เบบี้มูน อิน เจแปน – โมโมฟุกุ อันโด และ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอวกาศ

logo of Cupnoodles Museum

ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่เรียกได้ว่ามีพิพิทธภัณฑ์แบบ “เฉพาะทาง” ให้ได้เลือกเที่ยวชมตามความสนใจที่หลากหลายกันไปในแต่ละคน พิพิทธภัณฑ์เฉพาะทางที่หนึ่งที่หลายคนคงไปเที่ยวกันมาแล้วคือราเมงมิวเซียมที่เมืองโยโกฮามา ใกล้ๆ กับโตเกียวนี่เอง

โยโกฮามามีชื่อเรื่องของกิน โดยเฉพาะอาหารจีน ใครที่เป็นแฟนรายการทีวีญี่ปุ่น คงจะคุ้นกับร้านอาหารหลากหลายที่แต่ละรายการต่างพาไปชม (ชิม – โดยผู้ดำเนินรายการ แล้วปล่อยให้เราน้ำลายสอ) เกี๊ยวซ่ายักษ์ควันฉุยบ้างล่ะ ซาลาเปาทีวีแชมเปี้ยนบ้างล่ะ โอ๊ย…พูดแล้วหิว

คราวที่แล้วที่ไปเยือนญี่ปุ่น ได้ไปแวะกินราเมงที่ราเมงมิวเซียมมาแล้ว คราวนี้เลยถือโอกาสสคิปโปรแกรมเดิมๆ ไปหาที่เที่ยวที่ใหม่อย่าง Cup Noodles Museum กันบ้างค่ะ

เราคงได้ยินชื่อนิชชินคัพนู้ดเดิ้ลกันมาแล้ว แม้ในบ้านเรานิชชินจะไม่โด่งดังเท่า มาม่า และไวไว แต่ก็หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป คุณรู้หรือไม่ว่านิชชินนี่แหละเป็น “เจ้าเก่า” ตัวจริงเสียงจริงในวงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป!

และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่แพร่หลายไปทั่วโลกก็คือคุณโมโมฟุกุ อันโด ผู้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาเป็นคนแรกนี่เอง

ของบางอย่างเราคุ้นชินในชีวิตประจำวัน จนอาจมองข้ามความสำคัญ หรือความยิ่งใหญ่ของการค้นพบครั้งแรกไป ฉันว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็เป็นหนึ่งในนั้น

ว่าแล้วเราก็มาควักกระเป๋า 500 เยนต่อคน แล้วเข้าไปเที่ยวพิพิทธภัณฑ์แห่งนี้กันเถอะ!

The museum cube

ฉันจัดแจงวางแผนไปเที่ยว Cup Noodles Museum ในวันจันทร์ ด้วยความเข้าใจ (ผิด) ว่าคนจะได้ไม่เยอะ และเราจะเที่ยวชม-ชิม-ช้อป ได้อย่างสบายอารมณ์ หารู้ไม่ว่าวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคมนั้น เป็นวันหยุดราชการของที่ญี่ปุ่นพอดิบพอดี! ซึ่งก็คือวัน Health and Sports Day (Taiiku no Hi – 体育の日) ซึ่งเป็นวันจันทร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม แถมที่โยโกฮาม่า ไชน่าทาวน์ยังมีงานประจำปีอีก

จากโตเกียว ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงเมืองท่าโยโกฮาม่า และเราก็ตรงไปย่านมินาโตะมิไร (Minato Mirai) อันเป็นที่ตั้งของ Cup Noodles Museum ซึ่งเราก็เดินหลงๆ งงๆ ตามฝูงชนไป ท่าทางไม่ค่อยดี เพราะคนเยอะเหลือเกิน

หลังจากเดินตามสองสาวญี่ปุ่นไปได้สักพัก เราก็มาพบกับตึกพิพิทธภัณฑ์รูปพรรณสัณฐานเดียวกับที่เห็นในเว็บไซต์ โอเค เรามาถูกทางแล้ว แต่ช้าก่อน … แม่เจ้า ทางเข้าพิพิทธภัณฑ์มีแถวยาวเหยียดสุดลูกตา อ้อมไปหลังตัวตึก ชวนระทึกยิ่งนักว่ามันจะยาวไปถึงที่ไหน

endless queueueueueueue

แต่ไหนๆ ก็ดั้นด้นและมุ่งมั่นมาแล้ว ก็ต้องไปต่อค่ะ เราเดินข้ามถนนและอ้อมตึกสีน้ำตาลแดงทรงสี่เหลี่ยมแลดูโมเดิร์นนั้นไป เพื่อเสาะหาหางแถวซึ่งยาวออกไปหลายร้อยเมตร… เจ้าหน้าที่สาวที่คอยแจกโบรชัวร์แจ้งว่าจากจุดที่เรารอ จะใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมงครึ่งจึงจะได้เข้า

ลังเล ลังเล ลังเล แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเข้าแถวต่อ แถวยาวเหยียดนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่เป็นระเบียบตามนิสัยของพี่ยุ่นที่ไม่มีมาแทรกแถวให้รำคาญหัวใจ พ่อแม่พาลูกๆ มาเที่ยวกันหลายครอบครัว ข้างหน้าเราเป็นคุณพ่อลูกสองที่ลูกสาวดูสงบเสงี่ยม แต่เจ้าลูกชายซนใช่ย่อย จนโดนคุณพ่อเบิร์ดกระโหลกไปหลายครั้ง

เวลาผ่านไปราว 45 นาที เราก็มาถึงปากทางเข้า เตรียมจ่ายสตางค์ค่าเข้าชม ที่นี่มี audio guide ให้ยืม และมีแบบภาษาอังกฤษด้วย โดยเสียค่ามัดจำเครื่องละ 2,000 เยน (เจ้าหน้าที่จะคืนเงินให้ตอนนำ audio guide มาคืน) โล่งใจที่ได้เข้าซะที เจ้าหน้าที่สาวถามเราว่าสนใจจะทำ My Cupnoodles ด้วยรึเปล่า (ซึ่งรายการนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่หมายใจจะมาทำ) มันคือบะหมี่ถ้วยแบบ customize ที่เราจะวาดลายลงบนถ้วย เลือกเครื่องปรุงต่างๆ มาเป็นบะหมี่ในแบบของตัวเอง

อนิจจา คนเยอะมาก และ My Cupnoodles Factory ก็กำหนดเวลาซะด้วย โดยทำเป็นรอบๆ รอบที่เร็วที่สุดที่ยังว่างคือ 5 โมงเย็น (ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 11 โมง) เราเลยต้องตัดใจจากโปรแกรมนี้ไปโดยปริยาย

the GRAND staircases

เอาหล่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เรามาเริ่มชมพิพิทธภัณฑ์กันเลยดีกว่า อ่อ ข้อดีของที่นี่คืออนุญาตให้ถ่ายรูปได้ไม่อั้นค่ะ แต่วันที่คนเยอะๆ อย่างนี้อาจจะหามุมยากนิดนึง

cup noodles (wonder)wall

เริ่มจากขึ้นบันไดกว้าง ดูโมเดิร์นมากๆ ไปที่ชั้น 2 ห้องแรก Instant Noodles History Cube จัดแสดงแพคเกจจิ้งของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของนิชชิน ตั้งแต่ Chicken Ramen ซองแรก จนถึงที่พัฒนาเป็นแบบต่างๆ หลากรส หลายสไตล์ เอาใจตั้งแต่คุณหนูๆ หนุ่มๆ นักกีฬา ไปจนถึงสาวๆ ที่ห่วงใยสุขภาพ รวมทั้งรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นต่างๆ ละลานตามาก

oh-so-red theatre

ถัดจากนั้นเป็น Momofuku Theatre ห้องสีแดงแจ๊ดที่ฉายเรื่องราวของคุณอันโด ว่าด้วยการคิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาจนกระทั่งประสบความสำเร็จ เป็นวิดิโอที่ดูไม่ยาก (แม้เราจะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น) ได้เห็นว่าคุณอันโดแกเป็นที่คนมีไอเดียน่าสนใจจริงๆ แถมที่สำคัญยังมีความมานะอดทนในการทำความคิดนั้นให้ออกมาเป็นรูปธรรมได้จริง เรียกว่าจุดประกายความคิดสร้างสรรค์กันได้ดีจริงๆ

ออกจากโรงหนังก็จะเจอกับกระท่อมจำลองที่แสดง “ห้องทำงาน” ของคุณอันโด ในการคิดค้นชิกเก้นราเมงขึ้นครั้งแรก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างสนุกกับการแทรกตัวเข้าไปดูเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ในห้องทดลองเล็กๆ แห่งนี้ กระท่อมธรรมดาๆ ที่เป็นจุดกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก

no-more-bowl – have a cuppa

ว่าแล้วก็มาถึงส่วนของประวัติชีวิตของ Momofuku Ando ที่แสดงเรื่องราวชีวิต และการคิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเขา ตั้งแต่แบบซอง จนได้ไอเดียจากการไปเยือนอเมริกา ที่มีคนเอาบะหมี่ของเขาบิใส่ลงไปในถ้วยกาแฟแล้วเติมน้ำร้อน ทำให้สะดวกในการกินยิ่งขึ้น เป็นจุดต้นกำเนิดของบะหมี่ถ้วย ตลอดจนการคิดค้นวิธีบรรจุบะหมี่ลงถ้วย และการทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสำหรับนักบินอวกาศ! ทุกสิ่งอย่างล้วนเกิดจากกระบวนการคิดที่สร้างสรรค์ของชายผู้นี้

คุณอันโดเสียชีวิตในวัย 96 ปี และตลอดชีวิตของเค้าก็ทุ่มเทกับการสร้างสรรค์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หนังสือพิมพ์ The New York Times ให้ฉายาเขาว่า Mr. Noodle ลองคลิกไปอ่านบทความนั้นกันได้ที่นี่ค่ะ

ส่วนถัดไป คือ Creative Thinking Box เป็นนิทรรศการแบบ interactive ให้เรามีส่วนร่วมในการเรียบรู้และสร้างสรร เด็กๆ สนุกกันใหญ่เชียว :)

มาถึงจุดนี้ ก็เริ่มหิวแล้ว ชั้นถัดไปเป็นส่วนของ Chicken Ramen Factory ซึ่งต้องจองล่วงหน้า โดยให้ลงมือทำชิกเก้นราเมงกันตั้งแต่เส้นบะหมี่เลยทีเดียว และ My Cupnoodles Factory ที่รอบเต็มจนถึง 5 โมง

more queue at Noodles Bazaar

เราข้ามไปที่ชั้น 4 ซึ่งเป็นส่วนของร้านอาหาร Noodles Bazaar ในบรรยากาศสตรีทฟู๊ดของเอเชีย แต่จะกินทั้งที ก็ยังต้องต่อแถวค่ะ คนเยอะมากเช่นเดิม ที่นี่จะมีให้เลือก 8 เมนู เป็นบะหมี่ตัวแทนจากชาติต่างๆ ของบ้านเราก็เป็นบะหมี่ต้มยำกุ้ง ส่วนของอินโดนีเซียเป็น Mie Goreng อิตาลีก็มีพาสต้า เป็นต้น ราคาถ้วยละ 300 เยน ปริมาณน้อยนิด ประมาณว่าให้ลองชิมมากกว่าจะกินเอาอิ่ม นอกจากนี้ชั้น 4 นี้ยังมีส่วนสนามเด็ก Cupnoodles Park เล่นให้น้องๆ หนูๆ มาเล่นอีกด้วย

และเช่นเดียวกับการเที่ยวสถานที่อื่นๆ เราจบทริปลงด้วยการแวะช้อปที่ museum shop ที่มีสินค้าเก๋ๆ ให้เลือกซื้อหลายรายการ แต่ผิดหวังนิดนึงตรงที่มีสินค้าประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่เยอะ ที่มีเป็น box set แบบรวมรสซึ่งกล่องใหญ่เกินกว่าจะแบกกลับบ้าน เลยไปได้ของกระจุกกระจิก พวกตุ๊กตา และเครื่องเขียนต่างๆ แทน

A ride back home?

ก่อนจาก ขอทิ้งท้ายนิดนึงว่า The sky is no limit. ท้องฟ้าไม่ได้เป็นขีดจำกัด ลองดูคุณอันโดเป็นตัวอย่างสิคะ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเค้าไปไกลถึงอวกาศเลยทีเดียว :)

Advertisements

เบบี้มูน อิน เจแปน – เยี่ยมโดราเอมอน

ใครๆ ก็พูดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไปแล้วก็อยากไปอีก และไปอีก และไปอีก อยู่ร่ำไป

ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น

และเมื่อพลาดจากทริปฮันนีมูนที่อิตาลี (เนื่องด้วยเวลาจำกัด และสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมนั่งเครื่องนานๆ) ญี่ปุ่นจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่เราเลือกสำหรับทริปเบบี้มูนครั้งนี้

ก่อนหน้า หลายคนยังกล้าๆ กลัวๆ กับการไปญี่ปุ่น เพราะเหตุสึนามิ + แผ่นดินไหว + โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ขนาดฉันเองยังถูกทักท้วงจากครอบครัวว่าแน่ใจเหรอว่าจะไปทั้งที่กำลังมีเบบี้ แต่หลังจากสอบถามคนโน้นคนนี้ ก็ได้คำตอบว่าที่นั่นโอเค ไปได้ ไม่ได้มีอะไรน่ากังวลขนาดนั้น

ฉันจึงเริ่มวางแผนอย่างจริงจัง ใจจริงอยากรอสักช่วงเดือนพฤศจิกายน เพื่อจะได้ดูใบไม้แดงกันอย่างเต็มอิ่ม แต่ด้วยเวลากระชั้น (เดี๋ยวท้องแก่ไป เค้าจะไม่อนุญาตให้ขึ้นเครื่องบินเปล่าๆ) เลยต้องไปโลดตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลา

เอาล่ะ ก่อนจะเกริ่นไปยาวกว่านี้ ขอเข้าเรื่องเลยดีกว่า

โปรแกรมอันดับต้นๆ ของทริปนี้คือไปเยี่ยมเยียนเพื่อนรักวัยเด็กอย่างเจ้าแมวโดราเอมอน ที่รู้จักมักจี่กันมาแต่สมัยอนุบาลแต่ไม่เคยแวะไปเยี่ยมกันเลยซักที

หลังจากเก็บข้อมูลจากเว็บต่างๆ ก็ได้ความว่าเค้าเพิ่งจะมีการเปิดพิพิทธภัณฑ์ Fujiko F Fujio กันไปเมื่อไม่นาน (ขอเรียกพิพิทธภัณฑ์โดราเอมอนก็แล้วกัน) แถมช่วงแรกๆ ยังมีบริการรถไฟสาย Odakyu ขบวนพิเศษ ที่ตกแต่งทั้งภายนอกภายในด้วยลวดลายโดราเอมอนอีกด้วย แฟนพันธุ์แท้ที่ไหนจะอดใจไหว (ใครที่เคยไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ที่ฮ่องกง ลองนึกภาพรถไฟขบวนที่ไปดิสนีย์แลนด์ก็ได้)

อนิจจา ก่อนไปไม่นานได้ยินข่าวว่าขบวนรถนี้หยุดให้บริการไปเสียแล้วด้วยว่ามีปัญหาทางด้านกฎหมายการโฆษณา น่าเสียดายจริงๆ

แต่ถึงรถไฟจะเลิกวิ่ง ความพยายามของฉันก็ยังไม่สิ้นสุด ขั้นตอนที่สำคัญอีกอย่างในการจะไปเยือนพิพิทธภัณฑ์ก็คือการซื้อตั๋วค่ะ

ใครเคยไปพิพิทธภัณฑ์ Ghibli คงรู้ดีว่า จะไปสุ่มสี่สุ่มห้าซื้อตํ๋วกันที่หน้าทางเข้าไม่ได้นะคะ เราต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าไปก่อน ด้วยพิพิทธภัณฑ์ต้องการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมในแต่ละวันและแต่ละรอบให้กำลังดี เพื่ออรรถรสในการเที่ยวชมที่ไม่ต้องไปเบียดเสียดกัน

วิธีการซื้อตั๋วของพิพิทธภัณฑ์โดเรเอมอนก็ทำได้โดยซื้อจากร้าน Lawson โดยใช้เครื่องขายตั๋ว ซึ่งเป็นอุปสรรคประการที่สองของผู้มาเยือนจากต่างประเทศ เพราะต้องซื้อที่ร้าน Lawson ในญี่ปุ่น – -”

โชคดีที่เราให้พี่ที่อยู่ญี่ปุ่นดั้นด้นไปช่วยซื้อตั๋วมาให้ได้สำเร็จ ตั๋วผู้ใหญ่ราคา 1,000 เยน ใช้ได้ตามวันและเวลาที่ระบุตอนซื้อเท่านั้นค่ะ

ได้ตั๋วแล้ว ก็เตรียมเดินทางกันได้เลย สำหรับเราซึ่งพักอยู่ที่ย่าน Shinjuku สามารถเดินมาขึ้นรถไฟสาย Odakyu ที่สถานี Shinjuku ได้เลย จาก Shinjuku ให้เลือกไปลงที่สถานี Noborito พอลงจากสถานีจะมีมนุษย์ป้ายยืนถือป้ายพิพิทธภัณฑ์อยู่ ฉันจึงรี่ไปถามด้วยภาษาญี่ปุ่นแบบกระท่อนกระแท่นที่สุด (ยังดีที่พอจำศัพท์ได้บ้าง) พี่เค้าก็ชี้ทางสว่าง เอ๊ย ทางไปป้ายรถ shuttle bus ให้ จริงๆ แล้วใน web ของพิพิทธภัณฑ์บอกไว้ว่าจากสถานีสามารถไปได้ด้วย shuttle bus หรือเดินไป แต่ครั้นเราเป็นพวกชอบหลง อ่านแผนที่ไม่ค่อยออก จึงเลือกนั่งรถดีกว่า อ่อ รถนี้ไม่ได้ขึ้นฟรีนะจ๊ะ เตรียมค่าโดยสารไว้ด้วย

อ่อ สำหรับใครที่ไปถึงก่อนเวลานานๆ อย่างเรา (แหม ก็กลัวไปไม่ทันเวลาเข้านี่นา) อาจจะเดินไปหาชาหรือกาแฟจิบกันก่อนก็ได้ ที่ใกล้ๆ สถานีมีร้าน Freshness Burger อยู่ แนะนำ Chai Latte Tea ที่มีกลิ่นเครื่องเทศนิดๆ ไม่ต้องรีบร้อนขึ้น shuttle bus เพราะแถวพิพิทธภัณฑ์ไม่มีร้านให้นั่ง

รถ shuttle bus ของเค้าน่ารักมาก ข้างในตกแต่งด้วยไม้ทั้งหมด ให้อารมณ์แบบย้อนยุค nostalgic ดี แหม ก็พี่โดราเอมอนเค้าอายุอานามเยอะแล้วนี่นา ฉันว่าคนมาเที่ยวที่นี่มีผู้ใหญ่ใจเด็ก (ที่หาข้ออ้างพาลูกหลานมาเที่ยวเยอะเลยทีเดียว)

นั่งรถไปสักพัก (ไกลกว่าที่คิดแฮะ) ก็มาถึงหน้าพิพิทธภัณฑ์หน้าตาโมเดิร์นขนาดไม่ใหญ่ มีคนมารอคิวก่อนหน้าเราเป็นแถวยาวพอสมควรแล้ว ทั้งๆ ที่เหลือเวลากว่า 30 นาที กว่าจะถึงรอบที่เราจองเอาไว้ มิน่าล่ะถึงให้จองคิว ที่นี่มีคนมาเที่ยวเยอะกว่าที่คิด ทั้งๆ ที่เป็นวันธรรมดาช่วงบ่าย

เท่าที่มองดูนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นคนญี่ปุ่น มีเรา 2  คนที่เป็นต่างชาติ แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ที่นี่เค้ามี audio guide  ภาษาอังกฤษให้ยืมด้วย

ส่วนจัดแสดงของเค้่าเน้นที่ผลงานของคุณ Fujiko F Fujio  ผู้มีชื่อจริงว่า Hiroshi Fujimoto ทั้งผลงานภาพ sketch ต้นฉบับของการ์ตูนหลายเรื่อง ที่เรารู้จักกันดีก็อย่าง ปาร์แมน โดราเอมอน ผีน้อยคิวทาโร่ แทรกด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการสร้างตัวการ์ตูนแต่ละตัวขึ้นมา

หลายรูปแสดงให้เห็นถึงลายเส้นที่เรียบง่ายแต่เฉียบคม แสดงความมั่นใจ พร้อมด้วยสีสันสดใสที่แต่งแต้มขึ้นตามจินตนาการ เป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆ หันมาสนใจการวาดภาพได้ดีทีเดียว และในบางตู้ก็มีการแสดงภาพอนิเมชั่นแสดงขั้นตอนการวาดให้เราได้ดูด้วย ผลงานบางชิ้นที่ติดโชว์ไว้เป็นรูปจริง แต่ก็มีบางส่วนเป็นรูปจำลอง ซึ่งชิ้นที่เป็นรูปจำลองจะมีสติกเกอร์รูป “ตัวสำรอง” แบบในการ์ตูนปาร์แมนติดไว้ที่มุมล่าง โดยเค้าจะหมุนเวียนงานออกมาโชว์ เพื่อไม่ให้ชิ้นงานเสียหายมากเกินไป อ่อ ในส่วนจัดแสดงนี้ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาดค่ะ

ห้องหนึ่งจัดแสดงโต๊ะทำงานของ Fujiko F Fujio ที่รายล้อมไปด้วยชั้นหนังสือสูงลิบ แสดงให้เห็นว่าอาจารย์แกเป็นคนที่ชอบค้นคว้ามากๆ และนอกจากหนังสือแล้วยังมีชิ้นฟอสซิล โมเดลไดโรเสาร์ และสิ่งของจากการเดินทางต่างๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นแบบในการวาดการ์ตูน หลายคนคงเคยดูโดราเอมอนตอนยาวที่เกี่ยวกับดินแดนไดโนเสาร์กันใช่ไหมคะ

ส่วนชั้น 2 ก็จะมีห้อง theatre ให้เข้าไปดูหนังอนิเมชั่นสั้นๆ เกี่ยวกับพิพิทธภัณฑ์ในยามค่ำคืนที่เหล่าตัวการ์ตูนทั้งหลายออกมาเที่ยวเล่นกันเต็มที่ ก่อนเวลาเช้าที่พิพิทธภัณฑ์จะเปิดทำการอีกครั้ง ด้านนอกก็มีเกมต่างๆ ให้เด็กๆ ได้เล่นกัน รวมทั้งตู้ถ่ายรูปที่ระลึก (ประมาณตู้สติกเกอร์นั่นแหละ) ที่ฉันก็ไปต่อคิวกับเค้ามาด้วยเหมือนกัน

ขึ้นบันไดไปชั้น 3 ก็จะเจอกับคาเฟ่ที่มีขนมและเครื่องดื่มรูปการ์ตูนให้เลือกชิมกัน ฉันเหลือบไปเห็นลาเต้ร้อนที่ตกแต่งฟองนมเป็นรูปโดราเอมอนน่ารักจัง นอกจากนั้นก็มีพวกแซนด์วิช รวมไปถึงโดรายากิของโปรดของพี่ม่อนเค้าอีกด้วย

ชั้นนี้มีโซนของสวน outdoor ให้เดินเล่นและถ่ายรูปกับบรรดาตัวการ์ตูน พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ แต่ขอบอกว่าหามุมถ่ายรูปค่อนข้างยากเพราะบนตัวการ์ตูนทั้งหลาย จะมีเด็กตัวเล็กตัวน้อยปีนป่ายกันอยู่เต็มไปหมด ราวกับสวนสนุก ครั้นจะไล่เด็กออกไปเพื่อถ่ายรูปก็อาจจะถูกหาว่าเป็นผู้ใหญ่ใจยักษ์ได้ ดังนั้นหลายรูปของเราจึงมีเพื่อนร่วมรูปตัวน้อยติดมาด้วย

จุดสุดท้าย คือโซนดูดสตางค์ที่เราหมายมั่นจะมาช้อปของที่ระลึก ซึ่งต้องบอกตามตรงว่าผิดหวังเล็กน้อย เพราะของไม่เยอะเท่าที่คิด และราคาค่อนข้างแพง (มาก) เลยได้แค่คอปเตอร์ไม้ไผ่ไปฝากเพื่อน และของกระจุกกระจิกอีก  2 ชิ้นเท่านั้น

ใครแวะมาเที่ยวโตเกียวก็ลองหาโอกาสแว่บออกมาที่เมือง Kawasaki ในจังหวัด Kanagawa แห่งนี้ได้ค่ะ นั่งรถไฟแป๊บเดียวเท่านั้น