อีกครั้ง ณ อังกฤษ – ชวนชมชนบท ตอนที่ 2

ถึงท้องฟ้าวันนี้จะดูครึ้มฝนอยู่สักหน่อย แต่คณะเรายังคงตะลุยเที่ยวกันต่อไป เมืองถัดจาก Bibury ที่เราแวะเที่ยวคือ Cirencester ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของแถบ Cotswold ทีเดียว ถึงจะเป็นเมืองใหญ่เมื่อเทียบกับเมืองเล็กๆ ที่เราแวะเที่ยวมา แต่ Cirencester ในบ่ายแก่ๆ วันอาทิตย์นี้ช่างเงียบเหงาเหลือเกิน

ในเวลาที่เราไปถึง ร้านรวงต่างๆ ก็พากันปิดลง (ช่างมาได้จังหวะดีจริงๆ!) เราจึงไม่มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศแบบเมืองที่คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น Cirencester ได้ชื่อว่าเด่นในเรื่องความเกี่ยวพันกับสมัยโรมัน ที่นี่ยังมี Roman Amphitheatre ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดในประเทศอังกฤษอีกด้วย เสียดายที่เราไม่ได้แวะไป

ภายในโบสถ์

เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ในแถบ Cotswold ที่นี่ก็มีโบสถ์ให้เราได้แวะชมกันค่ะ Parish Church of St John Baptist เด่นด้วยหอคอยทรงสี่เหลี่ยม ตั้งตระหง่านท่ามกลางร้านรวงต่างๆ ในตัวเมือง น่าเสียดายที่ช่วงที่เราไปมีการซ่อมแซมหอคอยและภายนอกของโบสถ์ ทำให้โบสถ์สวยถูกหุ้มด้วยนั่งร้านไปโดยปริยาย ภายในโบสถ์ดูเรียบง่าย แต่ก็ยิ่งใหญ่กว่าโบสถ์ประจำเมืองอื่นๆ ที่เราผ่านมา ส่วนข้างในมีเพดานแบบ fan vault ยุคกลาง (Medieval) ที่เราชอบซะด้วย

เพดาน “รูปพัด” แสนสวย

ออกจากโบสถ์ก็พยายามเดินชมเมืองอีกเล็กน้อย เพราะไหนๆ ก็หลวมตัวมาแล้ว (ดันมาไม่ถูกวัน) แต่ด้วยบรรยากาศเงียบฉี่ชวนเหงา มีแต่พวกเราเดินเตร็ดเตร่อยู่กรุ๊ปเดียว คณะเราจึงตัดสินใจเดินทางเข้าที่พักใกล้ๆ เมือง Gloucester (อ่านว่ากลอซเตอร์นะจ๊ะ) กันเลยดีกว่า

จาก Cirencester ถึง Gloucester ใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก ที่พักของเราคืนนี้เป็นร้านอาหาร + ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวมาก่อน แล้วภายหลังมีการต่อเติมทำเป็นส่วนของห้องพักเพิ่มขึ้นด้วย ก่อนไปก็สำรวจดูคอมเม้นต์จาก Tripadvisor ซึ่งที่นี่ก็ได้รับคำรีวิวที่ค่อนข้างดี แถมได้ดาว AA 4 ดวง ก็น่าจะใช้ได้ล่ะน่า ที่พักของเราคืนนี้ชื่อว่า The Wharf House เป็นอาคารก่ออิฐสีแดง ดูเรียบๆ อยู่ติดริมแม่น้ำ Over ห้องพักตกแต่งสไตล์อิงลิชคันทรี และมีวิวแม่น้ำเป็นของแถม ห้องที่นี่กว้างขวางสะดวกสบายกว่าคืนแรก ห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำด้วย (ถือว่าค่อนข้างหรูทีเดียวสำหรับที่พักประเภท Bed & Breakfast) แต่ก็ยังคงไม่มีลิฟท์เหมือนเดิม

ของฝากแบบชาวเรือ มีขายที่ The Wharf House

หลังจากพักผ่อนนอนขี้เกียจอยู่สักพัก เราก็เริ่มมองหาร้านอาหารสำหรับค่ำนี้ค่ะ ที่พักของเราเป็นร้านอาหารด้วย แต่ด้วยความที่คิดถึงอาหารจีน เราเลยอยากลองไปหาร้านของนอกทานกัน ว่าแล้วก็ต้องพึ่ง google และ Tripadvisor ให้ช่วยแนะนำ แล้วฉันก็ค้นพบร้านอาหารจีนติดดาวร้านหนึ่งชื่อ The White Horse ดูจากแผนที่แล้วไม่น่าจะขับรถไกล จึงได้จัดแจงโทรไปจองโต๊ะ (แหม ร้านเค้าได้ดาวเชียวนะ คนอาจจะแน่นได้)

แถบชนบทนี้พอได้เวลาค่ำแล้วทุกสิ่งอย่างดูจะปิดตัวกันเงียบกริบ ถนนบางสายก็มีไฟทางแสนสลัวชวนขนลุกยังไงชอบกล แถมทางไปร้าน The White Horse ไม่ง่ายอย่างที่คิด ขับวนหลงไป 1 รอบกว่าจะหาทางได้สำเร็จ แต่ไฉนร้านพี่มันเงียบจังคะ ดูท่าทางไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เข้าใจว่าร้านเดิมเคยเป็นผับ (แบบอังกฤษ) มาก่อน แล้วภายหลังเปลี่ยนมาเป็นร้านอาหารจีน การตกแต่งก็จะงงๆ เล็กน้อย แต่ที่งงหนักคือวิธีการสั่งอาหาร ปรากฏว่าที่นี่เสิร์ฟอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ ออลยูแคนอีท (กินเท่าไหร่ก็ได้) แต่เราจะต้องสั่งจากเมนูของเค้าค่ะ ไม่ได้เดินไปตักเอง แล้วรายการอาหารเยอะมาก แบบว่ามันมีทั้งแอพเพอร์ไทเซอร์ ของทอด จานผัด จานนึ่ง ซุป ฯลฯ กว่าจะถามพนักงานถึงวิธีการสั่งก็กินเวลาไปนาน แถมกรุ๊ปเรามีความเป็นตัวของตัวเองสูง สั่งแทบจะไม่เหมือนกัน จึงมีรายการยาวเหยียด

เวลาผ่านไปพักใหญ่(มาก) อาหารสารพัดก็ทะยอยมาเสิร์ฟ หน้าตาดูไม่ค่อยน่าอร่อยเท่าไหร่แฮะ แล้วพอลองชิมดูก็คอนเฟิร์มได้เลยว่ามันไม่อร่อยจริงๆ ตายล่ะสิ ดันสั่งไปซะหลายรายการ เลยต้องโบกมือเรียกน้องพนักงานมาบอกว่า อันไหนยังไม่ได้ทำขอยกเลิกได้ไหมจ๊ะ ที่ว่าไม่อร่อยเพราะเหมือนกับว่าอาหารหลายจานทำเอาไว้แล้ว พอมีคนสั่งก็เอาไปอุ่นมาซะอย่างงั้น (ตรงข้ามกับปรัชญาอาหารจีนที่ต้องทำสดๆ ใหม่ๆ ร้อนๆ โดยสิ้นเชิง)

สรุปเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเวลาไปต่างเมือง (ที่ไม่ใช่เมืองใหญ่อย่างลอนดอน หรือ เบอร์มิงแฮม ที่มีย่านอาหารจีนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ) จงเลือกกินอาหารพื้นเมืองเป็นดีที่สุด รู้งี้ฝากท้องไว้ที่ The Wharf House ก็สบายไปแล้ว เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ก็ขอจบวันเที่ยวชนบท Cotswold ของเราลง ณ จุดนี้ค่ะ

Advertisements

ชวนครอบครัวไปเที่ยวเกาะ – เที่ยวย้อนยุค ตอนแรก

แหม ใครๆ ก็นิยมเที่ยวสไตล์ย้อนยุคกันนะคะ ในยุคที่อะไรๆ ดูจะทันสมัยสะดวกสบายและรวดเร็วไปซะหมด หลายคนกลับหวนระลึกถึงความหลังครั้งเก่า ความสุขแบบเรียบง่ายในอดีต จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่สถานที่ท่องเที่ยวย้อนยุค ไม่ว่าจะเป็นตลาดน้ำโบราณต่างๆ อาทิ ตลาดอัมพวา ตลาดร้อยปี หรือแม้กระทั่งสถานที่เที่ยวอย่าง เพลินวานกลับมาได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม การันตีได้จากจำนวนผู้คนที่หลั่งไหลไปยังสถานที่เหล่านี้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

การหวนย้อนนึกถึงอดีตไม่เพียงแต่ทำให้เราได้หยุดพักและระลึกถึงความสุขในวัยเด็กเท่านั้น หลายต่อหลายครั้งการท่องเที่ยวสถานที่เก่าแก่ โบราณยังทำให้เราเข้าใจและรู้จักรากเหง้าทางวัฒนธรรมได้ยิ่งขึ้น

การท่องเที่ยวสถานที่เก่าแก่จึงเป็นเสมือนการนั่งไทม์แมชชีนกลับไปยังยุคสมัยหนึ่งๆ และดื่มด่ำกับความรู้สึก บรรยากาศเก่าๆ ได้อีกทาง

ณ สถานีวิคตอเรีย ก่อนออกเดินทาง

ครั้งนี้ ฉันบรรจุโปรแกรมท่องเที่ยวย้อนยุคเอาไว้ในทริปแสนสั้นของเราด้วยค่ะ เพื่อความสะดวกในการเดินทาง เราจึงตัดสินใจซื้อทัวร์แบบหนึ่งวันไปเที่ยวนอกลอนดอนกัน และเพื่อให้สมกับการย้อนยุคเที่ยว ฉันจึงขอพาย้อนกลับไปในสมัยยุคหินโน่นเลย

หลังจากจัดแจงเปรียบเทียบเวลา และราคาแล้ว ฉันก็ตกลงใจเลือกใช้บริการของ Golden Tour ค่ะ โดยสามารถจองผ่านทาง Internet ได้เลย และราคาทัวร์ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นซึ่งมีโปรแกรมคล้ายกัน 

จุดที่เราแวะเที่ยวใหญ่ๆ ก็จะมีวงหินโบราณที่เรารู้จักกันดีในนามสโตนเฮนจ์ มหาวิหาร Salisbury ซึ่งเป็นที่เก็บเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ฉบับหนึ่ง นั่นก็คือกฏบัตร Magna Carta ที่สมบูรณ์ที่สุดในบรรดาเอกสารที่ยังหลงเหลือจนปัจจุบัน และปิดท้ายที่เมืองสวยในใจฉันตลอดกาลอย่างบาธ (Bath)

ในตอนเช้า ทางทัวร์จะมีรถมารับเราจากจุดต่างๆ ในลอนดอน ซึ่งจุดที่ใกล้ที่สุดของเราคือโรงแรม Kensington Close ย่าน High Street Kensington ขึ้นรถเสร็จสรรพ ก็จะมีการแวะรับนักท่องเที่ยวตามจุดอื่นๆ และมาส่งรวมกันที่สำนักงานของเค้าที่สถานีรถโค้ช Victoria Coach Station

วันอาทิตย์อย่างนี้มีคนจองทัวร์ไปเที่ยวกันเยอะทีเดียวค่ะ และเพื่อความสะดวก เค้าจะแบ่งนักท่องเที่ยวออกตามแต่ละทัวร์ โดยให้เข้าแถวตามป้ายทัวร์ที่เราซื้อมา (ให้อารมณ์แบบโรงเรียนเล็กน้อย) เสร็จสรรพก็ได้เวลาขึ้นรถและออกเดินทาง

การจราจรในเช้าวันอาทิตย์ของลอนดอนไม่ติดขัดค่ะ ระหว่างทางคุณไกด์โทบี้ ก็แนะนำสถานที่ต่างๆ ที่รถเราผ่านไปด้วย (แหม นึกว่าแถมทัวร์ลอนดอน) ฟังไปก็เพลินดีแถมสำเนียงหนุ่มอังกฤษนี่ฟังรื่นหูดีจัง ^ ^

ขณะรถกำลังวิ่งผ่านตึกออฟฟิศรูปทรงแปลกตาแห่งหนึ่ง คุณโทบี้เล่าว่าที่นี่ชื่อว่า The Ark คงคุ้นชื่อกับเรือของโนอาห์ (Noah’s Ark) เรือลำยักษ์ที่จะพามนุษย์และสัตว์ผ่านพ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกใช่ไหมคะ แต่ปัญหาของอาคารนี้น้ำท่วม! ซึ่งเข้าใจว่ามาจากระบบท่อที่ทำไม่ดี ทำให้ตึกนี้แทบจะไม่มีผู้เช่าเลยทีเดียว

จากลอนดอนไป Stonehenge ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงค่ะ ระหว่างทางก็จะผ่านบ้านเรือน ทุ่งกว้างที่ยามนี้เป็นสีเขียวสดใสรับกับอากาศอบอุ่นสบายๆ ในช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ

จุดแรกของเราในวันนี้ก็คือวงหินโบราณ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกซึ่งมีชื่อเสียงรู้จักกันไปทั่ว ใช่แล้วค่ะ ฉันกำลังพูดถึง Stonehenge นั่นเอง วงหินเก่าแก่แห่งนี้มีเรื่องเล่าและทฤษฎีต่างๆ มากมายที่พยายามอธิบายที่มาและความสำคัญ แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่มีใครที่จะยืนยันได้ 100% ว่า สโตนเฮนจ์มีไว้เพื่อประโยชน์อะไร

สโตนเฮนจ์ในวันอากาศดี

บางตำราว่าที่นี่เป็นสถานที่บูชายัญ เพราะมีหินที่เรียกว่า slaughter stone เป็นส่วนประกอบ บ้างก็ว่าที่นี่มีความสำคัญเกี่ยวกับดาราศาสตร์ การบอกเวลา และฤดูกาล แต่ไม่ว่าจะมีวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างไร การริเริ่มสร้างอนุสาวรีย์หินขนาดใหญ่เช่นนี้ขึ้นมาเมื่อ 3,100 ปีก่อนคริสตกาล (หรือกว่า 5,000 ปีมาแล้ว) นับเป็นเรื่องไม่ธรรมดาทีเดียว

ความเชื่อในเรื่องประโยชน์ใช้สอยอย่างหนึ่งของ Stonehenge ที่ฉันว่ามีเหตุผลสนับสนุนได้น่าเชื่อถือ คือการเป็นเครื่องบ่งบอกฤดูกาล นึกภาพเราย้อนกลับไปในยุคที่ไม่มีเทคโนโลยีใดๆ การรู้ถึงฤดูกาลที่กำลังจะมาเยือนมีส่วนสำคัญกับการดำรงชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ไหนจะเตรียมรับหน้าหนาวเอย อะไรเอย การตรวจสอบตำแหน่งของดวงอาทิตย์จึงเป็นตัวช่วยในการบอกฤดูกาล

นอกจากนี้กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นพวก Neo-druids หรือพวกนอกรีต (Neo-Pagan) ก็ถือว่าการเดินทางมายังสโตนเฮนจ์เปรียบเสมือนการแสวงบุญ หลายต่อหลายคนยังคงเดินทางมาเฉลิมฉลอง Summer Solstice เพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น ทอดลำแสงผ่านทะลุกรอบของวงกลมหินโบราณในวันที่ยาวนานที่สุดในฤดูร้อนของแต่ละปี…

ก่อนบอกลาสโตนเฮนจ์ในวันฟ้าสวย

ชวนครอบครัวไปเที่ยวเกาะ – เกริ่นไว้ก่อนไปเกาะ

– โอลิเวอร์ ครอมเวล และ บิ๊กเบน, Westminster

ชั้นคิดไปเป็นชาวเกาะ มีชีวิตกลางแดดและคลื่นลม … เกริ่นด้วยเพลงของพี่ปานศักดิ์สำหรับทริปที่กำลังจะมาถึงนี้ค่ะ (แหม คุณผู้อ่านรู้หมดว่าคนเขียนอายุเท่าไหร่ ^ ^”)

แต่เกาะที่เรากำลังจะไปเยือนนี้ ไม่ค่อยมีแดดสักเท่าไหร่ และส่วนใหญ่จะฝนตกค่ะ (เอ้า แถมเพลงพี่เบิร์ดอีกเพลง…ท้องฟ้ามันครึ้ม มันครึ้มออกอยากนี้ มันเหงาทุกทีที่ได้มอง…) คนจะได้ไปเที่ยวก็อารมณ์ดีครึ้มอกครึ้มใจอย่างนี้นี่แล…

เกาะที่ว่านี้ต้องนั่งเครื่องบินไปราว 11 ชั่วโมงค่ะ เป็นเกาะใหญ่ๆ มีอดีตรุ่งเรือง เรียกว่าเป็นเจ้าแห่งการล่าอาณานิคม ชาวเกาะที่นี่ออกจะภาคภูมิใจกับเกาะของตัวเองอยู่ไม่น้อย ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน และภาษาที่ใช้กันไปทั่วทุกมุมโลก

ใช่แล้วค่ะ ฉันกำลังพูดถึงเกาะอังกฤษนี่เอง คราวนี้ได้ฤกษ์ไปเที่ยวเกือบพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว (ยกเว้นคุณน้องชายคนเล็กที่ติดภารกิจการเรียน) โดยฉันได้อานิสงค์จากการเสนอตัวเป็นไกด์อาสาพาน้องชายคนรองไปเที่ยว และพาแม่ไปช้อป (ส่วนป๋าเป็นแผนกติดตาม)

โปรแกรมคราวนี้เลยเน้นเอาใจทุกๆ คนค่ะ ทั้งเที่ยว ชิม ช้อป โดยจะเน้นสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตของลอนดอนสำหรับน้องชายซึ่งเพิ่งไปลอนดอนครั้งแรก แหล่งช้อปสินค้าสวยๆ สำหรับแม่ (รายนี้เน้น M&S ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงในการสำรวจสินค้า) และจะแว่บไปเที่ยวสโตนเฮนจ์และเมืองบาธ 1 วันด้วย เรียกว่าโปรแกรมแน่นเอี๊ยดอย่างกับคิวดาราดัง

วางแผนคร่าวๆ ได้ดังนั้นแล้ว ฉันก็ได้แต่หวังว่าในช่วงเวลา 5 วันของการเที่ยวครั้งนี้ จะไม่มีฝนตกลงมาเป็นอุปสรรคขวางการเที่ยวแบบสบายใจเฉิบ

สำหรับใครที่จะวางแผนไปเที่ยวลอนดอนเหมือนกัน ก็มี link มาฝากนะคะ

ลมฟ้าอากาศ คลิกที่นี่

ไปไหนมาไหนในลอนดอน คลิกที่นี่ Journey Planner ช่วยคุณได้

อาหารการกิน คลิกที่นี่

สถานที่น่าเที่ยว คลิกที่นี่