เยอรมันดี วันที่ 6 – จากชนบทสู่เมืองกรุง (Heidelberg – Frankfurt aM)

และแล้วทริปเยอรมนีของเราสองคนก็เดินทางมาถึงบทสุดท้าย สองวันสุดท้ายนี้เราย้ายเข้ามาที่ Frankfurt am Main เพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน แม้ Frankfurt จะเป็นเมืองธุรกิจ เฉกเช่นกับเมืองใหญ่ๆ ในยุโรป แต่ที่นี่ก็มีสถานที่ให้เราได้ซอกแซกไปทำความรู้จักแง่มุมที่แตกต่างออกไปอยู่เหมือนกัน หลายต่อหลายทัวร์ใช้ Frankfurt เป็นเพียงเมืองสนามบิน ลงเครื่องปุ๊บก็มีรถมารับต่อไปเที่ยวเมืองอื่นๆ ปั๊บ

แล้ว Frankfurt มีอะไรให้ดู สำหรับระยะเวลาสั้นๆ จุดแรกที่นักท่องเที่ยวควรแวะชมคือเขตเมืองเก่า ต่อให้เมืองจะเจริญแค่ไหน ตึกรามบ้านช่องสูงใหญ่เพียงใด ณ ใจกลาง Frankfurt ยังมีที่ให้ผู้นิยมในบรรยากาศย้อนยุคได้เดินทอดน่องริมแม่น้ำไมน์ เข้ามายังเขตเมืองเก่า Altstadt เพื่อชมอาคารโบราณที่สวยงาม กลางจตุรัส Römer Square  มีน้ำพุสาวน้อยแห่งความยุติธรรม หรือ fountain of justice ตั้งตระหง่านรับกับฉากหลังที่เป็นอาคารรูปแบบโบราณสีสันสดใส ฝั่งตรงข้ามเป็นที่ตั้งของ City Hall ที่สวยงาม ในวันอากาศดีๆ นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะมานั่งเล่นรับแดด ได้บรรยากาศแบบคาเฟ่ริมทางเท้าในยุโรป

ไม่ไกลจาก Romer Square มีซากปรักหักพังของเมืองโรมันโบราณให้ได้เห็นว่าครั้งหนึ่งเมือง Frankfurt นี้เป็นแหล่งชุมชนโรมัน หากสนใจประวัติศาสตร์มากๆ ก็สามารถแวะชมพิพิทธภัณฑ์เกี่ยวกับเมืองแฟรงก์เฟิร์ตยุคโรมันได้

ผ่านจาก Romer Square ข้ามถนนไปก็จะเจอกับร้านรวงที่ขายสินค้านานาชนิด มีทั้งร้านมีดชื่อดังอย่าง Zwilling ที่รู้จักกันดีในชื่อยี่ห้อตุ๊กตาคู่ รวมไปถึงร้านที่ฉันไม่คาดว่าจะเจอได้ที่เยอรมัน อย่างร้านของ Maggi (ภาษาเยอรมัน) ใครจะคิดว่าซอสแม๊กกี้บ้านเราจะมีร้านอยู่ที่เยอรมัน แถมขยายไลน์สินค้าให้ครอบคลุมไปถึงบรรดาอาหารกึ่งสำเร็จรูปอย่างบะหมี่ถ้วย พาสต้ากึ่งสำเร็จรูป เครื่องครัว ไปจนถึงของที่ระลึก แถมยังเก๋ด้วยการขายอาหารในสไตล์กึ่งคาเฟ่กึ่งฟาสต์ฟู๊ด รวมทั้งมีสอนทำอาหารด้วยแน่ะ เรียกว่าครบวงจรกันไปเลย อย่าว่ากระนั้นเลย ฉันขอซื้อ cup noodle ของ Maggi เยอรมันไปชิมสักหน่อย

เดินตรงตามถนนนี้ไปก็จะผ่านคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านขายของนานาชนิด ไปจนจรดกับถนน Ziel ถนนช้อปสายหลักซึ่งเต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านค้าแฟชั่น ทั้งที่เรารู้จักกันดี อย่าง Zara H&M Nike Puma ไปจนถึงแบรนด์เยอรมันชื่อไม่คุ้นหู ถึงจะเป็นถนนช้อปปิ้งสายหลัก แต่เราสองคนก็ลงความเห็นว่าไม่น่าตื่นตาเท่ากับถนนช้อปปิ้งอย่าง Oxford Street ในลอนดอน เรียกว่าที่นี่แค่พอให้เดินดูเพลินๆ แถมช่วงที่เงินยูโรแข็งขนาดเกือบ 50 บาทต่อยูโร ก็ไม่ค่อยจะอำนวยต่อการช้อปปิ้งสักเท่าไหร่

เมื่อฟ้าเริ่มมืด อากาศหนาวขึ้นแบบนี้ จะมีอะไรดีไปกว่าไส้กรอกเยอรมันร้อนๆ กับเบียร์ ไส้กรอกริมทางนี้มีให้เลือกหลายแบบ ไส้กรอกย่างร้อนเสิร์ฟมาในขนมปัง (อารมณ์ประมาณ hotdog แต่หน้าตาแตกต่าง ด้วยขนมปัง roll แข็งนอกนุ่มในสไตล์ขนมปังฝรั่งเศสกับไส้กรอกชิ้นใหญ่) อร่อยมากๆ สมชื่อไส้กรอกเยอรมัน แม้แต่คนเยอรมันเองยังอดที่จะมาเข้าคิวซื้อกันไม่ได้ มีหรือที่พี่ไทยช่างชิมอย่างเราจะพลาด

กลายเป็นว่า hotdog แบบเยอรมัน เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยของเรา ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะกินอะไรกันดี เราก็เลยเดินเรื่อยๆ จนกลับมาสรุปกันว่าหาร้านแถว Romer Square นี่แล กินเสร็จจะได้ขึ้นรถกลับที่พักเสียที ว่าแล้วเราจึงเดินเข้าร้านอาหารตรง Romer Square ที่นี่มีไส้กรอกให้ได้ชิมอีกแล้ว ฉันสั่งเป็นแบบ Frankfurter (มา Frankfurt ก็ต้องกิน Franfurter สิ) ส่วนของพี่แพนเป็นไส้กรอกอีกแบบหนึ่งซึ่งอร่อยกว่า ส่วนเครื่องดื่ม Lonely Planet ที่พกมาเค้าว่าเมืองแฟรงเฟิร์ตนี้มีชื่อเสียงทางด้าน apple cider หรือที่เรียกว่า Apfelwein มีหรือที่ฉันจะพลาด ว่าแล้วก็จัดแจงให้คุณสุภาพบุรุษสั่งมาให้ 1 แก้ว ส่วนผู้ที่ไม่ชอบลองของใหม่ ก็เชิญสั่งเบียร์เยอรมันได้ตามอัธยาศัย มาเที่ยวแหล่งเบียร์ทั้งที ถ้าเป็นคอเบียร์คงจะมีความสุขกับการลองชิมเบียร์หลากหลายจากแคว้นต่างๆ เป็นแน่

ไม่นานคุณน้าพนักงานเสิร์ฟก็นำเครื่องดิ่มมาให้ แต่ไฉนแก้วของฉันมันใหญ่นัก ลองชิมเจ้า Apfelwein ไปได้จิบหนึ่ง … ว้า ไม่อร่อยเลย ฉันจึงหว่านล้อมให้พี่แพนมาชิมด้วย เผื่อชอบจะได้ยกให้ ปรากฎว่าแผนการโยนไม่สำเร็จ แถมโดนค่อนขอดว่านึกอย่างไรถึงได้อยากลองชิมน้ำแอปเปิ้ลเน่า ดูพูดเข้าสิ อย่างนี้ใครจะไปมีอารมณ์ดื่มต่อได้

จบมื้ออาหารก็ได้เวลากลับที่พัก เดินมาทั้งวันอย่างนี้ ไม่มีแรงจะไปตะลุยราตรีใดๆ ทั้งสิ้น แถมอากาศหนาวๆ แบบนี้ ได้กลับไปนอนใต้ผ้านวมอุ่นๆ นั่นดีกว่าอะไรทั้งสิ้น Gute Nacht! ค่ะ

Advertisements

เยอรมันดี วันที่ 5 – ชมเมืองสวยริมแม่น้ำ Neckar

เริงร่าในไฮเดลเบิร์ก

จากทริปยุโรปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ฉันได้มาแวะเที่ยวที่เมือง Heidelberg เป็นจุดแรก ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ร้านรวงต่างๆ พากันปิด แต่ Heidelberg ก็สวยสงบและโรแมนติก เวลาเพียงสั้นๆ ในครั้งนั้น ทำให้ฉันตั้งใจที่จะกลับมาเที่ยวเมืองสวยแห่งนี้อีก และแล้ว Heidelberg ก็ถูกบรรจุลงในโปรแกรมเที่ยวเยอรมนีฤดูใบไม้ร่วงคราวนี้

จาก Cologne ไป Heidelberg เที่ยวนี้เราต้องเปลี่ยนรถไฟกันด้วย 1 ครั้ง รถไฟจาก Koln Hauptbahnhof ถึง Heidelberg ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ดูตามตารางเวลาเราจะมีเวลาเปลี่ยนขบวนรถ 5 นาที แต่เที่ยวนี้ช่วงเปลี่ยนรถไฟ เรา 2 คนไปไม่ทันทั้งๆ ที่พอรถจอดปุ๊บเราก็แบก+อุ้มกระเป๋าเดินทาง วิ่งไปหาชานชาลาที่รถไฟไป Heidelberg อยู่ พอไปถึงปรากฏว่ารถไฟเริ่มออกวิ่งแล้ว เหนื่อยก็เหนื่อยที่เราอุตส่าห์วิ่งมา มองไปเจอฝรั่งทำหน้าเซ็งยืนอยู่ใกล้ๆ เค้าก็ตกรถไฟเหมือนกัน เราจึงเดินมองหาตารางเวลารถเที่ยวถัดไป แถมวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงขบวนรถเนื่องจากการนัดสไตรคอีกต่างหาก โชคดีที่รอไม่นานมากก็มีรถไป Heidelberg

ก่อนมาเที่ยว ฉันศึกษามาว่าที่นี่ก็มีบัตรประเภท visitor card เหมือนกับอีกหลายๆ เมืองในยุโรป ตามที่ website บอก บัตรนี้ใช้เข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้ รวมทั้งยังใช้กับรถสาธารณะต่างๆ ได้อีกด้วย แต่พอเข้าไปถามใน Information คุณป้าหน้าตาไม่รับแขกก็บอกเราว่า บัตรใช้ขึ้นรถสาธารณะไม่ได้ ถ้ายังไงก็ต้องซื้อตั๋วต่างหาก จนแล้วจนรอดเราก็ซื้อบัตร Heidelberg card กันคนละใบ เพราะคิดว่ายังไงมันก็สะดวกดี ว่าแล้วก็พากันอุ้ม+ลากกระเป๋าไปขึ้นรถเมล์เข้าเมือง

เมือง Heidelberg นี้เป็นเมืองมหาวิทยาลัย จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีประชากรหนุ่มสาวอยู่เยอะ ที่พักของเราคืนนี้อยู่ที่ pub ชื่อ Zum Seppl ซึ่งเป็นผับสำหรับบรรดานักเรียน ส่วนชั้นบนมีห้องว่างให้พัก เราเลือกที่นี่เพราะความสะดวก ผับนี้ตั้งอยู่บนถนนหลัก Hauptstrasse ซึ่งใกล้กับจุดที่น่าสนใจต่างๆ มาก หากพักที่นอกเมืองก็ต้องเสียเวลาหารถเข้ามาเที่ยวอีก ว่าแล้วก็เก็บข้าวของเตรียมออกไปเที่ยวกันเลยค่ะ

โปรแกรมแรกของเราคือปราสาทไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg Castle) ซึ่งสามารถเดินขึ้นเขาไปก็ได้ หรือจะใช้บริการรถรางขึ้นเขาที่เรียกว่า funicular แน่นอนว่าเราเลือกการขึ้นอย่างหลัง ไหนๆ ค่ารถรางก็รวมอยู่ในบัตร visitor card แล้ว

ปราสาท Heidelberg นี้ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา เมื่อมองจากระเบียงปราสาทจะเห็นวิวเมือง Heidelberg และแม่น้ำ Neckar ที่สวยงาม ยิ่งในยามที่ใบไม้เปลี่ยนสีแบบนี้ โรแมนติกมากๆ

จากระเบียงปราสาท

ข้อดีอีกอย่างของบัตร visitor card คือเราสามารถเข้าร่วมฟังไกด์นำเที่ยวชมปราสาทโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ได้ความรู้เพิ่มเติมด้วย ใน group ที่ฉันเข้าร่วมส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน มีญี่ปุ่นคู่หนึ่ง แล้วก็มีฉันกับเพื่อนร่วมทางที่เป็นคนไทย คุณลุงไกด์เล่าประวัติของปราสาทว่ามีการสร้างและต่อเติมขึ้นหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ยุคกลาง รูปแบบของปราสาทและสวนภายนอกได้รับอิทธิพลจากความชอบของผู้ครองปราสาท เราเดินลัดเลาะเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ รวมทั้งห้องบอลรูมซึ่งปัจจุบันเปิดให้ใช้จัดงานต่างๆ ด้วย

เสร็จสรรพ ลุงไกด์ก็ปล่อยให้เหล่านักท่องเที่ยวเดินเล่นกันตามอัธยาศัย เราแวะไปดูห้องเก็บถังไวน์ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ Great Barrel ถังไวน์ยักษ์นี้ทำจากไม้โอ๊คและบรรจุไวน์ได้ถึง 228,000 ลิตร! แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับถังยักษ์นี้คือการที่มันรั่วและต้องซ่อมแซมกันหลายครั้ง ในที่สุดก็เลิกใช้งานไป

 

ถังไวน์ยักษ์ ข้างบนทำเป็นพื้นที่สำหรับเต้นรำ

อีกส่วนหนึ่งของปราสาที่เหมาะแก่การเดินเล่นคือสวนของปราสาท ปัจจุบันเป็นรูปแบบสวนอังกฤษ บริเวณสวนมีประตู Elizabeth Gate ที่เล่ากันว่าท่าน Frederic ได้สร้างให้เป็นของขวัญสำหรับหวานใจ เจ้าหญิง Elizabeth ประตูนี้สร้างเสร็จภายในเวลาเพียงคืนเดียว นี่หล่ะที่เรียกว่าพลังความรัก

ปราสาทงาม มุมมองจากสวนข้างปราสาท

จากปราสาทนี้เราสามารถขึ้นรถราง funicular ต่อไปจนถึงยอดเนินเขา ไหนๆ ก็มาแล้ว มีหรือที่เราจะพลาดชมวิว Heidelberg แม้วันนี้ท้องฟ้าออกจะครึ้มฟ้าครึ้มฝน เราก็ยังมองเห็นวิวเมืองได้ไกลสุดตา สีสันของใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงไล่เรียงสลับสีสวยงาม แม่น้ำ Neckar เบื้องล่างไหลเอื่อยๆ ภาพเบื้องหน้าดูราวกับเมืองในฝัน เราเดินเล่นชมวิวกันสักพักก็ต้องกลับลงมาเพราะไม่อยากหนาวตายไปเสียก่อน

วันนี้เราตกลงกันว่าจะยุติโปรแกรมท่องเที่ยวเอาไว้ก่อน ขอไปเดินเล่นสบายๆ ดูของโน่นนี่ในเมืองดีกว่า จากที่พักของเรา แค่เดินตามถนนไปเรื่อยๆ ก็เป็นถนน shopping สายหลักของเมือง ถนน Hauptstrasse เต็มไปด้วยร้านรวงสารพัด ทั้งที่ขายอาหาร ร้านกาแฟ ร้านของที่ระลึก ไปจนถึงสินค้าแฟชั่น เดินดูของ window shopping ไป หนาวเมื่อไหร่ก็แวะเข้าร้านให้ได้ไออุ่นจาก heater เดินเล่นไปก็มองหาร้านอาหารเย็นไปด้วยเลย เราเดินจนสุดถนน Hauptstrasse ซึ่งยาวไม่ใช่เล่น น่าจะเดินกันสักประมาณ 2 – 3 กิโลเมตรได้

เย็นนั้น เราฝากท้องกันที่ร้านอาหารจีน ซึ่งไม่อร่อยเลย น่าเสียดายจริงๆ ขากลับเราเลยแก้มือด้วยการแวะ Cafe Blatt บาร์น่านั่งแห่งหนึ่ง ฉันสั่งน้ำผลไม้ปั่น ส่วนเพื่อนร่วมทางขอเบียร์ Pilsner แก้หนาว โต๊ะนอกร้านมีผ้าห่มกันหนาวให้สำหรับนักดื่มที่อยากสัมผัสอากาศเย็นๆ แต่สำหรับเราชาวเมืองร้อน ขอนั่งในร้านจะดีกว่า เรานั่งที่บาร์มองดูบาร์เทนเดอร์หนุ่มหน้าใสผสมเครื่องดื่มไปพลางๆ ก็เพลินแล้ว

ตอนแรกคิดว่าจะแวะนั่งที่ผับด้านล่างของห้องพักเสียหน่อย แต่บรรยากาศดูเงียบเหงาเหลือเกิน ฉันแวะถ่ายภาพปราสาท Heidelberg ในยามค่ำคืน บริเวณ Corn Market แล้วบอกกู๊ดไนท์กับคืนแรกในไฮเดลเบิร์ก

 ในคืนหนาว วิวปราสาทจาก Corn Market

เยอรมันดี วันที่ 4

บ๊าย บาย เบลเยี่ยม

ลืมตาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ฉันแง้มผ้าม่านดูตัวเลข LED แสดงอุณหภูมิบนจอหน้าร้านฝั่งตรงข้าม ตัวเลขที่มองเห็นทำเอาฉันอยากจะเปลี่ยนใจไม่ออกไปเที่ยวข้างนอก อากาศ 0 องศาแบบนี้ช่างไม่เหมาะกับการออกไปเดินเที่ยวเอาเสียเลย ฉันได้แต่หวังว่าพอพระอาทิตย์ขึ้น อากาศจะค่อยๆ อุ่นขึ้น โปรแกรมของเราวันนี้ คือการไปเดินเที่ยวเมืองและซื้อของฝาก ก่อนจะข้ามกลับไปยังเมือง Cologne

เราสองคนเลือกจองห้องพักแบบไม่รวมอาหารเช้า เพราะคิดว่าค่าอาหารเช้าคนละ 20 ยูโร ออกจะโหดร้ายกับกระเป๋าสตางค์ของเราไปเสียหน่อย คิดว่าไปหาขนมปังกินกันข้างนอกน่าจะดีกว่า ประกอบกับฉันแอบไปเปิด web ดูร้านเบเกอรี่สไตล์ออร์แกนิกเอาไว้แล้ว ก็เลยคิดจะชวนเพื่อนร่วมทางไปร่วมชิม

เรานั่งรถรางจากโรงแรมไปยังย่าน Sablon เผื่อจะแวะดูย่านเก๋ พร้อมร้านช็อกโกแลตระดับโลก แน่นอนว่า hidden agenda ของฉันคือ Le Pain Quotidien ร้านเบเกอรี่ที่อยากไปชิม จากที่เปิด web ดู ร้านนี้มีขนมปัง ขนมเค้กน่ากินสารพัดชนิด เน้นความสดใหม่ ไร้สารพิษในสไตล์ออร์แกนิก เสียดายที่ใน web ไม่มีแผนที่บอกที่ตั้งร้าน

อากาศหนาวแบบนี้ฉันไม่กล้าจะตระเวนเดินหาร้านนานๆ คิดว่าถ้าหาเจอก็จะลองเข้าไป แต่ถ้าหาไม่เจอก็คงต้องไปกินอย่างอื่นแทน โชคเข้าข้างฉัน เพราะพอลงจากรถรางแล้วเลี้ยวเข้าย่าน Sablon ก็เจอกับร้าน Le Pain Quotidien พอดิบพอดี เช้าๆ แบบนี้ ในร้านมีคนมานั่งกันบ้างแล้ว แรกเปิดประตูเข้าไป กลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ๆ ลอยมา ตู้ขนมปังหลากชนิดทำเอาฉันอึ้งว่าจะเลือกแบบไหนดี ทุกชิ้นต่างดูหน้าตาเชิญชวน (ชิม) เสียเหลือเกิน ว่าแล้วฉันก็เลือกแบบ back to basic สุดๆ เอาครัวซองกับชาร้อนนี่แหละ ส่วนเพื่อนร่วมชิมเลือก chocolate croissant ไข่ลวก และน้ำส้มคั้นสด ฟังดูธรรมด๊า ธรรมดา แต่ราคาแพงใช่เล่นนะคะ

บรรยากาศในร้านดูแบบสบายๆ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก ให้อารมณ์แบบคันทรี่นิดๆ ร้านนี้มีจุดเด่นอยู่ที่โต๊ะแบบนั่งรวมหรือ communal table แปลว่าโต๊ะนั่งรวม แต่หากชอบความเป็นส่วนตัวอยากนั่งแยกก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด บนโต๊ะอาหารเช้าจะมีชุดเครื่องปรุง อันประกอบไปด้วย แยมสตรอเบอรี่ มาร์มาเลด ช็อกโกแลต และน้ำผึ้ง ให้เลือกชิมได้ไม่คิดสตางค์เพิ่ม

อาหารที่สั่งมาก็อร่อยทุกอย่าง แยมหวานกำลังดี ที่ถูกใจคนชอบดื่มชาอย่างฉันสุดๆ คือน้ำชาของทางร้านค่ะ ถุงชาเค้าเป็นผ้าแก้ว! ไม่ใช่ถุงกระดาษแบบชาซองทั่วไป แถมใบชาที่อยู่ในถุงไม่ได้ป่นเหมือนชาบางยี่ห้อ แต่เป็นใบใหญ่ๆ ทั้งนั้น พอเติมนมแบบ organic ลงไปด้วยแล้วล่ะก็ ชาถ้วยนั้นทั้งหอมทั้งมัน พูดแล้วยังคิดถึงอยู่เลย 

 

ถ้าได้ไปเที่ยวเบลเยี่ยมอีก จะหาโอกาสแวะไป Le Pain Quotidien อีกแน่นอน จริงๆ แล้ว Le Pain Quotidien เค้ายังมีสาขาอยู่ในหลายประเทศด้วยนะคะ ลองแวะเข้าไปชม website กันดูได้

 

อิ่มกันแล้ว ก็เดินดูร้านช็อกโกแลตแถวๆ นั้น ย่าน Sablon เต็มไปด้วยร้านค้าสวยเก๋ดูดีมีรสนิยม รวมทั้งร้านช็อกโกแลตหรู อย่าง Pierre Marcolini Godiva Wittamer ต้องบอกว่าเป็นสวรรค์ของคนรักช็อกโกแลตจริงๆ เสียดายที่เช้าๆ แบบนี้ร้านยังไม่เปิดกันเลย เราจึงได้แต่ window shopping กันไปก่อน

 

เดินลัดเลาะจาก Petit Sablon ผ่านหน้าพิพิทธภัณฑ์ศิลปะ (อารมณ์ประมาณหอศิลป์แห่งชาติ) อยากจะแวะเข้าไปดูสักหน่อย แต่ก็ยังไม่เปิดอีกเหมือนกัน ฉันเลยต้องจำใจเดินต่อ ก็เรามีเวลาเหลือไม่มากแล้ว เดี๋ยวต้องกลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมแล้วขึ้นรถไฟกลับ Cologne ระหว่างทางเดินไป Grande Place เราผ่านอาคารสวยๆ หลายแห่ง ฉันชอบอาคารแบบ Art Nouveau ที่มีเส้นสายสวยงาม ระยะทางเดินขึ้นลงเนินจาก Sablon ไป Grande Place นี่ไม่ใกล้เลย แถมลมยังแรงมากอีกด้วย

 

พอไปถึง Grande Place ปุ๊บเราเลยต้องหาร้านนั่งหลบหนาว ว่าแล้วก็ไปเจอร้านอาหาร+บาร์ที่มีเตาผิงอยู่ตรงข้ามกับ Gallerie St. Hubert ฉันนั่งเล่นเพลินๆ รอเวลาร้านค้าเปิด เพื่อจะไปซื้อของฝากก่อนกลับบ้าน ในช่วงนี้ที่ร้าน Godiva มี chocolate แบบรวมรสฝีมือเชฟชื่อดัง เป็น Limited Edition ให้ได้ซื้อฝากคนที่บ้าน

 

เสร็จสรรพเราก็กลับโรงแรม ลากกระเป๋าไปสถานีรถไฟ ลงรถใต้ดินจากสถานี Jardin Botanique ไปยัง Gare du Midi เป็นอันสิ้นสุดทริปสั้นๆ ในบรัสเซล แต่ทริปเยอรมนีของเรายังไม่จบนะคะ

 

คืนนั้นเรากลับมาพักกันที่ Bed & Breakfast ที่ฉันหามาจาก internet ช่วงนั้นมีงาน fair ในแถบเมือง Cologne ทำให้ที่พักพากันขึ้นราคา B&B ที่ฉันจองแม้จะอยู่นอกเมือง แต่ราคาค่าพักก็ไม่ถูกเลย จากสถานีรถไฟ เราต้องเดินลากกระเป๋าฝ่าความหนาวไปกิโลกว่าๆ แถมด้วยการแบกกระเป๋าเดินทางขึ้นตึก 4 ชั้น ยังดีที่ว่าห้องพักดูสะอาดสะอ้าน ห้องน้ำดูดี เย็นวันนี้ เราตกลงจะออกไปหาอาหารจีนกินกันแถบ Fischmarkt ก่อนจะกลับมาพักเอาแรง เตรียมเดินทางไป Heidelberg ในวันรุ่งขึ้น

เยอรมันดี วันที่ 3 – เที่ยวเบลเยี่ยม ตอน 2

ว่างเว้นไปเสียนาน ไปเขียนเรื่องโน้นทีเรื่องนี้ที วันนี้ขอกลับมาเขียนเรื่องท่องเที่ยวในเยอรมนีและเบลเยี่ยมต่อค่ะ ถ้าทุกคนพร้อมแล้วล่ะก็ ออกเดินทางกันเลยค่ะ

หลังจากที่ดั้นด้นไปจนถึงจตุรัส Grande Place (อ่านแบบฝรั่งเศสว่ากรองด์ปลาส) สำเร็จ เราก็ซื้อบัตร Brussels Card กันคนละใบ เป็นแบบที่ใช้ได้ 48 ชั่วโมง ราคาใบละ 28 ยูโร (บัตรแบบนี้มีให้เลือก 3 ราคา คือ 24 ชั่วโมง = 20 EUR, 48 ชั่วโมง = 28 EUR และ 72 ชั่วโมง = 33 EUR)

ข้อดีของบัตรคือใช้บริการรถโดยสารสาธารณะได้ไม่จำกัดภายในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงใช้เข้าพิพิทธภัณฑ์ต่างๆ ที่ร่วมรายการได้ฟรี เมื่อซื้อบัตรเราจะได้สมุด booklet ทีมีรายละเอียดสั้นๆ เกี่ยวกับพิพิทธภัณฑ์พร้อมแผนที่กรุงบรัสเซล แนะนำให้ซื้อบัตรเฉพาะคนที่ชอบเข้าพิพิทธภัณฑ์ค่ะ หากชอบชื่นชมความงามแต่เพียงภายนอก ไม่ต้องซื้อบัตรจะคุ้มกว่า

ไหนๆ ก็ได้บัตรมาแล้ว เราจึงเริ่มจากพิพิทธภัณฑ์ที่อยู่ตรงหน้ากันเลย Maison du Roi แปลตรงตัวว่าบ้านพระราชา เป็นที่ตั้งของ Museum of the City of Brussels ซึ่งภายในจัดแสดงภาพเขียน เอกสารโบราณ และสิ่งละอันพันละน้อยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเมืองบรัสเซล ส่วนที่ฉันชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นห้องของหนูน้อยยืนฉี่ หรือ Manneken Pis ภายในห้อง Manneken Pis มีการจัดแสดงเสื้อผ้าของเจ้าหนูเอาไว้มากมาย จากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก รวมไปถึงชุดแฟนซีต่างๆ ทั้งชุดนักบินอวกาศ ชุดเอลวิส ฯลฯ ของประเทศไทยก็มีนะคะ เป็นชุดราชปะแตนสีครีม นอกจากเสื้อผ้าแล้วก็มีหนูน้อยตัวออริจินัลให้ได้ชมกันด้วย จำไม่ได้ว่าตัวที่เป็นน้ำพุในปัจจุบันเป็นตัวที่เท่าไหร่แล้ว

ว่าแล้วไปดูหนูน้อยตัวปัจจุบันกันบ้างดีกว่า น้ำพุ Manneken Pis ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Grande Place เดินไปชมร้านรวงต่างๆ แวะชิมช็อกโกแลตบ้าง ยิ่งช่วงเทศกาลต่างๆ แล้วจะมีการจัดวินโดว์ดิสเพลย์สวยๆ ให้ดูเพลินไปด้วย อย่างช่วงนี้มีการจัดดิสเพลย์ในธีม Halloween

เบลเยี่ยมไม่ได้มีชื่อเสียงแค่ในเรื่องของช็อกโกแล็ตและวาฟเฟิลเท่านั้น คอการ์ตูนแบบ comic strip (การ์ตูนที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์) ย่อมรู้จักหนุ่มน้อยผมตั้งนักผจญภัยอย่าง Tin Tin อีกตัวละครขวัญใจฉันคือเหล่า Smurf สีฟ้า

ตามถนนหนทางในบรัสเซล จะมีภาพวาดผนังลวดลายการ์ตูนให้แฟนๆ ได้ดูกันเพลิน ขนาดที่ว่ามีการทำเป็นแผนที่ comic strip walk เป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว

 

 ภายใน Comic Strip Museum

มาถึงเมืองแห่ง comic strip แล้ว ขอไปดูพิพิทธภัณฑ์การ์ตูนของเค้าด้วยดีกว่า ว่าแล้วก็ออกเดินค่ะ ดูตามแผนที่แล้วไม่น่าจะไกลมาก แต่เอาเข้าจริงๆ หายากมาก เรา 2 คนเดินวนเวียน หนาวก็หนาว เมื่อยก็เมื่อย จนในที่สุดก็มาถึง Centre Belge de la Bande Dessinee จนได้ พิพิทธภัณฑ์ตั้งอยู่บนถนน Rue de Sables ด้านหน้าดูเหมือนตึกเก่าธรรมดา แต่พอก้าวเข้าไปข้างในแล้วจะได้พบกับการตกแต่งแบบ Art Nouveau ที่สวยงาม ฝีมือท่าน Victor Horta สถาปนิกชื่อดัง แฟนการ์ตูนจะได้เห็นวิธีการวาด ลงสี ไปถึงต้นฉบับ comic strip ชื่อดังหลายเรื่อง น่าเสียดายว่าในเมืองไทย comic strip ดังสู้การ์ตูนจากเมืองพี่ยุ่นไม่ได้

Smurf is so … smooth!

หลังจากที่เหนื่อยจากการตระเวนเที่ยว ขอกลับไปพักขา หลบหนาวที่โรงแรมก่อน เย็นนี้จะไปทานอะไรกันดี อันนี้ต้องถามคนท้องถิ่น ว่าแล้วฉันก็ถามเบนจามิน หนุ่มเบลเยี่ยมที่แวะมาพบเพื่อรับของฝากจากเมืองไทย เบนจามินแนะนำร้านอาหารเบลเยี่ยมแถว Grande Place ชื่อ t’ Kelderke แต่ก่อนจะถึงเวลาอาหาร เราขอไปชมความสวยงามของประติมากรรมอะตอมหรือ Atomium กันก่อน ฉันเคยไปเที่ยวที่อะโตเมี่ยมมาก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง แต่เพื่อนสาวยืนยันว่ายังไงต้องมาเห็นอะโตเมี่ยมตอนกลางคืนให้ได้ เธอว่ามันงามแท้ๆ แล้วอย่างนี้ฉันจะพลาดได้อย่างไร ว่าแล้วก็ชวนเพื่อนร่วมทางให้นั่งรถไฟไป Brupark กัน

ระยิบระยับ

Brupark นี้ถือเป็น theme park สำหรับครอบครัวเพราะประกอบไปด้วยโรงภาพยนตร์ (Kinepolis) เมืองจำลอง (Mini Europe) สวนน้ำ (Oceade) สวนสาธารณะ และแน่นอน … อะโตเมี่ยม ในยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ลมที่พัดมาช่างหนาวจับจิต แต่ถึงยังไงเราก็ไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะเดินไปให้ถึงอะโตเมี่ยม เหล่าอะตอมในยามค่ำประดับประดาไปด้วยไฟดวงเล็กดวงน้อย ระยิบระยับ สวยสมคำโฆษณาของเพื่อน

และแล้วก็ถึงเวลาอาหารเย็น เรานั่งรถไฟย้อนกลับเข้าเมือง ตรงไปยัง Grande Place ร้าน t’Kelderke ร้านชั้นใต้ดินตามคำบอกของเบนจามิน อาหารจานเด็ดของร้านนี้ต้องยกให้หอยแมลงภู่อบไวน์ขาว หอยตัวโตเสริฟมาเต็มหม้อ กินคู่กับมันฝรั่งทอดชิ้นใหญ่ อร่อยมากๆ พนักงานในร้านสอนวิธีกินหอยให้เรา บอกว่าไม่ต้องใช้ส้อมค่ะ แต่ให้ใช้เปลือกหอยหนีบเอาเนื้อออกมากิน ว่าแล้วก็สาธิตให้ดู (ดีที่ไม่สาธิตวิธีการกินให้ด้วย) จากหอยเต็มหม้อที่เราสองคนบ่นกันว่าจะกินหมดไหมเนี่ย กลายเป็นเปลือกหอยเต็มหม้อแทน ส่วนจานที่ฉันสั่งเป็นโครเก้กุ้งแบบเบลเยี่ยม ไส้เป็นครีมซอสสีขาวออกจะเลี่ยนไปสักหน่อย สู้หอยอบไม่ได้ อ่อ อย่าลืมสั่งเบียร์เบลเยี่ยมมาชิมกันด้วยนะคะ ถึงแม้เบียร์เบลเยี่ยมจะไม่ดังเท่าเบียร์เยอรมัน แต่ก็มีหลากหลายชนิดให้ลอง พวกชายหนุ่มคอแข็งต้องเจอกับ Duvel เจ้าปีศาจ Duvel นี้มีแอลกออล์สูงถึง 8.5% ส่วนสาวๆ ลองเบียร์ผลไม้ อย่าง Kriek (เบียร์เชอรี่)

Once in a night time…Grande Place

อิ่มอร่อยกันแล้วก็เดินออกมาสูดอากาศเย็นๆ ที่ Grande Place ในยามค่ำ ก่อนบอกกู๊ดไนท์

 

เยอรมันดี – วันที่ 3 (ไปเบลเยี่ยม ตอนที่ 1)

วันที่สาม – ข้ามแดนไปเบลเยี่ยม

หลังจากชิมขาหมูเยอรมันอาหารจานหลักกันแล้ว เราสองคนขอย้ายไปชิมขนมหวาน วาฟเฟิลและช็อกโกแลตเบลเยี่ยมกันบ้าง

ข้อดีของการพักที่เคลิน (Cologne) ก็คือการเดินทางข้ามไปยังประเทศแถบเบเนลุกซ์ที่ทำได้อย่างสะดวกง่ายดาย ก่อนมาฉันใช้เวลาตัดสินใจระหว่างบรัสเซลกับอัมสเตอร์ดัมว่าจะไปเมืองไหนดี ภาพลักษณ์ 2 เมืองในสายตาของฉันค่อนข้างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บรัสเซลให้บรรยากาศเมืองเก่า สวย เดินเล่นสบายๆ ในขณะที่อัมสเตอร์ดัมดูจะมีสีสันและคึกคักกว่า

และแล้วเพื่อนสาวก็มาฟันธงให้ว่าไปบรัสเซลเถอะ พร้อมกับยื่นถุงของฝาก อันประกอบไปด้วย เนคไท ผ้ารองจาน ช้อน ผลิตภัณฑ์อโรม่า ฯลฯ (ราวกับว่าเธอจะให้เพื่อนไปเปิดบู๊ธ OTOP) ไปให้หนุ่มเบลเยี่ยมที่เธอรู้จัก

ฉันจึงจัดแจงจองตั๋วรถไฟ Thalys จากเคลิน (Koln) ไปบรัสเซล มิดิ (Bruxelles Midi) ผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกสุดๆ (ไปกลับคนละประมาณ 14 ยูโรเท่านั้น) แล้วก็ต้องหาที่พัก แถวใกล้ๆ Grande Place ก็ราคาสูงเสียจนพักไม่ไหว ฉันเลยระเห็จไปพักแถว Jardin du Botanique แทน (ซึ่งก็ราคาแพง แต่สถานที่ดูดีกว่า)

เราสองคนมาขึ้นรถไฟกันที่ Koln Hauptbahnhof ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับโดม เพื่อเดินทางข้ามประเทศกันในเช้าวันนี้ อากาศหนาวราว 0 องศา ทำเอาการลากกระเป๋าเดินทางไปตามถนนเพื่อไปขึ้นรถรางเป็นงานสาหัสอยู่เหมือนกัน พอถึงสถานี ก็เลยขอหาเครื่องดื่มอุ่นมาช่วยชีวิตก่อนจะแบกกระเป๋าเดินทางเดินขึ้นชานชาลา รอเวลารถไฟมา รถไฟในยุโรปมักจะตรงเวลา และจอดรับ-ส่งผู้โดยสารไม่นานนัก จึงต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ไม่น่าเชื่อว่าแค่การขึ้นรถไฟทำให้เราต้องเป็นคน alert ตลอดเวลา

ในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เราก็ข้ามมาถึงบรัสเซล เมืองหลวงของยุโรป ระหว่างนั่งอยู่บนรถไฟฉันนั่งมองชื่อสถานีที่เปลี่ยนแปลงไปจากภาษาเยอรมันมาเป็นแบบ bilingual (สองภาษา) เมื่อเข้าสู่เขตแดนเบลเยี่ยม สองภาษาที่ว่าก็คือฝรั่งเศสและดัชต์ เพราะเหตุที่ในเบลเยี่ยมมีทั้งคนที่พูดฝรั่งเศสและพวกที่พูดภาษาดัชต์ (ในบางพื้นที่ยังพูดภาษาเยอรมันอีกด้วย) น่าเสียดายที่ภาษาที่ฉันและเพื่อนร่วมทางพูดได้คือภาษาอังกฤษเท่านั้น (ความรู้ภาษาฝรั่งเศสของฉันมีหลงเหลืออยู่น้อยนิดจริงๆ)

เราตั้งต้นกันด้วยการมองหา Information Counter เพื่อหาซื้อบัตร Brussels Card ซึ่งประกอบด้วยบัตรสองใบ ใบหนึ่งสำหรับใช้ขึ้นรถโดยสารสาธารณะ และอีกใบใช้เข้าชมพิพิทธภัณฑ์ต่างๆ ในยุโรปมักมีบัตรท่องเที่ยวแบบนี้ให้ได้เลือกซื้อกันเพื่อความสะดวกและประหยัดของนักท่องเที่ยว ราคาค่าบัตรก็แตกต่างกันไปตามแต่ละเมือง อย่าง Brussels Card นี่ก็มีให้เลือก 3 แบบ คือ 24 ชั่วโมง ราคา 20 EUR 48 ชั่วโมงราคา 28 EUR และแบบ 72 ชั่วโมงราคา 33 EUR โดยจะมีแผนที่และคู่มือท่องเที่ยวพร้อมบัตรลดต่างๆ แถมมาพร้อมกับบัตร

เมื่อเจอป้าย Information ที่สถานีรถไฟ Bruxelles Midi เราจึงรี่ไปถามคุณป้าเจ้าหน้าที่เพื่อขอซื้อบัตร เธอตอบด้วยท่าทางไม่ใยดีว่าที่นี่ไม่มีขาย ต้องไปซื้อที่ Grand Place ทำเอาฉันและเพื่อนร่วมทางรู้สึกเคว้งไปเลย ไหนจะไม่มีแผนที่ ไหนจะไม่แน่ใจว่าไปทางไหนดี แต่เอาวะ ป้าไม่ช่วย ช่วยตัวเองก็ได้

เราจึงขอตั้งหลักกันด้วยการมุ่งหน้าไปโรงแรมเพื่อเอาของไปเก็บก่อนออกมาเที่ยวเล่นในเมือง เราซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Jardin du Botanique ตามที่ระบุใน voucher ของโรงแรม แล้วก็พากันหอบกระเป๋าเดินทางและสัมภาระต่างๆ ลงบันได (สัมภาระนี่เป็น “ภาระ” สำหรับคนเดินทางที่กระเป๋าสตางค์ไม่ค่อยหนาอย่างเราจริงๆ ถ้าเป็นพวกที่มี pocket money เยอะๆ แค่เรียก taxi ก็สบายไปแล้ว)

โรงแรม Bloom! http://www.hotelbloom.com เป็นโรงแรมแบบบูทีคที่เน้นการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์ ภายในห้องพักต่างๆ มีการให้ศิลปินมาเป็นผู้ออกแบบและวาดภาพลงบนฝาผนัง พร้อมมีรายละเอียดสั้นๆ ของผู้ออกแบบ ภาพถ่ายของศิลปิน และแรงบันดาลใจในการออกแบบให้ผู้เข้าพักได้เข้าใจถึงความคิดของผู้ออกแบบ ซึ่งเป็นไอเดียที่น่าสนใจดีเหมือนกัน ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกเชื่อมโยงกับศิลปินผู้ออกแบบได้ทางหนึ่ง จึงให้ความรู้สึกที่เป็นกันเองต่างจากโรงแรมประเภท chain ชั้นนำ

ก่อนที่พวกเราจะหลงระเริงกับเตียงนุ่มๆ และอาร์มแชร์แสนสบายจนไม่ยอมออกไปสัมผัสกับอากาศยะเยือกของบรัสเซลล์ ฉันก็ยืนกรานกับเพื่อนร่วมทางว่าต้องไปเที่ยวกันเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ความขี้เกียจ (จากการออกเดินทางตั้งแต่เช้า) จะเข้าครอบงำเราทั้งคู่

หลังจากได้ข้อมูลและแผนที่จากสาว reception ของโรงแรม เราก็เริ่มออกเดินไปยังจตุรัสกรองปลาส (Grand Place) จตุรัสที่เค้าว่ากันว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป โดยผ่านถนน shopping ชื่อว่า Rue Neuve มุ่งหน้าสู่ Grand Place แม้ว่าถนนสายนี้จะเต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย แต่เราก็ไม่ค่อยหวั่นไหวไปกับสินค้าหลากชนิด เพราะในเวลานี้เรามองหากันแต่ร้านอาหารค่ะ

เวลากว่าบ่าย 2 แล้วแต่เรายังไม่ได้ร้านสำหรับอาหารเที่ยงกันเลย ในที่สุดก็ตกลงปลงใจยอมกินแซนด์วิชขนมปังฝรั่งเศสแข็งๆ กับวาฟเฟิลไปก่อน พร้อมกับตั้งปณิธานว่าจะหาร้านดีๆ ทานกันในมื้อเย็น

เมื่ออิ่มท้อง เราก็มีแรงที่จะเดินต่อเพื่อไปทำความรู้จักกับเมืองหลวงแห่งยุโรปเมืองนี้กันแล้วค่ะ

เยอรมันดี – วันที่ 2

วันที่สอง – เมียงมองเมืองเคลิน  

มีใครเคยพักในโรงแรมแปลกๆ กันบ้างไหม โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเบอร์มิ่งแฮมชื่อ Hotel du Vin หรือโรงแรมแห่งไวน์ โรงแรมสวยเท่ แถมมีคอร์ตยาร์ตตรงกลางที่สมัยเรียนฉันเคยเดินไปเจอะป๋าดาวิด ชิโนล่า (David Ginola) เคยเป็นโรงพยาบาลมาก่อน ส่วนโรงแรมใน Cologne ของเราคราวนี้ ปรับปรุงมาจากอาคารสำนักสงฆ์ (monastry) เดิม

โรงแรม Hopper et Cetera ต้องการให้ผู้มาพักได้รู้ถึงอดีตของอาคารหลังนี้ จึงประดับฝาผนังห้องอาหารด้วยภาพ wallpaper ภายในโบสถ์ เสริมบรรยากาศให้เรารู้สึกราวกับนั่งกินอาหารใกล้ๆ แท่นบูชา แถมตรงทางเข้าแถวๆ หน้าล็อบบี้ยังมีหุ่นขี้ผึ้งรูปนักบวชนั่งอยู่อีกด้วย ซึ่งฉันลงความเห็นว่าดูน่ากลัวยังไงไม่รู้

หลังจากอิ่มอร่อยกับอาหารเช้าที่รวมอยู่ในราคาค่าห้องพักแล้วก็ได้เวลาออกชมเมือง กลับไปหาโดม (Dom หรือ Cologne Cathedral) ตามที่ได้สัญญาไว้เมื่อคืน

เอี่ยว (นักศึกษาไทยในเคลิน) มารอรับเราที่โรงแรมเพื่อพาไปดูโรงเรียนสอนภาษา ก่อนที่จะพาเราไปดร็อปเอาไว้ที่โดม จะไปไหนมาไหนในเคลิน (Koln คือชื่อในภาษาเยอรมันของ Cologne) ก็มาตั้งต้นกันที่โดม อารมณ์ประมาณคนต่างจังหวัดเข้ากรุงก็มาตั้งต้นกันที่สนามหลวง

ปีนี้ได้มาเยือนโดมเป็นครั้งที่สอง แม้ฤดูการจะต่างไป ยอดหอคอยคู่ทรงโกธิคยังคงตั้งตระหง่านทะยานไปบนท้องฟ้าสีฟ้าเข้มเหมือนเคย ฉันตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่าครานี้จะขอพิชิตยอดโดมสักหน่อย ว่าแล้วฉันกับเพื่อนร่วมทางก็ตีตั๋วแพคเกจชมโดม ราคา 5 ยูโร ซึ่งรวมการไต่บันไดวนขึ้นสู่ยอดหอคอยและชมห้องเก็บสมบัติ (treasury) ซะเลย มาแล้วต้องดูให้คุ้มสักหน่อย

หากใครเคยไปเที่ยวปราสาทในยุโรป พวกปราสาทยุคกลางที่มีบันไดวนแคบๆ สูงๆ คงจะเข้าใจอารมณ์เวลาเดินขึ้นหอคอยของโดมได้เป็นอย่างดี ฉันเริ่มเดินขึ้นด้วยความกระฉับกระเฉง แต่พอเดินไปได้สักพักก็เริ่มเข่าอ่อนตามประสาคนไม่ค่อยออกกำลังกาย บันไดวนแคบๆ แถมทางขึ้นทางลงเป็นทางเดียวกัน จะหยุดพักนานๆ ก็เกรงใจคนเดินสวนมา ทำให้ต้องกัดฟัน “ไต่”บันไดขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละก้าว ทีละก้าว นึกด่าตัวเองในใจที่ไม่ไปออกกำลังกาย ร่างการก็เลยขาดความฟิตอย่างแรง ดีที่มีเพื่อนร่วมทางช่วยหิ้วกระเป๋าให้ไม่งั้นฝรั่งแถวนั้นคงเห็นคนเอเชียเป็นลมล้มพับอยู่ที่ขั้นบันไดไปแล้ว

ก่อนที่ขาจะพับ เราก็มาถึงจุดชมระฆังโบสถ์กัน เค้าว่าว่าระฆังของโดมนี้เป็นระฆังแบบมีกลไกอัตโนมัติทำงานอยู่ ชื่อว่า Bell of St. Peter เป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลก เราเดินวนชมความใหญ่โตของระฆัง ซึ่งการเดินนี้ถือเป็นการพักกล้ามเนื้อขาไปในตัว ก่อนที่จะกัดฟันและสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนตัดสินใจปีนบันไดกันต่อ

บันไดวนพาเรามาถึงบริเวณใกล้ยอดของวิหาร หากจะขึ้นชมวิวจากจุดสูงสุดก็จะต้องไต่บันไดโครงเหล็กขึ้นไปอีกจนถึงปลายยอดแหลม ฉันขอเวลานั่งทำใจ รับลมเย็นๆ โดยส่งเพื่อนร่วมทางขึ้นไปสำรวจอากาศด้านบนก่อน รออยู่พักใหญ่ก็ยังไม่เห็นใครเดินลงมาเลย หายเหนื่อยแล้วก็ตัดสินใจเดินต่อจนถึงยอด แม้ทางเดินด้านบนจะแคบและมีตระแกรงเหล็กกันอยู่ แต่ภาพของเมืองเคลินที่มีแม่น้ำไรน์ไหลผ่านนั้นสวยงามคุ้มกับการตะเกียกตะกายขึ้นมาจริงๆ

จากมุมสูง เราเดินลงสู่มหาวิหารเพื่อชมความงามภายในอาคารมรดกโลกแห่งนี้ เช่นเดียวกันกับมหาวิหารหลายๆ แห่ง ผังของโดมแห่งเคลินนี้เป็นรูปไม้กางเขน มีแท่นบูชาต่างๆ สำหรับนักบุญตามความเชื่อของคริสตศาสนา แต่ก็มีแท่นบูชาที่สวยสะดุดตาอย่าง altar piece รูป The Three Kings ของ Stephan Lochner ซึ่งเป็นผลงานตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 และ Shrine of the Three Holy Kings อายุร่วม 1,000 ปี สีทองอร่ามประดับประดาด้วยอัญมณีมีค่าต่างๆ

ส่วนของคลังสมบัตินั้นเป็นที่เก็บรวบรวมสมบัติล้ำค่าของพระชั้นสูงของศาสนาคริสต์ ไม่ว่าจะเป็นไม้คฑารูปแบบต่างๆ ชุดของนักบวชชั้นสูง รูปสลักทางศาสนา ไปจนถึงกระดูกของนักบวชและนักบุญต่างๆ หลายยุคหลายสมัย ซึ่งแสดงถึงความร่ำรวยของศาสนจักร อีกทั้งยังมีคุณค่าแก่ผู้สนใจทางด้านโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับศาสนา

ด้านหน้าของโดมหันไปยังถนนช้อปปิ้งสายหลักของเคลินที่เต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ โรงแรม ร้านอาหาร และแน่นอนว่าต้องมีร้านขายโคโลญน์ชื่อดังอย่าง 4711 ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ชื่อ Eau de Cologne หรือน้ำแห่งเมืองโคโลญน์ยังเป็นที่รู้จักกันอยู่ถึงทุกวันนี้

หากต้องการชมบรรยากาศริมแม่น้ำไรน์ก็สามารถเดินตรงไปยังเขตเมืองเก่าได้ไม่ไกลนัก ฉันคิดว่าสิ่งที่น่าชื่นชมของประเทศแถบยุโรปอย่างหนึ่งคือการรักษาสภาพบ้านเมืองของเขตเมืองเก่าเอาไว้อย่างดี การเดินเข้าเขตเมืองเก่า ให้รองเท้าได้สัมผัสกับก้อนหินปูพื้นถนนที่ผ่านร่องรอยที่ย่างเหยียบมานานแสนนานจนสึกหรอไปตามกาลเวลา ให้ความรู้สึกเหมือนได้เดินทางย้อนเวลา แม้ว่าเมืองเก่าของเคลินจะค่อนข้างเล็ก แต่ก็เต็มไปด้วยบรรดาร้านอาหารที่เริ่มคึกคักขึ้นในเวลาค่ำคืน

หลายคนคิดว่ามาเยอรมันก็ต้องหาโอกาสชิมขาหมู ไส้กรอก และแน่นอน เบียร์เยอรมัน แถบเมืองเคลินก็มีเบียร์ขึ้นชื่อที่ผลิตในเมืองนี้คือ Kölsch ซึ่งเค้าว่าเป็น top-fermented beer ซึ่งผู้ไม่สันทัดในเรื่องแอลกอฮอล์อย่างฉันมองว่าเบียร์ก็คือเบียร์ ไม่รู้ความแตกต่างทางรสชาติ ต้องปล่อยให้เพื่อนร่วมทางละเลียดเบียร์เยอรมันแท้ๆ เป็นแก้วแรกของทริปนี้

เยอรมันดี (ฤดูใบไม้ร่วงปี 2007)

วันแรก – ข้ามน้ำข้ามทะเล…ข้ามทวีป

ระยะทางโดยเครื่องบินราว 11 ชั่วโมง พาฉันกับเพื่อนร่วมทางจากดินแดนเมืองร้อนแถบเส้นศูนย์สูตรมาสู่อากาศยะเยือกกลางฤดูใบไม้ร่วงในเยอรมัน

การเดินทางครั้งนี้ เรา (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฉัน) ทำหน้าที่กำหนดเส้นทางเดินของเราเอง และแน่นอนว่าเราใช้ลำแข้งของตัวเองในการเดิน (และวิ่งให้ทันรถไฟ) อยู่ตลอดเส้นทาง เราไม่ใช่นักท่องเที่ยวแบบ backpacker (ฉันและเพื่อนร่วมทางไม่สันทัดกับการสะพายเป้นัก เราชอบที่จะลากกระเป๋ามากกว่า) แต่การเดินทางในเยอรมันของเรา ก็เป็นการเดินทางที่เรียกได้ว่าสมบุกสมบันแต่พองาม และแน่นอนว่าเราได้ประสบการณ์ใหม่ๆ อีกหลายอย่าง

ขอต้อนรับสู่เมืองเบียร์ในวันใบไม้ร่วง

เท้าทั้ง 4 ของเรา (แน่นอนว่า…คนละสองเท้า) ย่างเหยียบพื้นคอนกรีตของสนามบินเมือง Frankfurt am Main ในเวลาหัวค่ำ แสงอาทิตย์ลาลับท้องฟ้าไปแล้ว พร้อมกับนำพาอากาศเย็นยะเยือกมาปะทะผิวของเรา มือที่ลากกระเป๋าเดินทางเย็นเฉียบ เท้าก็รีบจ้ำ สายตาสอดส่ายหาทางไปยังสถานีรถไฟ long distance เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองจุดหมายแห่งแรกของเรา…เมือง Cologne 

การเดินทางโดยรถไฟในเยอรมันนี้สะดวกดีแท้ ยิ่งหากมีบัตร German Railpass ด้วยแล้วล่ะก็จะช่วยประหยัดเงินค่าเดินทางในกระเป๋าได้ส่วนหนึ่ง เพราะรถไฟในยุโรปส่วนใหญ่ หากไม่ได้ซื้อตั๋วล่วงหน้าแล้วมาซื้อตั๋วในวันเดินทางตั๋วมักจะราคาแพงมาก นอกจากจะไม่ต้องคอยซื้อตั๋วทุกครั้งที่เดินทางแล้ว การพก railpass ทำให้เราเดินทางได้ไม่จำกัดเที่ยว (แต่จำกัดตามจำนวนวันที่เราเลือกซื้อตั๋ว)

รถไฟ ICE (Inter-City Express) วิ่งฉิวต่างจากรถไฟเมืองไทยสไตล์ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ระยะทางจากเมือง Frankfurt ถึง Koln Hauptbahnhof ร่วม 200 กิโลเมตร เจ้ารถไฟ ICE พาเรามาถึง Cologne ได้ในเวลาราว 50 นาที

และแล้วเราสองคนกับกระเป๋าสามใบก็ออกมายืนหันรีหันขวางกันข้างนอกสถานี Koln Hauptbahnhof สถานีรถไฟหลักของเมือง เพื่อหารถ taxi พาเราไปที่โรงแรม อารมณ์ตอนนั้นขอสบายไว้ก่อน ถ้าให้ลากกระเป๋าขึ้นรถลงเรือกันอีกละก็คงจะไม่ไหว ใจคิดถึงแต่เตียงนุ่มๆ ในยามที่ตากำลังจะปิด และขาของฉันเริ่มออกอาการเกเรไม่อยากเดินต่อแล้ว

จากสถานีเรามองเห็นยอดแหลมคู่ของมหาวิหารแห่งโคโลญจน์ (Cologne Cathedral) พุ่งแทงทะลุท้องฟ้ายามค่ำ ฉันกระซิบบอกกับหอคอยว่า “พรุ่งนี้เจอกัน”