พ.ล.ท. Fujiko F Fujio Museum

วันแรกของการท่องเที่ยวนี้ เราจัดโปรแกรมสำหรับคุณลูกโดยเฉพาะ ด้วยการไปดูพิพิทธภัณฑ์ Fujiko F Fujio และ Legoland Discovery Center ค่ะ

เริ่มต้นวันด้วยการแซะคุณลูกขึ้นจากเตียง อากาศหนาวๆ แบบนี้คุณแม่ก็จัดการให้คุณลูกซักแห้งค่ะ :D จับเปลี่ยนชุดเสร็จสรรพก็พร้อมออกเดินทาง

จากที่พักในย่านอะกิบะ เรานั่งรถไฟไปที่สถานีชินจุกุเพื่อต่อรถไฟสาย Odakyu ไปลงที่สถานี Noborito ในเขตเมือง Kawasaki ซึ่งอยู่แถบชานเมืองโตเกียว

การมาเที่ยวที่พิพิทธภัณฑ์ Fujiko F Fujio นี้ จำเป็นจะต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าก่อนค่ะ โดยซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อ Lawson (มาถึงตรงนี้ ถ้าใครมีญาติพี่น้องหรือเพื่อนๆ อยู่ที่ญี่ปุ่นให้ช่วยซื้อก็จะสะดวกหน่อยค่ะ) โดยตั๋วนี้จะมีการระบุเวลาไว้ 1 วันจะมีทั้งหมด 4 รอบค่ะ เข้าใจว่าทางพิพิทธภัณฑ์ต้องจำกัดคนเข้าชมในแต่ละรอบเนื่องจากเป็นพิพิทธภัณฑ์ขนาดเล็ก ถ้านักท่องเที่ยวเข้าไปมากๆ ทีเดียวคงไม่สะดวกเป็นแน่

เมื่อได้ทั้งตั๋วรถไฟและตั๋วเข้าชมพิพิทธภัณฑ์เสร็จสรรพ ก็ได้เวลาลุยกันเลย จากสถานี Noborito ไปที่พิพิทธภัณฑ์มีรถบัสรับส่ง (เสียค่าโดยสารเพิ่มเติม) เป็นรถที่ช่วยบิลท์อารมณ์อยากเที่ยวได้เป็นอย่างดี เพราะทำเป็นลายตัวการ์ตูนดังๆ ของคุณ Fujiko F Fujio อย่างเที่ยวที่เราขึ้นก็เป็นรูปปาร์แมนและผองเพื่อน

bus

ไม่นานก็มาถึงพิพิทธภัณฑ์ซึ่งภายนอกดูเรียบง่ายมากๆ จนอาจจะดูไม่เหมือนเป็นพิพิทธภัณฑ์การ์ตูน (ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่พิพิทธภัณฑ์การ์ตูนหรอกนะ แต่เป็นพิพิทธภัณฑ์ของนักวาดการ์ตูนต่างหาก) ที่ด้านหน้าจะมีพนักงานสาวๆ จัดระเบียบนักท่องเที่ยวเพื่อให้เข้าชมตามรอบที่เราซื้อบัตรมา และมี audio guide ให้ยืมฟังด้วยค่ะ สำหรับคนต่างชาติก็มีภาษาอังกฤษให้เลือกด้วย

ข้างในจัดแสดงผลงานภาพวาดการ์ตูนของคุณ FFF เป็นหลัก มีทั้งแบบที่เป็นหนังสือและภาพยนตร์การ์ตูน แล้วก็มีการจำลองโต๊ะทำงานของคุณ FFF ให้ดูด้วย ซึ่งบนโต๊ะอัดแน่นไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อย ราวกับจะบอกเราว่าการเป็นนักวาดการ์ตูนที่ดีนั้น ไม่ได้ใช้แค่จินตนาการเท่านั้น แต่ต้องมีการค้นคว้าหาความรู้ด้วย เห็นได้จากสารพัดหนังสือและสารานุกรมต่างๆ ที่คุณ FFF ใช้ในการค้นคว้า นอกจากนั้นยังมีการเดินทางไปต่างแดน อย่างประเทศอียิปต์ด้วย เป็นโอกาสในการสอนเด็กๆ ที่ดีอย่างหนึ่งที่ว่าคนที่เก่งและประสบความสำเร็จก็ต้องมาจากความพยายามด้วยเหมือนกัน (แหม แม่จะซีเรียสไปไหมคะเนี่ย)

 

 

photo 2

photo 3

photo 5

 

 

photo 1

สำหรับเด็กเล็กๆ ที่ชั้นบนจะมีมุมแม่และเด็กให้เข้าไปเล่นของเล่นด้วยค่ะ แต่ของเล่นที่ว่านี้เป็นของเล่นพื้นๆ ไม่ได้มีแสงสีเสียงดึงดูดกระตุ้นเด็กแบบของเล่นสมัยใหม่ แต่จะเป็นพวกบล็อกไม้ และของเล่นเรียบง่ายที่ให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการที่บรรเจิดสร้างสรรขึ้นมาเอง ลองคิดดูว่าประเทศสุดไฮเทคอย่างญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับของเล่นเรียบง่ายแบบนี้ พวกเราก็ไม่น่าจะมองข้ามเหมือนกัน ของชิ้นนึงที่แม่ชอบมากคือแท่งไม้สูงที่เมื่อเรานำลูกบอลไม้หย่อนลงมาจากด้านบนจะเกิดเสียงดนตรีสูงๆ ต่ำตามแต่ว่าลูกบอลจะหล่นไปกระทบกิ่งไม้อันไหน

photo 1

photo 2

photo 3

ที่ชั้นนี้จะมีส่วนของตู้กดกาชาปอง ตู้ถ่ายภาพ เกม และ theatre ด้วย แน่นอนว่าแม่ชวนพ่อและหิ้วลูกไปถ่ายรูปที่ระลึกร่วมกัน (ย้อนความหลังที่เคยมากับพ่อกัน 2 คนครั้งที่มี babymoon ต้องที่คุณลูกยังอยู่ในท้อง) ส่วน Theatre ก็ฉายหนังสั้นๆ รวมตัวละครต่างๆ ของคุณ FFF ที่มีชีวิตขึ้นมาในช่วงกลางคืนหลังพิพิทธภัณฑ์ปิด (ส่วนของ Theatre ไม่ค่อยเหมาะกับเด็กเล็กๆ อย่างลูกของเราเท่าไหร่ เพราะเด็กจะไม่นั่งดูอยู่นิ่งๆ)

เดินทั่วพิพิทธภัณฑ์กันจนหิว ก็ขอเดินเลยขึ้นที่ร้านอาหารกันค่ะ คราวก่อนเคยเล็งๆ อาหารหน้าตาน่ารักเอาไว้แต่ยังไม่ได้ลอง มาคราวนี้เลยชักชวนเพื่อนร่วมคณะที่พร้อมใจกัน(ท้อง)ร้องว่าไปกินกันเถอะ รสชาติอาหารถือว่าระดับมาตรฐานค่ะ แต่พรีเซนเทชั่นนั้นดึงดูดมากๆ เพราะตกแต่งเป็นการ์ตูนต่างๆ ได้อย่างน่ารักทีเดียว :)

photo 5

photo 4

พอท้องอิ่มก็ขอออกไปเดินรับลมกันที่สวนกลางแจ้งที่ชั้นบนของพิพิทธภัณฑ์ ที่มีประติมากรรมรูปตัวการ์ตูนต่างๆ ให้ได้ถ่ายรูปคู่กันอย่างสนุกสนาน (ดูเหมือนว่าพ่อๆ แม่ๆ บางคนจะสนุกสนานยิ่งกว่าเด็กๆ ซะอีก)

dino

IMG_8831

ปิดท้ายด้วยร้านของที่ระลึกที่แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่แต่ก็ดึงดูดให้เลือกชมและช้อปกันอยู่พักใหญ่ทีเดียว แหม ก็ญี่ปุ่นนี่เค้าช่างทำของน่ารักๆ มาให้ดูดเงินในกระเป๋าเก่งอยู่แล้วนี่นา ว่าแล้วแม่ก็รีบปรี่ไปหยิบ tea towel สไตล์ภาพพิมพ์ไม้ลายโดราเอมอนมา 1 ผืน…

bronze

พ.ล.ท. ตอนแรก

เนื่องจากช่วงที่พวกเราไปเที่ยวเป็นช่วงสงกรานต์พอดิบพอดี เราจึงไม่มีโอกาสเลือกไฟลทเดินทางสักเท่าไหร่ (ปกติเราเป็นพวกต้องเที่ยวให้คุ้ม จึงมักจะเลือกไฟลทที่ออกเดินทางกลางคืน แล้วไปถึงญี่ปุ่นยามเช้าตรู่)

สายการบิน JAPAN AIRLINES พาชาวคณะ ประกอบด้วย แม่ 1 คน พ่อ 1 คน ลูก 1 คน และน้าชาย 1 คน มาถึงสนามบินนาริตะในเวลาบ่าย 4 โมงกว่าๆ

กว่าจะผ่านด่านตม. (ซึ่งคุณเจ้าหน้าที่ใจดีเห็นเรามากับเด็ก เลยให้ไปช่อง priority ^^) รอสัมภาระ กางรถเข็น กระเตงลูกกันเรียบร้อยก็ปาไป 5 โมง เรานัดแนะกับน้องสาวที่เดินทางมาถึงก่อน ว่าจะนั่ง Skyliner ไปเจอที่ Nippori แล้วค่อยต่อแท็กซี่ไป รร APA ย่านอะกิฮะบะระ

ไปๆ มาๆ ก็มีอันต้องเปลี่ยนแผน เพราะดูเวลาแล้วไม่น่าจะทันเวลาอาหารเย็นที่ร้านเทมปุระที่จองเอาไว้…

การเดินทางด้วย Skyliner สะดวกดีค่ะ สำหรับคนที่พักแถวๆ Ueno เพราะรถไฟวิ่งตรงไปถึงสถานี Ueno และ Nippori เลย

ชมวิว

ตื่นตากับวิวข้างทาง – บน skyliner

เราเปลี่ยนไปลงที่สถานี Ueno แล้วเอาของไปเก็บใน locker แทน (กว่าจะเอากระเป๋าใบใหญ่ และของอื่นๆ ยัดตู้ได้ก็เล่นเอาเหงื่อออก แม้ลมเมืองโตเกียวที่พัดมายามนั้นจะยังหอบไอเย็นมาอยู่) ก่อนอื่นก็ไปพบน้องสาว แล้วพากันนั่งรถไฟใต้ดินต่อไปพบญาติที่นัดไปทานเทมปุระด้วยกัน

ร้าน Tensuzu เทมปุระร้านนี้ ฉันเคยมาทานแล้วเมื่อปีก่อนกับท่านประธานบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งตอนนั้นมานั่งเรียงกันหน้าเคาน์เตอร์เลยค่ะ แบบว่าคุณพ่อครัวทอดปุ๊ปก็หนีบอาหารลงมาวางในจานเราปั๊บ ซึ่งแน่นอนว่ามันอร่อยมาก! ถึงขนาดพ่อกับแม่บอกว่าคราวหน้าถ้ามีใครมาญี่ปุ่นจะแนะนำให้มาทานร้านนี้ ฉันจึงรับอาสาพาสามี ลูกชาย น้องสาว น้องชาย และญาติที่โตเกียวมาชิม โดยมิได้ค่านายหน้าแต่อย่างใด

พี่ก้องและจูดี้ ญาติใจดีของเราจองห้องส่วนตัวเอาไว้ ซึ่งพวกเราก็ไปถึงทันเวลาที่จองพอดี ร้านเทมปุระนี้ต้องเดินเข้าซอยไปหน่อย (ถ้าไม่มีใครเคยพามาคงไปไม่ถูก) เราสั่งชุดเทมปุระรวมชุดเล็กกันคนละชุด ส่วนของน้องพีทลูกชายได้เทมปุระผักฟรี 3 ชิ้น (ใจดีจัง) เวลาทานเทมปุระที่เมืองไทย เราจะจิ้มซอสที่ใส่ไช้เท้าบดกันใช่ไหมคะ แต่ที่ญี่ปุ่นมีทั้งจิ้มซอสและจิ้มเกลือ (บางร้านที่เคยไปทาน อย่าง Tsunahachi เค้าจะมีเกลือหลายแบบ เช่น เกลือผสมผงมัชฉะ เป็นต้น) คนญี่ปุ่นที่เคยไปทานด้วยกันบอกว่า อาหารบางอย่างถ้าจิ้มเกลือจะช่วยให้อาหารยังคงรสชาติได้ดีกว่า ประมาณว่าเข้ากันกว่าจิ้มซอส อันนี้แล้วแต่คนชอบ ส่วนฉันจิ้มมันทั้งสองอย่างเลย อร่อยหมดค่า น้องพีทเองก็เอนจอยมื้อแรกในญี่ปุ่นเหมือนกัน

คุณพี่พนักงานเสิร์ฟใจดียังเอาสติกเกอร์รูปซากุระมาให้น้องพีทด้วย (ใจดีจริงๆ) ^_^

Tensuzu เทมปุระรวมชุดเล็ก จากร้าน Tensuzu ดูเหมือนน้อย แต่ทานหมดแล้วอิ่มมากกกก

ถ้ามากับเด็กเล็ก นั่งทานในห้องจะสะดวกกว่า เพื่อลูกปีนป่ายวิ่งเล่นก็จะได้ไม่ไปรบกวนคนอื่นมากนัก แต่ถ้ามีเด็กโตมาด้วยหรือมาทานกันเอง แนะนำให้นั่งเคาน์เตอร์ค่ะ เพราะได้อารมณ์กว่ากันเยอะเลย แถมเด็กๆ คงตื่นเต้นกับการทายว่าเทมปุระชิ้นต่อไปจะเป็นอะไรน้า….

つづく

 

 

หนาวนี้ที่ซัปโปโร บทส่งท้าย

img_6643

แอบขำที่เมืองอันแสนรีบเร่งอย่างโตเกียว กลับมีป้าย “ห้ามรีบ” อยู่ในสถานีรถไฟ

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่ใช่ว่าเราจะจัดงานเลี้ยงขึ้นมาใหม่ไม่ได้ ^_^ เช่นเดียวกันกับทริปญี่ปุ่นของฉันครั้งนี้ การเดินทางหลายร้อยไมล์ในญี่ปุ่น ระหว่าง 2 เกาะ กำลังจะจบลง แต่รับรองว่าจะมีการเดินทางครั้งใหม่อย่างแน่นอน

วันสุดท้ายวุ่นไปกับการเตรียมตัวเดินทางจากอิเขะบุคุโระไปยังสนามบิน คิดกลับไปกลับมาว่าจะนั่งรถไฟหรือไปรถ Airport Limo ดี แต่ด้วยสัมภาระที่พอกพูนขึ้น เราจึงตัดสินใจไป Limo ด้วยความที่ว่าสะดวกกว่า และราคาพอๆ กัน

แต่รถ Airport Limo เนี่ย เธอจอดรับเฉพาะที่โรงแรมหรูๆ ใหญ่ๆ เท่านั้น จึงแน่นอนว่า Toyoko Inn ของเราไม่อยู่ใน list เราแอบเนียนโดยการโทรไปจองรถให้มารับที่ Crowne Plaza แทน เพราะเป็นจุดที่ใกล้โรงแรมเรามากที่สุด (ใช้เวลาเดินไปประมาณ 10 นาที)

ถึงจะใกล้ แต่เพื่อความไม่ประมาท เราจึงเดินไปสำรวจทางก่อนครั้งหนึ่งในตอนเช้า และขอสั่งลาโตเกียวและย่านอิเขะบุคุโระด้วยการช้อปปิดท้าย

แน่นอนว่า แม้จะพักอยู่แถวนี้มา 3 คืน แต่เราก็ยังเดินหลงทางกันอีกจนได้ เช้านี้ตั้งใจจะไปโตคิวฮันส์ Tokyu Hands ห้างขายของสารพันซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็น “creative life store” 

ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมานานแต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะมีโอกาสแวะไปที่นี่ ดังนั้นคราวนี้ก่อนบอกลาโตเกียว จึงขอไปยลโตคิวฮันส์สักครั้ง

ระหว่างทางไปเราผ่านทั้งห้าง Seibu และ Tobu สองห้างยักษ์ใหญ่ในย่านอิเคะบุคุโระ ผ่านดงช้อปปิ้ง ร้านค้าแถบนี้แม้จะหน้าตาค่อนไปทางบ้านๆ ไม่หรูหราอย่างแถวกินซ่าหรือโอโมะเตะซันโด แต่ก็เดินเล่นไม่น้อย ทำเอาเราสองคนนึกอยากโขกหัวตัวเองที่มาเจอแหล่งช้อปใกล้ที่พักเอาวันสุดท้าย

แต่สิ่งที่ทำให้อยากเขกหัวตัวเองซ้ำอีกคือห้างโตคิวฮันส์ พอมาถึงแล้วไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเราพลาดห้างนี้ไปได้ยังไง ตาม concept ของเค้าข้างต้นที่ว่าเป็น creative life store นี่ ต้องถือว่าที่นี่เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะอัดแน่นไปด้วยสารพัดสินค้าหลากไอเดีย ทั้งที่ให้เราซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ไปประดิษฐ์เอง ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป

ใครรักใครชอบงานประเภท DIY ต้องมีอันกระเป๋าบางกันคราวนี้ ทั้งอุปกรณ์เย็บปัก ทำงานฝืมือ scrapbook งานไม้ อุปกรณ์ทำขนม โอ๊ย… สารพัดจะบรรยาย

เราถึงกับตั้งปณิธานว่า ถ้าได้มาญี่ปุ่นอีก คราวหน้าจะไปเยือนโตคิวฮันส์สาขาต้นตำหรับที่ชิบุย่าให้จงได้

แม้จะไม่อยากทำใจลา แต่ก็ถึงเวลาต้องไป เรากลับไปโรงแรมเพื่อลากกระเป๋าเดินทางหนักอึ้งไปขึ้นรถ Airport Limo

ถึง Crowne Plaza เหลือเวลานิดหน่อยเลยฝากกระเป๋าไว้แล้วเดินข้ามถนนมาร้าน MOS Burger เพื่อจิบกาแฟก่อนจากสักหนึ่งถ้วย

***

รถ Airport Limo พาเรามาส่งถึงสนามบินเรียบร้อย ได้เวลากลับบ้าน เวลา 5 วันกว่าๆ ในซัปโปโรและโตเกียวผ่านไปไวอย่างกับโกหก แม้จะเหนื่อย หนาว (บ้าง) เมื่อย ล้า แต่เวลาทั้งหมดก็เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ

อีกครั้ง ขอบคุณประเทศญี่ปุ่นกับประสบการณ์ดีๆ และ またね! (แล้วพบกันใหม่)

 

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 9

เดินเที่ยวซึมซับประวัติศาสตร์ของยุคเอโดะมาทั้งช่วงเช้าแล้ว บ่ายนี้เลยขอไปพักผ่อนหย่อนใจบนเกาะสร้างใหม่อย่างโอไดบะกันบ้างค่ะ

โอไดบะเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นค่ะ แล้วก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหย่อนใหญ่สำหรับหนุ่มสาวและครอบครัวชาวโตเกียว ด้วยโอไดบะมีทั้งห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะริมทะเล สถานีโทรทัศน์ Fuji ออนเซ็นต์ธีมปาร์ค พิพิทธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ Miraikan ไปจนถึง Joypolis (สวนสนุกของ SEGA) ฯลฯ

fujiball

フジテレビ

เริ่มต้นจากหาอาหารกลางวันกันก่อน หลังจากชิมอาหารญี่ปุ่นมาหลายมื้อ มื้อนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศเป็นอาหารจีนกันบ้าง ก็ได้ยินว่าที่ Decks Tokyo Beach นี่เค้ามีโซน Little Hong Kong ที่จำลองบรรยากาศและแสงสีแบบฮ่องกงมาให้เห็นกัน ผนวกกับความอยากกินเกี๊ยวซ่า

ไปถึงยังไม่ทันเดินสำรวจร้าน เพื่อนร่วมทางของฉันก็ไปนั่งที่ร้านแล้ว เอานะ ร้านนี้ก็ได้ ร้านไหนก็เหมือนกันเวลาหิว เราสั่งเกี๊ยวซ่า บะหมี่น้ำ และโจ๊ก แต่กว่าจะสั่งอาหารได้ก็เล่นเอาเมื่อยมือ เพราะน้องเค้าฟังภาษาอังกฤษไม่ออก เอาแต่จะพูดภาษาจีนกับเราอย่างเดียว พอเราว่าเราไม่เข้าใจภาษาจีน เธอก็พูดญี่ปุ่นแทน แต่เอาเถอะ ยังไงก็ได้อาหารกลางวันมากินสมใจ ไม่ได้ประทับใจเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าได้มาลองแล้วกัน

พออิ่มแล้วก็ขอเดินสำรวจห้าง Decks เสียหน่อย ที่นี่จะมีเกมส์ต่างๆ ให้เล่นค่อนข้างเยอะค่ะ อย่างโซนหนึ่งชื่อว่า Muscle Park ก็จะมีเกมส์ที่ต้องใช้แรงสักหน่อยในการเล่น รูปแบบอย่างกับเกมส์โชว์ยังไงยังงั้น คือมีพิธีกรใส่ headphone คอยบรรยายไปด้วย แถมยังมีบรรดาญี่ปุ่นมุงมาดูอีกตะหาก ฉันเดินผ่านโซนเกมสไตล์ศึกวัดใจสไตล์บูชิโดที่เคยโด่งดังทางช่อง UBC หลายเกมดูน่าสนุก แต่เห็นว่าถ้าเข้าไปเล่นอาจจะสื่อสารกับพนักงานเค้าไม่รู้เรื่อง คราวนี้เลยขอเป็น “ผู้ชม” ไปก่อน

ไหนๆ มาถึงโอไดบะทั้งที ก็ขอเดินเล่นสบายๆ ชมวิวสะพานเรนโบว์ อ่าวโตเกียว และเทพีเสรีภาพค่ะ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ที่โอไดบะเค้าก็รูปปั้นเทพีเสรีภาพเหมือนกัน เพียงแต่เป็นขนาดย่อมลงมากว่าที่เกาะลิเบอร์ตี้ รูปปั้นเทพีนี้ทางฝรั่งเศสนำมาให้กับญี่ปุ่นในระหว่างปี 1998 ถึง 1999 ประมาณว่าให้ยืม ในช่วงปีที่เป็นการฉลอง The French Year in Japan พอเค้าจะเอาคืน ญี่ปุ่นเลยสร้างขึ้นมาเป็นของตัวเอง กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของโอไดบะ

liberty

french lady in tokyo

มานึกดูเล่นๆ ฉันเจอกับคุณเทพีเสรีภาพมาสองครั้งสองคราแล้ว แต่ทั้งสองครั้งเธอไม่ได้อยู่ที่แมนฮัตตันค่ะ ครั้งแรกเราพบกันขณะล่องเรือไปตามแม่น้ำแซนกลางกรุงปารีส เธอยืนตระหง่านอยู่บนเกาะ ile de Cygnes ใกล้กับ ile de la cite อันเป็นที่ตั้งของมหาวิหาโนเตรอดาม มาคราวนี้คุณเทพีเธอยังมาปรากฏตัวที่โตเกียวอีก ชีพจรลงเท้าไม่ใช่เล่น ฉันได้แต่หวังว่าคงมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเธอที่บ้านในนิวยอร์คสักครั้ง

หากการเดินเล่นชมวิวและซึมซับบรรยากาศริมเม่น้ำยังไม่หนำใจพอล่ะก็ ตามฉันมาที่สถานีโทรทัศน์ฟุจิเลยค่ะ ขอเรียกว่าฟุจิเทเลบิ ตามที่คนญี่ปุ่นเค้าเรียกก็แล้วกัน ลองนึกๆ ดู ตอนอยู่เมืองไทยเราก็ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวสถานีโทรทัศน์อย่างช่อง 3 ช่อง 5 กันสักครั้ง เฉียดที่สุดก็แค่ตอนนั่งรถผ่าน คราวนี้เราบุกเข้าไปในสถานีกันเลยค่ะ

escalator

ทางขึ้น

ที่ญี่ปุ่นนี่ สถานที่ต่างๆ มักมีตัวมัสคอทเป็นของตัวเอง ฟุจิเทเลบิก็เช่นกัน เราจะเห็นน้องหมาสีฟ้าหน้าตากวนๆ คอยต้อนรับอยู่ใกล้บันไดเลื่อนขึ้นสู่อาคารสถานี ที่นี่จริงๆ แล้วจะมีนำชมภายในสถานีด้วย แต่เราไปถึงตอนเค้าใกล้จะปิดแล้ว เลยอดไปโดยปริยาย ดีที่ว่ายังพอมีเวลาขึ้นไปบนหอชมวิวลูกโลก (ส่วนนี้ต้องซื้อบัตรเข้าชมนะจ๊ะ) เคยอ่านในไกด์บุ๊คบางเล่มบอกไว้ว่าถ้าไม่อยากเสียสตางค์ให้ขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 24 แทน แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ ขึ้นไปตามนั้นได้หรือเปล่านะคะ

Observation Deck หรือจุดชมวิวนี้ ต้องขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 25 ส่วนของจุดชมวิวก็คือเจ้าลูกบอลยักษ์สัญลักษณ์ของตึกฟุจิเทเลบินี่แหละค่ะ ลูกบอลนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 32 เมตร น้ำหนัก 1200 ตัน และสามารถใช้ชมวิวได้ 270 องศา จากจุดนี้จะมองเห็นวิวของอ่าวโตเกียวและสะพานเรนโบว์ได้เป็นอย่างดีค่ะ

viewfromtop

view from the top สะพานเรนโบว์และหอคอยโตเกียว

ดูวิวเพลินๆ สักพัก แวะร้านของที่ระลึกของสถานีโทรทัศน์ที่ช่างสร้างสรรของที่ระลึกเก๋ๆ จากรายการทีวีและละครมาดูดเงินนักท่องเที่ยว  แล้วเราก็บอกลาสถานีโทรทัศน์ฟุจิ และโอไดบะ แผนจะไปขึ้นชิงช้าสวรรค์ใกล้ๆ วีนัสฟอร์ตมีอันพับเก็บไป เพราะตอนนี้เราเริ่มหิว (อีก) แล้ว แถมยังต้องเตรียมซื้อของฝากคนที่บ้านอีกด้วย เราตกลงใจไปชินจุกุกันค่ะ

มาญี่ปุ่นทุกครั้งต้องมีอันมาแวะชินจุกุ มาทีไรหลงทุกที ไม่รู้เป็นยังไง แต่จนแล้วจนรอดก็หาทางมาร้านเทมปุระชื่อดัง Tsunahachi จนได้ ความพยายามเรื่องกินของเราไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว สาขาที่เราไปคือสาขาบนห้าง Shinjuku Keio ร้านตั้งอยู่บริเวณชั้น 8 ซึ่งเป็นโซนที่รวมร้านอาหารต่างๆ มาไว้ด้วยกัน ได้ยินชื่อ Tsunahachi มาจากหนังสือไกด์บุ๊ค เค้าว่าสาขาดั้งเดิมคนจะแน่น เราเลยเลือกมาสาขาที่ไม่ต้องแย่งที่นั่งกับคนอื่นดีกว่า ไหนๆ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ขอนั่งสบายๆ บ้างก็ดี

เราเลือกนั่งกันตรงเคาน์เตอร์ (จากประสบการณ์เยือนญี่ปุ่นครั้งก่อน ยาบุจิซังพาเราไปกินเทมปุระแสนอร่อย ที่พ่อครัวบรรจงทอดเทมปุระทีละอย่างแล้วทยอยวางลงบนจานตรงหน้าเรา) คิดว่ายังไงๆ ก็ต้องได้ชิมเทมปุระร้อนๆ ที่พ่อครัวคีบจากกระทะมาไว้บนจานเรา หลังจากลังเลสักครู่ เราก็เลือกสั่งชุดเล็ก กะว่าถ้าไม่อิ่มเดี๋ยวสั่ง a la carte เพิ่มเอาดีกว่า ในชุดเล็ก (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่เล็กสักเท่าไหร่) ประกอบไปด้วยกุ้งเทมปุระ ปลาไหลทอด กุ้งเล็กชุบแป้ง ผักทอด ข้าว และซุป

ส่วนซอสเทมปุระก็ไม่ต่างจากบ้านเราค่ะ เค้ามีไชเท้าบดใหม่ๆ ให้เติมลงในซอส และมีเกลือชนิดต่างๆ ให้เลือกด้วย รู้แต่ว่าเกลือสีเขียวคือเกลือผสมผงมัชฉะ (ชาเขียว) ส่วนสีอื่นไม่แน่ใจว่าคืออะไร นั่งตรงเคาน์เตอร์ดีตรงที่ได้ดูพอครัวลงมือทำอาหารตรงหน้า เพลินๆ หลังพ่อครัวเป็นตู้ปลา มีกุ้งเป็นๆ ว่ายน้ำอยู่ ระหว่างที่เพลินๆ กันอยู่นั้น เราก็เหลือบไปเห็นคุณพ่อครัวจับปลาไหลขึ้นมา เอานิ้วโป้งกดหัวมันลงกับเขียง เจ้าปลาไหลยังดิ้นไปมาอยู่เลย เราสองคนหน้าตาเลิ่กลั่กทันที หันหาเข้าหากัน เพราะไม่อยากดูภาพตรงหน้าต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น… นั่นไงล่ะ อยากนั่งตรงเคาน์เตอร์ดีนัก

tembpura

ebi tempura

แล้วเทมปุระหน้าตาหน้ากินก็ถูกลำเลียงลงในจานด้านหน้าเราค่ะ ที่นี่เค้าจะทอดไปเสิร์ฟไป ไม่ได้มาพร้อมกันทั้งเซ็ทอย่างบ้านเรา อาหารจึงยังร้อนและกรอบอร่อยเป็นอย่างยิ่ง ใครชอบเทมปุระขอบอกว่าอย่าพลาดเด็ดขาดค่ะ เสียที่ว่ามื้อนี้เรากินอย่างไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ เพราะเจ้าปลาไหลตัวนั้น…

ก่อนกลับโรงแรมที่พัก ตั้งใจว่าวันนี้จะกินเค้กญี่ปุ่นให้ได้ ก็แหมเค้กของญี่ปุ่นเนี่ยเค้าอร่อยเหนือใครจริงๆ ยิ่งสมัยก่อนตอนติดตามดูรายการทีวีแชมเปี้ยนด้วยแล้ว ได้เห็นเค้กเลิศๆ ก็เกิดอาการฝังใจ มาญี่ปุ่นทุกครั้งต้องแวะเดปาจิกะ (ร้านขายอาหารบริเวณชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่รวบรวมเอาร้านเด็ดมาไว้ด้วยกัน) แต่ครั้งนี้เราแวะร้านกาแฟแทนเพราะอยากหาที่นั่งอ้อยอิ่งอีกสักหน่อย ก็คืนนี้มันคืนสุดท้ายที่โตเกียวแล้วนี่นา

ทั้งๆ ที่ยังอิ่มอยู่เราก็ยังอุตส่าห์สั่งมงบลองค์มาแบ่งกันชิมกับชาร้อนอีกหนึ่งถ้วย มงบลองค์หน้าตาดี แต่รสชาติปานกลาง แม้จะดึกประมาณ 4 ทุ่มแล้ว คนยังเต็มร้านอยู่เลย ฉันแอบนึกเล่นๆ ว่าดึกป่านนี้ยังมาดื่มกาแฟกันอีก แล้วเค้าจะนอนกันตอนไหนนะ

montblanc

 mont blanc & my cup of tea

ดึกแล้ว ทั้งเหนื่อย ทั้งเพลีย อยากยืดเวลาคืนสุดท้ายในโตเกียวออกไปอีกสักหน่อย แต่ที่สุดแล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เวลาสนุกๆ (ผสมเหนื่อยๆ เพลียๆ) ของเรากำลังจะจบลง เรานั่งรถไฟใต้ดินกลับไปยังที่พักใกล้สถานี Ikebukuro

ikebukuro

 i-ke-bu-ku-ro

หมดวัน หมดแรง แต่ก็ต้องเตรียมเก็บของ เตรียมกลับบ้าน ฉับพับเสื้อผ้าเก็บลงกระเป๋า ทำใจพลัดพรากจากโบรชัวร์ที่เก็บมาบางส่วน เพราะไม่อยากให้กระเป๋าหนักจนเกินไป แน่นอนว่าประสบการณ์หลายวันที่ผ่านมาก็เข้าไปเก็บอยู่ในความทรงจำของฉันไปด้วยโดยปริยาย

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 7

แม้จะหลงทางไปแล้วรอบหนึ่งเมื่อช่วงเช้า เราก็ยังคงแก้อาการหลงทิศกันไม่ได้ จนแล้วจนรอดเลยต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปที่ Omotesandou แม้ว่าจริงๆ แล้วห่างกันแค่ 1 สถานี ถ้าเดินเอาคงใกล้กว่าเดินไปขึ้นรถไฟเป็นไหนๆ
อาหารกลางวันมื้อนี้ เราไปกันที่ศูนย์อาหารสไตล์บิสโทร ที่รวมร้านอาหารเก๋ๆ เอาไว้หลายร้าน สั่งอาหารเสร็จปุ๊บ เค้าก็ยื่นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งให้ ขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือเล็กน้อย ไม่ต้องตกใจไป จงรับอุปกรณ์นั้นมาแล้วกลับไปนั่งรอที่โต๊ะตามสบาย เมื่ออาหารที่สั่งพร้อมเครื่องนี้จะสั่นค่ะ แล้วเราค่อยเดินกลับไปรับอาหารที่ร้านนั้นๆ ไม่ต้องไปยืนคอยให้เมื่อย

ดูคร่าวๆ ศูนย์นี้น่าจะมีร้านรวมๆ ประมาณ 8 ร้านได้ มีทั้งร้านเบเกอรี่ ร้านพาสต้า ร้านอาหารเวียดนาม ร้านโดนัท ฯลฯ ซึ่งน่ากินไปเสียทั้งหมด อ่านเจอเกี่ยวกับศูนย์อาหารนี้จากหนังสือ โตเกียว กิน กิน ของคุณจินนี่ สาระโกเศศ เลยขอลองสักหน่อย ได้ยินว่าที่นี่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ ค่ะ (มิน่าล่ะ ลูกค้าแทบทุกโต๊ะ เป็นพวกสาวๆ วัยทำงานทั้งนั้น)

pasta with crab meat

pasta lunch + peach tea

อาหารมื้อนี้ของฉันเป็นพาสต้าซอสปู อร่อยพอใช้ได้ กับชาพีชหอมชื่นใจ อิ่มเรียบร้อยก็บังเอิญเดินผ่านร้านโดนัท หน้าตาน่ากินมากๆ และราคาแพงใช้ได้ (ชิ้นละร้อยกว่าบาท) ด้วยความอยากชิมเลยต้องยอมควักกระเป๋าซื้อเอามาแบ่งกันชิมซะหนึ่งชิ้น เป็นโดนัทสตรอเบอรี่หวานหอม สอดไส้ครีมซะด้วย เสียที่ว่าออกจะหวานไปซะหน่อย ต้องทานแกล้มน้ำชาถึงจะดี

ก่อนที่จะกลายเป็นทัวร์กินไปเสีย เรารีบรุดไปยังจุดหมายในบ่ายวันนี้ นั่นก็คือย่าน Omotesandou และ Aoyama อันแสนเลิศวิไล เป็นแหล่งรวมร้านค้าแบรนด์เนมทั้งหลายแหล่ เรียกว่าเป็นย่านสุดฮิปย่านหนึ่งเลยทีเดียว จุดหมายหลักๆ ของเราคือร้าน Comme des Garçon ชมตึก Prada และไป Ometesandou Hills

tod's

some like it Tod’s

lv

LV trunks of treasure

แบรนด์ดังน้อยใหญ่พากันแห่แหนมาเปิดร้านกันในย่าน Omotesandou และ Aoyama ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Chanel, Prada, Tod’s, Issey Miyake ฯลฯ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของบรรดาสาวนักช้อปกระเป๋าหนัก ส่วนผู้ที่ชื่นชอบในงานสถาปัตยกรรมก็ยังมาเดินเล่นชมตึกกันได้ เพราะแต่ละแบรนด์ต่างจูงมือนักออกแบบชื่อดังมาสร้างสรรค์ตึกสวยๆ แข่งกัน ไม่แพ้สินค้าที่ขายอยู่ในร้าน 

b&b

black & blue

ถนน Omotesandou เองก็มีสเน่ห์ไม่แพ้บรรดาร้านรวงของเหล่าดีไซเนอร์ ในวันฟ้าแจ่มๆ อากาศดีๆ แบบนี้ กิ่งก้านสีเข้มไร้ใบของต้น Zelkova ในช่วงฤดูหนาวตัดกันฉับกับสีฟ้าสดของท้องฟ้า ผู้คนแต่งตัวทันสมัยไปเดินผ่านไปมาคึกคัก ส่วนเราก็มุ่งหน้าไปยัง Omotesandou Hills ซึ่งรวมร้านค้าแสนทันสมัยอยู่ในตัวอาคารที่มองด้านนอกก็ออกจะธรรมด๊า ธรรมดา แต่พอก้าวเข้าไปภายในแล้วอดไม่ได้ที่จะต้องตะลึงกับผลงานออกแบบของท่าน Tadao Ando ชิ้นนี้ ทางเดินที่ลาดเทราวกับเรากำลังเดินอยู่เป็นเนินเขา ประกอบกับแสง สี และเสียง special effect ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ นับเป็นอีกอาคารที่มีความน่าสนใจ

uphill

up hill

 

อ่อ โปรแกรมชิมของเรายังไม่จบค่ะ ที่ Omotesandou Hills นี้ ยังมีร้านขนมญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง Toraya ตั้งอยู่ด้วย แล้วอย่างนี้เราจะพลาดได้ยังไง ร้าน Toraya Café นี้ขายอาหารว่าง ขนม และน้ำชา บรรยากาศเรียบง่ายสบายๆ ตู้ขนมหน้าร้านโชว์ขนมขึ้นชื่ออย่าง Kudzu Jelly เป็นการนำส่วนผสมแบบญี่ปุ่นกับตะวันตกมาผสานเข้าด้วยกันเพื่อรสชาติที่แปลกใหม่ ฉันสั่ง Kudzu Jelly ประดับสตรอเบอรี่ คู่กับชาข้าวเกนไม (Genmai Cha) ขนมเสิร์ฟมาบนถาดไม้เรียบสวย ได้อารมณ์แบบญี่ปุ่นที่เรียบง่าย ส่วนชาเกนไมมาในกาน้ำชาแก้วใบเล็ก เผยให้เห็นใบชาอย่างดีสีเขียวและข้าวญี่ปุ่นคั่วกลิ่นหอม เป็นชาที่หอมอร่อยมากๆ เค้ามีกาน้ำมาให้ด้วยเผื่อน้ำในกาชาหมด ก็สามารถเติมได้ตามชอบใจ นอกจากนี้เค้ามีขนมชิ้นเล็กมาให้ได้ชิม ตอนแรกนึกว่าเป็นชอกโกแลต แต่พอลองชิมคิดว่าน่าจะทำมาจากถั่วแดงบดมีรสขิงประกอบ รสชาติแบบขนมญี่ปุ่นแท้ๆ เข้าใจว่าเป็นขนมแนะนำสำหรับวันวาเลนไทน์ เผื่อใครไม่อยากซื้อชอกโกแลตให้แฟน

 

 

genmai cha

 

玄米茶

 

 

custard

 

sweet

 

 

เดินเล่นในตึก Omotesandou Hills เห็นร้านค้าเก๋ๆ มากมาย ก็แอบรู้สึกดีใจที่แบรนด์ไทยอย่าง Thann ก็มีร้านอยู่ที่นี่ด้วย แรกว่าโกอินเตอร์ แถมยังได้อยู่ในห้างสุดฮิปอีกต่างหาก

 

prada 1

prada 1

 

prada 2

prada (corner)

 

prada 3

 

prada & the tree

 

แล้วก็ถึงเวลาเที่ยวชมตึกสวยๆ ตามที่ตั้งใจไว้ ตึกที่ต้องตาติดใจฉันมากๆ คือตึกของ Prada ในย่าน Aoyama ซึ่งดูเผินๆ เหมือนย่านที่อยู่อาศัย ชวนให้นึกถึงย่านที่อยู่อาศัยในซอยสุขุมวิท แต่ท่ามกลางอาคารหน้าตาธรรมดาๆ ก็มีตึกแก้วโผล่ขึ้นมาให้ได้ตะลึงกับความสวยงามและแตกต่าง ตึกนี้เป็นผลงานออกแบบของ Herzog & de Meuron สองสถาปนิกดูโอที่เจ้าของรางวัล Pritzker Prize แผ่นกระจกนูนรูปข้าวหลามตัดแผ่นแล้วแผ่นเล่าต่อประสานกันออกมาเป็นอาคารกระจกหลังงามที่เรียบหรูสมกับแบรนด์พราด้า

 

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในดีไซน์เนอร์ Avant-garde อย่างคุณป้า Rei Kawakubo ย่อมต้องไม่พลาด flagship ของ Comme des Garçon ดีไซน์ชาวญี่ปุ่นผู้สร้างชื่อเสียงโด่งดังในฝรั่งเศสด้วยแนวทางการออกแบบที่ล้ำสมัย เป็นตัวของตัวเอง หลายคนคงผ่านตามาบ้างกับเสื้อโปโลพร้อมโลโก้หัวใจมีตาของ Comme Play (หนึ่งในแบรนด์ย่อยของ Comme des Garçon) ร้าน flagship นี้แสดงออกถึงความเป็น CDG ได้เป็นอย่างดี ผนังสีขาวสลับซับซ้อนแบ่งร้านออกเป็นส่วนย่อยๆ ราวกับเขาวงกต ยิ่งเดินลึกเข้าไปเราก็พบ collection สุดพิศวง พนักงานแต่งกายราวกับหลุดออกมาจากแคตวอร์ค เรียกว่าถึงไม่ได้ตั้งใจมาซื้ออะไร ก็น่าจะแวะไปชมอยู่ไม่น้อย

 cdg

 

flagship of CDG

 

เดินไป Aoyama แล้วก็ย้อนกลับมาทาง Omotesandou เพื่อแวะร้าน Paul Smith Jeans ร้านย่อยของแบรนด์อังกฤษสุดเก๋ ที่รวบรวมเสื้อผ้าวัยรุ่นสไตล์ผู้ดีแต่แฝงอารมณ์กวนๆ เอาไว้ ผ่านร้าน Tod’s ฝีมือคุณ Toyo Ito และ Louis Vuitton ที่ได้แรงบันดาลใจจากกระเป๋าเดินทาง (trunk) ของ LV ที่วางเรียงซ้อนกัน ผลงานของ Jun Aoki ใครชอบเรื่องงานสถาปัตยกรรมขอแนะนำให้ไปหา เจแปน สเปคตีบของคุณลมบกมาอ่านกันได้ เป็นหนังสือเกียวกับญี่ปุ่นในมุมมองของสถาปนิกที่อ่านสนุกมากเล่มหนึ่ง ลองแวะไปดูที่ blog ได้ค่ะ (ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่ประการใด)

 

ก่อนที่เพื่อนร่วมทางจะงอแงว่าทำไมไปแต่ที่ที่ฉันชอบ เลยขอพาไปบุกเมืองของเล่นกุ๊กกิ๊กอย่าง Kiddy Land กันเลยดีกว่า เรียกว่าสนุกได้ทั้งคู่เพราะมีทั้งของน่ารักๆ สารพัน และของเล่น เดินยังไม่ทันเข้าไปถึงในร้านก็จะได้ยินเสียงสาวน้อยสาวใหญ่ ร้อง “Kawaii!” กันเป็นระยะ แหม…ก็ของเค้าน่ารักจริง ทั้งเจ้าหมี Relakkuma คุณเหมียว Kitty คุณมูมิน ฯลฯ ราวกับหลงเข้าไปในดินแดนแห่งความน่ารัก!

 

แม้จะยังไม่อยากจะไปจากร้าน Kiddyland แต่เราก็ต้องไปกันต่อ เพื่อให้ทันเวลาที่จองโต๊ะเอาไว้ที่ร้าน Fonda  De La Madugrada เราเลยถือโอกาสฉลองวาเลนไทน์ในสไตล์เม็กซิกันค่ะ

  

ร้านนี้ไม่ได้ออกแนวโรแมนติกสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นร้านที่มีบรรยากาศคึกคักสนุกสนาน เหมาะแก่การมากันเป็นหมู่คณะ เราลงบันไดไปยังชั้นใต้ดินแล้วพบอีกบรรยากาศที่ราวกับว่าเราได้ก้าวเข้าไปในเม็กซิโก ^_^ ด้วยการตกแต่งในแบบเม็กซิกันที่มีสีสันสดใส

นั่งได้สักพักก็มีนักดนตรีมาเล่นเพลงตามโต๊ะตามคำขอ เรียกว่าขอเพลงไหนเล่นให้ได้ทันที สร้างบรรยากาศครึกครึ้นสนุกสนาน หลายคนยังลุกขึ้นมาเต้นด้วย เสียดายที่เรามากันสองคนเลยไม่เฮฮาเท่าโต๊ะอื่น แถมตอนที่นักร้องมาถามว่าจะขอเพลงอะไรดี เราก็เกิดอาการอึ้ง เอ่อ หนูไม่รู้จักชื่อเพลงเม็กซิกันเลยนี่สิ ไปๆ มาๆ เค้าพูดถึงชื่อ Quizas Quizas Quizas ขึ้นมาฉันก็เลยร้องอ๋อ เพลงนี้หนูรู้จักค่ะ (เพิ่งดู In the Mood for Love มา) เลยได้ฟัง Quizas สมใจ แถมได้ซื้อ CD ของเหล่านักร้องมาเป็นที่ระลึกเสีย 1 แผ่น

 

 

เหนื่อยมาทั้งวัน ก็ถึงเวลาบอก Oyasuminasai สำหรับคืนที่สองในโตเกียวค่ะ

หนาวนี้ที่ซัปโปโร ตอนที่ 6

วันนี้ตรงกับวันวาเลนไทน์พอดิบพอดีค่ะ ว่าแต่วันวาเลนไทน์ของเราจะมีแนวหวานแหววกุ๊กกิ๊กหรือเปล่า โปรดติดตามชม (อ่าน) ^_^

แรกเริ่มเดิมทีตั้งใจว่าวันนี้จะไปเที่ยวเมืองนิกโก้ให้จงได้ ก่อนมาก็วางแผนอย่างดิบดีว่าจะไปเที่ยวศาลเจ้าโทโชกุของท่านโตกุกาว่า อิเอยาสุ โชกุนคนสำคัญในสมัยเอโดะ ไปซึมซับบรรยากาศเมืองเก่าๆ บ้างหลังจากไปบุกเมืองใหม่อย่างซัปโปโรกันมาแล้ว

แต่แล้วแผนการเดินทางของวันนี้ก็มีอันเปลี่ยนแปลง เป็นโปรแกรมเที่ยวโตเกียว ด้วยว่าท่านผู้ร่วมเดินทางเกิดอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทาง นั่งเครื่องบิน ต่อรถไฟ ลงรถใต้ดิน ฯลฯ จากเมื่อวานนี้ ประกอบกับเราจองดินเนอร์เอาไว้ที่ร้านอาหารเม็กซิกันแถวฮาราจูกุตอนหนึ่งทุ่ม ถ้าออกไปเที่ยวนิกโก้อาจจะกลับมาไม่ทันได้

อย่ากระนั้นเลย เราจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนโปรแกรม เป็นการเที่ยวโตเกียวกัน

เนื่องจากครั้งนี้เป็นการมาเยี่ยมเยือนโตเกียว เป็นครั้งที่ 4 แล้ว เราเลยตกลงกันว่าจะไปเที่ยวที่ที่ยังไม่เคยไป (แหม ก็โตเกียวออกจะมีอะไรๆ มากมายให้ได้ดู มากี่ครั้งก็ยังเที่ยวไม่ครบทุกทีไป แถมยังมีสถานที่ใหม่ๆ ให้ได้ติดตามกันอยู่เรื่อยนี่นา)

ออกจะน่าอายสักนิดที่แม้เราจะมาโตเกียวหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสไปศาลเจ้าเมจิกันสักที มีแต่เฉียดไปเฉียดมาอยู่แถวฮาราจูกุ คราวนี้เราจึงบรรจุโปรแกรมนี้เข้าไปด้วยค่ะ เรียกว่าเข้าวัดสงบจิตสงบใจกันสักหน่อย (กะว่าจะไปไม่ไปแถว Asakusa เนื่องด้วยเวลาอันจำกัด)

โปรแกรมคร่าวๆ ของวันนี้คือ Meiji Jingu > Omotesando > Aoyama > Harajugu (ร้านอาหาร Mexican ของเรา)

เริ่มกันที่ศาลเจ้ากันเลยค่ะ ดูตามแผนที่แล้วออกจากสถานีรถใต้ดิน Meiji Jingu Mae แล้วเดินแค่นาทีเดียวก็จะถึงศาลเจ้าเมจิ แต่กรรมของเราทำให้ออกจากสถานีปุ๊บ ดันเลี๊ยวไปทางขวา (แทนที่จะเลี้ยวซ้าย) เดิน เดิน แล้วก็เดิน ทำไมไม่มีวี่แววศาลเจ้าเลยหว่า จนลึกเข้าไปในย่านที่อยู่อาศัย ก็คิดว่าไม่ได้การแล้ว เดินย้อนกลับดีกว่า หลงรับอรุณเลยค่ะท่านผู้ชม

แถมวันนี้อากาศที่โตเกียวก็ร้อนได้ใจจริงๆ ไหงต่างกับเมื่อวานอย่างนี้ล่ะ เราสองคนดันใส่เสื้อโอเวอร์โค้ทมาอีกตะหาก ตอนแรกก็ทนๆ ไปเพราะขี้เกียจถือ แต่ตอนหลังต้องถอดจนได้ ทั้งร้อนทั้งหลง เกิดอาการหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง แต่ต้องพยายามทำใจเย็นๆ ไปวัด ไปไหว้พระ ใจเย็นๆๆ ท่องคาถาไป

แล้วพระก็เห็นใจ เราเดินย้อนกลับมาจนเจอทางเข้าศาลเจ้าจนได้ เห็นเสาโทริอิปุ๊บก็รู้เลยว่ามาถูกทางแล้ว เราเดินเข้าสู่ศาลเจ้าอย่างสบายใจ ระหว่างทางก็เป็นสวนป่าแสนร่มรื่น แทบไม่น่าเชื่อว่าแค่ข้ามถนนไปก็จะเจอแหล่งวัยรุ่นสุดแสบอย่างฮาราจูกุ

เสาโทริอิ

เสาโทริอิขนาดยักษ์ (โปรดเทียบสเกลกับคนที่เดินผ่านไปมา)

ระหว่างเดินลึกเข้าไปในบริเวณศาลเจ้าเราก็ผ่านเสาโทริอิขนาดใหญ่อีก แล้วก็พบภาพคุ้นตาของศาลเจ้าแบบญี่ปุ่นคือถังสาเกที่วางเรียงซ้อนกันอยู่ ระหว่างมองซ้ายมองขวาอยู่นั้นก็เผอิญมีคุณไกด์อาสาตามโครงการ Yokoso Japan Week เดินเข้ามาทักเรา เห็นท่าหันรีหันขวางของเราก็คงจะรู้ทันทีว่าสองคนนี้เป็นกระเหรี่ยงนักท่องเที่ยวแน่นอน

คุณป้าเธอถามว่าต้องการไกด์ไหม ป้าให้บริการฟรี ไม่คิดสตางค์จ้ะ เราก็ดีใจสิคะ ได้ไกด์เสียด้วย จะได้ความรู้เพิ่มเติมอีกตะหาก อย่างนี้สิเลิศ (สงสัยพระเจ้าคงเห็นใจที่เมื่อกี้นี้ปล่อยให้เราหลงทางเสียอยู่นาน)

คุณไกด์เริ่มแนะนำตั้งแต่ตรงหน้าประตูเลยค่ะ พูดถึงถังสาเกที่วางอยู่ ทั้งๆ ที่เคยเห็นเจ้าถังแบบนี้ที่หลายศาลเจ้าแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่รู้ว่าเค้ามีเอาไว้ทำอะไร มาถึงบางอ้อ ก็ตอนที่คุณป้าเธอว่าถังเหล่านี้ มาจากบรรดาผู้ผลิตสาเกซึ่งมีจิตศรัทธานำมาบริจาคแก่ศาลเจ้า (บริจาคทั้งสาเกและถังนะจ๊ะ) โดยเหล้าสาเกนี้มีการนำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาของเค้าค่ะ

หลายคนคงพอทราบแล้วว่าศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต ต่างจากวัดซึ่งเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธ คุณไกด์เธอว่าส่วนใหญ่วัดก็อยู่ส่วนวัด ศาลเจ้าก็อยู่ส่วนศาลเจ้า แยกกัน มีเพียงที่ Asakusa ที่ทั้งวัด Senso-ji และศาลเจ้าอยู่ด้วยกัน

ศาลเจ้าเมจิแห่งนี้มีข้อแตกต่างจากศาลอื่นๆ ตั้งแต่ทางเข้าเลยนะคะ ที่อื่นจะตั้งแต่ถังสาเก แต่ที่นี่มีถังไวน์ตั้งเรียงกันอยู่ด้วย ได้ความว่าสมัยจักรพรรดิเมจิเป็นสมัยที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา แถมท่านจักรพรรดิก็โปรดปรานการดื่มไวน์ดีๆ จากฝรั่งเศส จึงมีผู้นำไวน์ชั้นดีมาถวายให้ด้วย ถังไม้เหล่านั้นจึงได้มาตั้งเรียงกันอยู่ที่หน้าศาลเจ้านี่เอง

คุณไกด์เล่าต่อไปว่าท่านจักรพรรดิและจักรพรรดินียังมีพระปรีชาสามารถทางด้านการแต่งบทกวีอีกด้วย เป็นบทกวีชนิดที่เรียกว่า Waka 和歌 หรือบ้างก็เรียก Gyosei โดยมีป้ายที่แสดงบทกวีผลงานของท่านให้ดูอยู่หลายจุด เสียดายที่เราอ่านไม่ออก -_-”

ส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับศาลเจ้าชินโต ก็คือเสา Torii ที่เกริ่นไปแล้ว เสา Torii ของศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นจากต้น Japanese Cypress (ไม้ Hinoki) ซึ่งนำเข้ามาจากไต้หวัน 1 เสาก็จาก 1 ต้น ต้นใหญ่ๆ ขนาดนี้คงมีอายุมากโขอยู่ สาเหตุที่ใช้ Japanese Cypress ก็เพราะถือเป็นไม้ที่มีค่ามาก ส่วนตัวศาลเจ้าจะใช้ไม้ Japanese Cypress ของญี่ปุ่นเอง

ก่อนเข้าศาลเจ้า ก็จะมีจุดให้ล้างมือและบ้วนปาก ซึ่งถือเป็นการชำระล้างร่างกายและจิตใจก่อนเข้าสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ คุณไกด์เธอสาธิตวิธีการให้เราดูก่อนด้วยค่ะ วิธีที่ถูกต้องคือต้องระวังไม่ให้กระบวยตักน้ำโดนริมฝีปากเราด้วย เพราะเป็นของที่เราต้องใช้ร่วมกันกับคนอื่น เสร็จแล้วเราก็มายืนสะบัดมือให้สายลมอ่อนๆ ช่วยพัดให้มือเราแห้ง ช่างเป็นวิธีคิดแบบธรรมชาติจริงๆ

เมื่อร่างกายบริสุทธิ์แล้ว เราก็เดินเข้าไปยังเขตของศาลเจ้ากันค่ะ ศาลเจ้าอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ดูเงียบสงบ แม้จะมีผู้คนมากมายเดินทางมาเยี่ยมชม แต่ก็ยังคงความขลังเอาไว้ได้เป็นอย่างดี คุณไกด์บอกว่าที่นี่เป็นที่ที่คนนิยมมาจัดงานแต่งงานแบบพิธีดั้งเดิมกันอยู่มาก เราก็มีโอกาสเห็นคู่บ่าวสาวกำลังเดินไปเข้าพิธีด้วย การจัดงานแต่งงานแบบนี้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่หลายต่อหลายคนก็ยังคงพิธีการเหล่านี้เอาไว้ เป็นวัฒนธรรมและรากเหง้าของคนญี่ปุ่น ที่แม้กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป หลายคนนิยมจัดงานในโบสถ์ (ให้ความรู้สึกแบบโรแมนติกมากกว่า) แต่ฉันว่าจัดพิธีที่ศาลเจ้านี้สุดยอดยิ่งกว่าเป็นไหนๆ

wedding ceremony

พิธีแต่งงาน

ด้านหน้าศาล มีต้นไม้สองต้นที่มีเชือกผูกโยงไว้ด้วยกัน คุณไกด์ว่าเป็นต้นไม้แห่งสามีภรรยาที่เจริญเติบโตและสวยงาม เข้าใจเลือกสองต้นนี้จริงๆ เพราะทั้งสองยืนต้นสวยแผ่ร่มเงาแก่กันและกัน

twin trees

ต้นไม้คู่ (มีเชือกที่โยงเชื่อมกันอยู่)

เอาหล่ะค่ะ เข้าไปตรงส่วนอาคารหลักกันเลยดีกว่า การสักการะของคนญี่ปุ่นนั้นทำโดยการโยนเหรียญทำบุญ ลองทำตาม step นี้ดูได้ค่ะ อย่าลืมอธิษฐานด้วยล่ะ

1 โยนเหรียญทำบุญลงในกล่อง

2 โค้ง 2 ครั้ง

3 ปรบมือ 2 ครั้ง

4 โค้งอีก 1 ครั้ง

explanation

me & my guide

อย่างที่บอกไปตอนแรก อาคารหลักของศาลเจ้านี้สร้างด้วยไม้ฮิโนกิหรือ Japanese Cypress ที่เป็นของญี่ปุ่นเองจริงๆ หลังคาทำจากแผ่นทองแดง (copper plate) ในรูปจะเห็นเป็นสีออกเขียวๆ ค่ะ อาคารดั้งเดิมเสียหายไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่มีการทิ้งระเบิดที่โตเกียว อาคารหลังปัจจุบันสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1958 แต่ก็ยังคงรูปแบบดั้งเดิมเอาไว้

ก่อนออกจากอาคารหลัก คุณไกด์เธอชี้ให้ดูร่องรอยบนประตูและเสาไม้ เป็นรอยขีดเล็กๆ จำนวนมาก แล้วให้เราทายว่านี่มันรอยอะไรเอ่ย เราก็จนปัญญา จนสุดท้ายเธอเฉลยว่ามันคือรอยที่เกิดจากการปาเหรียญค่ะ โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ของแต่ละปี ผู้คนนับล้านจะหลั่งไหลมายังศาลเจ้าเมจิ เพื่อทำบุญวันปีใหม่ แน่นอนว่าจำนวนคนมากมายขนาดนั้นทำให้มีหลายต่อหลายคนไม่สามารถเข้ามาในตัวศาลเจ้าได้ คนเหล่านั้นจึงโยนเหรียญเข้ามาแทน เพื่อเป็นการทำบุญ ปีแล้วปีเล่า เหรียญที่ถูกโยนเข้ามาด้วยความศรัทธาจึงเกิดเป็นรอยบนประตูของศาล ได้ยินแบบนี้เล่นเอาเราทึ่งเหมือนกันค่ะ

faith

รอยแห่งศรัทธา

กิจกรรมหนึ่งในการมาศาลเจ้าคือการเขียนคำอธิษฐานลงบนแผ่นไม้รูป 5 เหลี่ยม ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ema แปลตรงตัวได้ว่ารูปม้า แต่เอ ทำไมต้องเป็นรูปม้าล่ะ คุณไกด์เลยเฉลยให้ฟังว่าเดิมที เวลาขอพรจากเทพเจ้า ผู้คนที่ร่ำรวยก็จะนำสิ่งมีค่ามาถวายเพื่อเป็นการตอบแทน เข้าใจว่าสมัยก่อนม้านับเป็นสัตว์ที่มีค่าและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ จึงมีการนำม้ามาถวายแก่ศาลเจ้า ยุคสมัยหมุนเปลี่ยนเวียนไป การจะซื้อม้าจริงๆ มาถวายวัดคงจะแพงเอาการอยู่ แถมวัดจะเอาม้าจำนวนมากไปทำอะไรในยุคที่เรามีรถยนต์ใช้กัน จึงเปลี่ยนเป็นการใช้แผ่นป้ายในการเขียนขอพรแทน แต่ก็ยังคงชื่อเอมะไว้ดังเดิม เอมะสมัยนี้ก็มีการวาดรูปต่างๆ ลงไป อย่างที่ศาลเจ้าเมจิก็มีรูปวัว (ปีนี้เป็นปีวัว – year of ox) และรูปดอกเบญจมาสซึ่งเป็นตราประจำจักรพรรดิเมจิ เป็นต้น

ema

ป้าย “ema”

ใกล้ๆ กับบริเวณศาลหลัก คุณไกด์เธอพามาดูส่วนของการชำระล้างสำหรับรถ หรือ car purification (ไม่ใช่จุดล้างรถนะคะ) คงจำได้ว่าก่อนเข้าศาลเจ้า เราต้องมีการชำระล้างร่างกายโดยการล้างมือและบ้วนปากก่อน แต่สำหรับรถนั้น จะมีการทำบุญสำหรับรถค่ะ จุดนี้ไม่ต่างจากความเชื่อของคนไทยนัก เพราะคนไทยก็มีการนิมนต์พระมาทำบุญให้รถเหมือนกัน ส่วนของคนญี่ปุ่น เค้าจะเอารถไปที่ศาลเจ้าแล้วจะมีนักบวชมาทำพิธีรดน้ำมนต์ให้

ก่อนจะแยกจากคุณไกด์ใจดี เราก็มีโอกาสคุยกันนิดหน่อย คุณไกด์เธอว่าเธอเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ (มิน่าล่ะ พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากทีเดียว) แล้วก็มาเป็นไกด์อาสาสมัครในโครงการ Yokoso Japan Week แค่วันนี้เท่านั้น โชคดีของเราที่ได้เจอกับคุณไกด์ใจดี แถมได้ความรู้เพิ่มเติมอีกต่างหาก ซึ้งใจจริงๆ

บอกลากับคุณไกด์แล้ว เราก็เดินย้อนไปซื้อเครื่องรางกันสักหน่อยค่ะ ของฉันได้เครื่องรางสำหรับขับรถปลอดภัยมา 1 อัน ส่วนพี่แพนได้เครื่องรางโชคดีไปพกติดกระเป๋า เครื่องรางของญี่ปุ่นจะต่างจากเมืองไทย ตรงที่ของไทยมักจะไม่ได้แบ่งแยกเรื่องความโชคดี แต่ของญี่ปุ่นจะแบ่งแยก หากอยากโชคดีในหลายเรื่องอาจจะจ้องพกหลายชิ้น บางวัดจะมีรูปแบบน่ารักๆ ให้เลือกด้วยค่ะ จำได้ว่าที่เมืองนาระมีเครื่องรางเป็นรูปอิคคิวซังด้วย คิดว่าหลายคนก็คงเคยเห็นเครื่องรางรูปคิตตี้จังกันมาแล้ว

lucky charm

เครื่องรางของขลัง (ไม่เข้าใจว่าทำไมหลายคนนึกว่ารูปนี้เป็นรูปซูชิ -_-“)

จบการทัวร์ศาลเจ้า เราก็ค่อยๆ เดินย้อนกลับมายังทางออกทางเดิม แม้แดดจะร้อน แต่การเดินท่ามกลางสวนป่ากลางเมืองนี่ให้ความรู้สึกที่ดีจริงๆ นึกดีใจที่เราได้มีโอกาสมาศาลเจ้าเมจิในครั้งนี้

โปรแกรมช่วงบ่าย เป็นโปรแกรมช้อป ช้อป ช้อป

(ไหงเข้าวัดแล้วยังไม่ตัดกิเลศอีกหนอเรา -_-“)

โปรดติดตามตอนต่อไป つづく