อีกครั้ง ณ อังกฤษ – ชวนชมชนบท

full fried-up breakfast

ตื่นเช้ามารับอากาศสดชื่น ในวันรุ่งขึ้น เช้านี้เรานัดเบรคฟาร์สกับคุณปีเตอร์ไว้ตอน 9 โมง จึงยังมีเวลาให้เดินเล่นสำรวจเมือง Woodstock เล็กน้อย

ในยามเช้า ถนนหนทางในเมืองเล็กๆ แห่ง Oxfordshire แห่งนี้ ช่างเงียบสงัดราวกับเมืองร้าง! ก็เช้าวันอาทิตย์หนาวๆ อย่างนี้ใครๆ ก็คงอยากนอนอุ่นๆ ใต้ผ้าห่มกันทั้งนั้น มีเพียง 2 ชาวไทยใจกล้าที่ออกมาเดินฝ่าหนาวกันอย่างไม่สะทกสะท้าน

Silent! it’s Sunday morning.

เท่าที่ดู ร้านค้าส่วนใหญ่ที่นี่จะเน้นขายของเก่า (antique) ซึ่งฉันก็ได้แต่วินโดว์ช้อปปิ้งไปเรื่อยๆ ส่วนตึกอื่นๆ ที่เห็นก็จะเป็นโบสถ์ประจำเมือง พิพิทธภัณฑ์ ที่ทำการเทศบาล โรงแรม และ ร้านอาหารขนาดย่อม ซึ่งเท่าที่สังเกตุก็ยังไม่เห็นร้านเชนดังๆ ที่เห็นกันได้ทุก High Street นี่แหละคือสเน่ห์ของเมืองเล็ก

โรงแรม The Bear  ที่ดูจะเป็นโรงแรมหรูและใหญ่ที่สุดในเมือง มีจุดเริ่มต้นมาจากโรงเตี๊ยม (Coaching Inn) ที่ผู้คนนักเดินทางแวะพักกันเมื่อสมัยศตวรรษที่ 13 (นานจัง) ในปลายฤดูหนาวเข้าใบไม้ผลิอย่างนี้ เถาไอวี่ที่เลื้อยปกคลุมกำแพงด้านหน้าของโรงแรมยังคงดูเหี่ยวแห้งอยู่ นึกเสียดายว่าถ้าเป็นฤดูอื่น โรงแรมคงดูสวยใช่เล่น

“snowdrops”

ผ่านหน้าโรงแรมมาก็มี St Mary Magdalene Parish Church โบสถ์ประจำเมืองนี้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายสมัยศตวรรษที่ 12 นั่นเชียว (นานอีกแล้ว) เราเดินดูรอบๆ บริเวณ และแวะส่วนของหลุมฝังศพ (churchyard) ที่กระจัดกระจายไปด้วยหลุมโบราณ สังเกตุจากหินหลุมศพที่เก่าคร่ำผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนสึกกร่อนไปตามกาลเวลา บรรยากาศเงียบๆ แบบนี้อาจชวนขนลุกได้ แต่ฉันก็ยังเดินสำรวจดอกไม้เล็กๆ ที่เริ่มบานในช่วงเวลานี้

ในเวลาที่ดอกไม้อื่นๆ รอเวลาอากาศอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิเพื่ออวดโฉม ดอกสโนวดร็อป (snowdrop) สีขาวพุ่มเล็กๆ ต่างพากันแบ่งบาน เป็นเหมือนพรมสีขาวปกคลุมพื้นดินแห้งแล้ง ช่วงนี้เริ่มมีดอกแดฟโฟดิลบานบ้างแล้ว ถ้าใครได้ไปอังกฤษช่วงที่ดอกแดฟโฟดิลบานเต็มทุ่งคงจะประทับใจไม่น้อย (ป.ล. ถ้ายังไม่มีโอกาสไปดูของจริง ลองหาบทกลอน “Daffodils” ของ William Wordsworth มาอ่านกันดู)

ดูนาฬิกาอีกที ก็ได้เวลาอาหารเช้าแล้วค่ะ อาหารเช้าวันนี้เป็นฝีมือของคุณปีเตอร์เจ้าของ Woostock’s Own bed & breakfast ที่เราพักกันในคืนแรก เมื่อเห็นอาหารเช้าแล้ว ฉันก็ยอมให้อภัยในห้องพักขนาดเล็กจิ๋วของคุณปีเตอร์แกทันที พี่แกลุกขึ้นมาเตรียมขนมนมเนย โยเกิร์ต ฟรุ๊ตสลัด คอร์นเฟลก ชา กาแฟ สารพัดสารพัน เต็มมุมอาหารเช้า แถมสอบถามเมนูอาหารร้อนที่เราต้องการ ก่อนเดินเข้าครัวไปทอดไข่ ไส้กรอก เบคอน เห็ด แบบจัดหนัก super full English breakfast! และทั้งหมดทั้งปวงนี้สำหรับกรุ๊ป 7 ชาวไทยของฉันเท่านั้น นอกจากอาหารอร่อยๆ แล้ว มุมอาหารเช้าของที่นี่ยังตกแต่งได้น่ารักสุดๆ ด้วยบรรดาของกระจุกกระจิกสไตล์กุ๊กกิ๊กแบบอิงลิชคันทรี (ที่มีไว้ขายในสนนราคาไม่แพง)

fresh, fresh fruit salad

หลังบอกลาจาก Woodstock เราก็ขับรถไปตามถนนชนบทอันแสนสงบ ผ่านบ้านเรือนที่สร้างจากหิน Cotswold สีครีมซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชนบทแถบนี้ ทิวทัศน์ธรรมชาติให้ความสดชื่น เติมเต็มสิ่งที่หาไม่ได้จากชีวิตในเมืองของพวกเรา ไม่แปลกใจเลยว่าที่นี่ได้ชื่อว่าเป็น Area of Outstanding Natural Beauty หรือ ดินแดนแห่งความงามตามธรรมชาติอันแสนจะโดดเด่น (ชื่อนี้แปลโดยดิฉันเอง)

จุดหมายแรกของเราคือ ฟาร์มช็อปชื่อดัง Daylesford Organic  ที่มีหลายสาขาในย่านเก๋ของลอนดอน แต่สาขาใหญ่ที่ Gloucestershire นี้มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของ โรงเรียนสอนทำอาหาร โรงเรียนสอนทำฟาร์ม สปา และที่สำคัญคือฟาร์มที่เป็นแหล่งวัตถุดิบของสินค้าออร์แกนิกทั้งหลาย

organic fresh-from-the-farm bramley apples

เรียกว่าใครที่ชอบอาหาร หรือที่ฝรั่งเค้าเรียกว่าเหล่า foodies มาที่นี่แล้วจะไม่ผิดหวัง เพราะทั้งผัก ผลไม้ ขนม ชีส ฯลฯ ต่างดูน่าชิมไปเสียหมด ในห้องน้ำก็ยังมีน้ำยาล้างมือ และแฮนด์ครีมกลิ่นลาเวนเดอร์แท้ๆ ให้ใช้ได้อีก แหม เพลินกันทั้งครอบครัวทีเดียวค่ะ

กว่าจะพาตัวเองออกจากฟาร์มช้อปกันได้เล่นเอาเหนื่อย แถมฝนก็เริ่มตกลงมาแล้วสิ แต่ไม่ว่าจะยังไงกองทัพเที่ยวก็ยังลุยกันต่อค่ะ โดยมีจุดหมายถัดไปที่เมืองเล็กๆ แต่ชื่อดั๊งดังอย่าง Bourton on the water

เมือง Bourton on the water เป็นเมืองขนาดเล็ก (น่าจะเรียกว่าหมู่บ้านซะมากกว่า) น่ารักแบบชนบทอังกฤษ ผสมกับเมืองท่องเที่ยว ก็แขกไปใครมาแถบนี้มักจะแวะเมืองนี้กันทุกคน ที่นี่จึงมี “สถานที่ท่องเที่ยว” อยู่หลายจุด ไม่ว่าจะเป็นพิพิทธภัณฑ์รถเก่า โรงงานน้ำหอม หมู่บ้านจำลอง หรือสวนนก หรือจะเลือกจิบชา เดินเล่นริมแม่น้ำ Windrush (ที่ดูเหมือนคลองมากกว่า) เก็บบรรยากาศเพลินๆ ก็ดีไม่น้อย

happy doggies, Bourton on the water

เสียดายที่วันนี้ฝนตกตลอดเวลา แถมช่วงเช้ายังมีแข่งวิ่งในเมืองอีก ทำให้คนเยอะ และเพิ่มความเฉอะแฉะไปกันยกใหญ่ เราจึงเริ่มจากการเข้าไปเดินดูน้ำหอมกันที่โรงงานเล็กๆ กันก่อน ร้านค้าขนาดย่อม มีน้ำหอมที่ผลิตขึ้นในท้องถิ่นให้ซื้อหาเป็นของที่ระลึกในราคาไม่แพง ได้ยินว่าที่นี่เค้ามีคอร์สสอนผสมน้ำหอมอีกด้วย

จุดแวะหลบฝนแห่งที่สองคือพิพิทธภัณฑ์รถโบราณและของเล่น (The Cotswold Motoring Museum) พิพิทธภัณฑ์เอกชนเล็กๆ ที่รวมเอารถโบราณหลากหลายแบบ ป้ายจราจร ป้ายโฆษณาเก่าๆ และของเล่นโบราณไว้ด้วยกัน ทางเข้าต้องผ่านร้านขายของที่ระลึก ทำให้ดูเหมือนจะเป็นพิพิทธภัณฑ์เล็กๆ แต่มีของเยอะมาก ถ้าใครสนใจพวกรถเก่า ของเก่า คงจะเพลินไม่น้อย

ออกจากพิพิทธภัณฑ์ฝนก็หยุดพอดี ฉันจึงได้โอกาสออกเดินเล่นริมแม่น้ำซักหน่อย แม่น้ำไหลเอื่อย มีเป็ดน้อยว่ายน้ำกันสบายใจ และมีสะพานหินเตี้ยๆ ให้ข้ามไปยังอีกฝั่ง สมกับเป็นเมืองน่ารักในจินตนาการ ส่วนใครที่เป็นนักช้อป ก็ข้ามถนนมาเดินเพลินๆ ชมร้านค้าขายขนม ของกระจุกกระจิก ของที่ระลึกได้ไม่รู้เบื่อ

เมืองถัดไปของเราก็สวยไม่แพ้กันค่ะ แต่ก่อนอื่นต้องขอแวะทานอาหารกลางวันกันก่อน เราเลือกร้านอาหารในโรงแรม The Swan โรงแรมขนาดย่อมที่สวยงามและเป็นที่นิยมแห่งเมือง Bibury เมืองสวยแห่งนี้มีอาหารขึ้นชื่อคือปลาเทร้าสดๆ จากฟาร์มที่อยู่อีกฝั่งถนนของโรงแรม รับประกันความสดกันสุดๆ

It’s fresh. No trout about it!

เมือง Bibury ที่สวยสงบแห่งนี้ มักจะเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อน ใครที่อยากได้บรรยากาศชนบนเงียบสงบ (แต่อาจจะครึ้มฟ้าครึ้มฝนไปบ้าง) อาจจะแวะมาเที่ยวในช่วงนี้ก็ได้

happy ducks

จุดถ่ายรูปสุดฮิตของเมืองแห่งนี้ คือกระท่อมหินโบราณที่เรียงรายกันเป็นทิวแถว ทาวน์เฮ้าส์กระท่อมหินเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า Arlington Row ค่ะ สร้างขึ้นในปีค.ศ.1380 โดยใช้เป็นที่เก็บขนสัตว์สำหรับนำไปทำผ้าวูล ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 17 มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้เป็นกระท่อมของช่างทอผ้า ว่ากันว่า Henry Ford (ผู้ก่อตั้ง Ford Motor) ยังเคยจะซื้อกระท่อมเหล่านี้ส่งไปไว้ที่อเมริกาโน่นเลยทีเดียว

picturesque Arlington Row

แหม เล่าเรื่องชนบทมาเสียยาว ทำให้อยากออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์เย็นสบายแล้วสิคะ :)

Advertisements

อีกครั้ง ณ อังกฤษ – มุ่งสู่ชนบท

เช้าวันฟ้าหม่น

หลังจากเกริ่นโน่นกล่าวนี่มาหลายเพลา ก็ได้เวลาออกเดินทางกันเสียทีค่ะ

สายการบินแห่งชาติพาเรามาถึงท่าอากาศยาน Heathrow ในเช้าวันฟ้าหม่นและฝนพรำ เข้าตำราอากาศแบบอังกฤษขนานแท้ ว่ากันว่าใครมาอังกฤษแล้วไม่เจอฝน เหมือนกับมาไม่ถึงที่นี่จริงๆ!

เมื่อยังอยู่ในอาคารสนามบิน เราก็ไม่รับรู้ถึงอากาศหนาวจับจิต ที่แม้จะเป็นปลายฤดูหนาวเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่ลมหนาวก็ยังคงอ้อยอิ่งอยู่…

มาคราวนี้ ด่านตรวจคนเข้าเมือง มีคนรอคิวไม่เยอะเท่าทริปก่อนหน้า 2 ครั้งที่ผ่านมา (ฉันยกตำแหน่งสุดยอดแถว Immigration ยาว ให้สนามบินนี้ โปรดนึกภาพผู้โดยสารหน้าตาสลึมสลือเข้าแถวรอตรวจพาสปอร์ต ราว 1 ชั่วโมงขึ้นไป…)

แถวที่สั้นเกินคาดกลับทำให้บรรดาผู้ร่วมทางในคณะหันมาค้อนขวับว่าทำไมฉันดันไปนัดรับรถเช่าตั้ง 10 โมงเช้า (ณ เวลานั้น เพิ่ง 7 โมงกว่าๆ เท่านั้น)

พูดถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว นึกถึงเกมวัดดวง ถ้าใครโชคดีเจอเจ้าหน้าที่น่ารักก็สบายตัวไป เจ้าหน้าที่นี่ช่างถามค่ะ (เข้าใจว่าตามหน้าที่) เพราะฉะนั้นเตรียมตอบคำถามเค้าสักนิด ส่วนใหญ่ก็จะถามว่ามาทำอะไร อยู่กี่วัน ยังไงถ้าไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ก็ลองซ้อมๆ ไปก่อนก็ได้ อ่อ ขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของเค้าจะมีการให้สแกนนิ้วด้วย

ผ่านด่าน 1 มาแล้ว ก็จะเจอกับด่านอรหันต์ลำดับ 2 สำหรับคนไทย ซึ่งก็คือ custom ค่ะ ที่ว่าเป็นด่านอรหันต์สำหรับคนไทยก็เพราะคนไทยหลายคนเป็นโรคติดอาหารไทยเวลาเดินทางไปต่างประเทศประเภทที่ว่าเวลาอยู่เมืองไทย อยากกินอาหารฝรั่งเศส อิตาเลียน เยอรมัน ญี่ปุ่น ฯลฯ สารพัดสารพัน แต่ครั้นไปเมืองนอกปุ๊บ ต้องนึกอยากกินอาหารไทยขึ้นมาปั๊บ

แต่ก่อนที่ประเทศอังกฤษจะไม่เคร่งครัดกับเรื่องนำเข้าอาหารการกินกันสักเท่าไหร่ จำได้ว่าสมัยเรียนก็พกสารพัดเครื่องปรุง ข้าวสาร อาหารแห้งไปเต็มเครื่อง แต่มาตอนนี้เค้าตรวจตราเข้มข้น ได้ยินว่าคนไทย นักเรียนไทย โดนยึดกุนเชียงเป็นของกลางกันมานักต่อนักแล้ว

เอาหล่ะ เมื่อผ่านทั้ง 2 ด่านมาได้รอดปลอดภัย ก็ได้เวลาแยกย้ายหาวิธีเดินทางเข้าเมืองกรุง ซึ่งที่ลอนดอนนี้มีให้เลือกตามความพอใจและเงินในกระเป๋า ประหยัดที่สุดเห็นจะเป็นการเดินทางเข้าเมืองด้วยรถไฟใต้ดินสาย Paddington (สีน้ำเงิน) ซึ่งขอเตือนว่าไม่เหมาะสำหรับคนสัมภาระเยอะค่ะ ยิ่งถ้ามีลูกเด็กเล็กแดงเดินทางด้วยแล้วล่ะก็ ขอให้ตัดออพชั่นนี้ออกไป เพราะต้องไปเบียดเสียดยัดเยียดกับชาวลอนดอนเนอร์เค้า แถมบางสถานีในเมืองไม่มีลิฟท์ ถ้าต้องแบกกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ขึ้นบันไดสถานี คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ

ดังนั้นถ้าใครอยากไปถึงไว ที่นั่งสะดวกสบาย ไฮโซ ก็ขอแนะนำให้ใช้บริการรถไฟด่วน Heathrow Express ที่วิ่งปรู๊ด 15 นาทีถึงสถานี Paddington

แต่เราไม่ไปค่ะ! เพราะจุดหมายแรกของเราในครั้งนี้คือชนบทอังกฤษ!

ว่าแล้วคุณน้องสาวก็จัดแจงนำใบจองรถของบริษัท Entreprise ที่เธอใช้บริการอยู่เป็นประจำ ไปติดต่อรับรถแบบ 7 ที่นั่งสำหรับขนผู้ร่วมทางทั้ง 7 ชีวิต พร้อมสัมภาระที่เยอะราวกับจะมาอยู่กันซัก10 เดือน

ปรากฏว่าเรื่องเช่ารถไม่ง่ายอย่างที่คิดเมื่อเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่า ถ้าจะเช่ารถ 7 ที่นั่ง คนขับต้องมีอายุ 30 ปีขึ้นไปเท่านั้นนะจ๊ะหนู เอาล่ะสิ ทั้ง 7 คนนี้ มีคนทำใบขับขี่นานาชาติมาแค่ 2 คน แถมทั้ง 2 คนก็อายุไม่ถึง 30 ซะด้วย ทำเอาอึ้งและเคือง ก็ตอนจองผ่าน web ทางโน้นก็ไม่ได้แจ้งอะไรเลย ทั้งที่มีการให้ใส่วันเดือนปีเกิด! พี่สาวเห็นท่าทางเริ่มเหวี่ยงของเราก็ขอโทษขอโพยพอเป็นพิธี แล้วบอกให้เราลองไปติดต่อเจ้าอื่นแทน สุดยอดเซอร์วิส

เราต่างเดินหน้าเหี่ยว คอตก ไปที่เคาน์เตอร์ AVIS ซึ่งมีโทรศัพท์บ้านวางอยู่เครื่องหนึ่ง หลังจากลองโทรอยู่หลายครั้งก็ไม่มีคนรับสาย ในที่สุด เราจึงตัดสินใจขยับไปที่เคาน์เตอร์ Europcar ที่มีคุณลุงเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ หวังจะได้รถเช่าซะที เพราะไม่งั้นทั้งห้องพักและแผนเที่ยวของเราต้องมีอันพับลงกระเป๋าเป็นแน่…

และแล้วสวรรค์ก็โปรด เมื่อลุงแกบอกว่าเช่าได้นะจ๊ะหนู แต่ขอลุงเช็คแป๊บนึงว่ามีรถว่างไหม ว่าแต่ใครขับล่ะนี่ ถ้าเป็นคุณพี่ที่อายุมากหน่อย ราคาค่าเช่า (พร้อมประกัน) ก็จะถูกลงอยู่นา

หลังจากคิดสาระตะเรื่องค่าเช่ารถอยู่พักหนึ่ง เราก็ตัดสินใจเปลี่ยนคนขับเป็นคุณน้องชายที่ไร้ประสบการณ์การขับรถที่ประเทศอังกฤษ แต่ทำใบขับขี่นานาชาติมาเผื่อ หลังการเจรจาเสร็จสิ้น ก็มีรถshuttle bus มารับเราไปยังที่ปล่อยรถ ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีพื้นที่ของตัวเอง ลานกว้างใกล้ๆ สนามบินมีสารพัดรถเช่า หลากสีหลายขนาดจอดรอเรียบร้อย

คณะเรามัวแต่วุ่นวายกับการหารถ จนเมื่อได้เรื่องเรียบร้อย จึงรับรู้ถึงลมหนาวที่พัดโปรยมาพร้อมสายฝนที่ช่วยโหมกระพือความหนาวกันเข้าไปอีก เข้าไปอีก…

กว่าจะจัด และยัดสัมภาระเข้ารถไปได้เล่นเอาคณะเหงื่อตก เพราะสัมภาระเรานั้นมีมากเหลือ (ขนาดบอกทุกคนล่วงหน้าแล้วว่าให้ยึดหลัก “travel light” แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจฉันเลย – -“)

ขึ้นรถปุ๊บ เปิด Sat Nav (Satellite Nativation) ที่เช่าเป็นฟังก์ชั่นเสริมมาให้ช่วยนำทาง แล้วคณะทัวร์ของเราก็ได้ออกเดินทางจากสนามบินกันเสียที เย้!

ด้านหน้าวัง

จุดหมายแรกของเราในวันนี้คือ Blenheim Palace ณ หมู่บ้าน Woodstock ไม่ไกลจากเมืองมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง Oxford การเดินทางโดยรถยนต์ค่อนข้างสะดวกค่ะ นอกจากจะไปเที่ยวชมพระราชวังแล้ว เรายังจะพักค้างคืนกันที่นี่ในคืนนี้ด้วย

กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด คณะทัวร์ตัว(อ้วน)กลมเราก็ต้องเติมพลังด้วยอาหารกลางวันฉันนั้น ว่าแล้วเราจึงแวะจอดรถและเดินทางร้านอาหารในเมืองกัน จนมาสะดุดกับร้านอาหารที่ชื่อ The King’s Head ที่นี่ได้รับคำวิจารณ์ค่อนข้างดีใน Tripadvisor

ร้านอาหารสไตล์ผับอังกฤษแห่งนี้เสิร์ฟอาหารยุโรปทั่วไป และอาหารสไตล์ผับอังกฤษที่เราคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็น Fish & Chips หรือ Jacket Potato ส่วนบรรยากาศในร้านก็สบายๆ แถมเตาผิงแบบ open fire ก็ช่วยเติมความอบอุ่นให้อย่างดีทีเดียว อาหารที่นี่รสดีสมกับคำชมใน Tripadvisor ค่ะ ผ่าน!

อิ่มกันแล้วก็ได้เวลาเที่ยวพระราชวังค่ะ ฉันเคยได้ยินชื่อ Blenheim มาหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีโอกาสมาเยือนซะที ทั้งนี้เพราะการเดินทางที่สะดวกที่สุดในการมา Blenheim คือทางรถยนต์

พระราชวังโอ่อ่าแห่งนี้เป็นบ้านของท่านดยุคและดัชเชสมาหลายเจเนอเรชั่น จนปัจจุบันตกทอดมาถึงดยุคคนที่ 11 แต่เจ้าของเหล่านี้คงจะมีชื่อเสียงโด่งดังเทียบไม่ได้กับบุรุษผู้หนึ่งซึ่งก็มีความเกี่ยวข้องผูกพันธ์กับสถานที่แห่งนี้ และท่านผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกฯ คนสำคัญของอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ท่านเชอร์ชิลเกิดที่พระราชวัง Blenheim เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ.1874 โดย Lady Randolph Churchill ผู้เป็นแม่บังเอิญคลอดก่อนกำหนด ขณะที่เดินทางมาเยือนวังแห่งนี้ นอกจากจะเกิดที่นี่แล้ว ท่านเชอร์ชิลยังความผูกพันธ์กับวังสไตล์อิงลิชบาโร้คแห่งนี้เป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ท่านเลือกขอภรรยาแต่งงานที่สวนของพระราชวังแห่งนี้ ดังนั้นใครที่ไปเที่ยวชมBlenheim ก็จะได้พบกับภาพถ่าย ของสะสม ภาพเขียนฝีมือท่านเชอร์ชิล (งานเขียนภาพ เป็นอีกมุมหนึ่งของท่านเชอร์ชิลที่ฉันเพิ่งจะรู้ ปล. ภาพวาดหลายๆ ภาพยังมีการนำไปพิมพ์ออกจำหน่ายร่วมกับบริษัทการ์ดชื่อดังอย่าง Hallmark ซะด้วย) รวมทั้งห้องที่ท่านเกิด และสิ่งละอันพันละน้อยที่ดูได้ไม่รู้เบื่อกันเลยทีเดียว

ทางเข้าวังอาจจะดูแห้งแล้ง แข็ง เวิ้งว้าง และเคร่งขรึมไปบ้าง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นความประสงค์ที่จะให้สถานที่แห่งนี้ดูยิ่งใหญ่อลังการณ์ ประหนึ่งอนุสาวรีย์แห่งชาติ แสดงความรุ่งเรืองของทั้งอังกฤษ และ John Churchill ดยุคแห่ง Marlborough คนแรกที่รบชนะฝรั่งเศสและบาวาเรียนในสมรภูมิ Blenheim แต่เมื่อเข้าไปภายในแล้วจะรับรู้ได้ถึงความโอ่อ่า และรายละเอียดในการตกแต่งแบบอิงลิชบาโร้กที่อ่อนช้อย หรูหรา และสวยงาม ตามแบบฉบับของ Sir John Vanbrugh นักการละครชื่อดัง อีกปราสาทชื่อดังที่มีผู้ออกแบบเป็นนักออกแบบฉากละคร คือ Neuschwanstein ในประเทศเยอรมนี (นึกภาพปราสาทเจ้าหญิงนิทรา แล้วคุณจะร้องอ๋อ)

แน่นอนว่าการให้นักการละครคนเก่ง แต่ด้อยความชำนาญทางด้านสถาปัตยกรรมมาออกแบบ ทำให้ Sarah ดัชเชสองค์ที่ 1 นายหญิงของบ้าน ผู้ชื่นชอบในผลงานของเซอร์คริสโตเฟอร์ เร็น (ผู้ออกแบบมหาวิหาร St Paul ในลอนดอน) ไม่พอใจนัก

ยิ่งไปกว่านั้น ในภายหลัง Sarah ยังเกิดมีเรื่องผิดใจกับควีนแอน (Queen Anne) เพื่อนรัก ผู้มอบ Blenheim Palace ให้เป็นของขวัญแก่ครอบครัวท่านดยุค จนในที่สุด วังแห่งนี้ก็ถูกตัดงบ และท่านดยุคก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าก่อสร้างต่อด้วยตนเอง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มทวีขึ้นอย่างมหาศาล ผนวกความไม่ถูกชะตาส่วนตัวทำให้ Sarah เลิกจ้างเซอร์จอห์น และให้ Nicholas Hawksmoor ซึ่งทำงานร่วมกับเซอร์จอห์นมาก่อนหน้านี้ เป็นผู้ก่อสร้างต่อ

แน่นอนว่าเมื่อขาดเงินสนับสนุนจากทางการในการก่อสร้าง ท่านดัชเชสก็จำต้องตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นบางอย่างออก รวมทั้งเปลี่ยนการจ้างช่างระดับมาสเตอร์อย่าง Grinling Gibbons มาเป็นช่างฝีมือที่ด้อยกว่าแต่สามารถเลียนแบบผลงานของช่างฝีมือชื่อดังได้ เรียกว่าเซฟเงินในกระเป๋า แต่ภาพรวมก็ยังดูหรูหราอลังการณ์อยู่นั่นเอง

สังเกตุว่าถ้าคิดถึง Blenheim ในมุมมองที่เป็นบ้านที่ใช้อยู่อาศัยจริง หลายๆ ห้องที่นี่ดูไม่ค่อยน่าจะอยู่สบายสักเท่าไหร่ แต่ในสมัยนั้นบ้านหรือวังแห่งนี้มีความสำคัญในแง่การโชว์ความมั่งคั่งเสียยิ่งกว่าการใช้งานเพื่อการพักอาศัยจริงๆ

หลายห้องที่เราเข้าชมชวนให้นึกถึงพระราชวังแวร์ซายที่ฝรั่งเศส (ซึ่งตกแต่งแบบ Baroque เช่นเดียวกัน เพียงแต่ Blenheim เป็น English Baroque) บนผนังมีภาพเขียนบุคคลสำคัญต่างๆ ภาพวาดเทพปกรณัมในห้องเสวยที่สุดแสนอลังการณ์ รวมไปถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างไม้แกะสลักที่อ่อนช้อยราวกับมีชีวิต วอลเปเปอร์ผ้าไหมสีแดงสด หลายห้องจัดเรียงให้เหมือนสภาพการใช้งานจริงในสมัยก่อน ส่วนห้องที่มีการปรับเปลี่ยน ก็จะมีภาพห้องดั้งเดิมให้ชมประกอบด้วย หากใครมีข้อสงสัย เจ้าหน้าที่ประจำห้อง (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคุณลุง คุณป้าหน้าตาใจดี) ก็จะคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับนิทรรศการที่จัดแสดง รวมไปถึงเกร็ดเล็กๆ น้อยเกี่ยวกับที่นี่

ช่วงที่เราไปเยือน ที่วังมีจัดนิทรรศการเกี่ยวกับ Gladys Deacon ดัชเชสคนที่ 9 สาวสังคมทรงเสน่ห์ชาวอเมริกันที่พิชิตใจท่านดยุคมาครอบครอง ในฐานะภรรยาคนที่สอง เขี่ยดัชเชสคนแรกตกอันดับไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการแต่งงานของท่านดยุคกับ Consuelo Vanderbilt ภรรยาคนแรก สาวสวยลูกมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ก็ไม่ได้เกิดจากความรัก เพราะท่านดยุคเองก็ต้องการเงินจากการแต่งงานเพื่อรักษาตระกูลไว้ไม่ให้ล้มละลาย ส่วนพ่อของ Consuelo เองก็อยากให้ลูกสาวได้เป็นดัชเชส การแต่งงานที่น่าเศร้าจึงจบลงในที่สุด

Gladys Deacon

กลับมาพูดถึง Gladys Deacon บ้าง สาวเก๋ชาวอเมริกันผู้นี้มีรสนิยมโดดเด่นไม่เหมือนใคร จนบางครั้งก็อาจจะเรียกได้ว่าดูเพี้ยนๆ ไปบ้าง ใครที่ไปเยือน Blenheim ก็จะได้พบกับภาพวาดดวงตาสีฟ้าสวยของ Gladys ที่ฝากไว้บนเพดานซุ้มประตู รวมทั้งรูปหล่อสฟิงค์ใน Formal Garden ที่มีหัวเป็น Gladys

แต่อนิจจาความรักไม่เที่ยงแท้ แม้ท่านดยุคจะหลงใหลในตัว Gladys จนลืมไปว่าตัวเองเคยพูดไว้ว่าไม่ชอบสาวอเมริกัน! แต่ชะตาอันพลิกผันของเธอก็นำไปสู่การหย่าร้างและชีวิตบั้นปลายที่โดดเดี่ยว…

ถ้าชมส่วนจัดแสดงห้องต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว และยังมีเวลาเหลือแนะนำให้แวะทำความรู้จักกับท่าน Duke of Marlborough ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ในส่วนของ Untold Story ที่ให้เราได้เดินทางย้อนยุคไปกับวิญญาณของ Grace Ridley สาวใช้คนโปรดของ Sarah ดัชเชสคนที่ 1 เกรซคอยบอกเล่าเรื่องราวของท่านดยุคในแต่ละยุคแต่ละสมัย ผ่านภาพกราฟิคและหุ่นขี้ผึ้ง เรียกว่าได้เพิ่มอรรถรสในการเรียนรู้เกร็ดประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

นอกจากภายในตัวอาคารแล้ว สวนของ Blenheim ยังเป็นส่วนที่น่าไปเดินเล่นเก็บบรรยากาศเป็นอย่างยิ่ง สำหรับใครที่มีเวลาน้อย อาจเที่ยวเล่นในสวนอิตาเลียน ชมทะเลสาบ เนินเขา น้ำตกจำลอง และทิวทัศน์ที่ดูเป็นธรรมชาติและสงบเงียบราวกับเป็นป่าจริงๆ ทั้งที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ของ ‘Capability’ Brown นักจัดสวนชื่อดัง

ที่นี่ยังมีสวน Pleasure Garden สำหรับครอบครัว ที่มีเขาวงกต สวนผีเสื้อ ให้เด็กๆ ได้สนุกกัน ออกแนว theme park นั่นเลย เรียกว่าครบวงจรจริงๆ ส่วนในวันอากาศดี ที่นี่ยังมีจัดตระกร้าปิคนิคให้นักท่องเที่ยวสามารถซื้อหาไปนั่งปิคนิคกันในสวนสวยได้ด้วย แต่สำหรับวันอากาศหนาว (แม้จะมีแดดออกมาบ้าง) อย่างวันนี้ จิบชาร้อนๆ สักถ้วยในร้านคาเฟ่ของวัง ดูจะเป็นออพชั่นที่ดีกว่า

จากวัง Blenheim เราก็ไปเช็คอินกันที่ที่พักเล็กๆ ในเมือง ชื่อว่า Woodstock’s Own ที่พักขนาดย่อมแห่งนี้ ต้องไต่บันไดสูงชันแบบบ้านอังกฤษขึ้นไป ห้องพักขนาดมินิ ดูสะอาดสะอ้านดี เสียแต่กลิ่นสี (ที่เข้าใจว่าเค้าเพิ่งทาสีใหม่) แรงเหลือเกิน เก็บของเสร็จสรรพ เราก็ออกรถไปช้อปกันที่ Bicester Outlet Village ในเมือง Banbury

เชื่อว่าหลายคนรู้จัก outlet แห่งนี้ดีกันอยู่แล้ว เพราะสินค้ามีสารพัดแบรนด์ให้เลือกช้อปทิวยูดร็อป สนนราคาและสินค้าก็ตามแต่ฤดูกาล บางครั้งมาที่นี่ก็ได้ของสวยๆ ดีๆ ในราคาย่อมกลับไปเยอะ แต่บางครั้งมาไม่ถูกจังหวะ ก็แทบไม่ได้อะไร แอบกระซิบว่าใครที่เป็นแฟนสินค้าอิงลิช วินเทจ กุ๊กกิ๊ก อย่าง Cath Kidston ที่นี่ก็มีร้านลดราคาของแบรนด์นี้เช่นกัน

หลังจากช้อปจนร้านปิด แล้วเราก็แวะทานอาหารไทยกันที่ในเอาท์เล็ตนี่แหละค่ะ ร้าน Busaba Eathai มีหลายเมนูง่ายๆ ที่เราคุ้นเคย อย่างผัดไทย ส้มตำ ฯลฯ พอให้หายคิดถึงอาหารไทย สาขานี้มีพนักงานคนไทย 1 คนค่ะ ซึ่งพี่เค้าก็คอยแนะนำว่าน่าจะสั่งอะไร อย่างไร

อิ่มสบายท้องแล้ว เราก็ขับรถกลับที่พัก พักผ่อนนอนเอาแรง เตรียมลุยชนบทอังกฤษกันต่อในวันรุ่งขึ้น

ราตรีสวัสดิ์ :)

อีกครั้ง ณ อังกฤษ – ว่าด้วยหมอนรองคอ

ฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยมีปัญหานอนไม่หลับบนเครื่องบิน ลองนึกภาพการนั่งเฉยๆ บนเครื่องเป็นเวลานานๆ โดย 1) ไม่มีจอทีวีส่วนตัว (คุณก็รู้ว่าสายการบินอะไร) 2) เกรงใจคนนั่งข้างๆ ผู้กำลังนอนหลับฝันหวาน (คุณไม่รู้ว่าใคร) ถ้าจะเปิดไฟ เพื่ออ่านหนังสือที่อุตส่าห์พกขึ้นมา

การนั่งเครื่องบินนานๆ แต่ละครั้งจึงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายลำดับต้นๆ ของการออกเดินทางท่องเที่ยว

จนฉันค้นพบตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้นอนหลับได้ มันคือ หมอนรองคอ! ซึ่งฉันเคยสงสัยว่าหมอนรูปตัวยูนี้มันจะมีประโยชน์ ช่วยส่งเสริมการนอนอย่างมีความสุขได้อย่างไร จนวันหนึ่งฉันได้โอกาสทดลองเจ้าหมอนนี้ด้วยตัวเอง

เริ่มจากหมอนเป่าลมที่ซื้อจากร้านปลอดภาษีที่สนามบิน ด้วยความที่ต้องการนอนหลับก่อนเริ่มภารกิจเที่ยวทรหดที่อังกฤษ หมอนเป่าลมแม้จะไม่นุ่มสบาย แต่ก็ทำให้ฉันหลับได้สบายดีเป็นครั้งแรก แต่อนิจจาหมอนเป่าลมรั่วหลังจากใช้งานไปเพียงครั้งเดียว ขากลับฉันจึงได้รับการอนุเคราะห์หมอนรองคอใบใหม่เป็นแบบมีไส้ใยสังเคราะห์จากน้องสาว ซึ่งเห็นใจพี่ที่จะต้องนั่งเครื่องเป็นเวลากว่า 11 ชั่วโมงโดยลำพัง

มาครั้งล่าสุด ฉันได้หมอนรองคอใบใหม่ เป็นหมอนจากร้าน MUJI ชื่อว่า MUJI Neck Cushion สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้ตามสะดวก ทั้งรองคอ เป็นหมอนข้าง จนกระทั่งรองเท้า! ภาพประกอบเค้าว่าอย่างนั้นจริงๆ แต่ฉันก็อดสงสัยว่า ครั้นเอาไปรองเท้าเข้าสักครั้งจะมีใครนำกลับมารองคออีกหรือไม่

ฉันเป็นคนไม่ค่อยเชื่อมั่นกับของสารพัดประโยชน์สักเท่าไหร่ เพราะเท่าที่เคยใช้ของประเภท 2-in-1 เช่น แชมพู+ครีมนวด แชมพู+ครีมอาบน้ำ มักจะรู้สึกว่ามันใช้ได้ไม่ดีสักอย่าง แต่เค้าว่าไม่ลองก็ไม่รู้ใช่ไหมคะ…

หลังจากทดลองใช้แล้ว ต้องขอบอกว่า “ของเค้าดีจริง” ค่ะ หมอนไส้เม็ดบีทเล็กๆ นี้มันช่างนุ่มสบาย รับกับหน้าเวลาหนุน เสริมสร้างความสุขในการนอน (บนเครื่องบิน) ได้อย่างดี

ถ้าใครเคยมีปัญหานอนไม่หลับอย่างฉัน แนะนำให้ไปลองหามาหนุนสักใบค่ะ

ถ้านอนหลับอิ่มสบายแล้ว วันรุ่งขึ้นค่อยมาลุยเที่ยวกัน!

ปล. ขออภัยที่เอนทรี่นี้ดูไม่ค่อยเกี่ยวกับอังกฤษซักเท่าไหร่ ^ ^”

อีกครั้ง ณ อังกฤษ – preface

babe at portobello market โดย tonbi

หลายคนว่าไว้ว่า ถ้าได้ไปโยนเหรียญที่น้ำพุเทรวี่ ณ กรุงโรมแล้ว จะมีโอกาสกลับไปเยือนที่นั่นอีกครั้ง

ฉันเคยโยนเหรียญตามคำบอกไปเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว จนทุกวันนี้ อิตาลี ยังคงพับเพียบรอวันฉันไปเยือนอีกครั้ง อยู่ใน waiting list อันยาวเหยียด…

ฉันไม่เคยสักครั้งที่จะโยนเหรียญอธิษฐานขอกลับไปอังกฤษ (เค้ามีธรรมเนียมแบบนี้ที่น้ำพุแถวทราฟัลการ์สแควร์รึเปล่านะ) แต่ไม่รู้ทำไม อะไรมาดลใจให้กลับไปเมืองผู้ดีนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่รู้เบื่อ

วันดี คืนดี ก็หาโอกาส หาเรื่องไปอังกฤษครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 ในรอบสองปี (เสียดายที่แต่ละครั้งต้องขอวีซ่าใหม่ อยู่ร่ำไป เพราะวีซ่าที่ท่านให้มีอายุแค่ 6 เดือน แม้จะเป็นวีซ่าแบบมัลติเพิลเอนทรี่ก็ตาม)

“เรื่อง” หรือ “ข้ออ้าง” ในการไปเยี่ยมเยือนอังกฤษครั้งนี้ของฉัน คือ งานรับปริญญาของคุณน้องสาว และพ่วงทริปย้อนอดีตแรกพบ ณ เบอร์มิงแฮมกับสามีไปด้วยในตัว

คนเราก็ขยันหาเหตุผลมาสนับสนุนเรื่องที่ตัวเองอยากทำอย่างนี้แล…