช่ไหมคะ

ส่วนชั้น 2 ก็จะมีห้อง theatre ให้เข้าไปดูหนังอนิเมชั่นสั้นๆ เกี่ยวกับพิพิทธภัณฑ์ในยามค่ำคืนที่เหล่าตัวการ์ตูนทั้งหลายออกมาเที่ยวเล่นกันเต็มที่ ก่อนเวลาเช้าที่พิพิทธภัณฑ์จะเปิดทำการอีกครั้ง ด้านนอกก็มีเกมต่างๆ ให้เด็กๆ ได้เล่นกัน รวมทั้งตู้ถ่ายรูปที่ระลึก (ประมาณตู้สติกเกอร์นั่นแหละ) ที่ฉันก็ไปต่อคิวกับเค้ามาด้วยเหมือนกัน

ขึ้นบันไดไปชั้น 3 ก็จะเจอกับคาเฟ่ที่มีขนมและเครื่องดื่มรูปการ์ตูนให้เลือกชิมกัน ฉันเหลือบไปเห็นลาเต้ร้อนที่ตกแต่งฟองนมเป็นรูปโดราเอมอนน่ารักจัง นอกจากนั้นก็มีพวกแซนด์วิช รวมไปถึงโดรายากิของโปรดของพี่ม่อนเค้าอีกด้วย

ชั้นนี้มีโซนของสวน outdoor ให้เดินเล่นและถ่ายรูปกับบรรดาตัวการ์ตูน พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ แต่ขอบอกว่าหามุมถ่ายรูปค่อนข้างยากเพราะบนตัวการ์ตูนทั้งหลาย จะมีเด็กตัวเล็กตัวน้อยปีนป่ายกันอยู่เต็มไปหมด ราวกับสวนสนุก ครั้นจะไล่เด็กออกไปเพื่อถ่ายรูปก็อาจจะถูกหาว่าเป็นผู้ใหญ่ใจยักษ์ได้ ดังนั้นหลายรูปของเราจึงมีเพื่อนร่วมรูปตัวน้อยติดมาด้วย

จุดสุดท้าย คือโซนดูดสตางค์ที่เราหมายมั่นจะมาช้อปของที่ระลึก ซึ่งต้องบอกตามตรงว่าผิดหวังเล็กน้อย เพราะของไม่เยอะเท่าที่คิด และราคาค่อนข้างแพง (มาก) เลยได้แค่คอปเตอร์ไม้ไผ่ไปฝากเพื่อน และของกระจุกกระจิกอีก  2 ชิ้นเท่านั้น

ใครแวะมาเที่ยวโตเกียวก็ลองหาโอกาสแว่บออกมาที่เมือง Kawasaki ในจังหวัด Kanagawa แห่งนี้ได้ค่ะ นั่งรถไฟแป๊บเดียวเท่านั้น

อีกครั้ง ณ อังกฤษ – ชวนชมชนบท ตอนที่ 2

ถึงท้องฟ้าวันนี้จะดูครึ้มฝนอยู่สักหน่อย แต่คณะเรายังคงตะลุยเที่ยวกันต่อไป เมืองถัดจาก Bibury ที่เราแวะเที่ยวคือ Cirencester ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของแถบ Cotswold ทีเดียว ถึงจะเป็นเมืองใหญ่เมื่อเทียบกับเมืองเล็กๆ ที่เราแวะเที่ยวมา แต่ Cirencester ในบ่ายแก่ๆ วันอาทิตย์นี้ช่างเงียบเหงาเหลือเกิน

ในเวลาที่เราไปถึง ร้านรวงต่างๆ ก็พากันปิดลง (ช่างมาได้จังหวะดีจริงๆ!) เราจึงไม่มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศแบบเมืองที่คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น Cirencester ได้ชื่อว่าเด่นในเรื่องความเกี่ยวพันกับสมัยโรมัน ที่นี่ยังมี Roman Amphitheatre ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดในประเทศอังกฤษอีกด้วย เสียดายที่เราไม่ได้แวะไป

ภายในโบสถ์

เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ในแถบ Cotswold ที่นี่ก็มีโบสถ์ให้เราได้แวะชมกันค่ะ Parish Church of St John Baptist เด่นด้วยหอคอยทรงสี่เหลี่ยม ตั้งตระหง่านท่ามกลางร้านรวงต่างๆ ในตัวเมือง น่าเสียดายที่ช่วงที่เราไปมีการซ่อมแซมหอคอยและภายนอกของโบสถ์ ทำให้โบสถ์สวยถูกหุ้มด้วยนั่งร้านไปโดยปริยาย ภายในโบสถ์ดูเรียบง่าย แต่ก็ยิ่งใหญ่กว่าโบสถ์ประจำเมืองอื่นๆ ที่เราผ่านมา ส่วนข้างในมีเพดานแบบ fan vault ยุคกลาง (Medieval) ที่เราชอบซะด้วย

เพดาน “รูปพัด” แสนสวย

ออกจากโบสถ์ก็พยายามเดินชมเมืองอีกเล็กน้อย เพราะไหนๆ ก็หลวมตัวมาแล้ว (ดันมาไม่ถูกวัน) แต่ด้วยบรรยากาศเงียบฉี่ชวนเหงา มีแต่พวกเราเดินเตร็ดเตร่อยู่กรุ๊ปเดียว คณะเราจึงตัดสินใจเดินทางเข้าที่พักใกล้ๆ เมือง Gloucester (อ่านว่ากลอซเตอร์นะจ๊ะ) กันเลยดีกว่า

จาก Cirencester ถึง Gloucester ใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก ที่พักของเราคืนนี้เป็นร้านอาหาร + ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวมาก่อน แล้วภายหลังมีการต่อเติมทำเป็นส่วนของห้องพักเพิ่มขึ้นด้วย ก่อนไปก็สำรวจดูคอมเม้นต์จาก Tripadvisor ซึ่งที่นี่ก็ได้รับคำรีวิวที่ค่อนข้างดี แถมได้ดาว AA 4 ดวง ก็น่าจะใช้ได้ล่ะน่า ที่พักของเราคืนนี้ชื่อว่า The Wharf House เป็นอาคารก่ออิฐสีแดง ดูเรียบๆ อยู่ติดริมแม่น้ำ Over ห้องพักตกแต่งสไตล์อิงลิชคันทรี และมีวิวแม่น้ำเป็นของแถม ห้องที่นี่กว้างขวางสะดวกสบายกว่าคืนแรก ห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำด้วย (ถือว่าค่อนข้างหรูทีเดียวสำหรับที่พักประเภท Bed & Breakfast) แต่ก็ยังคงไม่มีลิฟท์เหมือนเดิม

ของฝากแบบชาวเรือ มีขายที่ The Wharf House

หลังจากพักผ่อนนอนขี้เกียจอยู่สักพัก เราก็เริ่มมองหาร้านอาหารสำหรับค่ำนี้ค่ะ ที่พักของเราเป็นร้านอาหารด้วย แต่ด้วยความที่คิดถึงอาหารจีน เราเลยอยากลองไปหาร้านของนอกทานกัน ว่าแล้วก็ต้องพึ่ง google และ Tripadvisor ให้ช่วยแนะนำ แล้วฉันก็ค้นพบร้านอาหารจีนติดดาวร้านหนึ่งชื่อ The White Horse ดูจากแผนที่แล้วไม่น่าจะขับรถไกล จึงได้จัดแจงโทรไปจองโต๊ะ (แหม ร้านเค้าได้ดาวเชียวนะ คนอาจจะแน่นได้)

แถบชนบทนี้พอได้เวลาค่ำแล้วทุกสิ่งอย่างดูจะปิดตัวกันเงียบกริบ ถนนบางสายก็มีไฟทางแสนสลัวชวนขนลุกยังไงชอบกล แถมทางไปร้าน The White Horse ไม่ง่ายอย่างที่คิด ขับวนหลงไป 1 รอบกว่าจะหาทางได้สำเร็จ แต่ไฉนร้านพี่มันเงียบจังคะ ดูท่าทางไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เข้าใจว่าร้านเดิมเคยเป็นผับ (แบบอังกฤษ) มาก่อน แล้วภายหลังเปลี่ยนมาเป็นร้านอาหารจีน การตกแต่งก็จะงงๆ เล็กน้อย แต่ที่งงหนักคือวิธีการสั่งอาหาร ปรากฏว่าที่นี่เสิร์ฟอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ ออลยูแคนอีท (กินเท่าไหร่ก็ได้) แต่เราจะต้องสั่งจากเมนูของเค้าค่ะ ไม่ได้เดินไปตักเอง แล้วรายการอาหารเยอะมาก แบบว่ามันมีทั้งแอพเพอร์ไทเซอร์ ของทอด จานผัด จานนึ่ง ซุป ฯลฯ กว่าจะถามพนักงานถึงวิธีการสั่งก็กินเวลาไปนาน แถมกรุ๊ปเรามีความเป็นตัวของตัวเองสูง สั่งแทบจะไม่เหมือนกัน จึงมีรายการยาวเหยียด

เวลาผ่านไปพักใหญ่(มาก) อาหารสารพัดก็ทะยอยมาเสิร์ฟ หน้าตาดูไม่ค่อยน่าอร่อยเท่าไหร่แฮะ แล้วพอลองชิมดูก็คอนเฟิร์มได้เลยว่ามันไม่อร่อยจริงๆ ตายล่ะสิ ดันสั่งไปซะหลายรายการ เลยต้องโบกมือเรียกน้องพนักงานมาบอกว่า อันไหนยังไม่ได้ทำขอยกเลิกได้ไหมจ๊ะ ที่ว่าไม่อร่อยเพราะเหมือนกับว่าอาหารหลายจานทำเอาไว้แล้ว พอมีคนสั่งก็เอาไปอุ่นมาซะอย่างงั้น (ตรงข้ามกับปรัชญาอาหารจีนที่ต้องทำสดๆ ใหม่ๆ ร้อนๆ โดยสิ้นเชิง)

สรุปเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเวลาไปต่างเมือง (ที่ไม่ใช่เมืองใหญ่อย่างลอนดอน หรือ เบอร์มิงแฮม ที่มีย่านอาหารจีนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ) จงเลือกกินอาหารพื้นเมืองเป็นดีที่สุด รู้งี้ฝากท้องไว้ที่ The Wharf House ก็สบายไปแล้ว เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ก็ขอจบวันเที่ยวชนบท Cotswold ของเราลง ณ จุดนี้ค่ะ

อีกครั้ง ณ อังกฤษ – ชวนชมชนบท

full fried-up breakfast

ตื่นเช้ามารับอากาศสดชื่น ในวันรุ่งขึ้น เช้านี้เรานัดเบรคฟาร์สกับคุณปีเตอร์ไว้ตอน 9 โมง จึงยังมีเวลาให้เดินเล่นสำรวจเมือง Woodstock เล็กน้อย

ในยามเช้า ถนนหนทางในเมืองเล็กๆ แห่ง Oxfordshire แห่งนี้ ช่างเงียบสงัดราวกับเมืองร้าง! ก็เช้าวันอาทิตย์หนาวๆ อย่างนี้ใครๆ ก็คงอยากนอนอุ่นๆ ใต้ผ้าห่มกันทั้งนั้น มีเพียง 2 ชาวไทยใจกล้าที่ออกมาเดินฝ่าหนาวกันอย่างไม่สะทกสะท้าน

Silent! it’s Sunday morning.

เท่าที่ดู ร้านค้าส่วนใหญ่ที่นี่จะเน้นขายของเก่า (antique) ซึ่งฉันก็ได้แต่วินโดว์ช้อปปิ้งไปเรื่อยๆ ส่วนตึกอื่นๆ ที่เห็นก็จะเป็นโบสถ์ประจำเมือง พิพิทธภัณฑ์ ที่ทำการเทศบาล โรงแรม และ ร้านอาหารขนาดย่อม ซึ่งเท่าที่สังเกตุก็ยังไม่เห็นร้านเชนดังๆ ที่เห็นกันได้ทุก High Street นี่แหละคือสเน่ห์ของเมืองเล็ก

โรงแรม The Bear  ที่ดูจะเป็นโรงแรมหรูและใหญ่ที่สุดในเมือง มีจุดเริ่มต้นมาจากโรงเตี๊ยม (Coaching Inn) ที่ผู้คนนักเดินทางแวะพักกันเมื่อสมัยศตวรรษที่ 13 (นานจัง) ในปลายฤดูหนาวเข้าใบไม้ผลิอย่างนี้ เถาไอวี่ที่เลื้อยปกคลุมกำแพงด้านหน้าของโรงแรมยังคงดูเหี่ยวแห้งอยู่ นึกเสียดายว่าถ้าเป็นฤดูอื่น โรงแรมคงดูสวยใช่เล่น

“snowdrops”

ผ่านหน้าโรงแรมมาก็มี St Mary Magdalene Parish Church โบสถ์ประจำเมืองนี้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายสมัยศตวรรษที่ 12 นั่นเชียว (นานอีกแล้ว) เราเดินดูรอบๆ บริเวณ และแวะส่วนของหลุมฝังศพ (churchyard) ที่กระจัดกระจายไปด้วยหลุมโบราณ สังเกตุจากหินหลุมศพที่เก่าคร่ำผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนสึกกร่อนไปตามกาลเวลา บรรยากาศเงียบๆ แบบนี้อาจชวนขนลุกได้ แต่ฉันก็ยังเดินสำรวจดอกไม้เล็กๆ ที่เริ่มบานในช่วงเวลานี้

ในเวลาที่ดอกไม้อื่นๆ รอเวลาอากาศอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิเพื่ออวดโฉม ดอกสโนวดร็อป (snowdrop) สีขาวพุ่มเล็กๆ ต่างพากันแบ่งบาน เป็นเหมือนพรมสีขาวปกคลุมพื้นดินแห้งแล้ง ช่วงนี้เริ่มมีดอกแดฟโฟดิลบานบ้างแล้ว ถ้าใครได้ไปอังกฤษช่วงที่ดอกแดฟโฟดิลบานเต็มทุ่งคงจะประทับใจไม่น้อย (ป.ล. ถ้ายังไม่มีโอกาสไปดูของจริง ลองหาบทกลอน “Daffodils” ของ William Wordsworth มาอ่านกันดู)

ดูนาฬิกาอีกที ก็ได้เวลาอาหารเช้าแล้วค่ะ อาหารเช้าวันนี้เป็นฝีมือของคุณปีเตอร์เจ้าของ Woostock’s Own bed & breakfast ที่เราพักกันในคืนแรก เมื่อเห็นอาหารเช้าแล้ว ฉันก็ยอมให้อภัยในห้องพักขนาดเล็กจิ๋วของคุณปีเตอร์แกทันที พี่แกลุกขึ้นมาเตรียมขนมนมเนย โยเกิร์ต ฟรุ๊ตสลัด คอร์นเฟลก ชา กาแฟ สารพัดสารพัน เต็มมุมอาหารเช้า แถมสอบถามเมนูอาหารร้อนที่เราต้องการ ก่อนเดินเข้าครัวไปทอดไข่ ไส้กรอก เบคอน เห็ด แบบจัดหนัก super full English breakfast! และทั้งหมดทั้งปวงนี้สำหรับกรุ๊ป 7 ชาวไทยของฉันเท่านั้น นอกจากอาหารอร่อยๆ แล้ว มุมอาหารเช้าของที่นี่ยังตกแต่งได้น่ารักสุดๆ ด้วยบรรดาของกระจุกกระจิกสไตล์กุ๊กกิ๊กแบบอิงลิชคันทรี (ที่มีไว้ขายในสนนราคาไม่แพง)

fresh, fresh fruit salad

หลังบอกลาจาก Woodstock เราก็ขับรถไปตามถนนชนบทอันแสนสงบ ผ่านบ้านเรือนที่สร้างจากหิน Cotswold สีครีมซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชนบทแถบนี้ ทิวทัศน์ธรรมชาติให้ความสดชื่น เติมเต็มสิ่งที่หาไม่ได้จากชีวิตในเมืองของพวกเรา ไม่แปลกใจเลยว่าที่นี่ได้ชื่อว่าเป็น Area of Outstanding Natural Beauty หรือ ดินแดนแห่งความงามตามธรรมชาติอันแสนจะโดดเด่น (ชื่อนี้แปลโดยดิฉันเอง)

จุดหมายแรกของเราคือ ฟาร์มช็อปชื่อดัง Daylesford Organic  ที่มีหลายสาขาในย่านเก๋ของลอนดอน แต่สาขาใหญ่ที่ Gloucestershire นี้มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของ โรงเรียนสอนทำอาหาร โรงเรียนสอนทำฟาร์ม สปา และที่สำคัญคือฟาร์มที่เป็นแหล่งวัตถุดิบของสินค้าออร์แกนิกทั้งหลาย

organic fresh-from-the-farm bramley apples

เรียกว่าใครที่ชอบอาหาร หรือที่ฝรั่งเค้าเรียกว่าเหล่า foodies มาที่นี่แล้วจะไม่ผิดหวัง เพราะทั้งผัก ผลไม้ ขนม ชีส ฯลฯ ต่างดูน่าชิมไปเสียหมด ในห้องน้ำก็ยังมีน้ำยาล้างมือ และแฮนด์ครีมกลิ่นลาเวนเดอร์แท้ๆ ให้ใช้ได้อีก แหม เพลินกันทั้งครอบครัวทีเดียวค่ะ

กว่าจะพาตัวเองออกจากฟาร์มช้อปกันได้เล่นเอาเหนื่อย แถมฝนก็เริ่มตกลงมาแล้วสิ แต่ไม่ว่าจะยังไงกองทัพเที่ยวก็ยังลุยกันต่อค่ะ โดยมีจุดหมายถัดไปที่เมืองเล็กๆ แต่ชื่อดั๊งดังอย่าง Bourton on the water

เมือง Bourton on the water เป็นเมืองขนาดเล็ก (น่าจะเรียกว่าหมู่บ้านซะมากกว่า) น่ารักแบบชนบทอังกฤษ ผสมกับเมืองท่องเที่ยว ก็แขกไปใครมาแถบนี้มักจะแวะเมืองนี้กันทุกคน ที่นี่จึงมี “สถานที่ท่องเที่ยว” อยู่หลายจุด ไม่ว่าจะเป็นพิพิทธภัณฑ์รถเก่า โรงงานน้ำหอม หมู่บ้านจำลอง หรือสวนนก หรือจะเลือกจิบชา เดินเล่นริมแม่น้ำ Windrush (ที่ดูเหมือนคลองมากกว่า) เก็บบรรยากาศเพลินๆ ก็ดีไม่น้อย

happy doggies, Bourton on the water

เสียดายที่วันนี้ฝนตกตลอดเวลา แถมช่วงเช้ายังมีแข่งวิ่งในเมืองอีก ทำให้คนเยอะ และเพิ่มความเฉอะแฉะไปกันยกใหญ่ เราจึงเริ่มจากการเข้าไปเดินดูน้ำหอมกันที่โรงงานเล็กๆ กันก่อน ร้านค้าขนาดย่อม มีน้ำหอมที่ผลิตขึ้นในท้องถิ่นให้ซื้อหาเป็นของที่ระลึกในราคาไม่แพง ได้ยินว่าที่นี่เค้ามีคอร์สสอนผสมน้ำหอมอีกด้วย

จุดแวะหลบฝนแห่งที่สองคือพิพิทธภัณฑ์รถโบราณและของเล่น (The Cotswold Motoring Museum) พิพิทธภัณฑ์เอกชนเล็กๆ ที่รวมเอารถโบราณหลากหลายแบบ ป้ายจราจร ป้ายโฆษณาเก่าๆ และของเล่นโบราณไว้ด้วยกัน ทางเข้าต้องผ่านร้านขายของที่ระลึก ทำให้ดูเหมือนจะเป็นพิพิทธภัณฑ์เล็กๆ แต่มีของเยอะมาก ถ้าใครสนใจพวกรถเก่า ของเก่า คงจะเพลินไม่น้อย

ออกจากพิพิทธภัณฑ์ฝนก็หยุดพอดี ฉันจึงได้โอกาสออกเดินเล่นริมแม่น้ำซักหน่อย แม่น้ำไหลเอื่อย มีเป็ดน้อยว่ายน้ำกันสบายใจ และมีสะพานหินเตี้ยๆ ให้ข้ามไปยังอีกฝั่ง สมกับเป็นเมืองน่ารักในจินตนาการ ส่วนใครที่เป็นนักช้อป ก็ข้ามถนนมาเดินเพลินๆ ชมร้านค้าขายขนม ของกระจุกกระจิก ของที่ระลึกได้ไม่รู้เบื่อ

เมืองถัดไปของเราก็สวยไม่แพ้กันค่ะ แต่ก่อนอื่นต้องขอแวะทานอาหารกลางวันกันก่อน เราเลือกร้านอาหารในโรงแรม The Swan โรงแรมขนาดย่อมที่สวยงามและเป็นที่นิยมแห่งเมือง Bibury เมืองสวยแห่งนี้มีอาหารขึ้นชื่อคือปลาเทร้าสดๆ จากฟาร์มที่อยู่อีกฝั่งถนนของโรงแรม รับประกันความสดกันสุดๆ

It’s fresh. No trout about it!

เมือง Bibury ที่สวยสงบแห่งนี้ มักจะเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อน ใครที่อยากได้บรรยากาศชนบนเงียบสงบ (แต่อาจจะครึ้มฟ้าครึ้มฝนไปบ้าง) อาจจะแวะมาเที่ยวในช่วงนี้ก็ได้

happy ducks

จุดถ่ายรูปสุดฮิตของเมืองแห่งนี้ คือกระท่อมหินโบราณที่เรียงรายกันเป็นทิวแถว ทาวน์เฮ้าส์กระท่อมหินเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า Arlington Row ค่ะ สร้างขึ้นในปีค.ศ.1380 โดยใช้เป็นที่เก็บขนสัตว์สำหรับนำไปทำผ้าวูล ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 17 มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้เป็นกระท่อมของช่างทอผ้า ว่ากันว่า Henry Ford (ผู้ก่อตั้ง Ford Motor) ยังเคยจะซื้อกระท่อมเหล่านี้ส่งไปไว้ที่อเมริกาโน่นเลยทีเดียว

picturesque Arlington Row

แหม เล่าเรื่องชนบทมาเสียยาว ทำให้อยากออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์เย็นสบายแล้วสิคะ :)

อีกครั้ง ณ อังกฤษ – มุ่งสู่ชนบท

เช้าวันฟ้าหม่น

หลังจากเกริ่นโน่นกล่าวนี่มาหลายเพลา ก็ได้เวลาออกเดินทางกันเสียทีค่ะ

สายการบินแห่งชาติพาเรามาถึงท่าอากาศยาน Heathrow ในเช้าวันฟ้าหม่นและฝนพรำ เข้าตำราอากาศแบบอังกฤษขนานแท้ ว่ากันว่าใครมาอังกฤษแล้วไม่เจอฝน เหมือนกับมาไม่ถึงที่นี่จริงๆ!

เมื่อยังอยู่ในอาคารสนามบิน เราก็ไม่รับรู้ถึงอากาศหนาวจับจิต ที่แม้จะเป็นปลายฤดูหนาวเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่ลมหนาวก็ยังคงอ้อยอิ่งอยู่…

มาคราวนี้ ด่านตรวจคนเข้าเมือง มีคนรอคิวไม่เยอะเท่าทริปก่อนหน้า 2 ครั้งที่ผ่านมา (ฉันยกตำแหน่งสุดยอดแถว Immigration ยาว ให้สนามบินนี้ โปรดนึกภาพผู้โดยสารหน้าตาสลึมสลือเข้าแถวรอตรวจพาสปอร์ต ราว 1 ชั่วโมงขึ้นไป…)

แถวที่สั้นเกินคาดกลับทำให้บรรดาผู้ร่วมทางในคณะหันมาค้อนขวับว่าทำไมฉันดันไปนัดรับรถเช่าตั้ง 10 โมงเช้า (ณ เวลานั้น เพิ่ง 7 โมงกว่าๆ เท่านั้น)

พูดถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว นึกถึงเกมวัดดวง ถ้าใครโชคดีเจอเจ้าหน้าที่น่ารักก็สบายตัวไป เจ้าหน้าที่นี่ช่างถามค่ะ (เข้าใจว่าตามหน้าที่) เพราะฉะนั้นเตรียมตอบคำถามเค้าสักนิด ส่วนใหญ่ก็จะถามว่ามาทำอะไร อยู่กี่วัน ยังไงถ้าไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ก็ลองซ้อมๆ ไปก่อนก็ได้ อ่อ ขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของเค้าจะมีการให้สแกนนิ้วด้วย

ผ่านด่าน 1 มาแล้ว ก็จะเจอกับด่านอรหันต์ลำดับ 2 สำหรับคนไทย ซึ่งก็คือ custom ค่ะ ที่ว่าเป็นด่านอรหันต์สำหรับคนไทยก็เพราะคนไทยหลายคนเป็นโรคติดอาหารไทยเวลาเดินทางไปต่างประเทศประเภทที่ว่าเวลาอยู่เมืองไทย อยากกินอาหารฝรั่งเศส อิตาเลียน เยอรมัน ญี่ปุ่น ฯลฯ สารพัดสารพัน แต่ครั้นไปเมืองนอกปุ๊บ ต้องนึกอยากกินอาหารไทยขึ้นมาปั๊บ

แต่ก่อนที่ประเทศอังกฤษจะไม่เคร่งครัดกับเรื่องนำเข้าอาหารการกินกันสักเท่าไหร่ จำได้ว่าสมัยเรียนก็พกสารพัดเครื่องปรุง ข้าวสาร อาหารแห้งไปเต็มเครื่อง แต่มาตอนนี้เค้าตรวจตราเข้มข้น ได้ยินว่าคนไทย นักเรียนไทย โดนยึดกุนเชียงเป็นของกลางกันมานักต่อนักแล้ว

เอาหล่ะ เมื่อผ่านทั้ง 2 ด่านมาได้รอดปลอดภัย ก็ได้เวลาแยกย้ายหาวิธีเดินทางเข้าเมืองกรุง ซึ่งที่ลอนดอนนี้มีให้เลือกตามความพอใจและเงินในกระเป๋า ประหยัดที่สุดเห็นจะเป็นการเดินทางเข้าเมืองด้วยรถไฟใต้ดินสาย Paddington (สีน้ำเงิน) ซึ่งขอเตือนว่าไม่เหมาะสำหรับคนสัมภาระเยอะค่ะ ยิ่งถ้ามีลูกเด็กเล็กแดงเดินทางด้วยแล้วล่ะก็ ขอให้ตัดออพชั่นนี้ออกไป เพราะต้องไปเบียดเสียดยัดเยียดกับชาวลอนดอนเนอร์เค้า แถมบางสถานีในเมืองไม่มีลิฟท์ ถ้าต้องแบกกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ขึ้นบันไดสถานี คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ

ดังนั้นถ้าใครอยากไปถึงไว ที่นั่งสะดวกสบาย ไฮโซ ก็ขอแนะนำให้ใช้บริการรถไฟด่วน Heathrow Express ที่วิ่งปรู๊ด 15 นาทีถึงสถานี Paddington

แต่เราไม่ไปค่ะ! เพราะจุดหมายแรกของเราในครั้งนี้คือชนบทอังกฤษ!

ว่าแล้วคุณน้องสาวก็จัดแจงนำใบจองรถของบริษัท Entreprise ที่เธอใช้บริการอยู่เป็นประจำ ไปติดต่อรับรถแบบ 7 ที่นั่งสำหรับขนผู้ร่วมทางทั้ง 7 ชีวิต พร้อมสัมภาระที่เยอะราวกับจะมาอยู่กันซัก10 เดือน

ปรากฏว่าเรื่องเช่ารถไม่ง่ายอย่างที่คิดเมื่อเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่า ถ้าจะเช่ารถ 7 ที่นั่ง คนขับต้องมีอายุ 30 ปีขึ้นไปเท่านั้นนะจ๊ะหนู เอาล่ะสิ ทั้ง 7 คนนี้ มีคนทำใบขับขี่นานาชาติมาแค่ 2 คน แถมทั้ง 2 คนก็อายุไม่ถึง 30 ซะด้วย ทำเอาอึ้งและเคือง ก็ตอนจองผ่าน web ทางโน้นก็ไม่ได้แจ้งอะไรเลย ทั้งที่มีการให้ใส่วันเดือนปีเกิด! พี่สาวเห็นท่าทางเริ่มเหวี่ยงของเราก็ขอโทษขอโพยพอเป็นพิธี แล้วบอกให้เราลองไปติดต่อเจ้าอื่นแทน สุดยอดเซอร์วิส

เราต่างเดินหน้าเหี่ยว คอตก ไปที่เคาน์เตอร์ AVIS ซึ่งมีโทรศัพท์บ้านวางอยู่เครื่องหนึ่ง หลังจากลองโทรอยู่หลายครั้งก็ไม่มีคนรับสาย ในที่สุด เราจึงตัดสินใจขยับไปที่เคาน์เตอร์ Europcar ที่มีคุณลุงเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ หวังจะได้รถเช่าซะที เพราะไม่งั้นทั้งห้องพักและแผนเที่ยวของเราต้องมีอันพับลงกระเป๋าเป็นแน่…

และแล้วสวรรค์ก็โปรด เมื่อลุงแกบอกว่าเช่าได้นะจ๊ะหนู แต่ขอลุงเช็คแป๊บนึงว่ามีรถว่างไหม ว่าแต่ใครขับล่ะนี่ ถ้าเป็นคุณพี่ที่อายุมากหน่อย ราคาค่าเช่า (พร้อมประกัน) ก็จะถูกลงอยู่นา

หลังจากคิดสาระตะเรื่องค่าเช่ารถอยู่พักหนึ่ง เราก็ตัดสินใจเปลี่ยนคนขับเป็นคุณน้องชายที่ไร้ประสบการณ์การขับรถที่ประเทศอังกฤษ แต่ทำใบขับขี่นานาชาติมาเผื่อ หลังการเจรจาเสร็จสิ้น ก็มีรถshuttle bus มารับเราไปยังที่ปล่อยรถ ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีพื้นที่ของตัวเอง ลานกว้างใกล้ๆ สนามบินมีสารพัดรถเช่า หลากสีหลายขนาดจอดรอเรียบร้อย

คณะเรามัวแต่วุ่นวายกับการหารถ จนเมื่อได้เรื่องเรียบร้อย จึงรับรู้ถึงลมหนาวที่พัดโปรยมาพร้อมสายฝนที่ช่วยโหมกระพือความหนาวกันเข้าไปอีก เข้าไปอีก…

กว่าจะจัด และยัดสัมภาระเข้ารถไปได้เล่นเอาคณะเหงื่อตก เพราะสัมภาระเรานั้นมีมากเหลือ (ขนาดบอกทุกคนล่วงหน้าแล้วว่าให้ยึดหลัก “travel light” แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจฉันเลย – -“)

ขึ้นรถปุ๊บ เปิด Sat Nav (Satellite Nativation) ที่เช่าเป็นฟังก์ชั่นเสริมมาให้ช่วยนำทาง แล้วคณะทัวร์ของเราก็ได้ออกเดินทางจากสนามบินกันเสียที เย้!

ด้านหน้าวัง

จุดหมายแรกของเราในวันนี้คือ Blenheim Palace ณ หมู่บ้าน Woodstock ไม่ไกลจากเมืองมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง Oxford การเดินทางโดยรถยนต์ค่อนข้างสะดวกค่ะ นอกจากจะไปเที่ยวชมพระราชวังแล้ว เรายังจะพักค้างคืนกันที่นี่ในคืนนี้ด้วย

กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด คณะทัวร์ตัว(อ้วน)กลมเราก็ต้องเติมพลังด้วยอาหารกลางวันฉันนั้น ว่าแล้วเราจึงแวะจอดรถและเดินทางร้านอาหารในเมืองกัน จนมาสะดุดกับร้านอาหารที่ชื่อ The King’s Head ที่นี่ได้รับคำวิจารณ์ค่อนข้างดีใน Tripadvisor

ร้านอาหารสไตล์ผับอังกฤษแห่งนี้เสิร์ฟอาหารยุโรปทั่วไป และอาหารสไตล์ผับอังกฤษที่เราคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็น Fish & Chips หรือ Jacket Potato ส่วนบรรยากาศในร้านก็สบายๆ แถมเตาผิงแบบ open fire ก็ช่วยเติมความอบอุ่นให้อย่างดีทีเดียว อาหารที่นี่รสดีสมกับคำชมใน Tripadvisor ค่ะ ผ่าน!

อิ่มกันแล้วก็ได้เวลาเที่ยวพระราชวังค่ะ ฉันเคยได้ยินชื่อ Blenheim มาหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีโอกาสมาเยือนซะที ทั้งนี้เพราะการเดินทางที่สะดวกที่สุดในการมา Blenheim คือทางรถยนต์

พระราชวังโอ่อ่าแห่งนี้เป็นบ้านของท่านดยุคและดัชเชสมาหลายเจเนอเรชั่น จนปัจจุบันตกทอดมาถึงดยุคคนที่ 11 แต่เจ้าของเหล่านี้คงจะมีชื่อเสียงโด่งดังเทียบไม่ได้กับบุรุษผู้หนึ่งซึ่งก็มีความเกี่ยวข้องผูกพันธ์กับสถานที่แห่งนี้ และท่านผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกฯ คนสำคัญของอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ท่านเชอร์ชิลเกิดที่พระราชวัง Blenheim เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ.1874 โดย Lady Randolph Churchill ผู้เป็นแม่บังเอิญคลอดก่อนกำหนด ขณะที่เดินทางมาเยือนวังแห่งนี้ นอกจากจะเกิดที่นี่แล้ว ท่านเชอร์ชิลยังความผูกพันธ์กับวังสไตล์อิงลิชบาโร้คแห่งนี้เป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ท่านเลือกขอภรรยาแต่งงานที่สวนของพระราชวังแห่งนี้ ดังนั้นใครที่ไปเที่ยวชมBlenheim ก็จะได้พบกับภาพถ่าย ของสะสม ภาพเขียนฝีมือท่านเชอร์ชิล (งานเขียนภาพ เป็นอีกมุมหนึ่งของท่านเชอร์ชิลที่ฉันเพิ่งจะรู้ ปล. ภาพวาดหลายๆ ภาพยังมีการนำไปพิมพ์ออกจำหน่ายร่วมกับบริษัทการ์ดชื่อดังอย่าง Hallmark ซะด้วย) รวมทั้งห้องที่ท่านเกิด และสิ่งละอันพันละน้อยที่ดูได้ไม่รู้เบื่อกันเลยทีเดียว

ทางเข้าวังอาจจะดูแห้งแล้ง แข็ง เวิ้งว้าง และเคร่งขรึมไปบ้าง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นความประสงค์ที่จะให้สถานที่แห่งนี้ดูยิ่งใหญ่อลังการณ์ ประหนึ่งอนุสาวรีย์แห่งชาติ แสดงความรุ่งเรืองของทั้งอังกฤษ และ John Churchill ดยุคแห่ง Marlborough คนแรกที่รบชนะฝรั่งเศสและบาวาเรียนในสมรภูมิ Blenheim แต่เมื่อเข้าไปภายในแล้วจะรับรู้ได้ถึงความโอ่อ่า และรายละเอียดในการตกแต่งแบบอิงลิชบาโร้กที่อ่อนช้อย หรูหรา และสวยงาม ตามแบบฉบับของ Sir John Vanbrugh นักการละครชื่อดัง อีกปราสาทชื่อดังที่มีผู้ออกแบบเป็นนักออกแบบฉากละคร คือ Neuschwanstein ในประเทศเยอรมนี (นึกภาพปราสาทเจ้าหญิงนิทรา แล้วคุณจะร้องอ๋อ)

แน่นอนว่าการให้นักการละครคนเก่ง แต่ด้อยความชำนาญทางด้านสถาปัตยกรรมมาออกแบบ ทำให้ Sarah ดัชเชสองค์ที่ 1 นายหญิงของบ้าน ผู้ชื่นชอบในผลงานของเซอร์คริสโตเฟอร์ เร็น (ผู้ออกแบบมหาวิหาร St Paul ในลอนดอน) ไม่พอใจนัก

ยิ่งไปกว่านั้น ในภายหลัง Sarah ยังเกิดมีเรื่องผิดใจกับควีนแอน (Queen Anne) เพื่อนรัก ผู้มอบ Blenheim Palace ให้เป็นของขวัญแก่ครอบครัวท่านดยุค จนในที่สุด วังแห่งนี้ก็ถูกตัดงบ และท่านดยุคก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าก่อสร้างต่อด้วยตนเอง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มทวีขึ้นอย่างมหาศาล ผนวกความไม่ถูกชะตาส่วนตัวทำให้ Sarah เลิกจ้างเซอร์จอห์น และให้ Nicholas Hawksmoor ซึ่งทำงานร่วมกับเซอร์จอห์นมาก่อนหน้านี้ เป็นผู้ก่อสร้างต่อ

แน่นอนว่าเมื่อขาดเงินสนับสนุนจากทางการในการก่อสร้าง ท่านดัชเชสก็จำต้องตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นบางอย่างออก รวมทั้งเปลี่ยนการจ้างช่างระดับมาสเตอร์อย่าง Grinling Gibbons มาเป็นช่างฝีมือที่ด้อยกว่าแต่สามารถเลียนแบบผลงานของช่างฝีมือชื่อดังได้ เรียกว่าเซฟเงินในกระเป๋า แต่ภาพรวมก็ยังดูหรูหราอลังการณ์อยู่นั่นเอง

สังเกตุว่าถ้าคิดถึง Blenheim ในมุมมองที่เป็นบ้านที่ใช้อยู่อาศัยจริง หลายๆ ห้องที่นี่ดูไม่ค่อยน่าจะอยู่สบายสักเท่าไหร่ แต่ในสมัยนั้นบ้านหรือวังแห่งนี้มีความสำคัญในแง่การโชว์ความมั่งคั่งเสียยิ่งกว่าการใช้งานเพื่อการพักอาศัยจริงๆ

หลายห้องที่เราเข้าชมชวนให้นึกถึงพระราชวังแวร์ซายที่ฝรั่งเศส (ซึ่งตกแต่งแบบ Baroque เช่นเดียวกัน เพียงแต่ Blenheim เป็น English Baroque) บนผนังมีภาพเขียนบุคคลสำคัญต่างๆ ภาพวาดเทพปกรณัมในห้องเสวยที่สุดแสนอลังการณ์ รวมไปถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างไม้แกะสลักที่อ่อนช้อยราวกับมีชีวิต วอลเปเปอร์ผ้าไหมสีแดงสด หลายห้องจัดเรียงให้เหมือนสภาพการใช้งานจริงในสมัยก่อน ส่วนห้องที่มีการปรับเปลี่ยน ก็จะมีภาพห้องดั้งเดิมให้ชมประกอบด้วย หากใครมีข้อสงสัย เจ้าหน้าที่ประจำห้อง (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคุณลุง คุณป้าหน้าตาใจดี) ก็จะคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับนิทรรศการที่จัดแสดง รวมไปถึงเกร็ดเล็กๆ น้อยเกี่ยวกับที่นี่

ช่วงที่เราไปเยือน ที่วังมีจัดนิทรรศการเกี่ยวกับ Gladys Deacon ดัชเชสคนที่ 9 สาวสังคมทรงเสน่ห์ชาวอเมริกันที่พิชิตใจท่านดยุคมาครอบครอง ในฐานะภรรยาคนที่สอง เขี่ยดัชเชสคนแรกตกอันดับไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการแต่งงานของท่านดยุคกับ Consuelo Vanderbilt ภรรยาคนแรก สาวสวยลูกมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ก็ไม่ได้เกิดจากความรัก เพราะท่านดยุคเองก็ต้องการเงินจากการแต่งงานเพื่อรักษาตระกูลไว้ไม่ให้ล้มละลาย ส่วนพ่อของ Consuelo เองก็อยากให้ลูกสาวได้เป็นดัชเชส การแต่งงานที่น่าเศร้าจึงจบลงในที่สุด

Gladys Deacon

กลับมาพูดถึง Gladys Deacon บ้าง สาวเก๋ชาวอเมริกันผู้นี้มีรสนิยมโดดเด่นไม่เหมือนใคร จนบางครั้งก็อาจจะเรียกได้ว่าดูเพี้ยนๆ ไปบ้าง ใครที่ไปเยือน Blenheim ก็จะได้พบกับภาพวาดดวงตาสีฟ้าสวยของ Gladys ที่ฝากไว้บนเพดานซุ้มประตู รวมทั้งรูปหล่อสฟิงค์ใน Formal Garden ที่มีหัวเป็น Gladys

แต่อนิจจาความรักไม่เที่ยงแท้ แม้ท่านดยุคจะหลงใหลในตัว Gladys จนลืมไปว่าตัวเองเคยพูดไว้ว่าไม่ชอบสาวอเมริกัน! แต่ชะตาอันพลิกผันของเธอก็นำไปสู่การหย่าร้างและชีวิตบั้นปลายที่โดดเดี่ยว…

ถ้าชมส่วนจัดแสดงห้องต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว และยังมีเวลาเหลือแนะนำให้แวะทำความรู้จักกับท่าน Duke of Marlborough ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ในส่วนของ Untold Story ที่ให้เราได้เดินทางย้อนยุคไปกับวิญญาณของ Grace Ridley สาวใช้คนโปรดของ Sarah ดัชเชสคนที่ 1 เกรซคอยบอกเล่าเรื่องราวของท่านดยุคในแต่ละยุคแต่ละสมัย ผ่านภาพกราฟิคและหุ่นขี้ผึ้ง เรียกว่าได้เพิ่มอรรถรสในการเรียนรู้เกร็ดประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

นอกจากภายในตัวอาคารแล้ว สวนของ Blenheim ยังเป็นส่วนที่น่าไปเดินเล่นเก็บบรรยากาศเป็นอย่างยิ่ง สำหรับใครที่มีเวลาน้อย อาจเที่ยวเล่นในสวนอิตาเลียน ชมทะเลสาบ เนินเขา น้ำตกจำลอง และทิวทัศน์ที่ดูเป็นธรรมชาติและสงบเงียบราวกับเป็นป่าจริงๆ ทั้งที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ของ ‘Capability’ Brown นักจัดสวนชื่อดัง

ที่นี่ยังมีสวน Pleasure Garden สำหรับครอบครัว ที่มีเขาวงกต สวนผีเสื้อ ให้เด็กๆ ได้สนุกกัน ออกแนว theme park นั่นเลย เรียกว่าครบวงจรจริงๆ ส่วนในวันอากาศดี ที่นี่ยังมีจัดตระกร้าปิคนิคให้นักท่องเที่ยวสามารถซื้อหาไปนั่งปิคนิคกันในสวนสวยได้ด้วย แต่สำหรับวันอากาศหนาว (แม้จะมีแดดออกมาบ้าง) อย่างวันนี้ จิบชาร้อนๆ สักถ้วยในร้านคาเฟ่ของวัง ดูจะเป็นออพชั่นที่ดีกว่า

จากวัง Blenheim เราก็ไปเช็คอินกันที่ที่พักเล็กๆ ในเมือง ชื่อว่า Woodstock’s Own ที่พักขนาดย่อมแห่งนี้ ต้องไต่บันไดสูงชันแบบบ้านอังกฤษขึ้นไป ห้องพักขนาดมินิ ดูสะอาดสะอ้านดี เสียแต่กลิ่นสี (ที่เข้าใจว่าเค้าเพิ่งทาสีใหม่) แรงเหลือเกิน เก็บของเสร็จสรรพ เราก็ออกรถไปช้อปกันที่ Bicester Outlet Village ในเมือง Banbury

เชื่อว่าหลายคนรู้จัก outlet แห่งนี้ดีกันอยู่แล้ว เพราะสินค้ามีสารพัดแบรนด์ให้เลือกช้อปทิวยูดร็อป สนนราคาและสินค้าก็ตามแต่ฤดูกาล บางครั้งมาที่นี่ก็ได้ของสวยๆ ดีๆ ในราคาย่อมกลับไปเยอะ แต่บางครั้งมาไม่ถูกจังหวะ ก็แทบไม่ได้อะไร แอบกระซิบว่าใครที่เป็นแฟนสินค้าอิงลิช วินเทจ กุ๊กกิ๊ก อย่าง Cath Kidston ที่นี่ก็มีร้านลดราคาของแบรนด์นี้เช่นกัน

หลังจากช้อปจนร้านปิด แล้วเราก็แวะทานอาหารไทยกันที่ในเอาท์เล็ตนี่แหละค่ะ ร้าน Busaba Eathai มีหลายเมนูง่ายๆ ที่เราคุ้นเคย อย่างผัดไทย ส้มตำ ฯลฯ พอให้หายคิดถึงอาหารไทย สาขานี้มีพนักงานคนไทย 1 คนค่ะ ซึ่งพี่เค้าก็คอยแนะนำว่าน่าจะสั่งอะไร อย่างไร

อิ่มสบายท้องแล้ว เราก็ขับรถกลับที่พัก พักผ่อนนอนเอาแรง เตรียมลุยชนบทอังกฤษกันต่อในวันรุ่งขึ้น

ราตรีสวัสดิ์ :)