สงกรานต์ สิงคโปร์ (เรือ)สำราญ – วันที่สาม

วันนี้พวกเราจะบอกลาสิงคโปร์กันแล้ว เพื่อออกเดินทางไปกับเรือ Costa Venezia ค่ะ

โปรแกรมสบายๆ ของเราวันนี้เริ่มจากว่ายน้ำเล่นที่ Infinity Pool บนชั้น 25 ของ Andaz Singapore

สระว่ายน้ำบนชั้น 25 ในยามเช้าแบบนี้ยังเงียบสงบ มีวิวสวยๆ จากมุมสูงให้ดูเพลินๆ ส่วนเด็กๆ ก็สนุกกับการเล่นน้ำโดยไม่สนใจความเย็นของน้ำกันเลย (แน่นอนว่าทำลายความสงบในยามเช้าไปในทันใด!)

อาหารเช้าที่ Andaz เป็นแบบ international buffet หลากหลายไปด้วยสารพัดอาหารสดใหม่ ด้วยวัตถุดิบคุณภาพดี และมีชาชักแบบสิงคโปร์ให้ลองชิมกันด้วยค่ะ

เมื่อท้องอิ่ม ก็ได้เวลาออกเที่ยวกันแล้วค่ะ วันนี้เราจะไปเที่ยวที่ Gardens by the bay และ ArtScience Museum ค่ะ

ไปกันเลย!

ประเทศสิงคโปร์ได้ชื่อว่าเป็น garden city ตามนโยบายของท่านลีกวนยู ตั้งแต่ปี 1967 จึงไม่น่าแปลกที่ทุกวันนี้สิงคโปร์ซึ่งแม้จะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่จำกัด กลับอุดมสมบูรณ์ไปด้วยบรรดาต้นไม้น้อยใหญ่ที่สร้างความร่มรื่นสบายตาสบายใจให้แก่ผู้มาเยือน ท่ามกลางความเจริญก้าวหน้า และตึกสูงเสียดฟ้า เรายังคงได้พบกับสวนสาธารณะและต้นไม้ในทุกๆ ที่ที่เราเดินทางผ่าน

Gardens by the bay นับเป็น mega project ที่เริ่มต้นโครงการมาตั้งแต่ปี 2006 โดยมีการประกวดการออกแบบซึ่ง 2 บริษัทที่ได้รับเลือกทั้ง Grant Associates และ Gustafson Porter ต่างก็มาจากสหราชอาณาจักร

สวนแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางมาก และแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ Bay Central, Bay East และ Bay South ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาทั้งวันที่นี่ได้เลย แต่ด้วยเวลาที่จำกัด เราจึงมุ่งไปที่ Bay South ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Flower Dome และ Cloud Forest ค่ะ

IMG_8038

การเดินเล่นในโดมกระจกที่มีแอร์เย็นๆ หลีกหนีจากอากาศร้อนภายนอกนี่ทำให้หายเหนื่อยและรู้สึกสดชื่นได้เลยค่ะ

Flower Dome ต้อนรับเราด้วยภาพถ่ายดอกไม้นานาพันธุ์ที่ขยายใหญ่ให้เห็นถึงรายละเอียดและชวนให้นึกถึงความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่รังสรรค์สารพัดสีสันที่แสนสวยงามเหล่านี้

IMG_8012
ลองแนบหน้ากับต้นไม้กลายเป็นหิน ที่มีผิวสัมผัสเรียบลื่นและเย็น เป็นผิวสัมผัสใหม่ๆ ที่เด็กๆ สนใจค่ะ

ต้นไม้น้อยใหญ่ที่อยู่ในโดมได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ มีการจัดแบ่งพันธุ์ไม้ตามถิ่นที่อยู่ ให้เราได้เข้าใจถึงสภาพธรรมชาติและพันธุ์ไม้ต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลก

รูปทรง สีสัน และพื้นผิวต่างๆ ยังสร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

IMG_8057
ใต้ร่มเงาแห่งดินแดนเมดิเตอร์เรเนียน

ในช่วงนี้ ที่ Flower Dome มีนิทรรศการดอกทิวลิป Tulipmania Floral Display ซึ่งให้บรรยากาศราวกับชนบทของเนเธอแลนด์ มีทั้งดอกทิวลิปหลากสี กังหันน้ำ และบ้านชนบทแบบดัชท์ที่น่ารัก ให้เดินชมกันเพลินๆ เด็กๆ สนใจกับกังหันน้ำเป็นพิเศษ

นอกจากสวนดอกไม้แล้วก็มีกิจกรรมออกร้าน ทั้งอาหารการกิน เกม และงานประดิษฐ์ให้เด็กๆ ได้สนุกกันอีกด้วยค่ะ

เด็กๆ ลองเล่นเกมพื้นบ้านของชาวดัชท์ที่เรียกว่า Sjoelen (shuffleboard) ซึ่งมีกติกาให้ปัดเหรียญไม้กลมๆ ให้เข้าช่อง โดยแต่ละช่องมีคะแนนไม่เท่ากัน ซึ่งถ้าทำคะแนนรวมได้ตามที่กำหนด ก็จะได้รับรางวัล

IMG_8100

ออกจาก Flower Dome เราก็ไปต่อกันที่ Cloud Forest ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่น้ำตกสูง 30 เมตร นับว่าเป็นน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลก พันธุ์ไม้ในโดมนี้จะเป็นพันธุ์ไม้แบบ tropical ดอกกล้วยไม้และเฟิร์นต่างๆ มีทางเดินแบบ tree top walk ให้ชมยอดไม้และพันธุ์ไม้ต่างๆ จากมุมสูง

เด็กๆ สนใจพืชกินแมลง อย่างหม้อข้าวหม้อแกงลิงและกาบหอยแครงที่จัดแสดงไว้อย่างสวยงามและน่าสนใจค่ะ

ออกจาก Gardens by the bay เราก็มุ่งหน้าไปที่ ArtScience Museum ซึ่งตั้งอยู่ใน Marina Bay Sands

วันนี้เป็นวันแรกของนิทรรศการ Wonderland ที่บอกเล่าเรื่องราวของวรรณกรรมเยาวชนสุดคลาสสิก อย่าง Alice ‘s Adventure in Wonderland ผลงานของ Lewis Carroll (โปรแกรมนี้ของตามใจแม่นิดนึง ^_^)

เราซื้อบัตรชมนิทรรศการ Wonderland และ Future World ผ่านทาง website ซึ่งเราสามารถเลือกช่วงเวลาเข้าชม และดาวน์โหลดตั๋วไปแสดงที่ทางเข้าได้เลย ไม่จำเป็นต้องนำ code ไปแลกบัตรอีกครั้ง

ด้วยความที่เป็นวันแรกของนิทรรศการ Wonderland ทำให้มีคิวเข้าชมค่อนข้างยาวค่ะ ก่อนเข้าทุกคนจะได้รับแผนที่ซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ว่าจะได้รับแผนที่ของตัวละครตัวไหน บ้านเราได้ทั้ง Queen of Heart, Rabbit และ Mad Hatter ซึ่งเมื่อนำไปวางในจุดที่เค้ากำหนดไว้ ก็จะมี animation สั้นๆ ขึ้นมาให้ชม โดยแต่ละตัวละครก็จะมี animation ที่แตกต่างกัน เป็นการให้คนดูได้ร่วมสนุกไปด้วยระหว่างชมนิทรรศการ

IMG_8133

เมื่อเดินเข้าไปก็จะพบกับประตูต่างๆ ให้เลือก ราวกับว่าเราเป็นอลิซ แน่นอนว่าเด็กๆ เลือกประตูจิ๋วที่เราต้องคลานผ่านเข้าไปค่ะ

ภายในมีการจัดแสดงที่หลากหลาย ทั้งภาพโปสเตอร์จากทั้งภาพยนตร์ การ์ตูน ที่มีหลากหลายเวอร์ชั่น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งของประกอบฉาก และเสื้อผ้าที่นักแสดงเคยใส่จริง รวมไปถึงผลงานศิลปะหลากหลายที่ได้แรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเรื่องนี้ มีทั้งที่สวยงาม น่าแปลกใจ และบางครั้งก็ดูตลกแบบเสียดสี

IMG_8136
โปสเตอร์จากญี่ปุ่น
IMG_8148
weird and wonderful
IMG_8131
ลายเส้นภาพประกอบสุดคลาสสิคจากภาพพิมพ์ไม้ ผลงานของ John Tenniel นำมาทำเป็น display ประกอบนิทรรศการ

สำหรับเด็กๆ การนำสติกเกอร์มาแปะที่ไพ่ด้านหลังของแผนที่แล้วนำไปสแกนพร้อมถ่ายรูปเพื่อทำเป็นทหารไพ่ของ The Queen of Hearts ก็เป็นกิจกรรมแบบ interactive ที่น่าสนุกดีค่ะ

IMG_8152

และที่พลาดไม่ได้สำหรับ ArtScience Museum คือ A Mad Tea Party ที่จัดแสดงแสงสีเสียง audiovisual ในรูปแบบที่น่าสนใจ ราวกับเราเป็นส่วนหนึ่งของปาร์ตี้นำ้ชาแสนอัศจรรย์ในป่าแห่งเวทมนตร์ ซึ่งเราจะต้องใช้บัตรเชิญตามรอบที่เค้ากำหนดเพื่อเข้าห้องนี้

IMG_8158

แนะนำว่าใครที่เป็นแฟนตัวยงของ Alice in Wonderland ไม่ควรพลาดนิทรรศการนี้ค่ะ ซึ่งจะจัดถึง 22 กันยายน 2562 นี้

ออกจากแดนมหัศจรรย์ของอลิส เราก็ไปชมอีก 1 นิทรรศการถาวรของที่นี่ ก็คือ Future World ที่เค้ามีคำโปรยเอาไว้ว่า Where art meets science ตรงกับคอนเซปท์ของที่นี่เป๊ะค่ะ

ที่นี่เน้น digital art ที่มาในแนว interactive เป็นกิจกรรมที่เรามีส่วนร่วม เน้นประสบการณ์แปลกใหม่ เหมือนเราเข้าไปในโลกของแสงสี แน่นอนว่าเราถูกห้อมล้อมไปด้วยจอขนาดยักษ์!

IMG_8163

ในส่วนของ Sketch Town มีกิจกรรมของ teamLab ที่เด็กๆ สามารถออกแบบระบายสีแล้วนำไปสแกนเพื่อฉายเป็นส่วนหนึ่งของ Sketch Town ได้

IMG_8168

ห้อมล้อมไปด้วยแสงสีแบบนี้ ก็สนุกดีค่ะ แต่ถ้าอยู่นานๆ ก็มึนได้เหมือนกัน เราเลยใช้เวลาที่นี่ไม่นานมาก แล้วก็แวะไปเติมพลังที่ศูนย์อาหารของ The Shoppes ก่อนกลับไปขนสัมภาระเพื่อตรงไปที่ท่าเรือ Marina Bay Cruise Centre เพื่อรอขึ้นเรือ Costa Venezia กันค่ะ

กำหนดเรือออกจากท่าคือเวลา 23.59 น ของคืนนี้ และผู้โดยสารทุกคนจะต้องขึ้นเรือภายในเวลา 20.00 น. ค่ะ

การเตรียมตัวโดยทั่วไปคือเตรียมเอกสารการเดินทาง บัตรขึ้นเรือ และ luggage tag ซึ่งเราจะต้องปริ้นท์มาเอง (ครอบครัวเราไม่ได้ไปพร้อมกรุ๊ปทัวร์ ก็เลยต้องจัดการเองทุกอย่าง) การขึ้นเรือก็จะมีกฏเกี่ยวกับของที่ห้ามนำขึ้นเรือ เช่น เตารีด ไดร์เป่าผม ปลั๊กพ่วง เครื่องดื่มแอลกอฮอล เป็นต้น เราจึงควรศึกษารายละเอียดพวกนี้ให้ดีก่อนนะคะ แต่หากลืม หรือเผลอนำไปด้วย ทางเรือจะนำไปเก็บไว้ให้และส่งคืนเมื่อเราลงจากเรือ

ก่อนขึ้นเรือ เราก็ผ่าน immigration ที่ท่าเรือค่ะ ส่วนของกระเป๋าเดินทางที่ติด tag เสร็จแล้ว และมีทางเชื่อมไปยังเรือเลย (สะดวกสบายมาก เหมือนตอนขึ้นเครื่องบิน)

ระหว่างที่อยู่บนเรือ เจ้าหน้าที่จะเก็บ passport ของเราไว้ และจะส่งคืนให้เมื่อเรือเข้าเทียบท่า เพื่อให้เรานำไปผ่านพิธีการเข้าเมือง

ค่าใช้จ่ายบนเรือที่เป็นแพคเกจของเรา รวมค่าห้องพัก ค่าอาหารทุกมื้อ และกิจกรรมต่างๆ ไว้แล้ว แต่จะไม่รวมค่า wifi ค่าเครื่องดื่ม (ซึ่งสามารถซื้อแพคเกจต่างหาก หรือจ่ายเงินซื้อเป็นครั้งๆ ไปก็ได้) ค่าบริการสปา service charge และค่าอาหารสำหรับห้องอาหารที่ไม่รวมอยู่ในแพคเกจ เป็นต้นค่ะ

ราคาแพคเกจจะขึ้นอยู่กับชนิดของห้องที่เลือก โดยราคาต่ำสุดจะเป็นห้องแบบไม่มีหน้าต่าง ซึ่งเราคิดว่าน่าจะอึดอัดอยู่ ก็เลยเลือกแบบห้องมีหน้าต่างและอยู่ในโซนที่ดีค่ะ หลายคนอาจจะเลือกห้องแบบ balcony ที่มีระเบียงให้ออกไปนั่งเล่นรับลมได้ แต่หากมีเด็กซนๆ ไปด้วยอย่างเราก็คงต้องระวังเป็นพิเศษ

เมื่อขึ้นไปบนเรือ ในห้องพักจะมีแผ่นพับที่ชื่อว่า Diario di bordo ซึ่งจะมีรายละเอียดกิจกรรมและข้อมูลต่างๆ ของแต่ละวันระบุไว้ และมีบัตรที่ระบุห้องอาหาร เบอร์โต๊ะ และเวลาทานอาหารเอาไว้ให้ด้วย

การใช้จ่ายบนเรือจะทำผ่านบัตร Costa card ทั้งหมด โดยผู้โดยสารทุกคนจะได้รับบัตรนี้ เพื่อใช้เข้าห้อง และจ่ายเงินเมื่อซื้อของทุกอย่างบนเรือ (ยกเว้นคาสิโน) และจะต้องนำบัตรไปลงทะเบียนผูกกับบัตรเครดิตไว้ก่อน (หรือถ้าไม่มีบัตรก็จะต้องมัดจำเป็นเงินสดค่ะ)

ห้องนอน ถ้านอน 3 คน เค้าจะปรับโซฟาให้เป็นเตียงเสริม
ห้องน้ำเล็ก แต่สะดวกสบายดีค่ะ มี 2 ห้อง คือห้อง shower+ห้องน้ำ และห้องอาบน้ำแบบอ่างอาบนำ้

กิจกรรมสำคัญบนเรือก่อนที่จะออกเดินทางก็คือการซ้อมอพยพค่ะ ซึ่งผู้โดยสารทั้งหมดจะต้องไปรวมตัวที่จุดรวมพล (muster point) ตามเวลาที่กำหนด พร้อมกับใส่เสื้อชูชีพไปด้วย โดยเด็กๆ จะมีสายรัดข้อมือที่ระบุจุดรวมพลไว้ และมีเสื้อชูชีพสำหรับเด็กด้วยค่ะ เที่ยวสนุกก็ต้องไม่ลืมเรื่องความปลอดภัยด้วยนะคะ เมื่อไปที่จุดรวมพล เจ้าหน้าที่ก็จะอธิบายขั้นตอนและเสียงสัญญาณต่างๆ ซึ่งเราควรตั้งใจฟัง เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราจะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว พรุ่งนี้เรามาสำรวจเรือกันต่อนะคะ

โฆษณา

สงกรานต์ สิงคโปร์ (เรือ)สำราญ – วันที่สอง

วันนี้เป็นอีกวันที่เด็กๆ ตั้งตารอ เพราะเราจะข้ามประเทศไปเที่ยวที่เลโกแลนด์ มาเลเซียกันค่ะ

หลังจากหาข้อมูลมาแล้วว่าถ้าข้ามไปเที่ยวที่เลโก้แลนด์จากสิงคโปร์จะนั่งรถใกล้และสะดวกดี เราก็จองตั๋วรถบัสแบบไปกลับจาก Singapore Flyer และ ซื้อบัตร Legoland แบบรวมสวนนำ้ด้วย โดยผ่าน application Klook ซึ่งสะดวกดี ไม่ต้องเอา code ไปแลกตั๋ว และได้ส่วนลดนิดหน่อยด้วย

ค่ารถไปกลับ Legoland – Singapore Flyer คนละประมาณ 500 กว่าบาท (เด็กและผู้ใหญ่ราคาเท่ากัน) และค่าเข้า Legoland + Water park คนละประมาณ 1700 กว่าบาทสำหรับผู้ใหญ่ ส่วนเด็กและผู้สูงอายุราคาเท่ากัน อยู่ที่ประมาณ 1300 กว่าบาท (สำหรับใครที่คิดว่าจะกลับมาเที่ยวอีก สามารถนำตั๋วไปอัพเกรด โดยจ่ายเงินเพิ่มที่ Legoland แล้วทำเป็นตั๋วปีได้ค่ะ) ช่วงที่เราไปถือว่าเป็นช่วง low season มีฝนตก คนก็จะไม่เยอะมาก และราคาตั๋วจะถูกกว่าช่วงอื่นๆ ค่ะ

ระหว่างทาง เราจะต้องลงจากรถเพื่อผ่าน Immigration ทั้งของสิงคโปร์และมาเลเซีย (และขากลับก็ต้องผ่าน Immigration เช่นเดียวกัน แถมขากลับรถติดที่ด่านยาวมากๆ ด้วย ถ้ากลัวเด็กๆ หิว คงต้องแวะทานอาหารที่ Legoland ก่อนกลับมาขึ้นรถนะคะ เพราะบนรถไม่อนุญาตให้ทานอาหารและเครื่องดื่มค่ะ)

พอไปถึงเจ้าหน้าที่แนะนำให้เราไปเล่นน้ำที่สวนน้ำก่อน เพราะพยากรณ์อากาศวันนี้ว่าไว้ว่าช่วงบ่ายจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง และถ้ามีพายุ เค้าจะปิดบริการโซนสวนน้ำ

IMG_7968

Water Park ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เด็กๆ ก็สนุกค่ะ มีโซนให้นั่งบนห่วงยางล่องไปตามน้ำ ที่เด็กๆ ล่องกันไป 2 – 3 รอบจนตัวเกรียมกันถ้วนหน้า และโซนปีนป่าย สไลเดอร์ ปืนฉีดน้ำ เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

ส่วนของสวนสนุก ก็มีเครื่องเล่นที่เด็กเล็กเล่นได้พวกรถไฟ สนามเด็กเล่น โซนขับรถ (แบ่งตามช่วงอายุ) และมีกิมมิคเก๋ๆ อย่างการให้เด็กๆ ทำใบขับขี่เป็นของตัวเอง และแน่นอนว่ามีโซน Miniland ที่นำเลโก้มาต่อเป็นสถานที่สำคัญต่างๆ ในมาเลเซียและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เดินดูเพลินๆ

ถ้าหากเดินเมื่อยแล้ว ก็สามารถขึ้น Observation Tower ที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ให้เราได้ชมวิวจากมุมสูงได้ด้วย หรือจะไปชมภาพยนตร์ 4D ใน LEGO Studio ก็ได้

IMG_7977

เลโก้แลนด์ขนาดไม่ใหญ่มาก ประกอบกับช่วงที่เราไปคนไม่เยอะจึงไม่ต้องรอคิวเล่นนานค่ะ บางเครื่องเล่น เด็กๆ ก็ขอเล่น 2 รอบเลย และเราก็โชคดีที่วันนี้ไม่มีพายุฝนฟ้าคะนองตามที่พยากรณ์อากาศบอกไว้ มีแค่ฝนปรอยๆ นิดหน่อย

ก่อนออกจาก Legoland เราแวะร้าน The Big Shop ที่อยู่ใกล้ทางเข้า ที่นี่มีเลโก้หลายแบบให้เลือกมากๆ และของที่ระลึกอื่นๆ สำหรับแฟนเลโก้ค่ะ ช้อปเสร็จก็เดินไปที่จุดรอรถบัส (ที่เดียวกับที่ลงจากรถเมื่อตอนเช้า) และเดินทางกลับสิงคโปร์

วันนี้เรามีแพลนจะไปทานปูผัดพริกไทยดำกัน แต่ร้านที่เลือกไว้เป็นอันดับแรกที่นั่งเต็ม ก็เลยไปลองร้าน Holy Crab กัน กว่าจะกลับถึงสิงคโปร์ก็ทุ่มกว่าแล้ว หิวขนาดนี้ ร้านไหนก็ได้ค่ะ ปูผัดพริกไทยดำของที่นี่อร่อยดีค่ะ เมนูปูมีซอสผัดให้เลือกหลายอย่าง ส่วนอาหารอื่นๆ ถึงจะมีเมนูให้เลือกไม่มาก (ไม่ได้เป็นร้านซีฟู๊ดโดยตรง) แต่อาหารที่เราสั่งมาก็อร่อยและจานใหญ่มากกก

ร้านนี้อยู่ใกล้ๆ โรงแรม พอทานเสร็จก็เลยได้โอกาสเดินกลับโรงแรมและเดินย่อยไปในตัว

 

สงกรานต์ สิงคโปร์ (เรือ)สำราญ – วันแรก

วันหยุดสงกรานต์ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เรามักจะไปทัวร์กับครอบครัว(ตัว)ใหญ่ ชนิดเหมารถทัวร์กัน ไปเที่ยวแถวๆ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน

ปีนี้เราตัดสินใจแยกตัวไปล่องเรือกัน 5 คน พ่อ แม่ ลูก 2 คน และ ปู่ เพราะได้ยินมาว่ามีเรือ Costa Venezia เรือสำราญลำใหม่จากอิตาลีกำลังจะเดินทางรอบปฐมฤกษ์ผ่านมาแถวสิงคโปร์ช่วงสงกรานต์พอดิบพอดี เราเลือกทริปเดินทางออกจากสิงคโปร์ในวันที่ 13 เมษายน และมาขึ้นที่ท่าแหลมฉบังในวันที่ 17 เมษายน โดยตั้งใจว่าจะเป็นทริปเอาใจเด็กๆ โดยเฉพาะค่ะ

เราซื้อเฉพาะแพ็คเกจบนเรือ (ไม่รวมค่าเดินทาง+ทัวร์สิงคโปร์) เพราะคิดว่าจะพาเด็กๆ ไปแวะเที่ยวที่สิงคโปร์และ Legoland Malaysia ล่วงหน้าก่อนซัก 2 – 3 วัน ทริปใกล้ๆ บ้านครั้งนี้เลยค่อนข้างยาว เพราะออกเดินทางกันตั้งแต่วันที่ 11 เมษายนและกลับถึงบ้านวันที่ 17 เมษายนนั่นเลย

IMG_7910

ไปถึงสิงคโปร์วันแรก ก็ตรงไปที่โรงแรม Andaz Singapore โรงแรมน้องใหม่ ดีไซน์เก๋ในเครือ Hyatt ที่อยู่ในย่าน Bugis กัน

ห้องพักที่นี่กว้างขวาง สะดวกสบาย ดีไซน์เรียบเก๋ ที่นอนกว้างมาก (นอน 4 คนเรียงกันก็ยังได้เลยทีเดียว) วิวชั้น 33 ที่เราพัก ก็ถือว่าสวยใช้ได้เลย และมาพร้อมกับ complimentary minibar ที่มีสารพัดเครื่องดื่ม มันฝรั่งทอด ช็อคโกแล็ต ซีเรียลบาร์ nespresso capsule และชา TWG ด้วย (อันนี้เก็บกลับบ้านมาด้วย 555)

เก็บข้าวของ และให้ลูกทำการบ้านเสร็จก็บ่ายแก่ๆ แล้ว เราเลยเลื่อนโปรแกรมไปเที่ยว Garden by the Bay ไปเป็นวันที่ 13 แทน และนั่ง taxi ไปเดินเล่นกันที่ The Shoppes at Marina Bay Sands ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าหรู บรรยากาศชวนให้นึกถึง Icon Siam เพราะอยู่ติดริมน้ำเหมือนกัน

IMG_7926

ร้านรวงหรูหราเหมาะสำหรับการ window shopping และมีคลองเล็กๆ และเรือ sampan ให้นั่งเล่นด้วย เสียดายที่ตอนเราไปเดินเล่น ไม่มีน้ำอยู่ในอ่างยักษ์ Rain Oculus ผลงานศิลปะของ Ned Khan ไม่อย่างนั้นเด็กๆ คงจะได้ตื่นตาตื่นใจกัน

Marina Bay Sands มีทั้งส่วนโรงแรม ช้อปปิ้ง คาสิโน ร้านอาหาร รวมไปถึงพิพิทธภัณฑ์ ArtScience ที่เรา(จริงๆ ก็คือฉันนั่นเอง เพราะเหลือบไปเห็นโปสเตอร์โฆษณานิทรรศการ Wonderland)จะมาแวะดูในวันที่ 13 กันด้วย

พื้นที่ของห้างที่อยู่ริมแม่น้ำสิงคโปร์ถือว่าจัดสรรได้ดีทีเดียว ยามเย็นแบบวันนี้ มีทั้งคนออกมาวิ่ง เดินชมวิว นั่งดื่มในบาร์ ดูมีชีวิตชีวา แน่นอนว่าถ้าอากาศเย็นสบายกว่านี้อีกนิดก็จะดีมากๆ เลยทีเดียว

มื้อเย็นวันนี้ เราเอาใจเด็ก(อีกแล้ว) ด้วยการไปทานอาหารที่ DC Super Heroes Cafe ร้านอาหารธีมซุปเปอร์ฮีโร่ที่แม่อย่างฉันไม่อินเอาซะเลย แต่ถ้าใครเป็นสาวก super heroes แล้วล่ะก็ คงชอบที่นี่เพราะตกแต่งไปด้วยสารพัดลาย super hero และมีสินค้าซุปเปอร์ฮีโร่ให้ได้ช้อปกันอีกด้วย

อิ่มแล้ว ก็แวะเดินย่อยนิดหน่อย จนเด็กๆ มาเจอกับ Digital Light Canvas ที่ฉายภาพฝูงปลาที่ว่ายเวียนวนไปมาให้เด็กๆ ได้วิ่งไล่ให้แตกฝูง ก็เลยหลงแสงสีกันอยู่พักใหญ่ (โถ อุตส่าห์ให้ลูกหลีกเลี่ยงจอทีวีมาตั้งนาน มาเจอจอยักษ์แบบนี้เข้าไปแทน) ตัว digital canvas นี้มีแบ่งโชว์เป็น 2 ส่วนค่ะ คือ ฝูงปลาที่จะเป็นแนวช้าๆ สบายๆ ดนตรีเบาๆ กับชุดลายเส้นและดอกไม้ที่มีชีวิตชีวา เด็กๆ เล่นกันจนเค้าปิดตอน 3 ทุ่มถึงจะยอมกลับ

IMG_7931IMG_7941

ถ้าแวะมาดู Digital Light Canvas แนะนำไอศครีมที่ร้าน Venchi ซึ่งขายช็อคโกแลตและเจลาโต้สไตล์อิตาเลียน ส่วนตัวชอบไอศครีม strawberry chocolate chips ของที่นี่มากค่ะ

IMG_7944

หมดวันแรกกันแบบอิ่ม+สนุกเบาๆ ก่อนพักเอาแรงเตรียมลุยเลโก้แลนด์ มาเลเซียกันต่อในวันพรุ่งนี้ค่ะ