London Trip A to Z ตอนที่ 26

Z for Zaha Hadid

Z เป็นอีกหนึ่งตัวอักษรที่ฉันคิดอยู่นานว่าจะแทนคำว่าอะไรดี จะเป็น Zoo (สวนสัตว์ลอนดอนซู) , Zara (ร้านเสื้อผ้าแนวสตรีทแวร์ที่เรารู้จักกันดี) หรือ Zuma (ร้านอาหารญี่ปุ่นหรูร่วมสมัยในย่านไนทสบริดจ์)

แต่สุดท้าย ฉันขอเลือกสถาปนิกหญิงชาวเชื้อชาติอิรัก สัญชาติอังกฤษคนนี้มาเป็นเอนทรีปิดท้ายทริปลอนดอน A ถึง Z

ใครที่เคยไปเยือนลอนดอนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำให้ลอนดอนโดดเด่น สวยงาม และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้น ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งคือสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์และผสมผสานช่วงเวลาต่างยุคหลายสมัยของมหานครแห่งนี้ไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความสง่างามของมหาวิหารเซนต์ปอล ความเก่าแก่ของเวสต์มินสเตอร์แอ๊บบี ความชาญฉลาดในการปรับพื้นที่ใช้สอยจากโรงไฟฟ้ามาเป็นพิพิทธภัณฑ์ที่เททโมเดิร์น ความกล้าที่จะแตกต่างแต่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างอาคารแตงกวายักษ์ 30 St. Mary Axe (หรือ The Gherkin) หรืออาคารคอนกรีตทึบหนาหนักสไตล์ Brutalism ที่ Hayward Gallery และ Trellick Tower ฯลฯ

สถาปนิกชั้นแนวหน้าของโลกหลายต่อหลายคนเป็นผู้ชาย แต่คุณ Zaha Hadid เธอสามารถนำพาตัวเองก้าวขึ้นสู่แถวหน้าของวงการสถาปนิกระดับโลก พร้อมการันตีความเก๋าด้วยรางวัล Pritzker Prize ที่เค้าว่าเป็นรางวัลโนเบลแห่งเหล่าอาร์คิเทค เมื่อปี 2004 แม้ว่าผลงานของ Hadid ในระยะแรกจะไม่ได้ถูกนำมาสร้าง แต่หลังๆ ผลงานของเธอก็ได้รับการเนรมิตจากภาพบนกระดาษให้กลายเป็นอาคารที่ใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็น Bergisel Ski Jump ที่ Innsbruck หรือ Contemporary Arts Center ที่ Ohio เป็นต้น

สำหรับบรรดาผู้นิยมแฟชั่นอาจเคยผ่านตากับผลงานของคุณ Hadid กันมาบ้างกับผลงานพิพิทธภัณฑ์เคลื่อนที่ของแบรนด์หรู Chanel (Chanel Mobile Art) ที่หมุนเวียนไปจัดแสดง ณ เมืองหลวงแห่งแฟชั่นทั่วโลก หรือผลงานรองเท้าสุดล้ำที่เธอออกแบบให้กับแบรนด์จระเข้ Lacoste

โปรเจคล่าสุดที่ Zaha Hadid จะสร้างสรรค์ให้แก่มหานครลอนดอน ได้แก่ อาคาร Aquatics Centre สำหรับการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปี 2012 อาคารรูปทรงฟรีฟอร์มนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากคลื่นและสายน้ำ เชื่อแน่ว่า อาคารกีฬาทางน้ำผลงานสถาปนิกหญิงเก่งคนนี้จะเป็นอีกหนึ่งอาคารเด่นที่สร้างสีสันให้ลอนดอนไม่แพ้อาคารสำคัญอื่นๆ ทีเดียว

สนใจดู webcam อัพเดทการก่อสร้าง คลิกที่นี่เลยค่ะ

London Trip A to Z ตอนที่ 25

Y for Yeoman Warders

หนึ่งในสัญลักษณ์ที่เมื่อพูดถึงหอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London) แล้วอดที่จะนึกถึงไม่ได้ คือบรรดาคุณไกด์กิตติมศักดิ์ในเครื่องแบบโบราณ อย่าง Yeoman Warders ที่สร้างสีสันให้แก่การเที่ยวชมสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้ไม่น้อย

เหล่า Yeoman จะแต่งกายในชุดเครื่องแบบทหารยามครบชุด และทำหน้าที่พาบรรดานักท่องเที่ยวทัวร์หอคอยโบราณในแบบฉบับที่สนุกสนานและแฝงไปด้วยเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ แน่นอนว่าที่นี่ได้ชื่อเรื่องผีๆ และการประหารชีวิตนักโทษ ดังนั้นเรื่องเล่าจากเหล่าไกด์ในเครื่องแบบจะมีเรื่องผีและความสยดสยองผสมอยู่ด้วย อย่างในส่วนของ Tower Green ซึ่งเคยใช้เป็นที่ประหาร Lady Jane Gray ก็ยังคงเป็นที่เล่าขานถึงเรื่องผีๆ ของเลดี้ผู้โชคร้ายผู้เป็นหนึ่งในนักโทษกิตติมศักดิ์ผู้ซึ่งต้องมาทิ้งชีวิตไว้ยังสถานที่แห่งนี้ ที่ว่าเป็นนักโทษกิตติมศักดิ์ก็เพราะว่าบรรดาราชวงศ์ชั้นสูงเท่านั้นที่จะได้รับเกียรติในการประหารชีวิต ณ หอคอยลอนดอน

กลับมาที่เรื่องราวของ Yeoman Warders กันต่อค่ะ เหล่าทหารยามเหล่านี้มีชื่อเล่นว่า Beefeaters (ท่านผู้นิยมการดื่ม gin & tonic อาจจะคุ้นตากับยี่ห้อ Beefeater กันดี) หากเราแยกคำว่า Beefeaters ออกมา ก็จะได้คำว่า beef และ eater ซึ่งแปลแบบตร๊งตรงได้ว่า ผู้กินเนื้อ โดยชื่อเล่นนี้มีที่มาจากการที่เหล่าบรรดาพี่ทหารเหล่านี้แกเป็นบอดี้การ์ดของราชวงศ์ (royal bodyguard) ก็เลยได้รับสิทธิพิเศษในการที่จะกินเนื้อมากเท่าไหร่ก็ได้จากโต๊ะเสวยของพระราชา รู้อย่างนี้แล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหล่าบรรดา Yeoman ทุกคนนั้นอยู่ดีกินดีค่ะ

ตำแหน่ง Royal Bodyguard นี้ย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ปี 1509 แต่ก่อนหน้านั้นในรัชสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 (Edward IV) ในระหว่างปี 1461 – 83 ก็มีหลักฐานว่ามีเหล่าทหารยามรักษาพระองค์แล้ว มานับนิ้วดูแล้วก็จะพบว่าตำแหน่งนี้นี่เก่าแก่จริงๆ ค่ะ ก็มีมานานราว 500 ปีแล้วนี่เนอะ

คราวนี้มาดูคุณสมบัติของผู้ที่มาเป็น Yeoman Warders กันบ้าง ข้อแรกเลยก็ต้องเคยร่วมรบกับกองทัพอังกฤษและมีเกียรติประวัติที่โดดเด่น เคยสร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติมาไม่ต่ำกว่า 22 ปี (เค้าว่าเหล่า Yeoman ชุดปัจจุบันมีส่วนร่วมรบในสงครามใดสงครามหนึ่งในนี้ อันได้แก่สงครามในไอร์แลนด์เหนือ หมู่เกาะฟอร์คแลนด์ บอสเนีย สงครามอ่าวเปอร์เซีย และในอัฟกานิสถาน) แต่ก่อน Yeoman Warders จะมีเฉพาะผู้ชายเท่านั้น แต่เมื่อปี 2007 คุณ Moira Cameron ได้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อันยาวนานของเหล่า Beefeaters โดยเธอได้รับเลือกให้เป็น Yeo(wo)man คนแรก (ไม่นานมานี้มีมีข่าวว่าเธอถูก Yeoman ชาย 3 คนมาก่อกวน และ 2 ใน 3 คนนั้นก็ถูกให้ออกจากตำแหน่งไปแล้ว อ่านเพิ่มได้ที่นี่ค่ะ)

นอกจากการเป็นไกด์นำเที่ยวที่สร้างสีสันให้แก่การชมหอคอยลอนดอนแล้ว เหล่า Yeoman ยังมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือการปิดล็อคหอคอยในเวลา 4 ทุ่มของทุกๆคืน โดยพิธีโบราณอายุราว 700 ปีนี้มีชื่อเรียกว่า The Ceremony of the Keys ซึ่งหัวหน้าทหารยามและทหารยามติดอาวุธอีก 4 นายจะเป็นผู้ดำเนินการ พิธีนี้เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมได้ แต่จะต้องมีการทำหนังสือขอเข้าชมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรส่งถึงหน่วยงาน Ceremony of the keys เป็นเวลาล่วงหน้าถึง 2 เดือนใครอยากไปชมก็เข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย

แต่ถ้าอยากร่วมทัวร์กับ Yeoman ก็แค่ซื้อตั๋วเข้าชม Tower of London ค่ะ ทัวร์กับ Yeoman เป็นบริการฟรี ที่มีทุกๆ 30 นาที โดยรอบสุดท้ายคือ 15.30 น. (ช่วงฤดูร้อน) และ 14.30 น. (ช่วงฤดูหนาว) ทัวร์ใช้เวลาราว 60 นาที และเริ่มที่บริเวณทางเข้าหอคอยค่ะ แค่มองหาคุณทหารแล้วก็เดินเข้าไปร่วมแจมกับเค้าได้เลย ไม่ต้องเขิน :) อ่อ ทัวร์จะเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะคะ แนะนำว่าให้อยู่ใกล้ๆ คุณ Yeoman ไว้ เวลาแกอธิบายอะไรก็จะได้เห็นชัดๆ เพราะทัวร์นี้เค้าป๊อปปูล่ามากๆ นักท่องเที่ยวเยอะทุกรอบ

ยังไงถ้าได้ไป Tower of London ก็ขอให้เพลิดเพลินกับทัวร์ Yeoman Warders นะคะ

London Trip A to Z ตอนที่ 24

X for Charing X (Cross)

– from my shelf

หลังจากพยายามคิดแล้วคิดอีกว่า entry ตัว X นี่จะพูดถึงอะไรดี ในที่สุดฉันก็จัดแจง (ถู ไถ และแถ) เลือกถนนแห่งร้านหนังสือ Charing Cross มาเป็นหัวข้อสำหรับครั้งนี้ (X แทนคำว่า “cross” นะจ๊ะ)

แต่ก่อน หนอนหนังสือคนไหนมีโอกาสไปลอนดอน และต้องการหาหนังสือดีๆ หนังสือเก่า ประเภทหนังสือวินเทจต่างๆ ก็จะมุ่งตรงไปที่ถนนแชริ่ง ครอสกัน ด้วยความที่ถนนสายๆ เล็กๆ หน้าตาธรรมดาๆ สายนี้มีร้านหนังสือที่ไม่ธรรมดาอยู่หลายร้านให้บรรดามิตรรักแฟนนักอ่านได้เพลิดเพลินกันทั้งวัน

มาวันนี้ Charing Cross ดูจะเสื่อมมนตร์ขลังแบบวันเก่าๆ ลงไปมากเมื่อร้านหนังสือยักษ์ใหญ่และราคาค่าเช่าที่ที่สูงขึ้นกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ร้านหนังสือเล็กๆ ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองต้องจำใจลาจากไป ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือแนวฆาตกรรมและสืบสวนสอบสวนอย่าง Murder One ที่ย้ายที่ตั้งไปอยู่บนโลกออนไลน์ Silver Moon Bookshop ร้านหนังสือสำหรับผู้หญิงที่ปัจจุบันผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของร้าน Foyle’s ไปแล้ว ฯลฯ

แต่ถึงอย่างนั้น Charing Cross ก็ยังมีร้านหนังสือยักษ์ใหญ่เก่าแก่อย่าง Foyle’s ร้านหนังสือมือสองชื่อดังอย่าง Quinto ร้านหนังสือแนวศิลปะและสถาปัตยกรรมอย่าง Koenig Books (สาขาใหญ่ในลอนดอนอยู่ที่ Serpentine Gallery ใน Kensington Gardens นั่นเอง)

อยากรู้จัก Charing Cross สมัยเฟื่องฟูลองคลิกไปดูที่นี่

London Trip A to Z ตอนที่ 23

W for Westfield London

กลับมาเอาใจขาช้อปกันอีกครั้งที่แหล้งช้อปล่าสุดของลอนดอนอย่าง Westfield ที่สร้างความฮือฮาให้บรรดา shoppaholic ทั้งหลาย

เมื่องานเปิดไฟคริสต์มาสในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางห้างเค้าก็จัดงานอลังการณ์งานสร้างโดยการเชิญสาว Mariah Carey มาเป็น celeb คนสำคัญ โดยมีรถ Rolls Royce สีขาวคันงามไปรับเธอมาจากโรงแรมหรู Dorcester Hotel และให้เธอได้เดินเฉิดฉายบนพรมชมพู พร้อมกับโปรย confetti รูปผีเสื้อ เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ของมารายห์ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

มาพูดถึงห้างใหม่แห่งนี้กันสักหน่อย ที่นี่จะมีส่วนของร้านค้าแบรนด์ไฮสตรีทที่คุ้นตาอย่าง Topshop, Topman, Zara, FCUK ฯลฯ ร้านของแต่งบ้านอย่าง Habitat และ Zara Home ห้างสรรพสินค้า ทั้ง Debenhams, House of Fraser, M&S และ Next ร้านอาหารอย่าง Nandos, Wagamama ฯลฯ และโซนร้านหรูอย่าง The Village ให้ชาวลอนดอนเนอร์ได้มาชม ชิม ช้อปกันเพลินใจ ส่วนใครจะไปเดินเล่น window shopping ก็ไม่ผิดกติกา

ถ้าถามความคิดเห็นฉันแล้วล่ะก็ ฉันชอบเดินตลาดหรือแม้แต่ถนนช้อปปิ้งมากกว่า เพราะมีอะไรให้ดูหลายๆ อย่าง ทั้งของสวยๆ แปลกๆ หรือของแฮนด์เมดที่น่าสนใจ การเดินเที่ยวห้าง Westfield ดีตรงที่ว่า ที่นี่ค่อนข้างจะมีของให้เลือกครบครันตามที่ต้องการ มีร้านสไตล์ไฮสตรีทต่างๆ ร้านเฟอร์นิเจอร์ ร้านขวัญใจแม่บ้านอย่างมาร์กแอนด์สเปนเซอร์ และ Waitrose (ใครที่ชอบไปเดิน Top Marketplace ที่เซ็นทรัลคงเคยเห็นสินค้านำเข้าจาก Waitrose ที่มาวางขายที่เมืองไทยอยู่บ้าง) แต่ก็จะขาดความสนุกและสีสันของการเดินตลาดไป

เอาเป็นว่าใครอยากลองแหล่งช้อปปิ้งใหม่ของลอนดอนเนอร์ ก็นั่ง tube สาย Central (สายสีแดง) ไปลงที่ Shepherd’s Bush กันได้เลย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ Westfield ได้ที่นี่

London Trip A to Z ตอนที่ 22

V for Victoria & Vivienne Westwood

Houses of Parliament, London

แม้สมัยวิคตอเรียนจะผ่านไปกว่าร้อยปีแล้ว (ควีนวิคตอเรียสวรรคตในปี 1901) แต่ชื่อนี้ยังมีความผูกพันธ์แนบแน่นกับชาวอังกฤษอยู่ เรียกว่าไปที่ไหนๆ ก็ยังจะเห็นชื่อวิคตอเรีย สไตล์วิคตอเรียน ฯลฯ กันอยู่เยอะแยะไปหมด เชื่อว่าถ้าคุณได้มาลอนดอนก็คงต้องมีโอกาสได้พบสักหนึ่ง “วิคตอเรีย” แน่นอน

ขอเรื่มจากย่านวิคตอเรีย ซึ่งมีสถานีวิคตอเรีย (Victoria Station) เป็นจุดศูนย์กลาง มีทั้งสถานีรถไฟ รถใต้ดิน รวมไปถึงรถโค้ชต่างๆ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังแคว้น Kent และแถบ Sussex นอกจากสถานีแล้วย่านวิคตอเรียยังมีโรงแรม ร้านอาหาร รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวอย่างพระราชวังบัคกิ้งแฮม และสวนเซนต์เจมส์พาร์ค

ส่วน V&A หรือชื่อเต็มๆ ว่า Victoria & Albert Museum ในย่าน South Kensington เป็นพิพิทธภัณฑ์ที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้และของประดับที่วิจิตรสวยงาม (decorative art) รวมถึงงานดีไซน์ต่างๆ ซึ่งมีทั้งของอังกฤษเอง และที่ไป “หยิบยืม” มาจากประเทศอื่นๆ ที่นี่เป็นอีกพิพิทธภัณฑ์ที่เดินเพลิน และมักมีนิทรรศการหมุนเวียนที่น่าสนในมาให้ได้ตื่นเต้นกันอยู่เรื่อยๆ แต่ถ้ายังไม่มีโอกาสไปลอนดอน ก็ลองเข้าไปดูคอลเลคชั่นของเค้ากันได้ที่นี่เลยค่ะ

สำหรับสไตล์วิคตอเรียน ก็จะเน้นที่ลวดลายดอกไม้ การตกแต่งที่หรูหรา รวมทั้งการผสมผสานอิทธิพลจากศิลปะยุคต่างๆ ทั้งโกธิค รอคโคโค จวบจบถึงสิ่งของสวยๆ งามๆ จากต่างถิ่น ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดจากญี่ปุ่น ของตกแต่งจากอินเดีย ตัวอย่างสถาปัตยกรรมสมัยวิคตอเรียที่สำคัญแห่งหนึ่งในลอนดอน ได้แก่ The Houses of Parliament ในรูปแบบวิคตอเรียนโกธิค หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อของวิลเลียม มอริส (William Morris) กันมาบ้างแล้ว ผลงานลวดลายพรรณพฤกษาของศิลปินท่านนี้ก็เป็นงานในช่วงยุควิคตอเรียนเช่นกัน คุณวิลเลียมเป็นศิษย์เก่าของ Exeter College ที่ University of Oxford ค่ะ

เค้กวิคตอเรียน สปอนจ์ สูตรประยุกต์ รสมอคคา กับชาอังกฤษร้อนๆ ที่ Kew Garden

สุดท้ายมาที่ขนมเค้กหวานเจี๊ยบจับใจอย่าง Victorian Sponge Cake ที่หาชิมได้ทั่วไป เหมาะสำหรับทานกับชาที่สุดเพราะเค้กนี้หวานมากกกก ใครอยากได้สูตร เข้าไปที่นี่ได้เลย

ข้ามมาที่ V ที่สองคือคุณป้าสุดเปรี้ยว Vivienne Westwood ที่แม้ทุกวันนี้คุณป้าแกจะอายุเกือบ 70 ปีแล้ว ความเปรี้ยวแบบสาวพังก์ของเธอก็ยังคงมีอยู่ในงานออกแบบ จากร้าน Let It Rock ที่ทำร่วมกับ Malcome McLaren ในช่วงปี 70’s  ในแนว Rock ‘n’ Roll มาเป็น Too Fast To Live, Too Young To Die ในปี 1972 และ Sex ในปี 1974 ต่อมาปี 1976 ก็เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความนิยมพังก์และวง Sex Pistols รวมถึงเสื้อผ้าจากร้าน Seditonaries ของ Westwood จนถึงปี 1981 ผลงานชุด Pirate ซึ่งเป็นงานแฟชั่นโชว์บนแคทวอร์คงานแรกของเธอก็แสดงให้เห็นถึงความสนใจในเทคนิคการออกแบบของวิเวียนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์อันผสมผสานเอา street culture และ tradition เอาไว้ด้วยกัน ร้านของเธอเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น World’s End ซึ่งร้านเลขที่ 430 ถนน King’s นี้ยังมีอยู่จนปัจจุบัน บางคนอาจเคยไปดูนิทรรศการผลงานของ Vivienne Westwood ที่เคยจัดที่ TCDC กันมาแล้ว แต่ถ้ายังไม่เคยดู และสนใจล่ะก็ลองคลิกได้ที่นี่เลยค่ะ

แม้คำว่า Victoria และ Vivienne Westwood จะนำเสนอ concept ที่แตกต่างกันสุดขั้ว แต่ก็ต่างเป็นตัวแทนของความเป็นอังกฤษแบบ Very British ได้เป็นอย่างดี

London Trip A to Z ตอนที่ 21

U for Underground

for the art-lover

ใครว่ามาลอนดอนแล้วไม่ได้ไปดู Big Ben เหมือนมาไม่ถึงลอนดอน

แต่ฉันว่าการใช้บริการรถไฟใต้ดินของที่นี่ต่างหากที่ทำให้คุณได้สัมผัสถึงความเป็นลอนดอนจริงๆ

การเดินทางในเมืองใหญ่อย่างลอนดอน หากขาดระบบรถไฟใต้ดินที่มีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็ คงจะวุ่นวายและลำบากไม่น้อย

สำหรับฉันรถไฟใต้ดินแห่งลอนดอน (ชื่อเป็นทางการว่า Underground หรือชื่อเล่นว่า tube) นี้มีดีกว่าการเป็นแค่ระบบขนส่ง เพราะมีอะไรๆ ให้ดูตั้งเยอะแยะทั้งในสถานีและบนรถไฟใต้ดินเอง เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักกับ tube กันดีกว่าค่ะ

เริ่มจากแผนที่รถไฟใต้ดินสุดคลาสสิกฝีมือออกแบบของคุณแฮรี เบค (Harry Beck) ที่เรียกว่าเป็นต้นแบบของแผนที่รถไฟใต้ดินที่เรียกว่าเวิร์คสุดๆ เพราะดูง่าย ด้วยการใช้โค้ดสีที่ต่างกันสำหรับรถไฟสายต่างๆ แม้ว่าตอนดูครั้งแรกอาจจะตกใจกับความสลับซับซ้อนของสายรถไฟที่มีมากมายอยู่บ้าง แต่พอรู้ทริคแล้วล่ะก็ เดินทางไปไหนๆ ในลอนดอนได้ไม่มีหลงค่ะ ล่าสุดเพิ่งซื้อแสตมป์ชุด British Design Classics มา ซึ่งชุดนี้รวมเอาแผนที่ของคุณ Beck ว่าเป็นหนึ่งในดีไซน์แสนจะคลาสสิกของชาวบริติชเค้าด้วย

ส่วนสัญลักษณ์วงกลมสีแดงคาดด้วยแถบสีน้ำเงินหรือที่เรียกว่า roundel นั้น ก็เป็นสัญลักษณ์ที่เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นตราของรถไฟใต้ดินของลอนดอน roundel นี้เป็นผลงานของคุณ Edward Johnston (typographer) โดยปรับปรุงจากดีไซน์ในช่วงแรกให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น และสัญลักษณ์นี้ก็ใช้เป็นทั้งโลโก้ของลอนดอนอันเดอร์กราวน์และป้าย (signage) ต่างๆ ของรถไฟใต้ดินมาจนปัจจุบัน

ภายในรถไฟ ก็คล้ายรถไฟใต้ดินบ้านเรา (แต่ของเค้าจะเก่ากว่า) ใครขึ้นรถไฟ จะได้ยินเสียงเตือนว่า Mind the Gap กันอยู่บ่อยๆ เค้าหมายถึงให้ระวังช่องว่างระหว่างรถไฟและชานชาลาค่ะ ใครเผลอเดินไปดู อาจจะขาเข้าไปติดอยู่ระหว่างร่องนั้นได้

มาว่ากันที่บรรยากาศของสถานีบ้าง ต่างสถานีก็จะมีบรรยากาศที่ต่างกันออกไป บางสถานีอยู่บนดินค่ะ (จริงๆ แล้ว tube เนี่ย อยู่บนดินมากกว่าใต้ดินเสียอีก) สถานีไหนใกล้สถานที่ท่องเที่ยวอะไรก็มักจะมีการตกแต่งไปตามธีมนั้น สถานีใกล้พิพิทธภัณฑ์ก็จะมีโปสเตอร์งานนิทรรศการต่างๆ สลับสับเปลี่ยนกันมาประกาศให้ชาวลอนดอนเนอร์ได้รู้ เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีศิลปะโปสเตอร์ของ London Transport ที่แสนจะเก๋ให้ได้ดูกันเรื่อยๆ ส่วนใครอยากได้ของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้าน ก็แนะให้หยิบแผนที่รถไฟใต้ดินที่เค้าแจกฟรีตามสถานีต่างๆ ไปได้ เค้าจะเปลี่ยนรูปไปตามเทศกาลหรือช่วงเวลาต่างๆ เช่น วันตรุษจีน หรือเป็นรูปผลงานออกแบบอื่นๆ เป็นต้น เรียกได้ว่าใครอยากสะสมก็หาหยิบกันได้ค่ะ

แต่ถ้าติดใจ อยากได้โปสเตอร์หรือของที่ระลึกของ London Transport หรืออยากรู้เรื่องของระบบขนส่งของลอนดอนให้มากขึ้น ต้องตรงไปที่ Covent Garden เลยค่ะ เพราะที่นั่นเค้ามี London Tranport Museum (ตั๋วผู้ใหญ่ 10 ปอนด์ ตั๋วนักเรียน 6 ปอนด์) ให้ได้หาความรู้และความบันเทิงไปพร้อมๆ กัน เรียกว่าเหมาะกับการไปเที่ยวเป็นครอบครัวที่สุด

แหม แค่แวะขึ้นรถไฟใต้ดิน ชมสถานี ดูเหล่าลอนดอนเนอร์และนักท่องเที่ยวผ่านไปผ่านมาก็สนุกแล้วนะคะ ไม่รู้ว่าหนุ่มสาวชาวลอนดอน เค้าจะมีเรื่องรักกุ๊กกิ๊กแบบ “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” เหมือนบ้านเราบ้างรึเปล่า ^ ^

London Trip A to Z ตอนที่ 19

S for Smythson of Bond Street

Smythson of Bond Street เป็นร้านขายเครื่องเขียนชั้นดี มีชื่อเรื่องสมุดโน๊ตต่างๆ รวมไปถึงเครื่องหนังชั้นดีดีไซน์เรียบหรู

คนรักกระดาษและเครื่องเขียนอย่างฉันจึงใฝ่ฝันจะได้สมุดโน๊ตเล่มเล็กสวยเก๋มาเป็นสมบัติส่วนตัวสักชิ้น สมุดปกหนังหรือ pocket notebook มีขนาดกำลังพอเหมาะ สำหรับพกไว้ในกระเป๋ายามเกิดไอเดียอะไรก็พร้อมใช้จดได้ทันที

เคยเดินผ่านร้าน Smythson ที่ New Bond Street เมื่อหลายปีก่อน ก็รู้สึกประทับใจในความเรียบหรูดูดีของที่นี่ ความที่เป็นร้านเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1887 ทำให้ที่นี่ดูจะมีความขลังแบบโลกเก่าๆ คงอยู่ด้วย แม้ว่าสินค้าจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป มาลองคิดดูซองจดหมายซึ่งใส่จดหมายที่บรรจุเรื่องราวที่เราต้องการสื่อสาร ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาเป็นซองใส่ iphone ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสื่อสารของคนยุคนี้

กลับไปลอนดอนคราวนี้ได้สมุดโน๊ตเล่มขนาดพอเหมาะหน้าปกสีชมพูสดพร้อมข้อความ J’adore เป็นของที่ระลึกให้ตัวเองจากการไปเดินเที่ยวห้าง Harrods

ใครสนใจสินค้าของ Smythson of Bond Street ก็ลองเข้าไปดู website ของเค้าได้ที่นี่

ปล. แอบกระซิบนิดนึงว่าซื้อที่สนามบิน Heathrow จะถูกกว่าในเมือง เพราะเค้าเป็นร้าน tax free ค่ะ

London Trip A to Z ตอนที่ 18

R for Rain

เกาะอังกฤษกับฝนดูจะเป็นสิ่งคู่กัน

แม้ในช่วงฤดูร้อนที่เราไปเยือนลอนดอนครั้งนี้ เราจะยินดีปรีดากับแสงแดดอ่อนๆ ลมเย็นๆ ที่พาให้เรารู้สึกสดชื่น แต่ฝนเมืองผู้ดีก็ตามมาราวีเราจนได้ แถมยังเลือกมาในวันที่เราไปเที่ยวสวนคิว ทำให้ตัดโอกาสการเที่ยวเล่นชมต้นไม้กลางแจ้งไปโดยปริยาย

ฝนอังกฤษตามปกติจะตกหยิมๆ ทั้งวัน ท้องฟ้าก็อึมครึมครึ้มเทาอยู่อย่างนั้น ทำให้หลายคนรู้สึกจิตตกไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อฟ้าอึมครึมเป็นระยะเวลาหลายๆ วัน

ครั้งแรกที่ไปอังกฤษ ได้อ่านหนังสือพิมพ์ของเค้าซึ่งพูดถึงสภาพลมฟ้าอากาศที่ส่งผลไปถึงจิตใจของคน ในช่วงอากาศอึมครึม หลายคนเกิดภาวะ depress กันได้ง่ายๆ

แต่ถ้ามองในแง่ดี ฝนก็ทำให้เราสนุกกับแฟชั่นกันเปียก ไม่ว่าจะเป็นร่มสารพัดแบบ เสื้อกันฝน รวมไปถึงรองเท้ากันน้ำอย่าง wellies หรือ wellington boots (ได้ชื่อตามดยุค ออฟ เวลลิงตัน ผู้ชื่นชอบรองเท้าบู๊ธแบบนี้ และทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในแฟชั่นตลอดกาล)

การถือร่มกันฝนในอังกฤษอาจจะต้องใช้เทคนิคสักหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันลมแรง ฉันเองทำร่มหักไปหลายคันกว่าจะเริ่มเชี่ยวชาญในการเดินถือร่มฝ่าฝน

“The best thing one can do when it’s raining is to let it rain.” – Henry Wadsworth Longfellow (1807 – 1882)

London Trip A to Z ตอนที่ 17

Q for Queen Mary’s Doll House

 – ภาพ Queen Mary จาก vintagepostcards.org

เอนทรีนี้ขอแว่บออกมาจากลอนดอนนะคะ เพราะจะชวนมาดูบ้านตุ๊กตาแสนสวยกันที่พระราชวังวินด์เซอร์

พระราชวัง Windsor เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม นอกเหนือจากพระราชวัง Buckingham และพระราชวัง Hampton Court พระราชวังวินด์เซอร์นี้ตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆ ภายใต้ชื่อเดียวกัน ก็คือเมืองวินด์เซอร์นั่นเองค่ะ และหากข้ามสะพานจากเมืองวินด์เซอร์ไปก็จะถึงเมืองอีตั้นแห่งคอลเลจชื่อดังอย่าง Eton College

วินด์เซอร์เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ที่น่ารัก ซึ่งเราสามารถเลือกเดินชมเมืองหรือจะใช้บริการรถบัสนำเที่ยวก็ได้ ในช่วงเดือนกันยายนที่เราไปอากาศค่อนข้างดีทีเดียว แถมร้านค้าและผับเล็กๆ ที่น่ารัก ต่างพากันปลูกดอกไม้สีสดประดับไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกันเพลิน

แต่จุดหมายของเราวันนี้อยู่ที่พระราชวังวินด์เซอร์และอีตันคอลเลจค่ะ (ไม่อยากบอกเลยว่าไปอีตันคอลเลจไม่ทันเวลา เลยอดเข้าไปดูข้างใน ขนาดเราวางแผนมาอย่างดีแล้วเชียว ยังมัวเถลไถลและหลงทางจนไปไม่ทันจนได้ – -“)

ฉันมาเที่ยวพระราชวังวินด์เซอร์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว มาแต่ละครั้งก็ได้ความรู้สึกต่างกันไป อย่างครั้งนี้พอมีเวลาเลยไปยืม audio guide มาฟังไปเดินดูไปด้วย ถ้าจะเล่ารายละเอียดทั้งหมดของพระราชวังแห่งนี้คงใช้เวลาและหน้ากระดาษเยอะทีเดียว เอาเป็นว่าใครสนใจอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชวังแห่งนี้ลองเข้าไปดู official site ของเค้าได้ที่นี่ เลย

ไหนๆ topic ของเอนทรีนี้ก็เป็นเรื่องราวของบ้านตุ๊กตา ดังนั้นตามฉันมารู้จักบ้านตุ๊กตาแสนสวยหลังนี้กันเลย ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าบ้านตุ๊กตานี้ไม่ได้เป็นของเล่นสำหรับเด็กนะคะ แต่ถือเป็นของสะสมที่มีค่าและราคาแพงมากทีเดียว โดยเฉพาะบ้านตุ๊กตาหลังนี้ ซึ่งเป็นของขวัญสำหรับพระราชินีแมรี่ พระมเหสีของพระเจ้าจอร์จที่ 5 จึงรับรองได้ว่าเป็นบ้านตุ๊กตาที่เลิศจริงๆ

เรามาดูความพิเศษของที่นี่กันเลยค่ะ บ้านตุ๊กตานี้สร้างขึ้นตามความคิดของเจ้าหญิง Marie Louis เพื่อมอบเป็นของขวัญแก่พระราชินีแมรี โดยเป็นผลงานออกแบบของเซอร์ Edwin Lutyens บ้านตุ๊กตาหลังนี้สร้างแล้วเสร็จในปี 1924 โดยมีสเกล 1:12 (นิ้ว:ฟุต) ทั้งระบบท่อน้ำและไฟฟ้าภายในบ้านสามารถใช้งานได้ทั้งหมด! และยังรวบรวมเอาสิ่งต่างๆ ที่ถือว่าทันสมัยในสมัยนั้นมารวมกันไว้ในบ้านตุ๊กตาที่เปรียบเสมือนเป็นพระราชวังขนาดย่อมหลังนี้ ไม่ว่าจะเป็นโถชักโครก เครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ ส่วนหนังสือต่างๆ ที่อยู่ในห้องสมุดก็ทำขึ้นพิเศษสำหรับห้องสมุดขนาดจิ๋วนี้ โดยมีหนังสือที่ Sir Arthur Conan Dolye (ผู้เขียนเรื่อง Sherlock Holmes) เขียนขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับที่นี่ รวมไปถึงผลงานจากนักเขียนชื่อดังอีกหลายท่าน อาทิ JM Barrie (Peterpan) และ Thomas Hardy เป็นต้น ส่วนผลงานศิลปะเช่นภาพวาดต่างๆ ในบ้านก็สร้างขึ้นในขนาดจำลองด้วยศิลปินผู้มีชื่อเสียง ถ้าคิดเป็นราคาค่าสร้างจริงๆ บ้านตุ๊กตาหลังน้อยหลังนี้คงมีราคาแพงกว่าบ้านจริงๆ หลังหนึ่งเสียอีก น่าเสียดายที่เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปภายในห้องที่จัดแสดงบ้านตุ๊กตา ใครอยากเห็นล่ะก็มาดูที่ link นี้ได้เลย

London Trip A to Z ตอนที่ 16

P for Paddington

– หมีแพดดิงตันที่สถานี London Paddington ภาพจาก BBC

เมื่อพูดถึง Paddington ฉันจะนึกถึงหมีน้อยใส่หมวก หิ้วกระเป๋าเดินทาง มาจาก Darkest Peru

สถานี Paddington ในลอนดอนเป็นสถานีรถไฟใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมทางรถไฟที่เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในเขต West Country และ Midlands เช่น Bristol, Bath, Gloucester, Worcester และ Penzance รวมทั้งเมืองใน South Wales อย่าง Cardiff, Swansea และ Newport

แต่ถ้าใครไม่ได้เดินทางไปต่างเมือง ก็ยังมีโอกาสใช้บริการสถานี Paddington กันได้เพราะนอกจากจะเป็นสถานีรถไฟแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานี Heathrow Express และรถไฟใต้ดิน (tube) ด้วย

การเดินทางจากสนามบินเข้าใจกลางกรุงลอนดอนด้วย Heathrow Express นี้เป็นวิธีที่แสนสะดวกค่ะ ราคาตั๋วจะถูกกว่าการนั่งแท๊กซี่เข้าเมืองมากและใช้เวลาน้อยกว่า (แต่แพงกว่ารถไฟใต้ดิน) คือราว 15 นาที เท่านั้น เราสามารถซื้อตั๋วเดินทางล่วงหน้าทาง internet ที่ website ของเค้าได้ด้วย ซึ่งหากซื้อทางอินเตอร์เน็ตก็จะได้ส่วนลดนิดหน่อยด้วยค่ะ พอเราจ่ายเงินเสร็จก็แค่ปริ้นท์ตั๋ว e-ticket ออกมา ซึ่งบน e-ticket นี้ เค้าจะมีบาร์โค้ตให้เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วมาสแกนได้ เรียกว่าถ้ามีตั๋วแล้ว เราก็ขึ้นรถไฟได้ทันที ไม่ต้องต่อแถวรอซื้อกันที่สนามบินอีก อ่อ บางโรงแรมเค้าจะมี promotion ร่วมกับ Heathrow Express ด้วยนะคะ โดยปกติเค้าจะให้ promotional code มา แล้วเราก็สามารถระบุหมายเลขนั้นลงไปได้เวลาซื้อตั๋วทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็จะได้ส่วนลดเพิ่มนิดหน่อยค่ะ

อ๊ะ ออกนอกเรื่องไปไกลเชียว กลับมาที่สถานี Paddington กันค่ะ ใครที่เคยไปเที่ยวต่างประเทศ เช่น ยุโรปหรือญี่ปุ่น คงจะคุ้นเคยกับสถานีรถไฟขนาดใหญ่ ซึ่งภายในมีร้านค้าต่างๆ ให้ได้เดินช้อป และร้านอาหาร ร้านกาแฟต่างๆ ให้ได้เลือกชิม ระหว่างรอรถ สถานี Paddington ก็เช่นเดียวกันค่ะ เท่าที่มองดูรอบๆ จะเห็นร้านกาแฟและเบเกอรี่/แซนด์วิชสารพัดยี่ห้อให้เลือก พวกฝรั่งเค้านิยมซื้อกาแฟและแซนด์วิชกันค่ะ ไม่ว่าร้านไหนๆ คนก็ต่อแถวกันยาวเชียว ร้านกาแฟที่เราแวะซื้อไปดื่มบนรถไฟระหว่างไป Oxford คือร้าน Cafe Nero ค่ะ กาแฟไซส์ขายฝรั่งนี่จะถ้วยใหญ่ทีเดียว (ปกติซื้อสตาร์บัคที่เมืองไทยจะสั่งแบบ short = แก้วเล็กตลอด แต่ของที่นี่ถ้วยเล็กก็จะเป็นขนาด tall ของที่เมืองไทย) เรียกว่าถ้วยเดียวอิ่ม 

สำหรับแฟนๆ โดนัทเจ้าดังอย่าง Krispy Kreme ที่สถานี Paddington ก็มีร้านของเค้าเหมือนกัน แหม ร้านโน้นก็น่าเข้า ร้านนี้ก็น่าชิม ยังไงก็อย่าเผลอเดินช้อปและชิมจนลืมเวลารถไฟล่ะ เพราะรถไฟที่นี่เค้าเข้าออกตรงเวลามากๆ ค่ะ (ถ้ามีการดีเลย์ เค้าจะขึ้นป้ายบอกไว้ทันที)

ขอวกกลับมาที่ประวัติของสถานี Paddington ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า London Paddington กันซะหน่อยนะคะ

แรกเริ่มเดิมทีสถานีนี้เป็นสถานีแบบชั่วคราวของบริษัทรถไฟ Great Western Railway โดยสถานีตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของถนน Bishop’s Bridge ในปี ค.ศ.1854 จึงได้เปิดทำการสถานีรถไฟหลักแห่งนี้ โดยใช้เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า สถานีแห่งนี้ออกแบบโดยคุณ Isambard Kingdom Brunel (ชื่อแปลกดีเนอะ) โดยมีคุณ Matthew Digby Wyatt ร่วมออกแบบรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม ปัจจุบัน ที่นี่มีชานชาลารถไฟทั้งหมด 14 ชานชาลาและเป็นสถานีรถไฟใต้ดินด้วยใกล้ๆ กับสถานีก็เป็นที่ตั้งของโรงแรมรถไฟชื่อดังในอดีตอย่าง The Great Western Royal Hotel (ชวนให้นึกถึงโรงแรมใกล้สถานีรถไฟในสมัยก่อน ที่บ้านเราก็มีเหมือนกัน อย่างที่หัวหิน ก็มีโรงแรมรถไฟ ซึ่งปัจจุบันก็คือ Sofitel Central หัวหินนั่นเอง) ปัจจุบันโรงแรมนี้เป็นของกลุ่มโรงแรม Hilton ภายใต้ชื่อ Hilton London Paddington ค่ะ

ก่อนจบเอนทรี ขอเล่าเรื่องน้องหมี Paddington ปิดท้ายซักหน่อย ใครเป็นแฟนหมีน้อยหน้าซื่อตัวนี้ก็สามารถหามาจับจองได้จากร้านขายของที่ระลึกในสถานี Paddington นี้ด้วยนะ หมีน้อย Paddington เดินทางมาจาก ‘Darkest Peru’ เค้าได้รับการเลี้ยงดูจากคุณป้าลูซี่หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ทำให้เค้ากลายเป็นน้องหมีกำพร้า เมื่อป้าลูชี่ตัดสินใจไปอยู่บ้านพักหมีชราที่เมืองลิมา คุณป้าจึงส่งหมีน้อยมาที่ประเทศอังกฤษ หลังจากคุณป้าสอนภาษาอังกฤษให้หมีน้อยเสร็จสรรพ เธอก็ส่งเจ้าหมีมาทางเรือ และแล้วหมีน้อยก็เดินทางมาถึงสถานี Paddington ที่ที่เขาได้พบกับคุณและคุณนายบราวน์ซึ่งมารอรับลูกสาวที่สถานี เจ้าหมีน้อยนั่งจ๋องอยู่ใกล้กองถุงไปรษณีย์ โดยมีหมวกบุบๆบี้ๆ เป็นเครื่องแต่งกายเพียงชิ้นเดียว ที่คอของเค้ามีป้ายห้อยว่า ‘Please look after this bear, Thank you’ เห็นอย่างนี้สองสามีภรรยาก็อดสงสารไม่ได้สิคะ ทั้งคู่จึงตัดสินใจพาหมีน้อยกลับไปอยู่บ้านด้วยกันและตั้งชื่อเขาว่า Paddington ตามสถานที่ที่พวกเค้าพบกับเจ้าหมีน้อยเป็นครั้งแรก

สนใจเรื่องราวของหมีน้อยพร้อมกิจกรรมสนุกๆ สำหรับน้องๆ หนูๆ ไปดูได้ที่นี่เลยค่ะ