พ.ล.ท. Fujiko F Fujio Museum

วันแรกของการท่องเที่ยวนี้ เราจัดโปรแกรมสำหรับคุณลูกโดยเฉพาะ ด้วยการไปดูพิพิทธภัณฑ์ Fujiko F Fujio และ Legoland Discovery Center ค่ะ

เริ่มต้นวันด้วยการแซะคุณลูกขึ้นจากเตียง อากาศหนาวๆ แบบนี้คุณแม่ก็จัดการให้คุณลูกซักแห้งค่ะ :D จับเปลี่ยนชุดเสร็จสรรพก็พร้อมออกเดินทาง

จากที่พักในย่านอะกิบะ เรานั่งรถไฟไปที่สถานีชินจุกุเพื่อต่อรถไฟสาย Odakyu ไปลงที่สถานี Noborito ในเขตเมือง Kawasaki ซึ่งอยู่แถบชานเมืองโตเกียว

การมาเที่ยวที่พิพิทธภัณฑ์ Fujiko F Fujio นี้ จำเป็นจะต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าก่อนค่ะ โดยซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อ Lawson (มาถึงตรงนี้ ถ้าใครมีญาติพี่น้องหรือเพื่อนๆ อยู่ที่ญี่ปุ่นให้ช่วยซื้อก็จะสะดวกหน่อยค่ะ) โดยตั๋วนี้จะมีการระบุเวลาไว้ 1 วันจะมีทั้งหมด 4 รอบค่ะ เข้าใจว่าทางพิพิทธภัณฑ์ต้องจำกัดคนเข้าชมในแต่ละรอบเนื่องจากเป็นพิพิทธภัณฑ์ขนาดเล็ก ถ้านักท่องเที่ยวเข้าไปมากๆ ทีเดียวคงไม่สะดวกเป็นแน่

เมื่อได้ทั้งตั๋วรถไฟและตั๋วเข้าชมพิพิทธภัณฑ์เสร็จสรรพ ก็ได้เวลาลุยกันเลย จากสถานี Noborito ไปที่พิพิทธภัณฑ์มีรถบัสรับส่ง (เสียค่าโดยสารเพิ่มเติม) เป็นรถที่ช่วยบิลท์อารมณ์อยากเที่ยวได้เป็นอย่างดี เพราะทำเป็นลายตัวการ์ตูนดังๆ ของคุณ Fujiko F Fujio อย่างเที่ยวที่เราขึ้นก็เป็นรูปปาร์แมนและผองเพื่อน

bus

ไม่นานก็มาถึงพิพิทธภัณฑ์ซึ่งภายนอกดูเรียบง่ายมากๆ จนอาจจะดูไม่เหมือนเป็นพิพิทธภัณฑ์การ์ตูน (ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่พิพิทธภัณฑ์การ์ตูนหรอกนะ แต่เป็นพิพิทธภัณฑ์ของนักวาดการ์ตูนต่างหาก) ที่ด้านหน้าจะมีพนักงานสาวๆ จัดระเบียบนักท่องเที่ยวเพื่อให้เข้าชมตามรอบที่เราซื้อบัตรมา และมี audio guide ให้ยืมฟังด้วยค่ะ สำหรับคนต่างชาติก็มีภาษาอังกฤษให้เลือกด้วย

ข้างในจัดแสดงผลงานภาพวาดการ์ตูนของคุณ FFF เป็นหลัก มีทั้งแบบที่เป็นหนังสือและภาพยนตร์การ์ตูน แล้วก็มีการจำลองโต๊ะทำงานของคุณ FFF ให้ดูด้วย ซึ่งบนโต๊ะอัดแน่นไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อย ราวกับจะบอกเราว่าการเป็นนักวาดการ์ตูนที่ดีนั้น ไม่ได้ใช้แค่จินตนาการเท่านั้น แต่ต้องมีการค้นคว้าหาความรู้ด้วย เห็นได้จากสารพัดหนังสือและสารานุกรมต่างๆ ที่คุณ FFF ใช้ในการค้นคว้า นอกจากนั้นยังมีการเดินทางไปต่างแดน อย่างประเทศอียิปต์ด้วย เป็นโอกาสในการสอนเด็กๆ ที่ดีอย่างหนึ่งที่ว่าคนที่เก่งและประสบความสำเร็จก็ต้องมาจากความพยายามด้วยเหมือนกัน (แหม แม่จะซีเรียสไปไหมคะเนี่ย)

 

 

photo 2

photo 3

photo 5

 

 

photo 1

สำหรับเด็กเล็กๆ ที่ชั้นบนจะมีมุมแม่และเด็กให้เข้าไปเล่นของเล่นด้วยค่ะ แต่ของเล่นที่ว่านี้เป็นของเล่นพื้นๆ ไม่ได้มีแสงสีเสียงดึงดูดกระตุ้นเด็กแบบของเล่นสมัยใหม่ แต่จะเป็นพวกบล็อกไม้ และของเล่นเรียบง่ายที่ให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการที่บรรเจิดสร้างสรรขึ้นมาเอง ลองคิดดูว่าประเทศสุดไฮเทคอย่างญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับของเล่นเรียบง่ายแบบนี้ พวกเราก็ไม่น่าจะมองข้ามเหมือนกัน ของชิ้นนึงที่แม่ชอบมากคือแท่งไม้สูงที่เมื่อเรานำลูกบอลไม้หย่อนลงมาจากด้านบนจะเกิดเสียงดนตรีสูงๆ ต่ำตามแต่ว่าลูกบอลจะหล่นไปกระทบกิ่งไม้อันไหน

photo 1

photo 2

photo 3

ที่ชั้นนี้จะมีส่วนของตู้กดกาชาปอง ตู้ถ่ายภาพ เกม และ theatre ด้วย แน่นอนว่าแม่ชวนพ่อและหิ้วลูกไปถ่ายรูปที่ระลึกร่วมกัน (ย้อนความหลังที่เคยมากับพ่อกัน 2 คนครั้งที่มี babymoon ต้องที่คุณลูกยังอยู่ในท้อง) ส่วน Theatre ก็ฉายหนังสั้นๆ รวมตัวละครต่างๆ ของคุณ FFF ที่มีชีวิตขึ้นมาในช่วงกลางคืนหลังพิพิทธภัณฑ์ปิด (ส่วนของ Theatre ไม่ค่อยเหมาะกับเด็กเล็กๆ อย่างลูกของเราเท่าไหร่ เพราะเด็กจะไม่นั่งดูอยู่นิ่งๆ)

เดินทั่วพิพิทธภัณฑ์กันจนหิว ก็ขอเดินเลยขึ้นที่ร้านอาหารกันค่ะ คราวก่อนเคยเล็งๆ อาหารหน้าตาน่ารักเอาไว้แต่ยังไม่ได้ลอง มาคราวนี้เลยชักชวนเพื่อนร่วมคณะที่พร้อมใจกัน(ท้อง)ร้องว่าไปกินกันเถอะ รสชาติอาหารถือว่าระดับมาตรฐานค่ะ แต่พรีเซนเทชั่นนั้นดึงดูดมากๆ เพราะตกแต่งเป็นการ์ตูนต่างๆ ได้อย่างน่ารักทีเดียว :)

photo 5

photo 4

พอท้องอิ่มก็ขอออกไปเดินรับลมกันที่สวนกลางแจ้งที่ชั้นบนของพิพิทธภัณฑ์ ที่มีประติมากรรมรูปตัวการ์ตูนต่างๆ ให้ได้ถ่ายรูปคู่กันอย่างสนุกสนาน (ดูเหมือนว่าพ่อๆ แม่ๆ บางคนจะสนุกสนานยิ่งกว่าเด็กๆ ซะอีก)

dino

IMG_8831

ปิดท้ายด้วยร้านของที่ระลึกที่แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่แต่ก็ดึงดูดให้เลือกชมและช้อปกันอยู่พักใหญ่ทีเดียว แหม ก็ญี่ปุ่นนี่เค้าช่างทำของน่ารักๆ มาให้ดูดเงินในกระเป๋าเก่งอยู่แล้วนี่นา ว่าแล้วแม่ก็รีบปรี่ไปหยิบ tea towel สไตล์ภาพพิมพ์ไม้ลายโดราเอมอนมา 1 ผืน…

bronze

พ.ล.ท. ตอนแรก

เนื่องจากช่วงที่พวกเราไปเที่ยวเป็นช่วงสงกรานต์พอดิบพอดี เราจึงไม่มีโอกาสเลือกไฟลทเดินทางสักเท่าไหร่ (ปกติเราเป็นพวกต้องเที่ยวให้คุ้ม จึงมักจะเลือกไฟลทที่ออกเดินทางกลางคืน แล้วไปถึงญี่ปุ่นยามเช้าตรู่)

สายการบิน JAPAN AIRLINES พาชาวคณะ ประกอบด้วย แม่ 1 คน พ่อ 1 คน ลูก 1 คน และน้าชาย 1 คน มาถึงสนามบินนาริตะในเวลาบ่าย 4 โมงกว่าๆ

กว่าจะผ่านด่านตม. (ซึ่งคุณเจ้าหน้าที่ใจดีเห็นเรามากับเด็ก เลยให้ไปช่อง priority ^^) รอสัมภาระ กางรถเข็น กระเตงลูกกันเรียบร้อยก็ปาไป 5 โมง เรานัดแนะกับน้องสาวที่เดินทางมาถึงก่อน ว่าจะนั่ง Skyliner ไปเจอที่ Nippori แล้วค่อยต่อแท็กซี่ไป รร APA ย่านอะกิฮะบะระ

ไปๆ มาๆ ก็มีอันต้องเปลี่ยนแผน เพราะดูเวลาแล้วไม่น่าจะทันเวลาอาหารเย็นที่ร้านเทมปุระที่จองเอาไว้…

การเดินทางด้วย Skyliner สะดวกดีค่ะ สำหรับคนที่พักแถวๆ Ueno เพราะรถไฟวิ่งตรงไปถึงสถานี Ueno และ Nippori เลย

ชมวิว

ตื่นตากับวิวข้างทาง – บน skyliner

เราเปลี่ยนไปลงที่สถานี Ueno แล้วเอาของไปเก็บใน locker แทน (กว่าจะเอากระเป๋าใบใหญ่ และของอื่นๆ ยัดตู้ได้ก็เล่นเอาเหงื่อออก แม้ลมเมืองโตเกียวที่พัดมายามนั้นจะยังหอบไอเย็นมาอยู่) ก่อนอื่นก็ไปพบน้องสาว แล้วพากันนั่งรถไฟใต้ดินต่อไปพบญาติที่นัดไปทานเทมปุระด้วยกัน

ร้าน Tensuzu เทมปุระร้านนี้ ฉันเคยมาทานแล้วเมื่อปีก่อนกับท่านประธานบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งตอนนั้นมานั่งเรียงกันหน้าเคาน์เตอร์เลยค่ะ แบบว่าคุณพ่อครัวทอดปุ๊ปก็หนีบอาหารลงมาวางในจานเราปั๊บ ซึ่งแน่นอนว่ามันอร่อยมาก! ถึงขนาดพ่อกับแม่บอกว่าคราวหน้าถ้ามีใครมาญี่ปุ่นจะแนะนำให้มาทานร้านนี้ ฉันจึงรับอาสาพาสามี ลูกชาย น้องสาว น้องชาย และญาติที่โตเกียวมาชิม โดยมิได้ค่านายหน้าแต่อย่างใด

พี่ก้องและจูดี้ ญาติใจดีของเราจองห้องส่วนตัวเอาไว้ ซึ่งพวกเราก็ไปถึงทันเวลาที่จองพอดี ร้านเทมปุระนี้ต้องเดินเข้าซอยไปหน่อย (ถ้าไม่มีใครเคยพามาคงไปไม่ถูก) เราสั่งชุดเทมปุระรวมชุดเล็กกันคนละชุด ส่วนของน้องพีทลูกชายได้เทมปุระผักฟรี 3 ชิ้น (ใจดีจัง) เวลาทานเทมปุระที่เมืองไทย เราจะจิ้มซอสที่ใส่ไช้เท้าบดกันใช่ไหมคะ แต่ที่ญี่ปุ่นมีทั้งจิ้มซอสและจิ้มเกลือ (บางร้านที่เคยไปทาน อย่าง Tsunahachi เค้าจะมีเกลือหลายแบบ เช่น เกลือผสมผงมัชฉะ เป็นต้น) คนญี่ปุ่นที่เคยไปทานด้วยกันบอกว่า อาหารบางอย่างถ้าจิ้มเกลือจะช่วยให้อาหารยังคงรสชาติได้ดีกว่า ประมาณว่าเข้ากันกว่าจิ้มซอส อันนี้แล้วแต่คนชอบ ส่วนฉันจิ้มมันทั้งสองอย่างเลย อร่อยหมดค่า น้องพีทเองก็เอนจอยมื้อแรกในญี่ปุ่นเหมือนกัน

คุณพี่พนักงานเสิร์ฟใจดียังเอาสติกเกอร์รูปซากุระมาให้น้องพีทด้วย (ใจดีจริงๆ) ^_^

Tensuzu เทมปุระรวมชุดเล็ก จากร้าน Tensuzu ดูเหมือนน้อย แต่ทานหมดแล้วอิ่มมากกกก

ถ้ามากับเด็กเล็ก นั่งทานในห้องจะสะดวกกว่า เพื่อลูกปีนป่ายวิ่งเล่นก็จะได้ไม่ไปรบกวนคนอื่นมากนัก แต่ถ้ามีเด็กโตมาด้วยหรือมาทานกันเอง แนะนำให้นั่งเคาน์เตอร์ค่ะ เพราะได้อารมณ์กว่ากันเยอะเลย แถมเด็กๆ คงตื่นเต้นกับการทายว่าเทมปุระชิ้นต่อไปจะเป็นอะไรน้า….

つづく

 

 

พ.ล.ท. prelude

หลังจากห่างหายจากการท่องเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ ไปพักใหญ่ (รวมทั้งการเขียน blog ซึ่งเป็นงานอดิเรกที่รัก) ด้วยมีภารกิจสำคัญในการดูแลลูกน้อยวัยเบบี้

มาถึงตอนนี้ลูกเบบี้เติบโตเป็นวัยเตาะแตะแล้ว จึงได้มีโอกาสจับลูกจูงสามีออกเดินทางเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง จึงเกิดเป็นภารกิจ พ.ล.ท. (พาลูกเที่ยว) ดังที่จะได้มาเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ค่ะ

โปรแกรมเที่ยวสำหรับคุณแม่บ้าพลังอย่างฉันตลอดระยะเวลา 9 วันในญี่ปุ่นมีดังนี้ค่ะ

วันแรก : โตเกียว

วันที่ 2 : คาวาซากิ – โอไดบะ

วันที่ 3 : คะนะซะวะ

วันที่ 4 : คะนะซะวะ – เกโระ ออนเซน

วันที่ 5 : เกโระ ออนเซน – นาโกยา

วันที่ 6 : อินุยามะ – นาโกยา

วันที่ 7 : นากาชิมะ สปาแลนด์ – โอซากะ

วันที่ 8 : เกียวโต

วันที่ 9 : โอซากะ

ก่อนอื่น ขอบอกว่าฉันไม่แนะนำโปรแกรมมหาโหดแบบนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ ทำตามโดยเด็ดขาด เพราะมันเนื้อยเหนื่อยค่ะ -_-” แต่ก็หวังว่าหลายๆ คนคงจะพอได้ไอเดียว่าจะ พ.ล.ท. ที่ไหนดี ลองเลือกเอาสถานที่ที่คุณและลูกชอบค่ะ

อ่อ แต่ก่อนจะออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศพร้อมคุณลูก สิ่งที่อยากจะบอกคือควรเช็คสภาพอากาศให้ดีค่ะ จะได้เตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะ สำหรับพ่อแม่ของขาดยังไม่เป็นไร พอจะใส่ซ้ำหรือไปหาซื้อเอาข้างหน้าได้ แต่ของเด็กๆ ควรเตรียมไปให้พร้อมค่ะ

อีกอย่างนึงที่เป็นประโยชน์มากก็คือรถเข็นเด็กค่ะ ลูกชายของฉันไม่ชอบนั่งรถเข็นเอาซะเลย ตอนอยู่ที่เมืองไทยเนี่ย พอจับขึ้นรถก็จะดีดตัวเป็นกุ้งเต้นแทบทุกครั้ง

ตอนแรกๆ ก็ชั่งใจอยู่นานมากว่าจะแบกรถเข็นเด็กไปด้วยดีไหม เพราะถ้าลูกไม่ยอมนั่งจะเป็นการเพิ่มภาระให้พ่อแม่ยิ่งไปกว่าเดิม เพราะไหนจะต้องแบกกระเป๋าเดินทาง ลูก แล้วยังมีรถเข็นเด็กอีก แต่สุดท้ายก็ได้รับเสียงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนว่า “เอาไปเหอะ” เผื่อลูกหลับ จับนั่งรถเข็นก็ยังดี โชคดีที่ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณแม่ท่านหนึ่งให้ยืมรถเข็นน้ำหนักเบาและมีสายสะพายมา 1 คัน (ถ้าแบก Maclaren ที่มีอยู่ซึ่งน้ำหนักเกือบ 10 กก. ไปคงแย่แน่ๆ)

หลังจากตะลอนทัวร์ 9 วัน ฉันขอยืนยันตรงนี้ว่ารถเข็นเด็กเป็นสิ่งที่ควรพกไปค่ะ!

อีกสิ่งที่สำคัญคือแผนการเดินทาง โดยเฉพาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่บ้าพลังที่อยากไปเที่ยวหลายๆ เมือง และซื้อ JR Rail Pass ไว้ จำเป็นต้องเตรียมปริ้นท์เที่ยวรถไฟที่ต้องการไปเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการจองที่นั่ง (ขอย้ำว่าถ้าคุณไปกับลูกควรจองที่นั่งค่ะ)

สุดท้าย ต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อม การไปเที่ยวกับลูกเป็นการใช้เวลาอันมีค่าร่วมกัน สิ่งสำคัญคือสนุกกับมัน จะมีผิดแผนไปบ้าง เจออุปสรรคตรงโน้นนิดตรงนี้หน่อยก็อย่าไปคิดมาก จำไว้ว่าเรามาเที่ยวและสิ่งที่เราควรได้รับจากการมาเที่ยวคือความสุขและอิ่มเอมใจ

เอาล่ะค่ะ เกริ่นมาซะยาวแล้ว ก็ขอให้รอติดตามตอนต่อไปนะคะ ^_^

 

inuyama

 

เบบี้มูน อิน เจแปน – โมโมฟุกุ อันโด และ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอวกาศ

logo of Cupnoodles Museum

ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่เรียกได้ว่ามีพิพิทธภัณฑ์แบบ “เฉพาะทาง” ให้ได้เลือกเที่ยวชมตามความสนใจที่หลากหลายกันไปในแต่ละคน พิพิทธภัณฑ์เฉพาะทางที่หนึ่งที่หลายคนคงไปเที่ยวกันมาแล้วคือราเมงมิวเซียมที่เมืองโยโกฮามา ใกล้ๆ กับโตเกียวนี่เอง

โยโกฮามามีชื่อเรื่องของกิน โดยเฉพาะอาหารจีน ใครที่เป็นแฟนรายการทีวีญี่ปุ่น คงจะคุ้นกับร้านอาหารหลากหลายที่แต่ละรายการต่างพาไปชม (ชิม – โดยผู้ดำเนินรายการ แล้วปล่อยให้เราน้ำลายสอ) เกี๊ยวซ่ายักษ์ควันฉุยบ้างล่ะ ซาลาเปาทีวีแชมเปี้ยนบ้างล่ะ โอ๊ย…พูดแล้วหิว

คราวที่แล้วที่ไปเยือนญี่ปุ่น ได้ไปแวะกินราเมงที่ราเมงมิวเซียมมาแล้ว คราวนี้เลยถือโอกาสสคิปโปรแกรมเดิมๆ ไปหาที่เที่ยวที่ใหม่อย่าง Cup Noodles Museum กันบ้างค่ะ

เราคงได้ยินชื่อนิชชินคัพนู้ดเดิ้ลกันมาแล้ว แม้ในบ้านเรานิชชินจะไม่โด่งดังเท่า มาม่า และไวไว แต่ก็หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป คุณรู้หรือไม่ว่านิชชินนี่แหละเป็น “เจ้าเก่า” ตัวจริงเสียงจริงในวงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป!

และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่แพร่หลายไปทั่วโลกก็คือคุณโมโมฟุกุ อันโด ผู้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาเป็นคนแรกนี่เอง

ของบางอย่างเราคุ้นชินในชีวิตประจำวัน จนอาจมองข้ามความสำคัญ หรือความยิ่งใหญ่ของการค้นพบครั้งแรกไป ฉันว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็เป็นหนึ่งในนั้น

ว่าแล้วเราก็มาควักกระเป๋า 500 เยนต่อคน แล้วเข้าไปเที่ยวพิพิทธภัณฑ์แห่งนี้กันเถอะ!

The museum cube

ฉันจัดแจงวางแผนไปเที่ยว Cup Noodles Museum ในวันจันทร์ ด้วยความเข้าใจ (ผิด) ว่าคนจะได้ไม่เยอะ และเราจะเที่ยวชม-ชิม-ช้อป ได้อย่างสบายอารมณ์ หารู้ไม่ว่าวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคมนั้น เป็นวันหยุดราชการของที่ญี่ปุ่นพอดิบพอดี! ซึ่งก็คือวัน Health and Sports Day (Taiiku no Hi – 体育の日) ซึ่งเป็นวันจันทร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม แถมที่โยโกฮาม่า ไชน่าทาวน์ยังมีงานประจำปีอีก

จากโตเกียว ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงเมืองท่าโยโกฮาม่า และเราก็ตรงไปย่านมินาโตะมิไร (Minato Mirai) อันเป็นที่ตั้งของ Cup Noodles Museum ซึ่งเราก็เดินหลงๆ งงๆ ตามฝูงชนไป ท่าทางไม่ค่อยดี เพราะคนเยอะเหลือเกิน

หลังจากเดินตามสองสาวญี่ปุ่นไปได้สักพัก เราก็มาพบกับตึกพิพิทธภัณฑ์รูปพรรณสัณฐานเดียวกับที่เห็นในเว็บไซต์ โอเค เรามาถูกทางแล้ว แต่ช้าก่อน … แม่เจ้า ทางเข้าพิพิทธภัณฑ์มีแถวยาวเหยียดสุดลูกตา อ้อมไปหลังตัวตึก ชวนระทึกยิ่งนักว่ามันจะยาวไปถึงที่ไหน

endless queueueueueueue

แต่ไหนๆ ก็ดั้นด้นและมุ่งมั่นมาแล้ว ก็ต้องไปต่อค่ะ เราเดินข้ามถนนและอ้อมตึกสีน้ำตาลแดงทรงสี่เหลี่ยมแลดูโมเดิร์นนั้นไป เพื่อเสาะหาหางแถวซึ่งยาวออกไปหลายร้อยเมตร… เจ้าหน้าที่สาวที่คอยแจกโบรชัวร์แจ้งว่าจากจุดที่เรารอ จะใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมงครึ่งจึงจะได้เข้า

ลังเล ลังเล ลังเล แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเข้าแถวต่อ แถวยาวเหยียดนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่เป็นระเบียบตามนิสัยของพี่ยุ่นที่ไม่มีมาแทรกแถวให้รำคาญหัวใจ พ่อแม่พาลูกๆ มาเที่ยวกันหลายครอบครัว ข้างหน้าเราเป็นคุณพ่อลูกสองที่ลูกสาวดูสงบเสงี่ยม แต่เจ้าลูกชายซนใช่ย่อย จนโดนคุณพ่อเบิร์ดกระโหลกไปหลายครั้ง

เวลาผ่านไปราว 45 นาที เราก็มาถึงปากทางเข้า เตรียมจ่ายสตางค์ค่าเข้าชม ที่นี่มี audio guide ให้ยืม และมีแบบภาษาอังกฤษด้วย โดยเสียค่ามัดจำเครื่องละ 2,000 เยน (เจ้าหน้าที่จะคืนเงินให้ตอนนำ audio guide มาคืน) โล่งใจที่ได้เข้าซะที เจ้าหน้าที่สาวถามเราว่าสนใจจะทำ My Cupnoodles ด้วยรึเปล่า (ซึ่งรายการนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่หมายใจจะมาทำ) มันคือบะหมี่ถ้วยแบบ customize ที่เราจะวาดลายลงบนถ้วย เลือกเครื่องปรุงต่างๆ มาเป็นบะหมี่ในแบบของตัวเอง

อนิจจา คนเยอะมาก และ My Cupnoodles Factory ก็กำหนดเวลาซะด้วย โดยทำเป็นรอบๆ รอบที่เร็วที่สุดที่ยังว่างคือ 5 โมงเย็น (ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 11 โมง) เราเลยต้องตัดใจจากโปรแกรมนี้ไปโดยปริยาย

the GRAND staircases

เอาหล่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เรามาเริ่มชมพิพิทธภัณฑ์กันเลยดีกว่า อ่อ ข้อดีของที่นี่คืออนุญาตให้ถ่ายรูปได้ไม่อั้นค่ะ แต่วันที่คนเยอะๆ อย่างนี้อาจจะหามุมยากนิดนึง

cup noodles (wonder)wall

เริ่มจากขึ้นบันไดกว้าง ดูโมเดิร์นมากๆ ไปที่ชั้น 2 ห้องแรก Instant Noodles History Cube จัดแสดงแพคเกจจิ้งของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของนิชชิน ตั้งแต่ Chicken Ramen ซองแรก จนถึงที่พัฒนาเป็นแบบต่างๆ หลากรส หลายสไตล์ เอาใจตั้งแต่คุณหนูๆ หนุ่มๆ นักกีฬา ไปจนถึงสาวๆ ที่ห่วงใยสุขภาพ รวมทั้งรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นต่างๆ ละลานตามาก

oh-so-red theatre

ถัดจากนั้นเป็น Momofuku Theatre ห้องสีแดงแจ๊ดที่ฉายเรื่องราวของคุณอันโด ว่าด้วยการคิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาจนกระทั่งประสบความสำเร็จ เป็นวิดิโอที่ดูไม่ยาก (แม้เราจะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น) ได้เห็นว่าคุณอันโดแกเป็นที่คนมีไอเดียน่าสนใจจริงๆ แถมที่สำคัญยังมีความมานะอดทนในการทำความคิดนั้นให้ออกมาเป็นรูปธรรมได้จริง เรียกว่าจุดประกายความคิดสร้างสรรค์กันได้ดีจริงๆ

ออกจากโรงหนังก็จะเจอกับกระท่อมจำลองที่แสดง “ห้องทำงาน” ของคุณอันโด ในการคิดค้นชิกเก้นราเมงขึ้นครั้งแรก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างสนุกกับการแทรกตัวเข้าไปดูเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ในห้องทดลองเล็กๆ แห่งนี้ กระท่อมธรรมดาๆ ที่เป็นจุดกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก

no-more-bowl – have a cuppa

ว่าแล้วก็มาถึงส่วนของประวัติชีวิตของ Momofuku Ando ที่แสดงเรื่องราวชีวิต และการคิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเขา ตั้งแต่แบบซอง จนได้ไอเดียจากการไปเยือนอเมริกา ที่มีคนเอาบะหมี่ของเขาบิใส่ลงไปในถ้วยกาแฟแล้วเติมน้ำร้อน ทำให้สะดวกในการกินยิ่งขึ้น เป็นจุดต้นกำเนิดของบะหมี่ถ้วย ตลอดจนการคิดค้นวิธีบรรจุบะหมี่ลงถ้วย และการทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสำหรับนักบินอวกาศ! ทุกสิ่งอย่างล้วนเกิดจากกระบวนการคิดที่สร้างสรรค์ของชายผู้นี้

คุณอันโดเสียชีวิตในวัย 96 ปี และตลอดชีวิตของเค้าก็ทุ่มเทกับการสร้างสรรค์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หนังสือพิมพ์ The New York Times ให้ฉายาเขาว่า Mr. Noodle ลองคลิกไปอ่านบทความนั้นกันได้ที่นี่ค่ะ

ส่วนถัดไป คือ Creative Thinking Box เป็นนิทรรศการแบบ interactive ให้เรามีส่วนร่วมในการเรียบรู้และสร้างสรร เด็กๆ สนุกกันใหญ่เชียว :)

มาถึงจุดนี้ ก็เริ่มหิวแล้ว ชั้นถัดไปเป็นส่วนของ Chicken Ramen Factory ซึ่งต้องจองล่วงหน้า โดยให้ลงมือทำชิกเก้นราเมงกันตั้งแต่เส้นบะหมี่เลยทีเดียว และ My Cupnoodles Factory ที่รอบเต็มจนถึง 5 โมง

more queue at Noodles Bazaar

เราข้ามไปที่ชั้น 4 ซึ่งเป็นส่วนของร้านอาหาร Noodles Bazaar ในบรรยากาศสตรีทฟู๊ดของเอเชีย แต่จะกินทั้งที ก็ยังต้องต่อแถวค่ะ คนเยอะมากเช่นเดิม ที่นี่จะมีให้เลือก 8 เมนู เป็นบะหมี่ตัวแทนจากชาติต่างๆ ของบ้านเราก็เป็นบะหมี่ต้มยำกุ้ง ส่วนของอินโดนีเซียเป็น Mie Goreng อิตาลีก็มีพาสต้า เป็นต้น ราคาถ้วยละ 300 เยน ปริมาณน้อยนิด ประมาณว่าให้ลองชิมมากกว่าจะกินเอาอิ่ม นอกจากนี้ชั้น 4 นี้ยังมีส่วนสนามเด็ก Cupnoodles Park เล่นให้น้องๆ หนูๆ มาเล่นอีกด้วย

และเช่นเดียวกับการเที่ยวสถานที่อื่นๆ เราจบทริปลงด้วยการแวะช้อปที่ museum shop ที่มีสินค้าเก๋ๆ ให้เลือกซื้อหลายรายการ แต่ผิดหวังนิดนึงตรงที่มีสินค้าประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่เยอะ ที่มีเป็น box set แบบรวมรสซึ่งกล่องใหญ่เกินกว่าจะแบกกลับบ้าน เลยไปได้ของกระจุกกระจิก พวกตุ๊กตา และเครื่องเขียนต่างๆ แทน

A ride back home?

ก่อนจาก ขอทิ้งท้ายนิดนึงว่า The sky is no limit. ท้องฟ้าไม่ได้เป็นขีดจำกัด ลองดูคุณอันโดเป็นตัวอย่างสิคะ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเค้าไปไกลถึงอวกาศเลยทีเดียว :)

เบบี้มูน อิน เจแปน – เยี่ยมโดราเอมอน

ใครๆ ก็พูดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไปแล้วก็อยากไปอีก และไปอีก และไปอีก อยู่ร่ำไป

ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น

และเมื่อพลาดจากทริปฮันนีมูนที่อิตาลี (เนื่องด้วยเวลาจำกัด และสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมนั่งเครื่องนานๆ) ญี่ปุ่นจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่เราเลือกสำหรับทริปเบบี้มูนครั้งนี้

ก่อนหน้า หลายคนยังกล้าๆ กลัวๆ กับการไปญี่ปุ่น เพราะเหตุสึนามิ + แผ่นดินไหว + โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ขนาดฉันเองยังถูกทักท้วงจากครอบครัวว่าแน่ใจเหรอว่าจะไปทั้งที่กำลังมีเบบี้ แต่หลังจากสอบถามคนโน้นคนนี้ ก็ได้คำตอบว่าที่นั่นโอเค ไปได้ ไม่ได้มีอะไรน่ากังวลขนาดนั้น

ฉันจึงเริ่มวางแผนอย่างจริงจัง ใจจริงอยากรอสักช่วงเดือนพฤศจิกายน เพื่อจะได้ดูใบไม้แดงกันอย่างเต็มอิ่ม แต่ด้วยเวลากระชั้น (เดี๋ยวท้องแก่ไป เค้าจะไม่อนุญาตให้ขึ้นเครื่องบินเปล่าๆ) เลยต้องไปโลดตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลา

เอาล่ะ ก่อนจะเกริ่นไปยาวกว่านี้ ขอเข้าเรื่องเลยดีกว่า

โปรแกรมอันดับต้นๆ ของทริปนี้คือไปเยี่ยมเยียนเพื่อนรักวัยเด็กอย่างเจ้าแมวโดราเอมอน ที่รู้จักมักจี่กันมาแต่สมัยอนุบาลแต่ไม่เคยแวะไปเยี่ยมกันเลยซักที

หลังจากเก็บข้อมูลจากเว็บต่างๆ ก็ได้ความว่าเค้าเพิ่งจะมีการเปิดพิพิทธภัณฑ์ Fujiko F Fujio กันไปเมื่อไม่นาน (ขอเรียกพิพิทธภัณฑ์โดราเอมอนก็แล้วกัน) แถมช่วงแรกๆ ยังมีบริการรถไฟสาย Odakyu ขบวนพิเศษ ที่ตกแต่งทั้งภายนอกภายในด้วยลวดลายโดราเอมอนอีกด้วย แฟนพันธุ์แท้ที่ไหนจะอดใจไหว (ใครที่เคยไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ที่ฮ่องกง ลองนึกภาพรถไฟขบวนที่ไปดิสนีย์แลนด์ก็ได้)

อนิจจา ก่อนไปไม่นานได้ยินข่าวว่าขบวนรถนี้หยุดให้บริการไปเสียแล้วด้วยว่ามีปัญหาทางด้านกฎหมายการโฆษณา น่าเสียดายจริงๆ

แต่ถึงรถไฟจะเลิกวิ่ง ความพยายามของฉันก็ยังไม่สิ้นสุด ขั้นตอนที่สำคัญอีกอย่างในการจะไปเยือนพิพิทธภัณฑ์ก็คือการซื้อตั๋วค่ะ

ใครเคยไปพิพิทธภัณฑ์ Ghibli คงรู้ดีว่า จะไปสุ่มสี่สุ่มห้าซื้อตํ๋วกันที่หน้าทางเข้าไม่ได้นะคะ เราต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าไปก่อน ด้วยพิพิทธภัณฑ์ต้องการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมในแต่ละวันและแต่ละรอบให้กำลังดี เพื่ออรรถรสในการเที่ยวชมที่ไม่ต้องไปเบียดเสียดกัน

วิธีการซื้อตั๋วของพิพิทธภัณฑ์โดเรเอมอนก็ทำได้โดยซื้อจากร้าน Lawson โดยใช้เครื่องขายตั๋ว ซึ่งเป็นอุปสรรคประการที่สองของผู้มาเยือนจากต่างประเทศ เพราะต้องซื้อที่ร้าน Lawson ในญี่ปุ่น – -”

โชคดีที่เราให้พี่ที่อยู่ญี่ปุ่นดั้นด้นไปช่วยซื้อตั๋วมาให้ได้สำเร็จ ตั๋วผู้ใหญ่ราคา 1,000 เยน ใช้ได้ตามวันและเวลาที่ระบุตอนซื้อเท่านั้นค่ะ

ได้ตั๋วแล้ว ก็เตรียมเดินทางกันได้เลย สำหรับเราซึ่งพักอยู่ที่ย่าน Shinjuku สามารถเดินมาขึ้นรถไฟสาย Odakyu ที่สถานี Shinjuku ได้เลย จาก Shinjuku ให้เลือกไปลงที่สถานี Noborito พอลงจากสถานีจะมีมนุษย์ป้ายยืนถือป้ายพิพิทธภัณฑ์อยู่ ฉันจึงรี่ไปถามด้วยภาษาญี่ปุ่นแบบกระท่อนกระแท่นที่สุด (ยังดีที่พอจำศัพท์ได้บ้าง) พี่เค้าก็ชี้ทางสว่าง เอ๊ย ทางไปป้ายรถ shuttle bus ให้ จริงๆ แล้วใน web ของพิพิทธภัณฑ์บอกไว้ว่าจากสถานีสามารถไปได้ด้วย shuttle bus หรือเดินไป แต่ครั้นเราเป็นพวกชอบหลง อ่านแผนที่ไม่ค่อยออก จึงเลือกนั่งรถดีกว่า อ่อ รถนี้ไม่ได้ขึ้นฟรีนะจ๊ะ เตรียมค่าโดยสารไว้ด้วย

อ่อ สำหรับใครที่ไปถึงก่อนเวลานานๆ อย่างเรา (แหม ก็กลัวไปไม่ทันเวลาเข้านี่นา) อาจจะเดินไปหาชาหรือกาแฟจิบกันก่อนก็ได้ ที่ใกล้ๆ สถานีมีร้าน Freshness Burger อยู่ แนะนำ Chai Latte Tea ที่มีกลิ่นเครื่องเทศนิดๆ ไม่ต้องรีบร้อนขึ้น shuttle bus เพราะแถวพิพิทธภัณฑ์ไม่มีร้านให้นั่ง

รถ shuttle bus ของเค้าน่ารักมาก ข้างในตกแต่งด้วยไม้ทั้งหมด ให้อารมณ์แบบย้อนยุค nostalgic ดี แหม ก็พี่โดราเอมอนเค้าอายุอานามเยอะแล้วนี่นา ฉันว่าคนมาเที่ยวที่นี่มีผู้ใหญ่ใจเด็ก (ที่หาข้ออ้างพาลูกหลานมาเที่ยวเยอะเลยทีเดียว)

นั่งรถไปสักพัก (ไกลกว่าที่คิดแฮะ) ก็มาถึงหน้าพิพิทธภัณฑ์หน้าตาโมเดิร์นขนาดไม่ใหญ่ มีคนมารอคิวก่อนหน้าเราเป็นแถวยาวพอสมควรแล้ว ทั้งๆ ที่เหลือเวลากว่า 30 นาที กว่าจะถึงรอบที่เราจองเอาไว้ มิน่าล่ะถึงให้จองคิว ที่นี่มีคนมาเที่ยวเยอะกว่าที่คิด ทั้งๆ ที่เป็นวันธรรมดาช่วงบ่าย

เท่าที่มองดูนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นคนญี่ปุ่น มีเรา 2  คนที่เป็นต่างชาติ แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ที่นี่เค้ามี audio guide  ภาษาอังกฤษให้ยืมด้วย

ส่วนจัดแสดงของเค้่าเน้นที่ผลงานของคุณ Fujiko F Fujio  ผู้มีชื่อจริงว่า Hiroshi Fujimoto ทั้งผลงานภาพ sketch ต้นฉบับของการ์ตูนหลายเรื่อง ที่เรารู้จักกันดีก็อย่าง ปาร์แมน โดราเอมอน ผีน้อยคิวทาโร่ แทรกด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการสร้างตัวการ์ตูนแต่ละตัวขึ้นมา

หลายรูปแสดงให้เห็นถึงลายเส้นที่เรียบง่ายแต่เฉียบคม แสดงความมั่นใจ พร้อมด้วยสีสันสดใสที่แต่งแต้มขึ้นตามจินตนาการ เป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆ หันมาสนใจการวาดภาพได้ดีทีเดียว และในบางตู้ก็มีการแสดงภาพอนิเมชั่นแสดงขั้นตอนการวาดให้เราได้ดูด้วย ผลงานบางชิ้นที่ติดโชว์ไว้เป็นรูปจริง แต่ก็มีบางส่วนเป็นรูปจำลอง ซึ่งชิ้นที่เป็นรูปจำลองจะมีสติกเกอร์รูป “ตัวสำรอง” แบบในการ์ตูนปาร์แมนติดไว้ที่มุมล่าง โดยเค้าจะหมุนเวียนงานออกมาโชว์ เพื่อไม่ให้ชิ้นงานเสียหายมากเกินไป อ่อ ในส่วนจัดแสดงนี้ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาดค่ะ

ห้องหนึ่งจัดแสดงโต๊ะทำงานของ Fujiko F Fujio ที่รายล้อมไปด้วยชั้นหนังสือสูงลิบ แสดงให้เห็นว่าอาจารย์แกเป็นคนที่ชอบค้นคว้ามากๆ และนอกจากหนังสือแล้วยังมีชิ้นฟอสซิล โมเดลไดโรเสาร์ และสิ่งของจากการเดินทางต่างๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นแบบในการวาดการ์ตูน หลายคนคงเคยดูโดราเอมอนตอนยาวที่เกี่ยวกับดินแดนไดโนเสาร์กันใช่ไหมคะ

ส่วนชั้น 2 ก็จะมีห้อง theatre ให้เข้าไปดูหนังอนิเมชั่นสั้นๆ เกี่ยวกับพิพิทธภัณฑ์ในยามค่ำคืนที่เหล่าตัวการ์ตูนทั้งหลายออกมาเที่ยวเล่นกันเต็มที่ ก่อนเวลาเช้าที่พิพิทธภัณฑ์จะเปิดทำการอีกครั้ง ด้านนอกก็มีเกมต่างๆ ให้เด็กๆ ได้เล่นกัน รวมทั้งตู้ถ่ายรูปที่ระลึก (ประมาณตู้สติกเกอร์นั่นแหละ) ที่ฉันก็ไปต่อคิวกับเค้ามาด้วยเหมือนกัน

ขึ้นบันไดไปชั้น 3 ก็จะเจอกับคาเฟ่ที่มีขนมและเครื่องดื่มรูปการ์ตูนให้เลือกชิมกัน ฉันเหลือบไปเห็นลาเต้ร้อนที่ตกแต่งฟองนมเป็นรูปโดราเอมอนน่ารักจัง นอกจากนั้นก็มีพวกแซนด์วิช รวมไปถึงโดรายากิของโปรดของพี่ม่อนเค้าอีกด้วย

ชั้นนี้มีโซนของสวน outdoor ให้เดินเล่นและถ่ายรูปกับบรรดาตัวการ์ตูน พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ แต่ขอบอกว่าหามุมถ่ายรูปค่อนข้างยากเพราะบนตัวการ์ตูนทั้งหลาย จะมีเด็กตัวเล็กตัวน้อยปีนป่ายกันอยู่เต็มไปหมด ราวกับสวนสนุก ครั้นจะไล่เด็กออกไปเพื่อถ่ายรูปก็อาจจะถูกหาว่าเป็นผู้ใหญ่ใจยักษ์ได้ ดังนั้นหลายรูปของเราจึงมีเพื่อนร่วมรูปตัวน้อยติดมาด้วย

จุดสุดท้าย คือโซนดูดสตางค์ที่เราหมายมั่นจะมาช้อปของที่ระลึก ซึ่งต้องบอกตามตรงว่าผิดหวังเล็กน้อย เพราะของไม่เยอะเท่าที่คิด และราคาค่อนข้างแพง (มาก) เลยได้แค่คอปเตอร์ไม้ไผ่ไปฝากเพื่อน และของกระจุกกระจิกอีก  2 ชิ้นเท่านั้น

ใครแวะมาเที่ยวโตเกียวก็ลองหาโอกาสแว่บออกมาที่เมือง Kawasaki ในจังหวัด Kanagawa แห่งนี้ได้ค่ะ นั่งรถไฟแป๊บเดียวเท่านั้น

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 9

เดินเที่ยวซึมซับประวัติศาสตร์ของยุคเอโดะมาทั้งช่วงเช้าแล้ว บ่ายนี้เลยขอไปพักผ่อนหย่อนใจบนเกาะสร้างใหม่อย่างโอไดบะกันบ้างค่ะ

โอไดบะเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นค่ะ แล้วก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหย่อนใหญ่สำหรับหนุ่มสาวและครอบครัวชาวโตเกียว ด้วยโอไดบะมีทั้งห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะริมทะเล สถานีโทรทัศน์ Fuji ออนเซ็นต์ธีมปาร์ค พิพิทธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ Miraikan ไปจนถึง Joypolis (สวนสนุกของ SEGA) ฯลฯ

fujiball

フジテレビ

เริ่มต้นจากหาอาหารกลางวันกันก่อน หลังจากชิมอาหารญี่ปุ่นมาหลายมื้อ มื้อนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศเป็นอาหารจีนกันบ้าง ก็ได้ยินว่าที่ Decks Tokyo Beach นี่เค้ามีโซน Little Hong Kong ที่จำลองบรรยากาศและแสงสีแบบฮ่องกงมาให้เห็นกัน ผนวกกับความอยากกินเกี๊ยวซ่า

ไปถึงยังไม่ทันเดินสำรวจร้าน เพื่อนร่วมทางของฉันก็ไปนั่งที่ร้านแล้ว เอานะ ร้านนี้ก็ได้ ร้านไหนก็เหมือนกันเวลาหิว เราสั่งเกี๊ยวซ่า บะหมี่น้ำ และโจ๊ก แต่กว่าจะสั่งอาหารได้ก็เล่นเอาเมื่อยมือ เพราะน้องเค้าฟังภาษาอังกฤษไม่ออก เอาแต่จะพูดภาษาจีนกับเราอย่างเดียว พอเราว่าเราไม่เข้าใจภาษาจีน เธอก็พูดญี่ปุ่นแทน แต่เอาเถอะ ยังไงก็ได้อาหารกลางวันมากินสมใจ ไม่ได้ประทับใจเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าได้มาลองแล้วกัน

พออิ่มแล้วก็ขอเดินสำรวจห้าง Decks เสียหน่อย ที่นี่จะมีเกมส์ต่างๆ ให้เล่นค่อนข้างเยอะค่ะ อย่างโซนหนึ่งชื่อว่า Muscle Park ก็จะมีเกมส์ที่ต้องใช้แรงสักหน่อยในการเล่น รูปแบบอย่างกับเกมส์โชว์ยังไงยังงั้น คือมีพิธีกรใส่ headphone คอยบรรยายไปด้วย แถมยังมีบรรดาญี่ปุ่นมุงมาดูอีกตะหาก ฉันเดินผ่านโซนเกมสไตล์ศึกวัดใจสไตล์บูชิโดที่เคยโด่งดังทางช่อง UBC หลายเกมดูน่าสนุก แต่เห็นว่าถ้าเข้าไปเล่นอาจจะสื่อสารกับพนักงานเค้าไม่รู้เรื่อง คราวนี้เลยขอเป็น “ผู้ชม” ไปก่อน

ไหนๆ มาถึงโอไดบะทั้งที ก็ขอเดินเล่นสบายๆ ชมวิวสะพานเรนโบว์ อ่าวโตเกียว และเทพีเสรีภาพค่ะ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ที่โอไดบะเค้าก็รูปปั้นเทพีเสรีภาพเหมือนกัน เพียงแต่เป็นขนาดย่อมลงมากว่าที่เกาะลิเบอร์ตี้ รูปปั้นเทพีนี้ทางฝรั่งเศสนำมาให้กับญี่ปุ่นในระหว่างปี 1998 ถึง 1999 ประมาณว่าให้ยืม ในช่วงปีที่เป็นการฉลอง The French Year in Japan พอเค้าจะเอาคืน ญี่ปุ่นเลยสร้างขึ้นมาเป็นของตัวเอง กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของโอไดบะ

liberty

french lady in tokyo

มานึกดูเล่นๆ ฉันเจอกับคุณเทพีเสรีภาพมาสองครั้งสองคราแล้ว แต่ทั้งสองครั้งเธอไม่ได้อยู่ที่แมนฮัตตันค่ะ ครั้งแรกเราพบกันขณะล่องเรือไปตามแม่น้ำแซนกลางกรุงปารีส เธอยืนตระหง่านอยู่บนเกาะ ile de Cygnes ใกล้กับ ile de la cite อันเป็นที่ตั้งของมหาวิหาโนเตรอดาม มาคราวนี้คุณเทพีเธอยังมาปรากฏตัวที่โตเกียวอีก ชีพจรลงเท้าไม่ใช่เล่น ฉันได้แต่หวังว่าคงมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเธอที่บ้านในนิวยอร์คสักครั้ง

หากการเดินเล่นชมวิวและซึมซับบรรยากาศริมเม่น้ำยังไม่หนำใจพอล่ะก็ ตามฉันมาที่สถานีโทรทัศน์ฟุจิเลยค่ะ ขอเรียกว่าฟุจิเทเลบิ ตามที่คนญี่ปุ่นเค้าเรียกก็แล้วกัน ลองนึกๆ ดู ตอนอยู่เมืองไทยเราก็ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวสถานีโทรทัศน์อย่างช่อง 3 ช่อง 5 กันสักครั้ง เฉียดที่สุดก็แค่ตอนนั่งรถผ่าน คราวนี้เราบุกเข้าไปในสถานีกันเลยค่ะ

escalator

ทางขึ้น

ที่ญี่ปุ่นนี่ สถานที่ต่างๆ มักมีตัวมัสคอทเป็นของตัวเอง ฟุจิเทเลบิก็เช่นกัน เราจะเห็นน้องหมาสีฟ้าหน้าตากวนๆ คอยต้อนรับอยู่ใกล้บันไดเลื่อนขึ้นสู่อาคารสถานี ที่นี่จริงๆ แล้วจะมีนำชมภายในสถานีด้วย แต่เราไปถึงตอนเค้าใกล้จะปิดแล้ว เลยอดไปโดยปริยาย ดีที่ว่ายังพอมีเวลาขึ้นไปบนหอชมวิวลูกโลก (ส่วนนี้ต้องซื้อบัตรเข้าชมนะจ๊ะ) เคยอ่านในไกด์บุ๊คบางเล่มบอกไว้ว่าถ้าไม่อยากเสียสตางค์ให้ขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 24 แทน แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ ขึ้นไปตามนั้นได้หรือเปล่านะคะ

Observation Deck หรือจุดชมวิวนี้ ต้องขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 25 ส่วนของจุดชมวิวก็คือเจ้าลูกบอลยักษ์สัญลักษณ์ของตึกฟุจิเทเลบินี่แหละค่ะ ลูกบอลนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 32 เมตร น้ำหนัก 1200 ตัน และสามารถใช้ชมวิวได้ 270 องศา จากจุดนี้จะมองเห็นวิวของอ่าวโตเกียวและสะพานเรนโบว์ได้เป็นอย่างดีค่ะ

viewfromtop

view from the top สะพานเรนโบว์และหอคอยโตเกียว

ดูวิวเพลินๆ สักพัก แวะร้านของที่ระลึกของสถานีโทรทัศน์ที่ช่างสร้างสรรของที่ระลึกเก๋ๆ จากรายการทีวีและละครมาดูดเงินนักท่องเที่ยว  แล้วเราก็บอกลาสถานีโทรทัศน์ฟุจิ และโอไดบะ แผนจะไปขึ้นชิงช้าสวรรค์ใกล้ๆ วีนัสฟอร์ตมีอันพับเก็บไป เพราะตอนนี้เราเริ่มหิว (อีก) แล้ว แถมยังต้องเตรียมซื้อของฝากคนที่บ้านอีกด้วย เราตกลงใจไปชินจุกุกันค่ะ

มาญี่ปุ่นทุกครั้งต้องมีอันมาแวะชินจุกุ มาทีไรหลงทุกที ไม่รู้เป็นยังไง แต่จนแล้วจนรอดก็หาทางมาร้านเทมปุระชื่อดัง Tsunahachi จนได้ ความพยายามเรื่องกินของเราไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว สาขาที่เราไปคือสาขาบนห้าง Shinjuku Keio ร้านตั้งอยู่บริเวณชั้น 8 ซึ่งเป็นโซนที่รวมร้านอาหารต่างๆ มาไว้ด้วยกัน ได้ยินชื่อ Tsunahachi มาจากหนังสือไกด์บุ๊ค เค้าว่าสาขาดั้งเดิมคนจะแน่น เราเลยเลือกมาสาขาที่ไม่ต้องแย่งที่นั่งกับคนอื่นดีกว่า ไหนๆ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ขอนั่งสบายๆ บ้างก็ดี

เราเลือกนั่งกันตรงเคาน์เตอร์ (จากประสบการณ์เยือนญี่ปุ่นครั้งก่อน ยาบุจิซังพาเราไปกินเทมปุระแสนอร่อย ที่พ่อครัวบรรจงทอดเทมปุระทีละอย่างแล้วทยอยวางลงบนจานตรงหน้าเรา) คิดว่ายังไงๆ ก็ต้องได้ชิมเทมปุระร้อนๆ ที่พ่อครัวคีบจากกระทะมาไว้บนจานเรา หลังจากลังเลสักครู่ เราก็เลือกสั่งชุดเล็ก กะว่าถ้าไม่อิ่มเดี๋ยวสั่ง a la carte เพิ่มเอาดีกว่า ในชุดเล็ก (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่เล็กสักเท่าไหร่) ประกอบไปด้วยกุ้งเทมปุระ ปลาไหลทอด กุ้งเล็กชุบแป้ง ผักทอด ข้าว และซุป

ส่วนซอสเทมปุระก็ไม่ต่างจากบ้านเราค่ะ เค้ามีไชเท้าบดใหม่ๆ ให้เติมลงในซอส และมีเกลือชนิดต่างๆ ให้เลือกด้วย รู้แต่ว่าเกลือสีเขียวคือเกลือผสมผงมัชฉะ (ชาเขียว) ส่วนสีอื่นไม่แน่ใจว่าคืออะไร นั่งตรงเคาน์เตอร์ดีตรงที่ได้ดูพอครัวลงมือทำอาหารตรงหน้า เพลินๆ หลังพ่อครัวเป็นตู้ปลา มีกุ้งเป็นๆ ว่ายน้ำอยู่ ระหว่างที่เพลินๆ กันอยู่นั้น เราก็เหลือบไปเห็นคุณพ่อครัวจับปลาไหลขึ้นมา เอานิ้วโป้งกดหัวมันลงกับเขียง เจ้าปลาไหลยังดิ้นไปมาอยู่เลย เราสองคนหน้าตาเลิ่กลั่กทันที หันหาเข้าหากัน เพราะไม่อยากดูภาพตรงหน้าต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น… นั่นไงล่ะ อยากนั่งตรงเคาน์เตอร์ดีนัก

tembpura

ebi tempura

แล้วเทมปุระหน้าตาหน้ากินก็ถูกลำเลียงลงในจานด้านหน้าเราค่ะ ที่นี่เค้าจะทอดไปเสิร์ฟไป ไม่ได้มาพร้อมกันทั้งเซ็ทอย่างบ้านเรา อาหารจึงยังร้อนและกรอบอร่อยเป็นอย่างยิ่ง ใครชอบเทมปุระขอบอกว่าอย่าพลาดเด็ดขาดค่ะ เสียที่ว่ามื้อนี้เรากินอย่างไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ เพราะเจ้าปลาไหลตัวนั้น…

ก่อนกลับโรงแรมที่พัก ตั้งใจว่าวันนี้จะกินเค้กญี่ปุ่นให้ได้ ก็แหมเค้กของญี่ปุ่นเนี่ยเค้าอร่อยเหนือใครจริงๆ ยิ่งสมัยก่อนตอนติดตามดูรายการทีวีแชมเปี้ยนด้วยแล้ว ได้เห็นเค้กเลิศๆ ก็เกิดอาการฝังใจ มาญี่ปุ่นทุกครั้งต้องแวะเดปาจิกะ (ร้านขายอาหารบริเวณชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่รวบรวมเอาร้านเด็ดมาไว้ด้วยกัน) แต่ครั้งนี้เราแวะร้านกาแฟแทนเพราะอยากหาที่นั่งอ้อยอิ่งอีกสักหน่อย ก็คืนนี้มันคืนสุดท้ายที่โตเกียวแล้วนี่นา

ทั้งๆ ที่ยังอิ่มอยู่เราก็ยังอุตส่าห์สั่งมงบลองค์มาแบ่งกันชิมกับชาร้อนอีกหนึ่งถ้วย มงบลองค์หน้าตาดี แต่รสชาติปานกลาง แม้จะดึกประมาณ 4 ทุ่มแล้ว คนยังเต็มร้านอยู่เลย ฉันแอบนึกเล่นๆ ว่าดึกป่านนี้ยังมาดื่มกาแฟกันอีก แล้วเค้าจะนอนกันตอนไหนนะ

montblanc

 mont blanc & my cup of tea

ดึกแล้ว ทั้งเหนื่อย ทั้งเพลีย อยากยืดเวลาคืนสุดท้ายในโตเกียวออกไปอีกสักหน่อย แต่ที่สุดแล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เวลาสนุกๆ (ผสมเหนื่อยๆ เพลียๆ) ของเรากำลังจะจบลง เรานั่งรถไฟใต้ดินกลับไปยังที่พักใกล้สถานี Ikebukuro

ikebukuro

 i-ke-bu-ku-ro

หมดวัน หมดแรง แต่ก็ต้องเตรียมเก็บของ เตรียมกลับบ้าน ฉับพับเสื้อผ้าเก็บลงกระเป๋า ทำใจพลัดพรากจากโบรชัวร์ที่เก็บมาบางส่วน เพราะไม่อยากให้กระเป๋าหนักจนเกินไป แน่นอนว่าประสบการณ์หลายวันที่ผ่านมาก็เข้าไปเก็บอยู่ในความทรงจำของฉันไปด้วยโดยปริยาย

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 7

แม้จะหลงทางไปแล้วรอบหนึ่งเมื่อช่วงเช้า เราก็ยังคงแก้อาการหลงทิศกันไม่ได้ จนแล้วจนรอดเลยต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปที่ Omotesandou แม้ว่าจริงๆ แล้วห่างกันแค่ 1 สถานี ถ้าเดินเอาคงใกล้กว่าเดินไปขึ้นรถไฟเป็นไหนๆ
อาหารกลางวันมื้อนี้ เราไปกันที่ศูนย์อาหารสไตล์บิสโทร ที่รวมร้านอาหารเก๋ๆ เอาไว้หลายร้าน สั่งอาหารเสร็จปุ๊บ เค้าก็ยื่นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งให้ ขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือเล็กน้อย ไม่ต้องตกใจไป จงรับอุปกรณ์นั้นมาแล้วกลับไปนั่งรอที่โต๊ะตามสบาย เมื่ออาหารที่สั่งพร้อมเครื่องนี้จะสั่นค่ะ แล้วเราค่อยเดินกลับไปรับอาหารที่ร้านนั้นๆ ไม่ต้องไปยืนคอยให้เมื่อย

ดูคร่าวๆ ศูนย์นี้น่าจะมีร้านรวมๆ ประมาณ 8 ร้านได้ มีทั้งร้านเบเกอรี่ ร้านพาสต้า ร้านอาหารเวียดนาม ร้านโดนัท ฯลฯ ซึ่งน่ากินไปเสียทั้งหมด อ่านเจอเกี่ยวกับศูนย์อาหารนี้จากหนังสือ โตเกียว กิน กิน ของคุณจินนี่ สาระโกเศศ เลยขอลองสักหน่อย ได้ยินว่าที่นี่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ ค่ะ (มิน่าล่ะ ลูกค้าแทบทุกโต๊ะ เป็นพวกสาวๆ วัยทำงานทั้งนั้น)

pasta with crab meat

pasta lunch + peach tea

อาหารมื้อนี้ของฉันเป็นพาสต้าซอสปู อร่อยพอใช้ได้ กับชาพีชหอมชื่นใจ อิ่มเรียบร้อยก็บังเอิญเดินผ่านร้านโดนัท หน้าตาน่ากินมากๆ และราคาแพงใช้ได้ (ชิ้นละร้อยกว่าบาท) ด้วยความอยากชิมเลยต้องยอมควักกระเป๋าซื้อเอามาแบ่งกันชิมซะหนึ่งชิ้น เป็นโดนัทสตรอเบอรี่หวานหอม สอดไส้ครีมซะด้วย เสียที่ว่าออกจะหวานไปซะหน่อย ต้องทานแกล้มน้ำชาถึงจะดี

ก่อนที่จะกลายเป็นทัวร์กินไปเสีย เรารีบรุดไปยังจุดหมายในบ่ายวันนี้ นั่นก็คือย่าน Omotesandou และ Aoyama อันแสนเลิศวิไล เป็นแหล่งรวมร้านค้าแบรนด์เนมทั้งหลายแหล่ เรียกว่าเป็นย่านสุดฮิปย่านหนึ่งเลยทีเดียว จุดหมายหลักๆ ของเราคือร้าน Comme des Garçon ชมตึก Prada และไป Ometesandou Hills

tod's

some like it Tod’s

lv

LV trunks of treasure

แบรนด์ดังน้อยใหญ่พากันแห่แหนมาเปิดร้านกันในย่าน Omotesandou และ Aoyama ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Chanel, Prada, Tod’s, Issey Miyake ฯลฯ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของบรรดาสาวนักช้อปกระเป๋าหนัก ส่วนผู้ที่ชื่นชอบในงานสถาปัตยกรรมก็ยังมาเดินเล่นชมตึกกันได้ เพราะแต่ละแบรนด์ต่างจูงมือนักออกแบบชื่อดังมาสร้างสรรค์ตึกสวยๆ แข่งกัน ไม่แพ้สินค้าที่ขายอยู่ในร้าน 

b&b

black & blue

ถนน Omotesandou เองก็มีสเน่ห์ไม่แพ้บรรดาร้านรวงของเหล่าดีไซเนอร์ ในวันฟ้าแจ่มๆ อากาศดีๆ แบบนี้ กิ่งก้านสีเข้มไร้ใบของต้น Zelkova ในช่วงฤดูหนาวตัดกันฉับกับสีฟ้าสดของท้องฟ้า ผู้คนแต่งตัวทันสมัยไปเดินผ่านไปมาคึกคัก ส่วนเราก็มุ่งหน้าไปยัง Omotesandou Hills ซึ่งรวมร้านค้าแสนทันสมัยอยู่ในตัวอาคารที่มองด้านนอกก็ออกจะธรรมด๊า ธรรมดา แต่พอก้าวเข้าไปภายในแล้วอดไม่ได้ที่จะต้องตะลึงกับผลงานออกแบบของท่าน Tadao Ando ชิ้นนี้ ทางเดินที่ลาดเทราวกับเรากำลังเดินอยู่เป็นเนินเขา ประกอบกับแสง สี และเสียง special effect ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ นับเป็นอีกอาคารที่มีความน่าสนใจ

uphill

up hill

 

อ่อ โปรแกรมชิมของเรายังไม่จบค่ะ ที่ Omotesandou Hills นี้ ยังมีร้านขนมญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง Toraya ตั้งอยู่ด้วย แล้วอย่างนี้เราจะพลาดได้ยังไง ร้าน Toraya Café นี้ขายอาหารว่าง ขนม และน้ำชา บรรยากาศเรียบง่ายสบายๆ ตู้ขนมหน้าร้านโชว์ขนมขึ้นชื่ออย่าง Kudzu Jelly เป็นการนำส่วนผสมแบบญี่ปุ่นกับตะวันตกมาผสานเข้าด้วยกันเพื่อรสชาติที่แปลกใหม่ ฉันสั่ง Kudzu Jelly ประดับสตรอเบอรี่ คู่กับชาข้าวเกนไม (Genmai Cha) ขนมเสิร์ฟมาบนถาดไม้เรียบสวย ได้อารมณ์แบบญี่ปุ่นที่เรียบง่าย ส่วนชาเกนไมมาในกาน้ำชาแก้วใบเล็ก เผยให้เห็นใบชาอย่างดีสีเขียวและข้าวญี่ปุ่นคั่วกลิ่นหอม เป็นชาที่หอมอร่อยมากๆ เค้ามีกาน้ำมาให้ด้วยเผื่อน้ำในกาชาหมด ก็สามารถเติมได้ตามชอบใจ นอกจากนี้เค้ามีขนมชิ้นเล็กมาให้ได้ชิม ตอนแรกนึกว่าเป็นชอกโกแลต แต่พอลองชิมคิดว่าน่าจะทำมาจากถั่วแดงบดมีรสขิงประกอบ รสชาติแบบขนมญี่ปุ่นแท้ๆ เข้าใจว่าเป็นขนมแนะนำสำหรับวันวาเลนไทน์ เผื่อใครไม่อยากซื้อชอกโกแลตให้แฟน

 

 

genmai cha

 

玄米茶

 

 

custard

 

sweet

 

 

เดินเล่นในตึก Omotesandou Hills เห็นร้านค้าเก๋ๆ มากมาย ก็แอบรู้สึกดีใจที่แบรนด์ไทยอย่าง Thann ก็มีร้านอยู่ที่นี่ด้วย แรกว่าโกอินเตอร์ แถมยังได้อยู่ในห้างสุดฮิปอีกต่างหาก

 

prada 1

prada 1

 

prada 2

prada (corner)

 

prada 3

 

prada & the tree

 

แล้วก็ถึงเวลาเที่ยวชมตึกสวยๆ ตามที่ตั้งใจไว้ ตึกที่ต้องตาติดใจฉันมากๆ คือตึกของ Prada ในย่าน Aoyama ซึ่งดูเผินๆ เหมือนย่านที่อยู่อาศัย ชวนให้นึกถึงย่านที่อยู่อาศัยในซอยสุขุมวิท แต่ท่ามกลางอาคารหน้าตาธรรมดาๆ ก็มีตึกแก้วโผล่ขึ้นมาให้ได้ตะลึงกับความสวยงามและแตกต่าง ตึกนี้เป็นผลงานออกแบบของ Herzog & de Meuron สองสถาปนิกดูโอที่เจ้าของรางวัล Pritzker Prize แผ่นกระจกนูนรูปข้าวหลามตัดแผ่นแล้วแผ่นเล่าต่อประสานกันออกมาเป็นอาคารกระจกหลังงามที่เรียบหรูสมกับแบรนด์พราด้า

 

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในดีไซน์เนอร์ Avant-garde อย่างคุณป้า Rei Kawakubo ย่อมต้องไม่พลาด flagship ของ Comme des Garçon ดีไซน์ชาวญี่ปุ่นผู้สร้างชื่อเสียงโด่งดังในฝรั่งเศสด้วยแนวทางการออกแบบที่ล้ำสมัย เป็นตัวของตัวเอง หลายคนคงผ่านตามาบ้างกับเสื้อโปโลพร้อมโลโก้หัวใจมีตาของ Comme Play (หนึ่งในแบรนด์ย่อยของ Comme des Garçon) ร้าน flagship นี้แสดงออกถึงความเป็น CDG ได้เป็นอย่างดี ผนังสีขาวสลับซับซ้อนแบ่งร้านออกเป็นส่วนย่อยๆ ราวกับเขาวงกต ยิ่งเดินลึกเข้าไปเราก็พบ collection สุดพิศวง พนักงานแต่งกายราวกับหลุดออกมาจากแคตวอร์ค เรียกว่าถึงไม่ได้ตั้งใจมาซื้ออะไร ก็น่าจะแวะไปชมอยู่ไม่น้อย

 cdg

 

flagship of CDG

 

เดินไป Aoyama แล้วก็ย้อนกลับมาทาง Omotesandou เพื่อแวะร้าน Paul Smith Jeans ร้านย่อยของแบรนด์อังกฤษสุดเก๋ ที่รวบรวมเสื้อผ้าวัยรุ่นสไตล์ผู้ดีแต่แฝงอารมณ์กวนๆ เอาไว้ ผ่านร้าน Tod’s ฝีมือคุณ Toyo Ito และ Louis Vuitton ที่ได้แรงบันดาลใจจากกระเป๋าเดินทาง (trunk) ของ LV ที่วางเรียงซ้อนกัน ผลงานของ Jun Aoki ใครชอบเรื่องงานสถาปัตยกรรมขอแนะนำให้ไปหา เจแปน สเปคตีบของคุณลมบกมาอ่านกันได้ เป็นหนังสือเกียวกับญี่ปุ่นในมุมมองของสถาปนิกที่อ่านสนุกมากเล่มหนึ่ง ลองแวะไปดูที่ blog ได้ค่ะ (ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่ประการใด)

 

ก่อนที่เพื่อนร่วมทางจะงอแงว่าทำไมไปแต่ที่ที่ฉันชอบ เลยขอพาไปบุกเมืองของเล่นกุ๊กกิ๊กอย่าง Kiddy Land กันเลยดีกว่า เรียกว่าสนุกได้ทั้งคู่เพราะมีทั้งของน่ารักๆ สารพัน และของเล่น เดินยังไม่ทันเข้าไปถึงในร้านก็จะได้ยินเสียงสาวน้อยสาวใหญ่ ร้อง “Kawaii!” กันเป็นระยะ แหม…ก็ของเค้าน่ารักจริง ทั้งเจ้าหมี Relakkuma คุณเหมียว Kitty คุณมูมิน ฯลฯ ราวกับหลงเข้าไปในดินแดนแห่งความน่ารัก!

 

แม้จะยังไม่อยากจะไปจากร้าน Kiddyland แต่เราก็ต้องไปกันต่อ เพื่อให้ทันเวลาที่จองโต๊ะเอาไว้ที่ร้าน Fonda  De La Madugrada เราเลยถือโอกาสฉลองวาเลนไทน์ในสไตล์เม็กซิกันค่ะ

  

ร้านนี้ไม่ได้ออกแนวโรแมนติกสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นร้านที่มีบรรยากาศคึกคักสนุกสนาน เหมาะแก่การมากันเป็นหมู่คณะ เราลงบันไดไปยังชั้นใต้ดินแล้วพบอีกบรรยากาศที่ราวกับว่าเราได้ก้าวเข้าไปในเม็กซิโก ^_^ ด้วยการตกแต่งในแบบเม็กซิกันที่มีสีสันสดใส

นั่งได้สักพักก็มีนักดนตรีมาเล่นเพลงตามโต๊ะตามคำขอ เรียกว่าขอเพลงไหนเล่นให้ได้ทันที สร้างบรรยากาศครึกครึ้นสนุกสนาน หลายคนยังลุกขึ้นมาเต้นด้วย เสียดายที่เรามากันสองคนเลยไม่เฮฮาเท่าโต๊ะอื่น แถมตอนที่นักร้องมาถามว่าจะขอเพลงอะไรดี เราก็เกิดอาการอึ้ง เอ่อ หนูไม่รู้จักชื่อเพลงเม็กซิกันเลยนี่สิ ไปๆ มาๆ เค้าพูดถึงชื่อ Quizas Quizas Quizas ขึ้นมาฉันก็เลยร้องอ๋อ เพลงนี้หนูรู้จักค่ะ (เพิ่งดู In the Mood for Love มา) เลยได้ฟัง Quizas สมใจ แถมได้ซื้อ CD ของเหล่านักร้องมาเป็นที่ระลึกเสีย 1 แผ่น

 

 

เหนื่อยมาทั้งวัน ก็ถึงเวลาบอก Oyasuminasai สำหรับคืนที่สองในโตเกียวค่ะ