เหมือนจริง เหมือนภาพวาด

ระหว่างกำลังเช็คอีเมลก็เหลือบไปเห็นเมลจาก Flavorpill เว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวอัพเดทที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรม เลยถือโอกาสคลิกไปดูเสียหน่อย

สะดุดตากับหัวข้อ Pic of the Day: Still Life or Real Life? ดูแว่บแรกภาพวาดผลงานของ Alexa Meade อาจดูไม่แตกต่างจากภาพพอร์เทรตสีน้ำมันอื่นๆ เท่าใดนัก แต่หากลองดูภาพจากนิทรรศการของเธอแล้ว คุณก็จะค้นพบว่า “ผืนผ้าใบ” ของเธอนั้น คือ คน และ สิ่งของต่างๆ ค่ะ สีสันจากปลายพู่กันถูกแต่งแต้มลงบนผิวและเสื้อผ้าของบรรดานายแบบและนางแบบ ดังนั้น คงไม่ผิดที่จะเรียกว่าเป็นงานศิลปะและบอดี้เพ้นท์ที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

Advertisements

London Trip A to Z ตอนที่ 10

J for Julian Opie

รู้จักศิลปินคนนี้ครั้งแรกจากภาพปก 4 หนุ่มวง Blur สีสันสดใส หน้าตาบ้องแบ๊ว หลังจากนั้นก็มีโอกาสติดตามผลงานของเขาบ้าง เมื่อได้ไปเยี่ยมเยือนตามพิพิทธภัณฑ์ต่างๆ

ชอบความเป็น pop art ที่ดูได้ง่าย สบายๆ ดูแล้วสบายใจดี ไม่ต้องคิดหรือตีความให้มาก สำหรับฉันแล้วงานศิลปะดีๆ คืองานที่เราดูแล้วชอบ ดูแล้วพอใจ ดูแล้วมีความสุข ไม่จำเป็นต้องมีความหมายลึกซึ้งและอาศัยการตีความที่ยุ่งยากซับซ้อนเสมอไป

เคยได้ดูงานของ Julian Opie ใกล้ๆ เมื่อหลายปีก่อนที่ Tate Liverpool ภายใต้ชื่อนิทรรศการ Remix, contemporary art and pop ซึ่งรวมผลงานของศิลปินร่วมสมัยหลายคนเข้าด้วยกัน ใน website ของ Tate พูดถึงงานของ Opie ว่า

“Julian Opie’s work highlights the importance of a clearly recognisable image to aid the consumption and identity of music. Opie’s portraits are developed from photographs he takes which are then digitally reworked. The resulting images use minimal detail to convey the uniqueness of each subject’s face. Opie’s portraits of Blur for the cover of their Best of album continued the tradition of artists producing pop album covers. The romantic, escapist quality of his simplified image of an airport runway, engines – footsteps – voices 1999 is enhanced by a soundtrack from St Etienne, for whom Opie has produced several CD covers.”

และเมื่อครั้งที่ไปเดินเที่ยวที่ Tate Modern ครั้งแรก เค้าก็มีงาน installation ของ Opie อยู่ด้วยเหมือนกัน เป็นงานป้ายจราจรรูปสัตว์ รูปทรงของป้ายที่เราคุ้นตา มากับรูปสัตว์บนป้ายและสีสันที่ต่างออกไป

ไปลอนดอนครั้งนี้แม้ไม่ได้ดูผลงานของ Opie แต่ก็ได้หนังสือของเขาจากร้านของ Tate Modern กลับมาอ่านเล่นที่บ้าน เพื่อให้ได้ทำความรู้จักกับศิลปินคนนี้มากขึ้น พร้อมโปสการ์ดอีก 1 แผ่น

gary

“Gary, Popstar” โปสการ์ดจาก Tate

ใครสนใจดูงานของเขาลองคลิกไปดูที่นี่ค่ะ เค้ามี screen saver ให้ download กันฟรีด้วยนะ

One & Other

ศิลปะกับลอนดอนเป็นของคู่กัน นับวันมหานครแห่งนี้สร้างทั้งดีไซเนอร์ดีๆ และศิลปินชั้นนำออกมานับไม่ถ้วน ต้องนับถือในความพยายามและแรงสนับสนุนจากรัฐบาลและหลายหน่วยงานของประเทศเค้าจริงๆ

ล่าสุด The Fourth Plinth ที่จตุรัสทราฟัลการ์ถูกใช้เป็นแกเลอรี่แสดงโปรเจคงานศิลปะของคุณพี่ Anthony Gormley ในชื่อ One & Other

โปรเจคศิลปะนี้ชี้ชวนให้ประชาชนคนในอังกฤษมาร่วมเป็นอนุสาวรีย์มนุษย์ ตลอดระยะเวลา 100 วัน วันละ 24 ชั่วโมง อาสาสมัครจะได้ยืนบนแท่น The Fourth Plinth ณ ทราฟัลการ์สแควร์เป็นเวลาคนละ 1 ชั่วโมง

ปกติแล้วแท่นอนุสาวรีย์จะเป็นที่สำหรับรูปปั้นของกษัตริย์ ราชินี หรือผู้มีชื่อเสียง แต่ ณ หนึ่งชั่วโมงบนแท่นนี้ nobody ก็กลายมาเป็น somebody ได้เหมือนกัน

ชมอนุสาวรีย์คน ผลงานความคิดของปฏิมากรคุณ Gormley แบบ LIVE FROM LONDON ได้ที่ One & Other

Whimsical World of Mr Walker

ฉันรู้จักคุณทิม วอร์คเกอร์ ช่างภาพชาวลอนดอน ครั้งแรกจากภาพถ่ายชวนฝันของเขาในหนังสือ Vogue

สะดุดตากับภาพถ่ายสีพาสเทลหวานๆ กับธีมที่ชวนฝันไม่แพ้กัน ราวกับท่องอยู่ในโลกของนิทานอลิสในแดนมหัศจรรย์ เจ้าหญิงจากแดนไกล และดินแดนเทพนิยายสารพัน

แสงสวยๆ จากธรรมชาติกับสีสันของเสื้อผ้า สิ่งของประกอบฉาก และความใส่ใจในรายละเอียดประสานกันอย่างลงตัว ออกมาเป็นผลงานแสนสวย ^_^

สัมผัสโลกฝันที่สร้างจากมือมนุษย์…อย่างคุณทิม วอร์คเกอร์ ได้ที่นี่

Tim Walker Pictures ที่ Design Museum (London)

my hand made

ฉันเป็นโรคภูมิแพ้…ความน่ารัก

จำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆ เคยชอบทำตุ๊กตาจากเศษผ้าของแม่ ดูรายการทีวีที่สอนทำตุ๊กตาประดิษฐ์แบบง่ายๆ แล้วก็เอามาลองทำสนุกๆ ขำๆ ดูได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็สนุกแบบเด็กๆ บางตัวต้องใช้ผ้ายืดมาทำตัวตุ๊กตา ก็สู้อุตส่าห์แอบไปเอาเสื้อยืดเก่ามาตัด โชคดีที่ผ่านพ้นไม้เรียวมาได้

ส่วนที่ชอบฉันที่สุดเวลาทำตุ๊กตาก็ตอนเขียนหน้าให้ตุ๊กตานี่แหละ การวาดหน้านี่ถือเป็นช่วงวัดดวง เพราะถ้าวาดสวยก็สวยไป วาดเสียก็แก้ไม่ได้ ในรายการทีวีบอกไว้ว่าเทคนิคการทำแก้มแดงของตุ๊กตาก็คือการใช้บรัชออนมาแต้มด้วยคอตต้อนบัด (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นรายการของอาจารย์พรจันทร์ จันทวิมล อาจารย์พรจันทร์ท่านนี้เป็นไอดอลสำหรับฉันในวัยเด็กเลยทีเดียวเชียว) อันนี้ถือเป็นไฮไลท์ของการแต่งหน้าตุ๊กตา เพราะได้เอาเครื่องสำอางแม่มาเล่น

แต่พอโตขึ้น ความสนใจในการทำตุ๊กตาก็ลดน้อยถอยลง ด้วยความที่มีกิจกรรมสารพัดให้ทำ

แม้จะไม่ได้ทำตุ๊กตา แต่ฉันก็คงความสนใจในเจ้าสิ่งประดิษฐ์น่ารักทั้งหลายแหล่อยู่เสมอ ก็บอกแล้วว่าเป็นพวกแพ้ความน่ารัก

ล่าสุด คุณน้องสาวพาเอาหนังสือน่ารักที่บรรจุตัวตุ๊กตาหน้าตาบ้องแบ๊วกลับมาจากเยอรมันนี (แอบสงสัยว่าเจ้าน้องสาวตัวดี ไปเรียนหรือไปทำงานอดิเรก) พอเปิดดูหนังสือ Softies Simple Instruction for 25 Plush Pals ปุ๊บก็ เกิดอารมณ์ศิลปินติดปั๊บ (เป็นเหมือนคนเจอถ่านไฟเก่า) เลยหยิบจับเอาผ้าสักหลาด (ฝรั่งเรียก felt) มาทำเป็นเพื่อนรักตัวเล็กเหล่านี้ค่ะ

tooth

ฟัน ฟัน ฟัน

rabbit

กระต่ายแก้มแดง

tea

tea & sympathy?

La Fin des Terres สุดแผ่นดิน

— Monsieur Genty has his head in the clouds

La Fin des Terres หรือ อวสารแห่งปฐพี โดยคณะนักแสดง Phillipe Genty ใช้เป็นการแสดงเปิดเทศกาล La Fête เทศกาลศิลปะวัฒนธรรมฝรั่งเศสสำหรับปีนี้

แม้เทศกาล La Fête จะจัดขึ้นในปีนี้เป็นปีที่ 8 แล้ว แต่ฉันก็เพิ่งมีโอกาสได้เข้าไปชมกับเค้าก็คราวนี้แหละ ด้วยได้อานิสงค์จากเพื่อนสาว (สวย) ที่อุตส่าห์เป็นธุระจัดหาบัตรมาให้ ด้วยความที่เธออยากให้ฉันไปดูการแสดงนี้จริงๆ พร้อมกับโฆษณาให้ว่า การแสดงนี้เนี่ยดีสุดๆ เลยนะเธอ โปรดักชั่นดีมากกกกก เอ้า เชื่อเพื่อนค่ะ เชื่อในรสนิยมสาวเอกละคร แถมเพื่อนอุตส่าห์หาตั๋วมาให้ ฉันก็เลยจัดแจงเลื่อนนัดเย็นนั้น เพื่อไปดู Lands End แทน

กว่าจะได้รับตั๋วก็เกือบถึงเวลาเริ่มแสดง เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคเล็กน้อย (เจ้าหน้าที่หาชื่อใน list ไม่เจอ) แต่ในที่สุดก็รับตั๋วเรียบร้อย

การแสดงนี้กินเวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง (ใน web ของ Thaiticket Master และสูจิบัตรของงาน เขียนเอาไว้ว่า “ความยาว 1.30 ชั่วโมง ในห้วงแห่งความฝัน”)

การแสดงเริ่มขึ้นด้วยฉากที่ชายใส่เสื้อโอเวอร์โค้ตคนหนึ่งจัดแจงกับหุ่นคนตรงโต๊ะทำงานตัวหนึ่ง เพียงพริบตาเดียวหุ่นตรงโต๊ะทำงานกลายเป็นนักแสดงขึ้นมา ด้วยทริกมายากลที่นำมาใช้นำเสนอตลอดเรื่อง เรื่องราวที่ไม่ปะติดปะต่อ ทำให้บางครั้งดูแล้วไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไหร่ สุดท้ายเลยใช้วิธีที่จะไม่พยายามทำความเข้าใจ แต่ปล่อยใจไปกับภาพที่ปรากฏขึ้นบนเวที

แม้ฉากและพร็อพต่างๆ ที่นำมาใช้จะอยู่ในสักษณะที่น้อยชิ้น เมื่อเทียบกับการแสดงละคร แต่แต่ละชิ้นที่เลือกมา ประกอบกับการจัดแสงกลับสร้างเอฟเฟคที่โดดเด่น เกิดเป็นภาพสวยงามขึ้นบนเวที ฉากที่ชอบเป็นพิเศษเห็นจะเป็นฉากบนรถไฟ ที่ให้อารมณ์อยู่บนรถแล้วมีลมพัดเอากระดาษไปปะทะกับหน้านักแสดงจริงๆ นอกจากนี้ก็ยังมีฉากบอลลูนขนาดยักษ์ที่พองลมอัดแน่นบนเวทีที่สวยและแปลกตาจากโชว์อื่นๆ ที่เคยดูมา

แน่นอนว่ามีบางฉากที่ค่อนข้างยาวและอาจจะน่าเบื่อไปบ้าง (ด้วยพยายามหาความหมายจากภาพที่เห็น) แต่โชว์ก็จบลงด้วยความประทับใจ น่าเสียดายที่ว่าในคืนนั้นการแสดงชุด Lands End จัดแสดงเป็นครั้งสุดท้าย เป็นคืนสุดท้าย ใครอยากลองชมส่วนหนึ่งของการแสดงคงต้องคลิกไปดูที่ Youtube (แต่ขอบอกว่าบนเวทีจริง น่าตื่นตากว่ามาก ^_^)

สำหรับ official website ของเทศกาล La Fête ดูได้ที่นี่

สำหรับนักชิมทั้งหลาย กิจกรรมน่าสนใจอีกอย่างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลคือ Dîner Dans Le Noir ดินเนอร์ไร้แสงเทียน (และแสงอื่นๆ) ที่จะจัดขึ้นที่ร้าน Déjà Vu โรงแรม Pullman กรุงเทพฯ จากคอนเซปของร้านอาหาร Dans le Noir? ที่ฝรั่งเศส

Time to Turner

Seizure
Seizure

– Seizure โดย Roger Hiorns

เวียนมาอีกครั้งสำหรับการเสนอชื่อศิลปินสำหรับรางวัล Turner (Turner Prize) รางวัลอันทรงเกียรติสำหรับศิลปินร่วมสมัยผู้สร้างผลงานอันโดดเด่นในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา

นับแต่เริ่มมีขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1984 รางวัล Turner ก็เป็นที่รู้จักกันดี รวมถึงเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ของคนสนใจงานศิลปะร่วมสมัยมาโดยตลอด กฏ กติกา มารยาทของการพิจารณาให้รางวัล รวมทั้งสปอนเซอร์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดจนถึงปัจจุบัน

รางวัล Turner ได้ชื่อมาจาก ท่าน Joseph Mallord William Turner ศิลปินชาวอังกฤษ ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่แม้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารย์อย่างมากในยุคนั้น (ถ้ามีโอกาสไปลอนดอน สามารถแวะไปดูงานของท่านที่ Tate Gallery) แต่ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ John Ruskin นักวิจารณ์ศิลปะชื่อดังซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบงานของ Turner เรียกเขาว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ (The father of modern art)

ดังนั้น เมื่อมีการคิดตั้งรางวัลขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างงานศิลปะของศิลปินร่วมสมัยที่สร้างความแปลกใหม่ เป็นที่น่าสนใจของในแต่ละปี ชื่อของ Turner จึงได้รับเลือกมาตั้งเป็นชื่อรางวัล

สำหรับปีนี้ ผู้ได้รับเลือกเข้าชิงรางวัลมีทั้งหมด 4 คนได้แก่

Enrico David

Roger Hiorns

Lucy Skaer

Richard Wright

ผลงานของศิลปินทั้ง 4 คนจะจัดแสดงที่ Tate Britain ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2009 ถึง 16 มกราคม 2010 (งานประกาศรางวัลจะมีขึ้นในวันที่ 7 ธันวาคม 2009 และถ่ายทอดสดทาง Channel 4)

คงต้องมารอลุ้นกันว่าใครจะเป็นผู้ชนะรางวัล Turner ประจำปี 2009

ศิลปินชื่อดังที่เคยได้รับรางวัล Turner อาทิ Damien Hirst และ Anish Kapoor เป็นต้น