หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 5

เที่ยวซัปโปโรยังไม่จุใจเท่าไหร่ ก็ถึงเวลาต้องบอกลาเสียแล้ว วันนี้ถือเป็นวันแห่งการเดินทางไกลค่ะ เพราะเราจะออกจากเกาะฮอกไกโด กลับไปสู่เกาะฮอนชูกัน ใช่แล้วล่ะ เราจะไปบุกโตเกียวกันค่ะ

แต่ก่อนจากเมืองซัปโปโร ขอแวะไปเที่ยวพิพิทธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโรซะก่อน เดี๋ยวจะว่ามาไม่ถึงซัปโปโร ว่าแล้วก็เดินไปที่สถานี Sapporo กะจะไปขึ้นรถบัสไปตามที่เจ้าหน้าที่บอกไว้เมื่อวาน แต่รถบัสมีรอบแรกตั้ง 10 โมงแน่ะ แถมเราต้องไปถึงสนามบินประมาณเที่ยงด้วย อย่ากระนั้นเลย เราเลยตัดสินใจไปรถไฟใต้ดิน (ซึ่งเป็นการตัดสินใจผิดอย่างยิ่ง) เพราะพอไปถึงปุ๊บก็เดินหลงปั๊บ หลงอยู่นานก็เริ่มเกิดอาการอารมณ์เสีย แบบว่าเห็นตึกพิพิทธภัณฑ์อยู่ตรงหน้าแต่ไม่รู้จะเดินเข้าไปยังไง หลงเข้าไปในย่านที่อยู่อาศัยอีกต่างหาก งงแล้วงงอีก

snow mobil

หลงเข้าไปในย่านที่พักอาศัย หิมะท่าจะตกหนักจนรถคันนี้ถูกฝังไปโดยปริยาย

จนในที่สุดก็แอบเดินออกทางประตูของชุมชนแถวนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วจะต้องมีกุญแจไขออกไป แต่ฉันก็รีบจ้ำตามคนแถวนั้นที่เปิดประตูอยู่ออกไปทันที ให้ไปเดินวนหาทางออกอีก ไม่เอาแล้ว

sapporo beer museum

แล้วเราก็มายืนอยู่ที่หน้าอาคารอิฐสีน้ำตาลของพิพิทธภัณฑ์เบียร์ค่ะ ที่นี่ไม่คิดค่าเข้าชมแต่อย่างใด โดยรวมก็จะแสดงวิธีการทำเบียร์ว่าทำจากอะไร มีขั้นตอนวิธีการทำอย่างไร Sapporo Beer Museum นีเปิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1987 และมีการปรับปรุงเมื่อปี ค.ศ. 2004 โดยอาคารอิฐแดงนี้เป็นอาคารในสมัยเมจิ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเช่นเดียวกับ The Red Brick ที่เราไปเที่ยวกันมาเมื่อวาน

beer vat

ถังเบียร์ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ในพิพิทธภัณฑ์ยังจัดแสดงบรรจุภัณฑ์ เรียกง่ายๆ ว่าขวดเบียร์และกระป๋องเบียร์ Sapporo และ Ebisu จากยุคต่างๆ ด้วย

bottles

 ขวดเบียร์สมัยก่อนและป้ายโฆษณาไม้

 ฉันชอบโปสเตอร์โฆษณาสมัยก่อนที่ดูคลาสสิคและมีสีสันสวยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบข้างล่างนี้ นางแบบสวยมากๆ

pretty model

สวยจัง

 มาถึงพิพิทธภัณฑ์เบียร์แล้วย่อมต้องลองชิมเบียร์สักหน่อย เค้ามีให้เลือกแบบ 3 แก้วในราคา 500 เยน ซึ่งจะมีเบียร์ 3 ชนิดให้ชิม พร้อมกับ snack 1 อย่าง ถ้ากลัวเมาก็เลือกแบบแก้วเดียวได้ ราคา 200 เยน พร้อม snack 1 อย่างเหมือนกัน ส่วนฉันเป็นพวกไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยขอเป็นน้ำอัดลม Ribbon Napolin ในขวดสีส้มแทน (เค้าว่ามีขายเฉพาะที่ซัปโปโรเท่านั้น) แค่นี้ก็ทำเอาคนชอบของลิมิเตดอย่างฉันหลงซื้อได้ :-) รสชาติเหมือนน้ำอัดลมสมัยก่อนที่เคยดื่มตอนเด็กๆ แต่นึกไม่ออกว่าเป็นยี่ห้ออะไร (แก่แล้วจริงๆ ด้วยเรา)

beer tasting

เชิญชิม

เสร็จการเดินเที่ยว เราก็มุ่งหน้าขึ้นรถบัสกลับไปที่สถานี Sapporo ทันที รถบัสนี้สะดวกมาก เพราะจอดตรงหน้าพิพิทธภัณฑ์เลยค่ะ ใครจะมาเที่ยวขอให้ใช้บริการรถบัสโลด จะได้ไม่ไปหลงเหมือนเราสองคน

กลับไปเอาของที่โรงแรมแล้วก็ออกเดินทางไปสนามบินค่ะ กระหืดกระหอบเล็กน้อย แต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี มื้อเที่ยงนี้เราซื้อแซนด์วิชที่สนามบินมาแบ่งกัน รสชาติโอเค แต่แพงไม่ใช่เล่น

แล้วเครื่องบินก็พาเราจากเกาะฮอกไกโดอันสวยงามและขาวโพลนไปด้วยหิมะสู่เมืองกรุง … โตเกียว

ถึงสนามบินฮาเนดะตอนบ่ายๆ เราเลือกนั่งรถ Airport Limo ไปลงที่โรงแรม Crown Plaza Metropolitan Ikebukuro อ่อ ไม่ได้พักที่นี่หรอกค่ะ เพราะราคาค่าห้องของเค้าออกจะระคายเคืองกระเป๋าของเราไปหน่อย ที่พักของเราในโตเกียวครั้งนี้เป็นโรงแรมประเภท Business Hotel ชื่อ Toyoko Inn Ikebukuro Kita-Guchi 2 ห้องพักก็จะเป็นแบบเบสิก แต่ก็สะอาดดีค่ะ แล้วก็ค่อนข้างสะดวก เพราะห่างจากสถานี Ikebukuro ประมาณ 5 นาที

เย็นนี้เรามีนัดกินข้าวที่ร้านอาหารเกาหลีกัน เสียดายที่ร้านนี้เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพข้างใน ไปกันสี่คนแต่สั่งอาหารซะเต็มที่ทีเดียว ขนาดว่าอิ่มแล้ว ยังเดินออกมาหากาแฟดื่มกันต่อ ของฉันขอเป็น soft cream รส soy milk อร่อยดีทีเดียว

korean restaurant

หน้าร้านอาหารเกาหลี ในย่านเกาหลีของโตเกียว

ตอนกลับโรงแรมก็เดินผ่านร้านค้า ร้านเกมส์ รวมไปถึงโฮสต์คลับ ที่ให้บริการทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งมีหนาแน่นมากบริเวณโรงแรมที่พัก แถวนี้ออกจะเป็น ‘dodgy area’ สักหน่อย แต่รวมๆ ก็ถือว่าโอเคค่ะ เสียดายที่ไม่มีบ่อน้ำร้อนให้แช่ตัวคลายเมื่อย

โฆษณา

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 4

raumen alley

โฉมหน้าของตรอกราเมง

 

บ่ายนี้เรามีโปรแกรมไปเดินดูของย่านทานุกิโคจิ เป็นถนนช้อปปิ้งแบบมีหลังคาคลุมตลอดทาง และไปเที่ยวโอตารุ ซึ่งกำลังมีการจัดเทศกาล Snow Light Path อยู่พอดี

 

เริ่มต้นที่ Ramen Alley กันก่อนค่ะ ออกจากสถานี Susukino เราก็เดินหาตรอกราเมงกัน ดูตามแผนที่มันก็ไม่น่าจะหายาก แต่เอาเข้าจริงๆ คนดูแผนที่ไม่ค่อยเป็นอย่างฉันก็เกิดอาการงงและเดินหลง จนเกือบโมโหหิว >_< แต่จนแล้วจนรอดเราก็มาถึงตรอกราเมงจนได้

 

เลือก

 เลือกอะไรดีนะ

 

ลวกเส้น

ลวกเส้น

 

ราเมง

สุดยอดราเมง อร่อยมากกกกก

 

หลายร้านยังไม่เปิดค่ะ แต่ก็พอมีร้านที่เปิดแล้วให้เดินเลือกได้บ้าง ดูไปดูมาก็เลือกร้านคุณหมี Higuma นี่แหละ (ดูจากโลโก้ร้านเค้า)

 

ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ มีคุณลุงราเมงมาสเตอร์เป็นทั้งกุ๊ก พนักงานเสิร์ฟ คนล้างจาน พนักงานต้อนรับ ฯลฯ ในรูปแบบวันแมนโชว์ เมนูก็จะคล้ายกับร้านราเมงทั่วๆ ไปคือ ยิ่งท้อปปิ้งมาก ราคาก็แพงขึ้น ตอนแรกตั้งใจว่าจะสั่งราเมงแค่ชามเดียว แล้วก็เกี๊ยวซ่ามาแบ่งกันกิน ไปๆ มาๆ ด้วยความหิว (หรือตะกละหว่า) สั่งกันคนละชาม แถมของฉันเป็นแบบพิเศษคือใส่ท้อปปิ้งทุกอย่าง (ราคาชามละ 1,300 เยน) \(^_^)/

 

ราเมงของลุงมีดีที่น้ำซุปรสกล่อมกล่อม หอมอร่อย แถมด้วยหอยเชลตัวโต กับก้ามปู อร่อยมากๆ ยกให้เป็นราเมงที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยชิมมา

 

กินเสร็จเลยบอกลุงว่าโออิชี่จ้ะ ชมซะหน่อย ลุงแกเลยยิ้มนิดนึง (ยังไม่เสียมาดขรึมของราเมงมาสเตอร์)

 

ออกจากร้านราเมง ก็ไปย่านทานุกิโคจิ เดินไปจาก Susukino ไม่ไกลนัก ก็ไปเจอร้าน Donki หรือ Don Quijote ซึ่งเคยได้ยินเพื่อนพูดถึงอยู่ว่าขายของสารพัน ซึ่งก็เป็นอย่างที่ว่า คือขายของจิปาถะเยอะแยะ ดูไม่ค่อยเป็นระเบียบหน่อย แต่ก็เดินดูสนุกดี พอไปเจอชั้นเครื่องสำอางค์ก็เดินเล่นดูของกระจุกกระจิกเพลินเลยค่ะ

 

อีกส่วนที่เดินเพลินก็คือส่วนขายขนม มีขนมญี่ปุ่นน่ากินๆ ให้เลือกมากมาย โดยเฉพาะพวกช๊อกโกแล็ตต่างๆ และขนมที่ผลิตและขายเฉพาะที่เกาะฮอกไกโด ประเภทที่เอาของดังของท้องถิ่นมาทำ อย่างเช่น ลูกอมเชลซี รสฮอกไกโดเมลอน ช็อกโกแลตอพอลโลรสถั่วแดง ฯลฯ น่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด

 

กว่าจะออกจาก Donki ได้ก็ปาไปเกือบ 4 โมงเย็น เราเลยเดินตรงทานุกิโคจิแค่แป๊บเดียว พอรีบไปสถานีรถไฟนั่งรถไปเที่ยวโอตารุ

 

อย่างที่เกริ่นไปแต่ต้น ช่วงนี้ที่เมืองโอตารุมีการจัดงานเทศกาลจุดเทียนท่ามกลางหิมะ หรือ Snow Light Path (Yukiakarinomichi) ระหว่างวันที่ 6 – 15 กุมภาพันธ์ โดยอาสาสมัครจะสร้างโคมไฟจากหิมะ แล้วมีการจุดเทียนไว้ข้างใน บ้างก็ทำตุ๊กตาหิมะตั้งโชว์ไว้ด้วย เป็นเทศกาลสุดโรแมนติกค่ะ

 

ขาไปเราได้นั่งรถไฟด่วน ซึ่งแวะจอดแค่ไม่กี่สถานี จึงใช้เวลาเดินทางแค่ประมาณ 30 นาทีจากซัปโปโร ระหว่างทางฟ้ามืดลงเรื่อยๆ หน้าหนาวแบบนี้แค่ 5 โมงเย็นฟ้าก็มืดแล้ว พอใกล้ๆ ถึงสถานีโอตารุ ก็เห็นมีการทำโคมน้ำแข็งเล็กๆ ประดับอยู่ที่สถานีด้วย ได้ยินเสียงหนุ่มสาวญี่ปุ่นข้างๆ ชี้ชวนกันให้มองออกไปนอกหน้าต่าง แถมพูดว่า umi (ทะเล) ฉันก็เลยขอมองด้วย รถไฟเล่นเลียบริมทะเล น่าเสียดายที่ว่าฟ้ามืดๆ แบบนี้มองเห็นทะเลไม่ชัด จะว่าไปฉันไม่เคยเห็นชายหาดของญี่ปุ่นจริงๆ แม้แต่ครั้งเดียว

 

ท้องฟ้ามืดลงอาการก็หนาวขึ้นจับใจ ถ้าไม่ห่วงเที่ยวล่ะก็ป่านนี้คงไปนอนแช่น้ำร้อนที่โรงแรมสบายใจไปแล้ว แต่มาโอตารุทั้งที ขอไปเห็นย่านริมคลองอันโด่งดังสักหน่อย น่าเสียดายที่เรามาถึงโอตารุในเวลาเย็น ก็เลยไม่มีโอกาสไปเดินเที่ยวที่ร้านขายกล่องดนตรี ไม่น่าไปเถลไถลที่ Donki เลยจริงๆ -_-“

 

บนรถไฟมีผู้โดยสารเยอะเลยค่ะ หลายคนคงจะมาเที่ยวเทศกาล Snow Light Path เหมือนกับเรา จากสถานีเราก็เดินตรงไปยังบริเวณคลอง ระหว่างทางก็มีการจุดเทียนในโคมหิมะบ้างไปตามทาง บางร้านที่ขายพวกเครื่องแก้วก็มีการนำตุ๊กตาแก้วมาประดับด้วย เป็นบรรยากาศน่ารักๆ ดีค่ะ

 

ไปถึงริมคลองสมใจ ก็ได้เห็นโตมหิมะสวยๆ และตุ๊กตาหิมะประดับอยู่ตลอดแนวริมคลอง โรแมนติกมาก สำหรับคู่รักหวานแหวว ^_^ แต่เวลาเดินต้องระวังอยู่เหมือนกันเพราะทางเดินลื่นมาก ฉันก็เกือบหัวคะมำไปหลายที สำหรับคนที่อยากจุดเทียนด้วย เค้าก็มีถ้วยกระดาษขายให้เราจุดเทียนแล้วนำไปวางตามริมทางได้ค่ะ ฉันเลยอุดหนุนซะ 1 ใบ เอาหล่ะ ไม่รู้จะบรรยายอะไรมาก ดูภาพที่เก็บมาก็แล้วกัน

 

img_6141

สไลเดอร์หิมะสำหรับหนูๆ

 

img_6145

จุดเทียนในโคมแก้ว

 

img_6148

snowman

 

img_6157

มุมยอดนิยมริมคลองโอตารุ

 

img_6170

ประติมากรรมหิมะและน้ำแข็ง

 

img_6179

love is all around

 

img_6188

12.2.09

 

img_6200

ถ้วยของฉัน

 

เดินเล่นจนหิว ก็พากันเดินหาร้านอาหาร ปรากฎว่าย่านร้านค้าที่ตอนแรกเดินผ่านพากันพร้อมใจปิดร้านไปเสียแล้ว แถมเราไม่ได้ศึกษาเส้นทางมาก่อนว่าจะไปกินอาหารเย็นกันได้ที่ไหน ไปๆ มาๆ เลยกลับไปกินทงคัตสึที่สถานีซัปโปโร แถมตอนกลับยังต้องนั่งรถไฟแบบ local train ที่จอดแทบทุกสถานี ใช้เวลาเดินทางเกือบ 1 ชั่วโมง

 

ถึงวันนี้จะเหนื่อยแต่ก็เป็นวันที่สนุกวันหนึ่งเลยค่ะ ว่าแล้วก็ต้องบอกโอยาสุมินาไซ ลาไปพักเอาแรงกันก่อน

 

วันรุ่งขึ้นเตรียมลุยโรงเบียร์ซัปโปโรและเดินทางเข้ากรุง

 

 

 

 

 

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 3

เช้าวันนี้ตื่นมาปุ๊บมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นหิมะกำลังตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย เล่นเอาเกิดอาการตกใจเล็กน้อย ขืนหิมะตกหนักๆ โปรแกรมเที่ยวต้องมีอันเปลี่ยนแปลงแน่ๆ

หิมะขาวๆ นี่ก็สวยดีอยู่หรอก แต่ตกแค่พองามก็พอ จากห้องพักมองออกไปเห็นหอทีวีซัปโปโร นับว่ามีวิวดีใช้ได้

room with view

จากหน้าต่างห้อง

โชคดีที่ค่าห้องพักของเรารวมอาหารเช้าให้แล้ว อาหารที่นี่ก็ดูดีใช้ได้ค่ะ ผักสลัดสดกรอบเป็นผักออร์แกนิค ไส้กรอกก็อร่อยดี ส่วนใครที่ชอบอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นประเภทปลาย่าง มิโซซุป ข้าวสวยก็มีให้ด้วยเหมือนกัน เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ค่ะ

อิ่มแล้วก็รีบออกเดินทางกันดีกว่า โปรแกรมเที่ยวแน่นเอี๊ยดของเราในวันนี้กำลังรออยู่ ว่าแล้วก็บรรจงประโคมเครื่องกันหนาวก่อนออกเดินทาง

เวลาออกจากอาคารของที่นี่จะรู้สึกตรงกันข้ามกับเมืองไทย อยู่เมืองไทยเวลาอากาศร้อนๆ ต้องเข้าไปตากแอร์ในห้าง แต่ที่ซัปโปโร ออกจากตึกปุ๊บก็หนาวปั๊บ ตึกที่นี่ส่วนใหญ่จะเปิดฮีตเตอร์กัน บางทีจะทำให้รู้สึกอึดอัดบ้าง

cross hotel sapporo

โฉมหน้าโรงแรม Cross

เอาหล่ะ เช้านี้เราเริ่มจากการเดินย่อยอาหารแถวหอนาฬิกา Tokeidai ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่คุ้นตากันดีสำหรับเมืองซัปโปโร เรียกว่าแขกไปใครมาต้องแวะมาถ่ายรูปที่หอนาฬิกาสีขาวคลาสสิคแห่งนี้ ฉันว่าเวลามีหิมะปกคลุมอยู่รอบๆ แบบนี้ หอนาฬิกาดูสวยดีจริงๆ

tokeidai

หอนาฬิกา

อ่อ เวลาเดินบนฟุตบาทที่นี่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะหิมะที่ตกลงมาเมื่อโดนคนเดินย่ำไปมาก็กลายเป็นน้ำแข็ง ถ้าไม่อยากเล่นไอซ์สเก็ตหัวคะมำจงเดินอย่างใช้สติและระมัดระวัง อันที่จริงเค้ามีอุปกรณ์ช่วยกันลื่นเวลาเดินบนน้ำแข็งขาย เรียกว่า Suberidome เอาไว้แปะติดกับรองเท้าเพื่อกันลื่น ราคาประมาณ 1,000 เยน (400 บาท) แต่ด้วยความงก ฉันก็เลยใช้วิธีเดินแบบระวังเอาดีกว่า (เก็บเงินไปกินของอร่อยๆ แทน) -_-“

ไหนๆ ก็เดินดูแลนด์มาร์กแล้ว ก็เลยขอเดินไปดูตึกแดง Red Brick หรือ Former Hokkaido Government Office สักหน่อย ด้วยความที่ซัปโปโร เป็นเมืองสร้างใหม่ สถานที่ต่างๆ จึงดูสมัยใหม่ และยังมีอิทธิพลจากตะวันตกเข้ามาผสมอยู่มาก แตกต่างจากเมืองเก่าอย่างเกียวโตอย่างสิ้นเชิง

red brick

ตึกแดง หิมะขาว

ตึกแดงนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1888 ในสไตล์นีโอบาโร้ค ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในสมัยของจักรพรรดิเมจิ ภายในเป็นพิพิทธภัณฑ์แสดงความเป็นมาของเมือง รวมถึงสภาพภูมิประเทศ การทำมาหากินของคนในสมัยก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่ก่อนแถบฮอกไกโดเป็นที่อยู่ของชนเผ่าไอนุ (เทียบแล้วคงเป็นประมาณชาวอินเดียแดงในอเมริกา) ด้วยภูมิอากาศที่หนาวเหน็บทำให้ไม่ค่อยจะมีคนอาศัยอยู่สักเท่าไหร่ ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาเมืองขึ้นในสมัยเมจิโดยความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐในขณะนั้นและการก่อตั้งวิทยาลัยเกษตรแห่งซัปโปโรขึ้น โดยศาสตราจารย์ William S Clark (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยแห่งฮอกไกโด) ก็ทำให้มีการพัฒนาปรับปรุงดินแดนอันเวิ้งว้างว่างเปล่าให้เป็นเมืองที่มีการเกษตรกรรมอันอุดมสมบูรณ์ขึ้นมา จนปัจจุบันซัปโปโรนับเป็นเมืองใหญ่อันดับ 5 ของญี่ปุ่น

น่าเสียดายที่คำอธิบายนิทรรศการแทบทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น เราก็เลยได้แต่เดินดูรอบๆ พร้อมกับอ่านแผ่นพับที่มีคำอธิบายสั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษ ส่วนหนึ่งของนิทรรศการเป็นเรื่องของความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซีย ประมาณว่าให้มีการเดินทางเข้าออกเกาะแห่งหนึ่งได้โดยคนทั้ง 2 ประเทศไม่ต้องใช้วีซ่า และมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน

อ่อ อยากชวนให้ลองมาเที่ยวที่ตึกแดงนี้กันค่ะ ได้เดินดูตึกสวยๆ แถมไม่เสียสตางค์อีกด้วย เน้นว่าตึกแดงที่มีหิมะคลุมนี่สวยมากๆ

จริงๆ แล้ววันนี้ตั้งใจจะไปเที่ยวเมืองโอตารุในช่วงบ่ายๆ เย็นๆ เลยต้องทำเวลากันหน่อย

ได้ยินมาว่าเค้ามีบัตรที่เรียกว่า Sapporo Otaru Welcome Pass ขาย ก็เลยแวะไปซื้อกันที่สถานีซัปโปโร และได้โอกาสแวะ Tourist Information ไปในตัว

เจ้าบัตร Sapporo Otaru Welcome Pass นี้เป็นบัตรสำหรับนักท่องเที่ยวเพราะต้องแสดง Passport เวลาซื้อค่ะ บัตรนี้มาพร้อมกับบัตรรถไฟ JR ไปกลับระหว่างซัปโปโรและโอตารุ พร้อมกับบัตร 1 Day Pass สำหรับรถไฟใต้ดินซัปโปโร และแผนที่เมืองโอตารุแบบคร่าวๆ ราคาบัตรคือ 1,500 เยน

พอซื้อบัตรเสร็จปุ๊บ เลยถือโอกาสถามพนักงานถึงโรงงานช็อกโกแล็ต Ishiya ผู้ผลิตขนมชื่อดังอย่าง Shiroi Koibito และโรงงานเบียร์ซัปโปโรเสียเลย เจ้าหน้าที่ก็ให้ข้อมูลเป็นอย่างดี รวมทั้งวิธีเดินทางไปทั้งสองที่ด้วย

สำหรับวันนี้เราเลือกที่จะไปโรงงานของ Ishiya กันก่อนค่ะ เพราะใช้ตั๋วรถไฟดินที่มาพร้อมกับบัตร Welcome Pass ได้เลย จากสถานีซัปโปโร ก็ให้นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai Line ไปลงที่ Miyanosawa Station แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 7 นาที (ขนาดดูแผนที่แล้วเราสองคนก็ยังหลงกันจนได้สิเนี่ย -_-“) ก่อนไปถึงโรงงาน เราแวะซื้อขนมนิดหน่อย ฉันหยิบพุดดิ้งหน้าตาหน้ากินมา 1 กระปุก (อร่อยมากๆ) กะว่าจะเอาไปนั่งกินที่โรงงานช็อกโกแล็ต เป็นการปิคนิคกลายๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง อากาศหนาวขนาดนี้นั่งข้างนอกอาคารได้แป๊บเดียวก็ต้องรีบเข้าไปในตัวอาคารแล้ว

ishiya

Ishiya or Willy Wonka’s?

มาถึงก็ต้องซื้อบัตรกันก่อนค่ะ บัตรเข้าชมนี่ราคา 600 เยน แต่ถ้าแค่เดินเล่นรอบๆ ในสวนก็ไม่ต้องซื้อบัตรก็ได้ ภายในจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเมล็ดโกโก้ แล้วขั้นตอนกระบวนการการทำช็อกโกแล็ต แต่คำบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น (อีกแล้ว) ก็เลยดูๆ เดาๆ กันไป นอกจากนี้ก็มีจัดแสดงถ้วยชาแบบต่างๆ ที่สวยงามจากทั่วทุกมุมโลก ส่วนใหญ่จะเน้นแบบของยุโรปค่ะ ตึกเค้าทำเลียนแบบตึกแบบยุโรปได้สวยดีทีเดียว ได้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในอาคารยุโรปเก่าๆ

european style

เดินต่อมาสักพัก จมูกของเราก็ไปสัมผัสเข้ากับกลิ่นหอมยวนใจอย่างยิ่งของเจ้าขนมคนรักสีขาว Shiroi Koibito เรามาถูกที่แล้ว ในส่วนนี้เองเป็นห้องแสดงไลน์การผลิตขนม ซึ่งเริ่มจากคุ๊กกี้อบใหม่ๆ ปิดทับด้วยไวท์ช็อกโกแลต และทับด้วยคุ๊กกี้อีกชั้นหนึ่ง เจ้าหน้าที่ทำงานกันขมักเขม้น มีคนทำหน้าที่เลือกชิ้นที่ไม่สวยทิ้งไปด้วย น่าเสียดายจัง จากสายพานส่วนของการทำขนมก็ต่อมายังอีกห้องซึ่งเป็นห้องบรรจุหีบห่อ ทำเป็นแพ็คแยก แพ็คละ 1 ชิ้น แล้วจึงมัดรวม 4 – 5 ชิ้น ก่อนบรรจุลงกล่อง ดูเพลินๆ ดี กลิ่นขนมก็หอมยั่วใจจริงๆ

production line

ไลน์ผลิต ห้องนี้เองที่ส่งกลิ่นห๊อม หอมของคุ๊กกี้อบใหม่ๆ :-)

 select

คัดเลือก ชิ้นไหนไม่ดีคัดออก

sugar snowmen

น้ำตาลปั้นสุดน่ารัก

DIY

D-I-Y ใครอยากลองทำคุ๊กกี้หรือช็อกโกแลตเป็นที่ระลึกเชิญที่ห้องนี้ค่ะ

ออกจากส่วนของไลน์การผลิตก็มาสู่ชั้นของร้านอาหารและร้านของที่ระลึก ที่ชั้นนี้ยังมีห้อง workshop ให้ผู้ที่อยากลงมือทำคุ๊กกี้หรือช็อกโกแลตเป็นของตัวเองได้ลองฝีมือด้วยค่ะ ส่วนของห้องอาหารต้องบอกว่าเป็นห้องที่วิวสวยมากๆ มองออกไปเห็นวิวสนามกีฬาพร้อมฉากหลังเป็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุม แต่เราขอไปเดินช้อปกันดีกว่า

choco heart

ใกล้ช่วงวาเลนไทน์อย่างนี้ ทาง Ishiya ก็ทำช็อกโกแลตแบบสวยๆ ออกมาขายด้วย อย่างข้างบนนี้เป็นกล่องช็อกโกแลตรูปหัวใจ (ทำด้วยช็อกโกแลต) ภายในบรรจุช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆ ^_^ นอกจากนี้ก็มีน้ำตาลปั้นรูปต่างๆ ทั้งน่ารักและสวยประณีตค่ะ รวมไปถึงเค้กแต่งงานแบบสวยๆ ดูแล้วนึกถึงรายการทีวีแชมเปี้ยน

ที่ชั้นล่างของ Ishiya ก็มีร้านขายของที่ระลึกและขนมเหมือนกันค่ะ ทุกคนต่างพากันซื้อ Shiroi Koibito รวมถึงฉันด้วย แหม มาถึงที่แล้วขอซื้อซักหน่อย ของเค้าก็อร่อยอยู่นะคะ

shiroi koibito

โฉมหน้าของ “คนรักสีขาว”

อ่อ ก่อนออกจากโรงงานฉันเหลือบไปเห็นตู้อะควาเรี่ยมเล็กๆ พร้อมป้ายรูปคลิโอเน่ ก็เกิดอาการดีใจสุดๆ ในที่สุดก็ได้มาพบกับเจ้าเทวดาน้อย Clione (Sea Angel) ตัวจริงเสียที Clione เป็นหอยชนิดไม่มีเปลือก อาศัยอยู่ในทะเลที่มีอุณหภูมิเย็นเฉียบ เคยเห็นแต่ในรูป ไม่นึกว่าของจริงจะตัวเล็กขนาดนี้ เจ้าพวกนี้ใช้ปีกเล็กๆ ของมันว่ายน้ำไปมาดูแล้วเพลินจริงๆ ค่ะ เสียดายที่รูปที่ถ่ายมาไม่ค่อยชัดสักเท่าไหร่

clione

เจ้า Clione ว่ายน้ำเคียงกัน

ออกจากโรงงานก็เลยเวลาอาหารกลางวันกันแล้ว เราวางแผนไปที่ตรอกราเมงของเมืองซัปโปโรค่ะ แต่ตอนนี้ขอบอกลาโรงงาน Ishiya กันก่อน

nice view 

อีกมุมสวยๆ ของ Ishiya

โปรดติดตามตอนต่อไป つづく

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 1

หลังจากได้ไปเยือนญี่ปุ่นมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ละครั้งก็ใช้เวลาอยู่บนเกาะฮอนชูเป็นหลัก คราวนี้เลยได้โอกาสชะแว้บไปแถบฮอกไกโดดูบ้าง ที่ว่าแค่ชะแว้บ เพราะเราแวะไปเที่ยวแค่ที่ซัปโปโรกับโอตารุเท่านั้น

การเดินทางอันแสนยาวนานเริ่มต้นในคืนวันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ค่ะ ไปถึงที่นาริตะก็เช้าพอดี จากนาริตะเราซื้อตั๋ว Airport Limousine ไปสนามบิน Haneda ราคาคนละ 3,000 เยน ข้อดีของ Airport Limo คือความสะดวกค่ะ แค่ซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ แล้วมาต่อแถวที่ตรงป้ายตามหมายเลขที่เค้ากำหนด รถบัสจะมาค่อนข้างตรงตามเวลาที่กำหนดในตั๋ว ส่วนเรื่องกระเป๋าก็ไม่ต้องแบกเอง เจ้าหน้าที่ของเค้าจะจัดแจงติด tag และเก็บเข้าใต้รถให้เรียบร้อย เป็นอันว่าเราแค่ขึ้นไปนั่งชมวิว (หรือหลับ) บนรถได้สบาย

จากนาริตะไปฮาเนดะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ดีที่ว่าตอนเช้าๆ รถยังไม่ทันติด เราก็เลยเดินทางแบบสบายๆ ไม่ต้องลุ้นตัวโก่งว่าจะไปต่อเครื่องที่ฮาเนดะทันรึเปล่า

ถึงฮาเนดะปุ๊บ เราก็เกิดอาการงงเล็กน้อยค่ะ ว่าจะไปเช็คอินกันตรงไหนดี เดินวนไปเวียนมาสักพัก ก็ตัดสินใจไปถามเจ้าหน้าที่ดีกว่า ขืนมัวแต่อายอาจตกเครื่องบินได้ ก็ได้ความว่าเราจะต้องเอาใบ Itinerary ที่ได้จากเมืองไทย ไปขึ้นเป็นตั๋วก่อน ได้ตั๋วเสร็จก็ไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอ load กระเป๋า พร้อมทั้งรับ boarding pass เป็นอันเสร็จสรรพ

จัดการธุระเสร็จ ก็เริ่มหิวพอดี ไปหาอะไรรองท้องกันก่อนดีกว่า ในสนามบินมีร้านค้า ร้านขนมให้เลือกเยอะทีเดียวค่ะ คนญี่ปุ่นนี้เค้าช่างขาย และสร้างสรรสินค้าที่ดึงดูดเงินในกระเป๋าได้เก่งจริงๆ

ด้วยความที่เพิ่งมาถึงก็เกิดอาการงกเล็กน้อย เลยขอเริ่มต้นมื้อแรกด้วยข้าวปั้น โดยเลือกกล่องที่ราคาถูกที่สุดในร้าน :-) เป็นข้าวปั้นใส้ปลาแซลมอน 1 ชิ้น และใส้เห็ดต้มซีอิ๊วอีก 1 ชิ้น รวมราคา 300 เยน (120 บาท) ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะประหยัด แต่พอเดินผ่านร้านขนม ที่มีบรรดาแม่ค้าสาว ส่งเสียงเรียกลูกค้ากันอย่างคึกคัก เราก็แวะไปซื้อบิสกิตของโตเกียวบานาน่ามา 1 กล่อง เป็นบิสกิตรสช็อกโกแล็ตสอดไส้ครีมกลิ่นกล้วยหอม ความอร่อยพอประมาณ แต่แพคเกจสวยงามตามแบบขนมญี่ปุ่น

ก่อนที่เราจะตระเวนกินกันมากกว่านี้ เราก็ตัดสินใจเดินเข้าไปรอที่ gate กันเลยดีกว่า ปรากฎว่าตลอดทางยังมีร้านค้า ร้านกาแฟ และร้านขนมยั่วใจไปตลอดทาง คนใจไม่แข็งพอเรื่องขนมกรุณาหลับตาเดิน!

รอไม่นานก็ถึงเวลาขึ้นเครื่องไป Sapporo กันแล้วค่ะ สนามบินที่เรากำลังจะไปนั้นชื่อว่า New Chitose Airport (Shin Chitose) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเมือง Sapporo นัก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 36 นาที โดยรถไฟ (ค่าตั๋วคนละ 1,040 เยน) อ่อ บนเครื่องบินไม่มีอาหารหรือ snack เสริฟให้ (ผิดหวังเล็กน้อย) แต่จะบริการเครื่องดื่ม 1 รอบค่ะ ฉันลองชิมน้ำส้มยูสุกลิ่นหอมชื่นใจ ให้อารมณ์ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น

พอไปถึงที่ Chitose ก็ต้องรอกระเป๋ากันสักพักใหญ่ๆ ใครนะที่ว่ามีแต่ที่สุวรรณภูมิบ้านเราที่ได้กระเป๋าช้า สงสัยยังไม่เคยไปลงที่สนามบิน Chitose :-P

พอได้กระเป๋า เราก็ลากไปขึ้นรถไฟ JR เข้า Sapporo กันค่ะ โดยซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วที่มีภาษาอังกฤษประกอบ (ทำตามฝรั่งคนที่มาก่อนเรา) ยังไงซื้อตั๋วแล้วก็คอยดูป้ายประกาศว่าให้ไปขึ้นที่ชานชาลาไหน ง่ายกว่าที่คิดค่ะ

อ่อ ตอนที่เครื่องใกล้จะลง เราได้เห็นทิวทัศน์ที่มองไปทางไหน ก็มีแต่สีขาว ขาว และขาว ก็เพราะเกาะฮอกไกโดในเวลานี้ยังปกคลุมไปด้วยหิมะค่ะ เป็นภาพที่สวยดีทีเดียว แถมระหว่างนั่งรถไฟ เรายังแอบกรี๊ดกับวิวข้างทางที่เต็มไปด้วยหิมะ ขาว สวย … สีของกิ่งไม้สีดำตัดกับสีขาวของหิมะสวยจริงๆ หิมะตกใหม่ๆ ดูนุ่มๆ ฟูๆ ดีจัง

พอมาถึงสถานี Sapporo เราก็จัดแจงดูแผนที่ที่เตรียมมา หาทางลากกระเป๋าไปโรงแรมกัน โชคดีที่โรงแรม Cross Hotel ที่จองมาอยู่ไม่ไกลจากสถานีนัก เราก็เลยใช้เวลาหาทางและเดินลากกระเป๋าไม่นานนัก อากาศหนาวขนาดนี้ ถ้าเดินหลงทางนานๆ ก็แย่เหมือนกันนะคะ เราลากกระเป๋าไปตามทางเท้าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะที่กำลังละลาย ต้องคอยเล่นทรงตัวระวังลื่นกันยกใหญ่

โรงแรม Cross เป็นโรงแรมหน้าตาโมเดิร์น เข้าทำนองบูทีคโฮเท็ล ราคาค่าห้องขึ้นกับช่วงเวลา อย่างช่วงที่เราไปตรงกับเทศกาล Yuki Matsuri (วันสุดท้าย) ค่าห้องแบบธรรมดา ที่นี่เรียกว่า Urban Style สำหรับ 2 คน อยู่ที่ห้องละ 17,000 เยนต่อคืน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 คน (คืนถัดมาหลังจากจบเทศกาลหิมะไปแล้ว ค่าห้องลดลงเหลือ 15,000 เยน) การตกแต่งของที่นี่เน้นสีโทนขรึมอย่างสีดำ

ข้อดีมากๆ สำหรับโรงแรม Cross คือห้องพักใหม่และสะอาด เพราะเพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่นานมาก แถมยังมีห้องอาบน้ำรวม (แยกชายหญิงนะคะ) บนชั้น 18 ของโรงแรม ให้เราได้ไปแช่น้ำผ่อนคลายหลังจากตรากตรำกับการเดินเที่ยวมาทั้งวัน ผนังห้องอาบน้ำด้านหนึ่งทำเป็นหน้าต่างกระจกใส มองเห็นวิวข้างนอกได้ด้วย ได้ยินว่าห้องอาบน้ำชายจะเห็นวิวของ Sapporo TV Tower ได้ชัดดีทีเดียว ข้อเสียคือพนักงานบางคนพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ อาจมีปัญหาในการสื่อสารอยู่บ้าง และช่อง TV ของโรงแรมมีแต่รายการภาษาญี่ปุ่น!

เอาหล่ะ ก่อนที่จะติดใจกับเตียงนุ่มๆ ของโรงแรม เราก็รีบเก็บกระเป๋า และแต่งองค์ทรงเครื่องเตรียมพร้อมตะลุยลมหนาวและหิมะค่ะ ยังไงๆ วันนี้ก็ต้องไปดูงาน Yuki Matsuri ให้ได้ เพราะจัดเป็นวันสุดท้ายแล้ว แต่เอ ท้องหิวๆ แบบนี้ ต้องหาอะไรรองเสียก่อน ก็กองทัพต้องเดินด้วยท้องนี่นา

ตั้งใจไว้ว่ามา Sapporo ต้องกินราเมง เราจึงมุ่งหน้าหาร้านราเมงกันค่ะ ตั้งใจจะไปถึงตรอกราเมง แต่ออกจากโรงแรมได้ไม่นานเราก็ตัดสินใจแวะที่ร้านใกล้ๆ เลยดีกว่า เมืองราเมง ร้านไหนๆ ก็ต้องอร่อยเหมือนกันสิ (logic แปลกๆ) ร้านที่เราแวะชื่อ Aji no Tokeidai เอาสัญลักษณ์ของ Sapporo คือหอนาฬิกา มาตั้งเป็นชื่อร้านเสียเลย ว่าแต่จะสั่งยังไงดีล่ะ คิดไปคิดมาชี้ที่รูปนี่ง่ายที่สุดค่ะ เรานั่งตรงเคาน์เตอร์ดูเหล่าเชฟทำราเมงไปด้วยเพลินๆ ดี

ไม่นานราเมงชามใหญ่สองชามก็มาวางอยู่ตรงหน้า ทั้งสองชามหน้าตาน่ากิน ต่างกันตรงเครื่องที่เพิ่มมาได้แก่ข้าวโพดและเนยค่ะ เรียกว่าราคาต่างกันตรง topping นี่แหละ ใส่เครื่องเยอะ ราคาก็แพงขึ้นตามลำดับ ถ่ายรูปราเมงเสร็จก็ถึงเวลาลองชิม … อร่อยมากค่ะ น้ำซุปรสกลมกล่อม เส้นเหนียวนุ่ม หมูชาชูนุ่มอร่อยกำลังดี สรุปว่าอร่อยสุดๆ เล่นเอาคนไม่นิยมราเมงอย่างฉันเกิดอาการเปลี่ยนใจไปรักราเมง มิน่าล่ะ เค้าว่าซัปโปโรเป็นต้นตำรับมิโซราเมงอย่างนี้นี่เอง (ต้องอ่านออกเสียงแบบเสียงพากย์ในรายการทีวีแชมเปี้ยนประกอบ)

อิ่มแล้วก็ถึงเวลาเดินทางเที่ยวต่อ พร้อมไปผจญความหนาวกันหรือยังคะ เอ้าใส่ผ้าพันคอ ที่ปิดหู เสื้อโค้ท หมวกไหมพรมกันให้พร้อม แล้วเตรียมลุยสวนโอโดริและงานเทศกาลหิมะใน post ต่อไป

つづく (ขอลงท้ายแบบการ์ตูนญี่ปุ่นซะหน่อย)

เกริ่นไว้ ก่อนไปซัปโปโร

สองสามวันมานี้ ลมหนาวที่ห่างหายไปเกือบปี ก็กลับมาเยือนอีกครั้ง อากาศตอนเช้าๆ ช่วงนี้ดีจริงๆ ไปทางไหนก็ได้ยินคนพูดว่า อากาศดีจัง

อากาศสดชื่นกับลมเย็นๆ แบบนี้ถือเป็นของขวัญชั้นดีสำหรับคนตื่นเช้า คนที่ชอบอากาศหนาวๆ ก็เตรียมตัวเก็บกระเป๋าลุยเที่ยวภาคเหนือกันได้เลย

หน้าหนาวมาแล้ว!     (^_^)/

หากอากาศหนาวของเมืองไทย ยังไม่หนาวสะใจพอ ก็ขอเชิญร่วมอุดมการณ์บุกเมืองหิมะซัปโปโรกับฉันได้เลย เอาให้หนาวสุดใจกันไปเลย (ได้ยินมาว่าช่วงเดือนกุมภาพันธ์อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดที่ 2 C และต่ำสุดที่ -13 C!!!)

โปรแกรมเที่ยวท้าหนาวของฉันรวมระยะเวลา 6 วัน 5 คืน โดยจะออกเดินทางช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์เพื่อให้ทันงาน Sapporo Show Festival หรือ さっぽろ雪まつり ซึ่งจัดขึ้นเพียงปีละครั้ง ครั้งละ 7 วัน โดยในปี 2009 มีกำหนดจัดงานในช่วงวันที่ 5 – 11 กุมภาพันธ์ค่ะ (กำหนดการจัดงานในแต่ละปีจะแตกต่างกันออกไป ยังไงก็ลองเช็คจาก official website ของเค้าดู)

เชื่อว่าคงเคยได้ยินชื่อเทศกาลหิมะกันมาบ้างแล้ว จริงๆ แล้วเทศกาลน้ำแข็งและหิมะที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยเรา ก็มีของที่ Sapporo ซึ่งใช้ชื่อว่าเทศกาลหิมะ อีกที่หนึ่งคือเทศกาลน้ำแข็งที่เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน ชื่อเต็มๆ ว่า Harbin International Ice and Snow Sculpture Festival โดยที่ฮาร์บินจะจัดงานในช่วงเดือนมกราคม (ประมาณวันที่ 5 มกราคม เป็นต้นไป และมีระยะเวลาการจัดงานทั้งสิ้นประมาณ 1 เดือน หรือตามสภาพอากาศ)

กลับเข้าเรื่อง Snow Festival ของ Sapporo กันต่อค่ะ ปี 2009 ที่จะถึงนี้ถือเป็นการครบรอบปีที่ 60 ที่มีการจัดเทศกาลหิมะขึ้นที่เมือง Sapporo โดยจุดที่มีการจัดแสดงประติมากรรมจากน้ำแข็งจุดหลักๆ คือบริเวณสวน Odori ย่านบันเทิงยามราตรีอย่าง Susukino และที่ Sapporo Satoland (ออกเสียงแบบพี่ยุ่นว่า Satorando) งานนี้มีทั้งประติมากรรมน้ำแข็งสวยๆ จากฝีมือนักแกะสลักจากทั่วทุกมุมโลก การแสดงบนเวทีน้ำแข็ง สไลด์เดอร์น้ำแข็ง ฯลฯ

เกริ่นเอาไว้อย่างนี้ คงมีบางคนอยากไปร่วมงานหิมะระดับโลกที่ซัปโปโรกันบ้างแล้วนะคะ สำหรับคนที่สนใจคงต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมสตางค์กันล่วงหน้าสักหน่อย เพราะเท่าที่ลองวางแผนทริป ณ ตอนนี้ ก็มีหลายโรงแรมที่ห้องพักเต็มไปเรียบร้อยแล้ว ยิ่งถ้าจองที่พักใกล้วันงานเท่าไหร่ ก็อาจจะได้ที่พักราคาแพง (มาก) ขึ้นไปอีก

ไหนๆ ก็ได้ search หาโรงแรมที่พักใน Sapporo ไปบ้าง ก็ขอเอา link มาฝากกันค่ะ (ไม่ทราบว่าโรงแรมไหน เป็นอย่างไร เพราะยังไม่เคยไป Sapporo เหมือนกัน Link ที่ด้านล่างนี้ ได้จากการที่ค้นหาจากแหล่งต่างๆ รวมถึงที่ที่มีคนแนะนำมา) ยังไงก็ลองเลือกที่ที่ชอบและเหมาะกับงบกันได้เลยค่ะ

Cross Hotel อันนี้เป็นโรงแรมที่ฉันจอง ราคาปานกลาง (เมื่อเทียบกับโรงแรมในญี่ปุ่นทั่วไป) ราคาที่พักที่จองไว้คืนละประมาณ ¥17,000 (คนละ ¥ 8,500)

Nakamura-ya Ryokan ลองเขียนไปถามราคาที่นี่ (ไม่มีให้จอง online) เค้าคิดที่คนละ ¥ 6,825 รวมอาหารเช้า ที่ตั้งอยู่ใกล้กับ Botanical Garden ของ Hokkaido University ค่ะ เป็นห้องพักสไตล์ญี่ปุ่น มีห้องอาบน้ำร้อนรวม (ไม่ได้เป็นน้ำแร่ธรรมชาติ)

Marks Inn Sapporo เป็นโรงแรมแบบ Business Hotel ราคาไม่แพง ดูสะอาดสะอ้าน ตกแต่งเรียบๆ ไม่หรูหรา อยู่ไม่ไกลจากย่าน Susukino แหล่งบันเทิงยามราตรีมากนัก ราคาเท่าที่เช็คก็ประมาณ 6,000 กว่าเยน แต่รู้สึกว่าช่วงเทศกาลหิมะปี 2009 จะเต็มแล้วนะคะ